Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Is Life
•
ติดตาม
6 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก
ในรอบ 52 ปี ประชากรสัตว์ป่าลดลง 73% แต่ธรรมชาติยังพอมีหวัง หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ
แม่น้ำที่เคยมีปลาอาศัยอยู่มากมายอาจเหลือประชากรเพียงส่วนหนึ่ง
ป่าที่เคยเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิดอาจถูกแบ่งออกเป็นหย่อมเล็กๆ
ส่วนทะเลที่มีปลาชุกชุมก็อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าประชากรสัตว์น้ำจะฟื้นตัวจากการจับอย่างหนัก
ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก และจากข้อมูลที่รวบรวมต่อเนื่องหลายทศวรรษกำลังเผยให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตมากแค่ไหน
ในรายงาน Living Planet Report 2026 ระบุว่า ระหว่างปี 1970 - 2022 ขนาดประชากรสัตว์ป่าที่อยู่ในฐานข้อมูลติดตามทั่วโลกลดลงโดยเฉลี่ย 73 เปอร์เซ็นต์
ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน และปลา รวม 5,790 ชนิด จากแนวโน้มประชากร 35,803 ชุดข้อมูล
หากแยกข้อมูลตามระบบนิเวศ ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดอยู่ในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งประชากรสัตว์ที่ติดตามลดลง 85 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือสัตว์บนบก 69 เปอร์เซ็นต์ และสัตว์ทะเล 59 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับระดับปี 1970
แม่น้ำ ลำธาร หนอง บึง และพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์จำนวนมาก แต่พื้นที่เหล่านี้ต้องรองรับทั้งการใช้น้ำของมนุษย์ การเกษตร การพัฒนาเมือง และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
ขณะที่เขื่อนหรือสิ่งกีดขวางในแม่น้ำอาจขัดขวางการเคลื่อนที่ของปลา การสูบน้ำมากเกินไปอาจทำให้แหล่งน้ำบางช่วงตื้นเขินหรือแห้งลง ส่วนเรื่องน้ำเสียจากชุมชนและอุตสาหกรรมก็ลดคุณภาพของแหล่งอาศัย
สำหรับสัตว์ที่ต้องเคลื่อนย้ายระหว่างแหล่งอาหาร แหล่งผสมพันธุ์ และพื้นที่วางไข่ การเปลี่ยนแปลงเพียงบางจุดอาจกระทบต่อวงจรชีวิตได้ทั้งยวง
ปัญหายังเชื่อมโยงไปถึงผู้คนที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำเดียวกันด้วย เพราะระบบนิเวศน้ำจืดเกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร การจัดหาน้ำสะอาด และการรักษาสมดุลของพื้นที่โดยรอบ
หากแม่น้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำเสื่อมโทรม ความเสียหายย่อมส่งผลมาถึงมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ในระดับภูมิภาค ละตินอเมริกาและแคริบเบียนมีดัชนีประชากรสัตว์ลดลงมากที่สุดที่ 95 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยแอฟริกา 80 เปอร์เซ็นต์ และเอเชียแปซิฟิก 49 เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลการเปลี่ยนแปลงของดัชนีประชากรสัตว์ที่ติดตามในแต่ละภูมิภาค ไม่ใช่จำนวนสัตว์ทั้งหมดที่หายไปจากพื้นที่นั้น
การสูญเสียและเสื่อมโทรมของถิ่นอาศัยเป็นแรงกดดันสำคัญที่สุดต่อธรรมชาติ โดยเฉพาะการเปลี่ยนพื้นที่ป่าและระบบนิเวศดั้งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
ขณะที่การใช้ทรัพยากรเกินขนาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ก็เพิ่มแรงกดดันต่อประชากรสัตว์ในหลายพื้นที่
การผลิตอาหารเป็นตัวอย่างที่เห็นความเชื่อมโยงนี้ได้ชัดขึ้น เมื่อความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น พื้นที่ธรรมชาติอาจถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์
สินค้าที่ผู้บริโภคซื้อในประเทศหนึ่งจึงอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญเสียป่าในอีกซีกโลกหนึ่งได้ เช่น ถั่วเหลืองที่ปลูกในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นธรรมชาติและนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์
เมื่อถิ่นอาศัยถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม สัตว์บางชนิดต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิม ขณะที่สัตว์ที่ยังอยู่ก็อาจเผชิญปัญหาขาดอาหาร ขาดแหล่งผสมพันธุ์ หรือถูกตัดขาดจากประชากรกลุ่มอื่น
นั่นเท่ากับว่าการสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่ทำให้สัตว์ดำรงชีวิตและขยายพันธุ์ได้ด้วย
ด้านพลังงานก็มีความเกี่ยวข้องเช่นกัน การเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวน ระบบนิเวศก็ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าสัตว์และพืชบางชนิดจะปรับตัวได้ทัน
ปัญหาการลดลงของประชากรสัตว์ป่ายังเชื่อมโยงกับระบบการเงิน เพราะเงินลงทุนเป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดว่าอุตสาหกรรมแบบใดจะเติบโต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดจะได้รับการสนับสนุน
หากเงินทุนยังไหลเข้าสู่กิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง การอนุรักษ์ในพื้นที่หนึ่งก็อาจต้องต่อสู้กับแรงกดดันที่เกิดจากการพัฒนาในอีกพื้นที่หนึ่งอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตามแม้ดัชนีภาพรวมจะลดลงอย่างมาก แต่ข้อมูลในรายงานยังมีเรื่องราวอีกด้าน นั่นคือประชากรสัตว์ไม่ได้ลดลงทั้งหมด
โดยประชากรประมาณครึ่งหนึ่งที่อยู่ในดัชนีมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น อันเป็นผลลัพธ์ของการอนุรักษ์ที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปตามชนิดสัตว์และพื้นที่ที่ศึกษา
เสือโคร่ง เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการฟื้นตัวที่เกิดจากความพยายามต่อเนื่อง จำนวนเสือโคร่งป่าทั่วโลกเพิ่มจากประมาณ 3,200 ตัวในปี 2010 เป็นราว 5,700 ตัวในปี 2025 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการคุ้มครองถิ่นอาศัย การลาดตระเวนป้องกันการล่า การปราบปรามการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับชุมชนในพื้นที่
แน่นอน ย่อมรวมถึงการดูแลพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการป้องกันการล่า การติดตามประชากร และการรักษาถิ่นอาศัยให้มีอาหารเพียงพอสำหรับสัตว์ที่ต้องใช้พื้นที่กว้างในการดำรงชีวิต
เต่าตนุเป็นอีกตัวอย่างสำคัญ ในปี 2025 เต่าตนุได้รับการปรับสถานะในบัญชีแดงของ IUCN จากสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) เป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (Least Concern) หลังความพยายามอนุรักษ์ต่อเนื่องราว 50 ปี ในพื้นที่วางไข่ประมาณ 80 ประเทศ ตั้งแต่การปกป้องแม่เต่าและไข่ การจัดการชายหาด ไปจนถึงการลดการติดเครื่องมือประมงโดยไม่ตั้งใจ
ส่วนปลาทูน่าครีบน้ำเงินแอตแลนติก เป็นผลของการจัดการประมงอย่างมีข้อมูลรองรับ การกำหนดโควตาจับปลา การติดตามประชากร และความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยให้ประชากรฟื้นตัว จนมีรายงานการกลับมาปรากฏในน่านน้ำสหราชอาณาจักรอีกครั้ง
ทั้งสามกรณีมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ การแก้ปัญหาต้องทำต่อเนื่องและตรงกับสาเหตุ การคุ้มครองพื้นที่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังมีการล่า การทำประมงเกินขนาด หรือการทำลายถิ่นอาศัยในบริเวณใกล้เคียง การฟื้นตัวจึงต้องอาศัยทั้งมาตรการทางกฎหมาย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากผู้คนที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้น
ในรายงาน Living Planet Report 2026 ยังมีชื่อเล่นอีกอย่างว่า The Science of Hope หรือวิทยาศาสตร์แห่งความหวัง
โดยเสนอว่าการฟื้นฟูธรรมชาติในระดับโลกต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงระบบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ พลังงาน อาหาร และการเงิน เพราะทั้งสามระบบเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนที่กำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากรของมนุษย์
ในระบบพลังงาน การลดต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่ ทำให้พลังงานสะอาดแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้มากขึ้นในหลายตลาด
การเปลี่ยนผ่านนี้ จะเกิดได้ นอกจากต้องมีเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายภาครัฐ การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
รายงานจึงมองว่าบทเรียนจากการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนสามารถนำไปใช้กับการเปลี่ยนแปลงระบบอื่นได้
ระบบอาหารเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะวิธีผลิตและบริโภคอาหารเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
การผลิตที่ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการทำลายถิ่นอาศัย ลดการสูญเสียอาหาร และส่งเสริมรูปแบบการบริโภคที่ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยลดแรงกดดันต่อธรรมชาติได้
ส่วนระบบการเงินจำเป็นต้องปรับทิศทางการลงทุน
รายงานระบุว่า ในปี 2023 มีเงินทุนประมาณ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไหลเข้าสู่กิจกรรมที่ส่งผลเสียต่อธรรมชาติ ขณะที่เงินทุนสำหรับกิจกรรมที่ปกป้องหรือฟื้นฟูธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ช่องว่างระหว่างเงินสองส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่าการอนุรักษ์จะเดินหน้าได้ยาก หากเงินลงทุนจำนวนมากยังสนับสนุนกิจกรรมที่ทำให้ธรรมชาติเสื่อมโทรม
และการเปลี่ยนทิศทางเงินทุนจึงไม่ได้หมายถึงการบริจาคให้โครงการอนุรักษ์เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทบทวนเงินอุดหนุน กติกาการลงทุน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบด้วย
เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำลายป่า แหล่งน้ำ หรือระบบนิเวศ อาจสร้างต้นทุนระยะยาวที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในราคาสินค้าในวันนี้
ข้อมูลจาก Living Planet Report 2026 ยังชี้ให้เห็นทั้งขนาดของปัญหาและข้อจำกัดของการอนุรักษ์แบบแยกส่วน
ตัวอย่างเช่น การดูแลสัตว์ป่าและพื้นที่ธรรมชาติยังเป็นงานสำคัญ แต่หากแรงกดดันจากการผลิตอาหาร การใช้พลังงาน และการลงทุนยังดำเนินต่อไป ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งก็อาจถูกบั่นทอนจากปัญหาที่เกิดขึ้นนอกพื้นที่นั้นได้
การฟื้นตัวของเสือโคร่ง เต่าตนุ และปลาทูน่าแสดงให้เห็นว่าความพยายามระยะยาวสร้างผลลัพธ์ได้จริง ขณะที่การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนแสดงให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ก็เปลี่ยนทิศทางได้ หากมีนโยบาย เทคโนโลยี และเงินลงทุนสนับสนุนอย่างเหมาะสม
โจทย์จากนี้ ต้องมองที่การขยายผลของความสำเร็จจากที่มีอยู่ให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการรักษาผืนป่าให้เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ การฟื้นฟูแม่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ การผลิตอาหารโดยไม่เบียดเบียนพื้นที่ธรรมชาติเกินจำเป็น และการจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการฟื้นฟูระบบนิเวศ
สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่
https://www.worldwildlife.org/publications/2026-living-planet-report/
ข่าวรอบโลก
เรื่องเล่า
สิ่งแวดล้อม
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย