•
23 ต.ค. เวลา 01:30 • สุขภาพ

การยอมรับว่าเราเป็น "ผู้ถูกกระทำ" ไม่ใช่การบอกว่าเราเป็น "คนอ่อนแอ"

.
.
.
“ไม่ว่าเราจะเจอการกระทำแย่ๆ
จากผู้อื่นมาเยอะขนาดไหน
เราก็ไม่ควรมองว่าตัวเองเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำ
เพราะมันจะทำให้เราไม่ลุกขึ้นมา active
ในการทำให้สถานการณ์ในชีวิตเราดีขึ้น”
หลายคนมีมุมมองความเชื่อแบบข้างต้น
เพราะพวกเขามองว่า
การยึดถือมุมมองความเชื่อนี้
จะป้องกันไม่ให้พวกเขางอมืองอเท้า
แต่ในทางปฏิบัติ
พอเราปฏิเสธที่จะยอมรับว่า
ตัวเองเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ”
บางครั้ง
มันจะนำมาสู่การที่เราปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง
ที่เป็นผลพวงมาจากการ “ถูกคนอื่นกระทำ” ตามไปด้วย
(เช่น ถูกแฟนนอกใจ และปฏิเสธว่า
ตัวเองรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง โกรธ อับอาย)
การปัดตกความรู้สึกตัวเองเป็นสิ่งที่ดูจะสมเหตุสมผลนะครับ
ลองนึกถึงตัวอย่างข้างบนดูก็ได้ครับ
สมมติว่าเราถูกแฟนนอกใจและเรารู้สึก
เจ็บปวดกับพฤติกรรมของแฟนเราเป็นอย่างมาก
ถ้าเราเมินเฉยความเจ็บปวดของเราได้
เราก็จะสามารถเลิกกับแฟน
move on และใช้ชีวิตในฐานะคนโสดต่อไปได้
ปัญหาก็คือ
การที่เราเบินหน้าหนีความเจ็บปวดของเรา
มันไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเราหายไป
ตอนแรกๆที่เราเริ่มไม่สนใจความเจ็บปวดของเรา
และโฟกัสความสนใจไปที่อย่างอื่นในชีวิต
(เช่น งาน เหล้า) เราอาจจะรู้สึกราวกับว่า
ความเจ็บปวดนั้นมันได้หายไปแล้ว
แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก
ความเจ็บปวดนั้นมันก็จะกลับมา
“เคาะประตู” ทักทายเราจนได้
เพราะนั่นคือธรรมชาติของความรู้สึกมนุษย์เราครับ
เราไม่สามารถเมินเฉยต่อความรู้สึกของเรา
และคาดหวังให้ความรู้สึกของเราหายไปได้
หากเราคาดหวังให้ความรู้สึกของเรา
ลดระดับความเข้มข้นลง
เราจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกนั้น
ทำความเข้าใจความรู้สึกนั้น
ยอมรับความรู้สึกนั้น
และมันไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้น
แบบ “ครั้งเดียวจบ” เสมอไปด้วยนะครับ
หลายครั้ง มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะอะไร?
เพราะทุกครั้งที่เราเกิดความรู้สึกบางอย่างที่เข้มข้น
(เช่น รู้สึกเจ็บปวดมากๆ)
นั่นคือการที่ร่างกายของเรา
กำลัง “ส่งข้อความ” บางอย่างให้เรารับรู้ (ผ่านความรู้สึกนั้น)
ยิ่งความรู้สึกเข้มข้นมากเท่าไหร่
“ข้อความ” ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
และด้วยความที่ “ข้อความ” มันสำคัญมากๆ
ร่างกายเราก็จะอยากให้เรา “อ่านข้อความ” ซ้ำๆ
ร่างกายเราก็เลยกำหนดให้ความรู้สึกนั้นมีระดับเข้มข้นสูง
เราจะได้หันมา “อ่านข้อความ” ดังกล่าวซ้ำๆ
เราจะได้ “จดจำข้อความ” ดังกล่าวได้แม่นยำ
…ก่อนที่ร่างกายจะบอกว่า
“โอเค! ข้อความนี้ถูกส่งย้ำไปมากพอแล้ว น่าจะจดจำได้แล้ว”
…นั่นคือช่วงที่ความรู้สึก
(ที่เคยเข้มข้นก่อนหน้านี้)
จะลดระดับความเข้มข้นลงครับ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอนำเสนอว่า
หากเราเลือกปฏิเสธที่จะมองว่า
ตัวเองเป็น “เหยื่อ” หรือ “ผู้ถูกกระทำ” ล่ะก็
…เราอย่าเผลอปฏิเสธอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
ที่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว
(ที่มีคนอื่นมา “ล้ำเส้น” เรา) ไปด้วยนะครับ
อันที่จริง
ผมอยากที่จะนำเสนอเพิ่มเติมด้วยครับว่า
เราสามารถยอมรับว่าเราเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ”
พร้อมๆกับตระหนักถึงความจำเป็น
ที่เราจะลุกขึ้นมา “กู้สถานการณ์” ในชีวิตเราได้
…ให้อารมณ์แบบว่า
“ที่ผ่านมา คนอื่นทำแสบกับฉันไว้นะ
แต่ฉันก็จะไม่รอให้คนๆนั้นมาช่วยฉันหรอก
ฉันขอเลือกที่จะลงมือช่วยเหลือตัวเองดีกว่า!”
.
.
.
หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับการกัดฟันฝืนเข้มแข็ง...คุณสามารถทัก Inbox มานัดพูดคุยปรึกษาเชิงจิตวิทยา (Counseling) กับผมได้นะครับ
.
.
.
อ้างอิง
Abramowitz, J. S., Tolin, D. F., & Street, G. P. (2001). Paradoxical effects of thought suppression: A meta-analysis of controlled studies. Clinical Psychology Review, 21(5), 683–703.
Macri, J. A., & Rogge, R. D. (2024). Examining domains of psychological flexibility and inflexibility as treatment mechanisms in acceptance and commitment therapy: A comprehensive systematic and meta-analytic review. Clinical Psychology Review, 110, 102432.
Benight, C. C., & Bandura, A. (2004). Social cognitive theory of posttraumatic recovery: The role of perceived self-efficacy. Behaviour Research and Therapy, 42(10), 1129–1148.
โฆษณา