•
15 ต.ค. เวลา 15:07 • นิยาย เรื่องสั้น

บทสนทนาของคุณป้าหมอนวดแผนไทย

กฤตย - เขียน
วันนี้ผมมีโอกาสกลับไปนวดแผนไทยอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานพอสมควร
ปกติแล้วพ่อกับแม่จะไปนวดที่โรงพยาบาลเป็นประจำ แต่สำหรับผม นับตั้งแต่ย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ โอกาสจะกลับมาใช้บริการก็น้อยลงไปตามระยะทางและภาระงานที่เพิ่มขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงปิดภาคเรียนพอดี ประกอบกับเย็นวันนี้มีคิวนวดว่างอยู่สองที่ พ่อกับผมจึงได้ไปนวดด้วยกัน
ห้องนวดมีเตียงอยู่สามเตียง พ่อกับผมนอนอยู่ข้างกัน ส่วนอีกเตียงหนึ่งมีม่านกั้นเอาไว้ ภายในห้องไม่ได้กว้างขวางนัก แต่ก็มีพื้นที่เพียงพอให้หมอนวดเดินไปมาและทำงานได้สะดวก
ก่อนเริ่มนวด เจ้าหน้าที่เข้ามาซักถามอาการปวดเมื่อยตามปกติ พ่อบอกว่าปวดบริเวณเอวเป็นหลัก ส่วนผมก็คงหนีไม่พ้นอาการยอดนิยมของคนที่ใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ นั่นคืออาการปวดคอ บ่า และไหล่ ซึ่งคงเป็นผลมาจากการนั่งทำงานที่อาจารย์มอบหมายติดต่อกันเป็นเวลานาน
ตอนแรกผมยังนึกอยู่ว่าการนวดครั้งนี้คงช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายได้มากทีเดียว
แต่พอเริ่มลงมือนวดจริง ๆ ผมก็จำได้ขึ้นมาทันทีว่าการนวดแผนไทยไม่ได้มีแต่ความสบายเสมอไป
ผมห่างหายจากความเจ็บปวดชนิดนี้มานานเสียจนเกือบลืมไปแล้วว่าแรงกดจากนิ้วมือ ข้อศอก และท่วงท่าต่าง ๆ ของหมอนวดสามารถทำให้คนเราต้องกลั้นหายใจได้เป็นระยะ ๆ
หมอนวดที่มาประจำเตียงของผมเป็นคุณป้าคนหนึ่ง ในที่นี้ผมขอเรียกว่า ป้าแต้ม
ป้าแต้มเริ่มนวดจากบริเวณเท้า ค่อย ๆ ไล่ขึ้นมาตามขา สลับซ้ายขวาไปตามขั้นตอน ระหว่างนั้นหมอนวดในห้องก็พูดคุยทักทายกันตามประสาคนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน
ช่วงแรกผมไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไรนัก เพราะกำลังพยายามรับมือกับแรงกดที่เกิดขึ้นตามร่างกาย บางจังหวะก็หลับตา บางจังหวะก็เผลอเกร็งขาโดยไม่รู้ตัว
ไม่ทราบเหมือนกันว่าบทสนทนาเริ่มต้นจากตรงไหน
แต่พอเริ่มจับใจความได้ เรื่องที่พวกป้ากำลังคุยกันก็เป็นเรื่องเงินสมาชิกฌาปนกิจของหมู่บ้าน
สำหรับชุมชนในต่างจังหวัดบางแห่ง จะมีการเก็บเงินจากสมาชิกเป็นประจำเพื่อช่วยเหลือครอบครัวเมื่อมีผู้เสียชีวิต เงินที่ได้รับอาจมีจำนวนมากถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกและข้อตกลงของแต่ละแห่ง
ป้าแต้มเล่าว่าตนเองต้องหาเงินจ่ายค่าสมาชิกให้คนในครอบครัวถึงสี่คน ได้แก่ ตัวเธอเอง สามี ลูก และลูกติดของสามี ซึ่งแยกไปใช้ชีวิตที่อื่นนานแล้ว ไม่ได้ติดต่อกลับมา แม้จะทราบข่าวว่ามีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้วก็ตาม
หมอนวดอีกคนที่อยู่ข้างเตียงพ่อจึงถามขึ้นทำนองว่า จะยังจ่ายให้ทำไม ในเมื่อคนคนนั้นไม่ได้กลับมาเหลียวแลกันเลย
บทสนทนายังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ป้าแต้มก็ยังนวดให้ผมตามปกติ
จากเรื่องเงินฌาปนกิจ ค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน
ผมได้ยินว่าทุกวันนี้ป้าแต้มเป็นคนออกมาทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง และยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของสามีด้วย เธอให้เงินสามีวันละหนึ่งร้อยบาทก่อนออกมาทำงาน ส่วนลูกของเธอไปอาศัยอยู่กับตา
ตอนนั้นผมเริ่มสงสัยขึ้นมาว่า เหตุใดบ้านหลังนี้จึงมีคนออกมาทำงานหาเงินอยู่เพียงคนเดียว
ไม่นานนัก คำตอบก็ค่อย ๆ ปรากฏผ่านบทสนทนา
หมอนวดอีกคนพูดขึ้นว่า เงินวันละหนึ่งร้อยบาทก็น่าจะพอสำหรับคนที่ไม่ได้ทำอะไร
ป้าแต้มจึงเล่าต่อในทำนองว่า เงินที่สามีเอาไปใช้นั้นไม่ได้หมดไปกับเหล้าหรือสุรา แต่เป็นสิ่งอื่นที่ทำให้เขากลายเป็นคนอย่างทุกวันนี้
เธอไม่ได้เอ่ยชื่อสิ่งนั้นอย่างชัดเจนในช่วงที่ผมได้ยิน แต่ผมเข้าใจไปถึงยาเสพติด และดูเหมือนคนอื่นในห้องก็คงเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน
เสียงจากอีกฟากของม่านพูดขึ้นว่าทุกวันนี้ยาเสพติดบางชนิดมีราคาถูกมาก แถวบ้านของเธอก็มีคนซื้อขายกัน บางครั้งราคาเพียงยี่สิบบาทเท่านั้น ยิ่งซื้อจำนวนมากก็ยิ่งถูกลง
ยี่สิบบาท
ผมจำตัวเลขนี้ได้แม่น เพราะมันถูกกว่าข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก
สิ่งที่ทำให้ผมตกใจไม่ใช่เพียงราคา แต่เป็นวิธีที่เรื่องนี้ถูกพูดถึง ทุกคนสนทนากันอย่างคุ้นเคย ราวกับกำลังพูดถึงราคาสินค้าทั่วไปในชีวิตประจำวัน
จากนั้นเรื่องราวก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ป้าแต้มเล่าว่าสามีมีพฤติกรรมอาละวาด จนเธอไม่รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่บ้าน ถึงขั้นต้องนอนโดยมีมีดอยู่ใกล้ตัวทุกคืน
แม้จะเป็นเช่นนั้น ตอนเช้าเธอก็ยังต้องเตรียมอาหารไว้ให้สามีก่อนออกมาทำงาน
ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นป้าแต้มกำลังนวดถึงส่วนไหนของร่างกายแล้ว เพราะเริ่มสนใจบทสนทนามากกว่าแรงกดที่เคยทำให้ต้องหลับตาปี๋ในช่วงแรก
เธอเล่าว่าเคยคิดจะหนีออกจากบ้าน และเคยเตรียมแผนเอาไว้ด้วย
หมอนวดอีกคนสนับสนุนว่า หากจะไปก็ควรไปให้ขาด ไม่ต้องกลับมายุ่งเกี่ยวกันอีก
แต่เรื่องราวไม่ได้ง่ายเช่นนั้น
ป้าแต้มยังพูดถึงเงินบางอย่างที่เธอรอจะได้รับจากสามี ผมฟังไม่ทันว่าเป็นเงินประเภทใด จึงไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าเงินก้อนนั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อการตัดสินใจของเธอ
อีกช่วงหนึ่ง เธอเล่าว่าสามีเคยพูดทำนองว่า เธอจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอเพียงส่งเงินให้เขาเดือนละหนึ่งพันห้าร้อยบาทก็พอ
ผมฟังแล้วอดคิดไม่ได้ว่า ในเมื่อป้าแต้มเป็นคนหาเงินเลี้ยงครอบครัวอยู่แล้ว เหตุใดแม้แต่การแยกออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง เธอก็ยังถูกคาดหวังให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของอีกฝ่าย
ระหว่างที่บทสนทนากำลังเข้มข้นขึ้น เสียงจากหลังม่านก็พูดถึงไซยาไนด์ขึ้นมาในทำนองเสนอให้ใช้จัดการสามี
ผมไม่ทราบว่าผู้พูดตั้งใจประชด พูดด้วยความโมโห หรือพูดเล่นอย่างรุนแรง แต่การได้ยินเรื่องเช่นนี้ในห้องนวดของโรงพยาบาลก็ทำให้ผมรู้สึกประหลาดอยู่ไม่น้อย
สถานที่ที่ผู้คนเข้ามาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดทางร่างกาย กลับมีบทสนทนาเกี่ยวกับความรุนแรงในชีวิตครอบครัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ป้าแต้มไม่ได้บอกว่าจะทำเช่นนั้น
ตรงกันข้าม เธอกลับพูดว่า ตอนนี้คงไม่คิดหนีแล้ว
เธอมองว่าตนเองกับสามียังมีกรรมต่อกัน ถึงแม้ความรักฉันสามีภรรยาจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นพ่อของลูก เธอจึงคิดว่าจะดูแลเขาต่อไปจนกว่าเขาจะเสียชีวิต
และมีประโยคหนึ่งที่ผมจำได้เป็นพิเศษ
ป้าแต้มบอกว่า ทุกวันนี้เธออโหสิกรรมให้สามีทุกคืน
ผมนอนฟังอยู่เงียบ ๆ
ก่อนหน้านี้ผมพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเธอจึงยังอยู่กับสามี ทั้งที่ต้องทำงานหาเงินเพียงลำพัง ทั้งที่เคยคิดจะหนี และทั้งที่รู้สึกไม่ปลอดภัยแม้กระทั่งเวลานอน
แต่เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มรู้สึกว่าคงไม่สามารถทำความเข้าใจชีวิตคู่ของคนสองคนจากบทสนทนาเพียงไม่กี่สิบนาทีได้ทั้งหมด
ป้าแต้มไม่ได้เป็นเพียงผู้หญิงที่อดทนต่อสามี เธอยังมีเรื่องเงินที่คาดหวัง มีความรับผิดชอบต่อลูก มีความเชื่อเรื่องกรรม และมีความคิดเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ซึ่งบางอย่างอาจขัดแย้งกันในสายตาคนนอก
ผมไม่รู้ว่าเธอผ่านอะไรมาบ้าง และไม่รู้ว่าเหตุใดเธอจึงตัดสินใจเช่นนั้น
สิ่งที่รู้มีเพียงว่า ผู้หญิงที่กำลังใช้มือบรรเทาความปวดเมื่อยให้ผมคนนี้ กลับต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงในบ้านของตัวเอง
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมนึกถึงระหว่างฟังคือความเหมาะสมของการสนทนาเช่นนี้ต่อหน้าผู้รับบริการ
ตามปกติแล้ว การเล่าเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องที่มีความรุนแรงและละเอียดอ่อน ระหว่างปฏิบัติงานบริการอาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมนัก เพราะผู้รับบริการแต่ละคนย่อมมีความคาดหวังและความสบายใจแตกต่างกัน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า สำหรับคนที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการทำงาน การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่โอกาสที่เธอจะได้ระบายเรื่องราวซึ่งแบกรับเอาไว้
ผมเองก็ไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะรับฟังตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำ
ตอนเข้าห้องนวด ผมเพียงอยากให้หายปวดคอบ่าไหล่ แต่เมื่อได้ยินเรื่องของป้าแต้ม ผมกลับเงี่ยหูฟังเสียจนแทบลืมความเจ็บจากแรงนวด
นึกดูแล้วก็แปลกดีเหมือนกัน
เราอาจใช้ชีวิตอยู่ใกล้ผู้คนมากมายโดยไม่เคยรู้เลยว่า เมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว พวกเขาต้องกลับไปพบกับอะไรบ้าง
สำหรับผม การกลับบ้านช่วงปิดเทอมหมายถึงการได้พักจากการเรียน ได้อยู่กับครอบครัว และได้ทำสิ่งที่ไม่มีเวลาทำระหว่างอยู่เชียงใหม่
แต่สำหรับป้าแต้ม คำว่ากลับบ้านอาจไม่ได้หมายถึงการพักผ่อนอย่างที่ผมคุ้นเคย
ผมยังนึกถึงคำพูดเรื่องการอโหสิกรรมทุกคืนของเธออยู่
ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอพูดคำนี้กับตัวเองก่อนนอนด้วยความรู้สึกอย่างไร และไม่รู้ว่าหลังจากให้อภัยแล้ว ความกลัวในคืนถัดไปจะลดลงบ้างหรือไม่
ผมไม่ได้มีคำตอบให้ชีวิตของป้าแต้ม และคงไม่มีสิทธิไปตัดสินว่าเธอควรเลือกทางไหนจากสิ่งที่ได้ยินเพียงครั้งเดียว
อย่างน้อยเรื่องที่ได้ฟังในวันนี้ก็ทำให้ผมมองเห็นว่า ปัญหายาเสพติดไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่ตัวผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงคนในครอบครัวที่ต้องหาเงิน ต้องปรับชีวิตประจำวัน และบางครั้งต้องอยู่กับความไม่ปลอดภัยโดยไม่มีใครภายนอกรับรู้
ส่วนการที่ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมีอิสระในการกำหนดชีวิตของตัวเองเสมอไป
เย็นวันนี้ผมตั้งใจไปนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย
แต่กลับได้ฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมเพิ่งรู้จักผ่านชื่อเรียกและน้ำเสียงของเธอเท่านั้น
ผมไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ป้าแต้มจะเป็นอย่างไร
รู้เพียงว่าในวันที่ผมได้กลับมาพักผ่อนอยู่บ้าน เธอยังมีบ้านอีกหลังหนึ่งที่ต้องกลับไป และยังมีชีวิตของตัวเองที่ต้องดำเนินต่อ
บทสนทนาในเย็นวันนี้ทำให้ผมได้มองเห็นอีกมุมหนึ่งของชีวิตผู้คน ทั้งเรื่องครอบครัว ความสัมพันธ์ และปัญหายาเสพติด
ผมจึงตั้งใจจะนำประสบการณ์ครั้งนี้ไปเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง
ในชุด “คนที่ถูกลบออก” ที่กำลังเขียนอยู่
ส่วนชีวิตจริงของป้าแต้ม ผมหวังเพียงว่าสักวันเธอจะได้กลับบ้านโดยไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ได้ยินระหว่างเข้ารับบริการนวดแผนไทย โดยใช้นามสมมติและถ่ายทอดบทสนทนาบางส่วนตามใจความที่จดจำได้ มิใช่ถ้อยคำตรงทั้งหมดครับ
กฤตยชญ์ พรมรัตน์
15 ตุลาคม 2569
โฆษณา