Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Past & Pieces
•
ติดตาม
15 ต.ค. เวลา 04:08 • ประวัติศาสตร์
ซาอุดีอาระเบีย
อิบนุ ซาอูด — จากชายหนุ่มผู้ยึดป้อมมัสมัก สู่ผู้ก่อตั้งซาอุดีอาระเบีย
ลองจินตนาการว่า...
ชายหนุ่มคนหนึ่ง
สูญเสียบ้านเกิดของครอบครัว
ราชวงศ์ของเขาพ่ายแพ้
เมืองหลวงถูกยึด
และครอบครัวต้องหลบหนีออกจากแผ่นดินของตนเอง
เขาไม่ได้มีกองทัพขนาดใหญ่
ไม่มีปืนใหญ่จำนวนมหาศาล
ไม่มีจักรวรรดิอยู่เบื้องหลัง
และไม่มีรัฐที่มั่นคงคอยสนับสนุน
สิ่งที่เขามี...
คือคนจำนวนไม่มาก
อูฐ
อาวุธ
และความเชื่อว่า
“ริยาดต้องกลับมาเป็นของตระกูลซาอูดอีกครั้ง”
ชายหนุ่มคนนั้นคือ
อับดุลอะซีซ อิบนุ อับดุลเราะห์มาน อาล ซาอูด
หรือที่โลกในเวลาต่อมารู้จักกันในชื่อ
อิบนุ ซาอูด
และเรื่องราวของเขา
เริ่มต้นขึ้นในคืนหนึ่งของเดือนมกราคม ค.ศ. 1902
เมื่อชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางผ่านทะเลทราย...
เพื่อทำสิ่งที่ดูเหมือนแทบเป็นไปไม่ได้
ยึดริยาดคืนจากศัตรู
---
ราชวงศ์ที่สูญเสียแผ่นดิน
ก่อนที่ซาอุดีอาระเบียจะถือกำเนิดขึ้น
คาบสมุทรอาหรับไม่ได้เป็นประเทศเดียวอย่างที่เราเห็นในแผนที่ปัจจุบัน
ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยรัฐขนาดเล็ก
นคร
โอเอซิส
ชนเผ่า
และกลุ่มอำนาจต่าง ๆ
หนึ่งในราชวงศ์สำคัญคือ อาล ซาอูด
พวกเขาเคยปกครองรัฐซาอูดที่สอง
แต่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
อำนาจของราชวงศ์เริ่มอ่อนแอลง
คู่แข่งสำคัญคือ ราชวงศ์อาล รอชีด แห่งฮาอิล
ซึ่งสามารถขยายอำนาจเข้ามาในนัจญ์ด และยึดริยาดได้ในปี ค.ศ. 1891
ครอบครัวของอิบนุ ซาอูดจึงต้องออกจากเมือง
จากผู้ปกครอง...
กลายเป็นผู้ลี้ภัย
อับดุลอะซีซยังเป็นเพียงเด็กชายในเวลานั้น
แต่เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำว่า
ครอบครัวของเขาเคยมีอำนาจเหนือดินแดนแห่งนี้
และวันหนึ่ง...
เขาต้องการมันกลับคืนมา
---
ชายหนุ่มกับภารกิจที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้
ครอบครัวอาล ซาอูดใช้เวลาหลายปีอยู่ในคูเวต
ที่นั่น อับดุลอะซีซค่อย ๆ เติบโตขึ้น
เรียนรู้การขี่ม้า
การใช้ชีวิตในทะเลทราย
การเมืองของชนเผ่า
และศิลปะของการสร้างพันธมิตร
เขาไม่ได้เป็นเพียงนักรบ
แต่เป็นคนที่เข้าใจว่า
ในคาบสมุทรอาหรับ...
การชนะสงครามไม่ได้หมายความว่าคุณจะชนะการปกครอง
คุณต้องทำให้ผู้คนยอมรับอำนาจของคุณด้วย
ในปี ค.ศ. 1901
อับดุลอะซีซเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อทวงคืนริยาด
และในช่วงต้นปี ค.ศ. 1902
เขานำกำลังนักรบจำนวนหนึ่งออกจากคูเวต
เรื่องเล่าที่แพร่หลายมักกล่าวว่ากำลังของเขามีประมาณ 40–60 คน
โดยตัวเลขที่มักถูกอ้างถึงคือ 63 คน
แต่ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขใด...
มันก็ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับภารกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น
เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือ
ริยาด
เมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอาล รอชีด
---
คืนก่อนการโจมตี
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1902
กองกำลังของอิบนุ ซาอูดเดินทางเข้าสู่พื้นที่ใกล้ริยาด
พวกเขาต้องระมัดระวังอย่างมาก
เพราะหากถูกพบเห็นก่อนเวลา...
ภารกิจทั้งหมดอาจจบลงทันที
อิบนุ ซาอูดจึงแบ่งกำลัง
และซ่อนคนส่วนใหญ่ไว้บริเวณนอกเมือง
ส่วนตัวเขาและนักรบกลุ่มเล็ก ๆ
เคลื่อนเข้าสู่ริยาดอย่างลับ ๆ
เป้าหมายคือ ป้อมอัลมัสมัก
ป้อมปราการที่ตั้งอยู่ใจกลางริยาด
กำแพงดินหนา
หอคอยขนาดใหญ่
และประตูไม้ขนาดมหึมา
ในเวลานั้น ป้อมแห่งนี้เป็นศูนย์กลางอำนาจของผู้ว่าการริยาด
ซึ่งขึ้นต่อราชวงศ์อาล รอชีด
ชื่อของเขาคือ
อัจลาน อิบนุ มุฮัมหมัด
และอิบนุ ซาอูดรู้ว่า...
ถ้าเขาสามารถจัดการกับอำนาจของอัจลานได้
ริยาดก็อาจกลับคืนมาอยู่ในมือของตระกูลซาอูด
---
เช้าวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1902
เช้าวันนั้น...
ประตูของป้อมอัลมัสมักเปิดออก
และนี่คือช่วงเวลาที่อิบนุ ซาอูดรอคอย
กองกำลังของเขาโจมตีอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นการต่อสู้ระยะประชิด
ไม่มีแนวรบขนาดใหญ่
ไม่มีปืนใหญ่ถล่มเมือง
มีเพียงนักรบจำนวนไม่มาก
อาวุธในมือ
และการต่อสู้ในระยะใกล้
หนึ่งในเรื่องราวที่โด่งดังที่สุดเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้
คือเรื่องของ อิบน์ ญิลูวี
หนึ่งในผู้ติดตามของอิบนุ ซาอูด
ระหว่างการต่อสู้ เขาขว้างหรือแทงหอกเข้าใส่อัจลาน
แต่หอกพลาดเป้าหมาย...
และไปปักอยู่ที่ประตูไม้ของป้อมแทน
รอยที่เชื่อกันว่าเกิดจากเหตุการณ์นั้น
กลายเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่มีชื่อเสียงที่สุดของป้อมอัลมัสมัก
แต่เรื่องเล่ารายละเอียดของการต่อสู้มีหลายสำนวน
และบางส่วนถูกถ่ายทอดต่อกันมาในลักษณะตำนานวีรบุรุษ
สิ่งที่แน่นอนกว่าคือ...
อัจลานถูกสังหาร
และกองกำลังของอิบนุ ซาอูดสามารถยึดป้อมได้
ริยาดกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลซาอูด
และชายหนุ่มคนหนึ่ง...
ได้เปิดประตูสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์คาบสมุทรอาหรับ
---
แต่การยึดริยาด...เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ถ้ามองจากภายนอก
การยึดป้อมอัลมัสมักอาจดูเหมือนเป็นชัยชนะเพียงครั้งเดียว
แต่สำหรับอิบนุ ซาอูด...
มันคือจุดเริ่มต้น
เพราะในเวลานั้น
เขายังไม่ได้ครอบครองคาบสมุทรอาหรับ
เขามีเพียงริยาด
และรอบตัวเขายังเต็มไปด้วยศัตรู
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นหลังปี 1902
จึงอาจสำคัญกว่าการยึดป้อมเสียอีก
อิบนุ ซาอูดเริ่มสร้างอำนาจขึ้นทีละขั้น
บางครั้งด้วยสงคราม
บางครั้งด้วยการเจรจา
บางครั้งด้วยพันธมิตร
และบางครั้ง...
ด้วยการแต่งงาน
---
อาวุธที่สำคัญไม่แพ้ดาบ — พันธมิตร
ในสังคมที่ความสัมพันธ์ระหว่างชนเผ่ามีความสำคัญอย่างมาก
การสร้างพันธมิตรคือหัวใจของการเมือง
อิบนุ ซาอูดจึงไม่ได้พยายามเอาชนะทุกคนด้วยกำลัง
เขาสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับผู้นำชนเผ่าและตระกูลสำคัญต่าง ๆ
รวมถึงผ่านการสมรส
การแต่งงานจำนวนมากของอิบนุ ซาอูด
กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางสังคมและการเมืองที่กว้างขวาง
แต่สิ่งสำคัญคือ...
เราไม่ควรมองการแต่งงานทั้งหมดของเขาว่าเป็นเพียง
“แผนการแต่งงานเพื่อยึดครองประเทศ”
เพราะในสังคมของคาบสมุทรอาหรับ
การแต่งงานยังเกี่ยวข้องกับครอบครัว
เครือญาติ
สถานะ
และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ
กล่าวอีกแบบหนึ่ง...
อิบนุ ซาอูดไม่ได้รวมอำนาจด้วยดาบเพียงอย่างเดียว
เขารวมอำนาจด้วยเครือข่ายผู้คน
---
อิคฮ์วาน — นักรบแห่งการตั้งถิ่นฐาน
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ
อิคฮ์วาน (Ikhwan)
ในช่วงทศวรรษ 1910 อิบนุ ซาอูดสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานของชาวเบดูอินในชุมชนที่เรียกว่า ฮิจเราะฮ์ (Hijrah)
แนวคิดนี้มีทั้งมิติทางศาสนา
และมิติทางการเมือง
คนที่เคยใช้ชีวิตเร่ร่อน
ถูกชักชวนให้มาตั้งถิ่นฐาน
พวกเขาได้รับการศึกษาทางศาสนา
และกลายเป็นกำลังสำคัญของอิบนุ ซาอูด
อิคฮ์วานจึงไม่ได้เป็นเพียงกองทัพธรรมดา
พวกเขามีความเชื่อทางศาสนาอย่างเข้มข้น
มีความภักดีต่อผู้นำ
และมีความสามารถในการรบในสภาพแวดล้อมแบบทะเลทราย
ด้วยกำลังเหล่านี้
อิบนุ ซาอูดสามารถขยายอำนาจออกจากริยาดได้อย่างต่อเนื่อง
แต่...
ในอนาคต
กองกำลังเดียวกันนี้จะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของเขา
---
เมื่อมหาอำนาจยุโรปเข้ามาในสมการ
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
คาบสมุทรอาหรับไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว
มหาอำนาจอย่างจักรวรรดิอังกฤษและจักรวรรดิออตโตมัน
กำลังแข่งขันกันเพื่ออิทธิพลในตะวันออกกลาง
และเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในปี 1914...
สถานการณ์ก็ยิ่งซับซ้อน
อิบนุ ซาอูดเลือกใช้การทูตอย่างระมัดระวัง
ในปี 1915 เขาทำ สนธิสัญญาดาริน (Treaty of Darin) กับอังกฤษ
อังกฤษรับรองสถานะและอำนาจของเขาในพื้นที่ที่เขาควบคุม
ขณะที่อิบนุ ซาอูดได้รับเงินอุดหนุนและการสนับสนุนบางส่วน
แต่เขาก็ไม่ได้กลายเป็นหุ่นเชิดของอังกฤษ
เขาพยายามรักษาพื้นที่ในการตัดสินใจของตัวเอง
นี่เป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญของการเมืองของอิบนุ ซาอูด
รู้ว่าเมื่อใดควรสู้
และรู้ว่าเมื่อใดควรเจรจา
---
เป้าหมายต่อไป — ฮิญาซ
หลังจากสร้างอำนาจในนัจญ์ดได้มากขึ้น
อิบนุ ซาอูดหันความสนใจไปยังภูมิภาคที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของคาบสมุทร
ฮิญาซ
ดินแดนที่ตั้งของ
มักกะฮ์
มะดีนะฮ์
และนครศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ
ในเวลานั้นฮิญาซอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮาเชมิต
นำโดย ชะรีฟ ฮุสเซน อิบน์ อาลี
ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายนำไปสู่สงคราม
ในปี 1924 กองกำลังของอิบนุ ซาอูดเข้าสู่ฮิญาซ
มักกะฮ์ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา
ต่อมาในปี 1925
มะดีนะฮ์และญิดดะฮ์ก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายซาอูด
นี่ไม่ใช่เพียงชัยชนะทางทหาร
แต่มันเปลี่ยนดุลอำนาจของคาบสมุทรอาหรับไปตลอดกาล
เพราะตอนนี้...
ชายผู้เคยเป็นผู้ลี้ภัยจากริยาด
กำลังควบคุมทั้งนัจญ์ดและฮิญาซ
---
แต่ศัตรูของเขายังไม่หมดไป
หลังการรวมดินแดนจำนวนมาก
ปัญหากลับเกิดขึ้นจากคนที่เคยเป็นกำลังสำคัญของเขาเอง
อิคฮ์วาน
นักรบบางส่วนไม่พอใจกับนโยบายของอิบนุ ซาอูด
โดยเฉพาะเรื่องพรมแดนและความสัมพันธ์กับดินแดนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอังกฤษ
พวกเขาต้องการขยายการโจมตีเข้าไปยังพื้นที่อย่างอิรักและทรานส์จอร์แดน
แต่อิบนุ ซาอูดรู้ดีว่า...
ถ้ากองกำลังของเขาข้ามพรมแดนที่อังกฤษให้ความสำคัญ
สงครามอาจไม่ได้จบลงแค่ระหว่างชาวอาหรับด้วยกัน
มันอาจกลายเป็นสงครามกับมหาอำนาจ
ดังนั้น...
ชายผู้เคยใช้พวกเขาในการสร้างอาณาจักร
จึงต้องหันมาหยุดพวกเขา
---
ซาบีลา — เมื่อผู้สร้างกองทัพต้องปราบกองทัพของตัวเอง
ปี 1929
เกิดการปะทะครั้งสำคัญที่ ซาบีลา (Sabilla)
กองกำลังอิคฮ์วานเผชิญหน้ากับกองกำลังของอิบนุ ซาอูด
แต่โลกกำลังเปลี่ยนไป
กองทัพของอิบนุ ซาอูดเริ่มมีอาวุธและเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น
รวมถึงปืนกลและยานยนต์
การรบจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของอิคฮ์วาน
และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
เพราะหลังจากนั้น...
อิบนุ ซาอูดไม่ได้เป็นเพียงผู้นำของกลุ่มนักรบชนเผ่าอีกต่อไป
เขากำลังสร้าง
รัฐสมัยใหม่
---
23 กันยายน ค.ศ. 1932
หลังจากการต่อสู้
การเจรจา
พันธมิตร
การแต่งงาน
การพิชิต
และการสร้างอำนาจมานานหลายทศวรรษ...
ในที่สุด
วันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1932
ดินแดนของอิบนุ ซาอูดถูกรวมเข้าเป็นรัฐเดียวอย่างเป็นทางการ
ชื่อว่า
ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
และอับดุลอะซีซ อิบนุ ซาอูด
กลายเป็นกษัตริย์องค์แรก
ลองย้อนกลับไปยังปี 1902
ตอนนั้นเขาเป็นเพียงชายหนุ่ม
ที่เพิ่งยึดริยาดคืนด้วยกำลังนักรบจำนวนไม่มาก
แต่ 30 ปีต่อมา...
ชายคนเดียวกัน
ได้สร้างรัฐใหม่ขึ้นบนแผ่นดินส่วนใหญ่ของคาบสมุทรอาหรับ
---
และแล้ว...น้ำมันก็เปลี่ยนทุกอย่าง
แต่เรื่องราวยังไม่จบ
เพราะเพียงไม่กี่ปีหลังการก่อตั้งราชอาณาจักร
สิ่งที่จะเปลี่ยนซาอุดีอาระเบียไปตลอดกาลก็เริ่มต้นขึ้น
น้ำมัน
ในปี 1938 บริษัทน้ำมันที่ทำงานในซาอุดีอาระเบียสามารถค้นพบแหล่งน้ำมันเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่เมืองดัมมัม
หลังจากนั้น...
ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยพึ่งพาการเกษตร
การเลี้ยงสัตว์
การค้า
และรายได้จากผู้แสวงบุญ
เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่
รายได้จากน้ำมันจะเปลี่ยนเศรษฐกิจ
เปลี่ยนเมือง
เปลี่ยนโครงสร้างรัฐ
และในเวลาต่อมา...
ทำให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและพลังงานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
---
จากป้อมดิน...สู่ราชอาณาจักร
เรื่องราวของอิบนุ ซาอูด
จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของชายคนหนึ่งที่บุกยึดป้อม
เพราะถ้าการยึดอัลมัสมักเป็นจุดเริ่มต้น...
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก
ที่สร้างประเทศขึ้นมา
เขาใช้กำลังเมื่อจำเป็น
ใช้พันธมิตรเมื่อเหมาะสม
ใช้การแต่งงานเพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคม
ใช้ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความชอบธรรม
ใช้การทูตเพื่อถ่วงดุลมหาอำนาจ
และเมื่อกำลังที่เคยช่วยเขาสร้างอำนาจกลายเป็นภัยต่อรัฐ...
เขาก็หันกลับมาปราบมัน
จากชายหนุ่มผู้ลี้ภัย...
สู่ผู้ยึดริยาด
จากผู้ปกครองริยาด...
สู่ผู้พิชิตฮิญาซ
และจากผู้นำของดินแดนที่แตกแยก...
สู่กษัตริย์ผู้ก่อตั้ง
ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากสถานที่แห่งหนึ่ง
ป้อมปราการดินกลางเมืองริยาด
ป้อมอัลมัสมัก
และเช้าวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1902
เมื่อประตูป้อมเปิดออก...
ชายหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจว่า
ถึงเวลาแล้ว...
ที่จะเอาบ้านของเขากลับคืนมา
ประวัติศาสตร์
ซาอุดิอาระเบีย
บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Saudi Arabia
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย