เมื่อวาน เวลา 12:00 • สิ่งแวดล้อม

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ รุนแรงสุด ธ.ค.นี้ อากาศสุดขั้วลากยาวถึง 2027 คร่าชีวิต 451,000 คน GDP โลกหายหลายล้านล้านดอลล์

โลกกำลังเผชิญกับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกำลังส่งผลกระทบสะเทือนไปทั่วระบบภูมิอากาศของโลก
องค์กรบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) พบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางทะลุ 30.06 องศาเซลเซียส เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คาดว่าซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ และปี 2027 อาจจะทำลายสถิติอีกครั้ง
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกแถลงการณ์ว่า ซูเปอร์เอลนีโญจะยังคงอยู่ไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2027 และส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและอุณหภูมิโลกต่อเนื่องไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 2027 ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ยาวนานและทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1950
ขณะที่ รายงานวิเคราะห์วิจัยจาก Climate Impact Lab ระบุว่า “คลื่นความร้อน” ที่เกิดจากซูเปอร์เอลนีโญอาจคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมากถึง 451,000 คน ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน 2026 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ปี 2027 ซึ่งเป็นการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากอัตราปรกติ
ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักจะอยู่ในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้เป็นหลัก โดยคาดว่าไนจีเรียจะเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดถึง 31,400 คน ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, ซูดาน, อินเดีย, และบราซิล
วิกฤติภัยแล้งรุนแรง จะพบได้ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ตอนเหนือและตอนใต้ รวมถึงอินโดนีเซีย คลอบคลุมไปถึงภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ แคนาดา บางส่วนของทวีปแอฟริกา อินเดีย หมู่เกาะแปซิฟิกใต้ และนิวซีแลนด์
ขณะเดียวกัน บางส่วนของโลกก็เผชิญกับสภาวะฝนตกหนักผิดปรกติและอุทกภัยรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชากรราว 1,300 ล้านคนทั่วโลก ได้แก่ ทางตอนใต้และตะวันออกของสหรัฐ พื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาใต้ ยุโรปตะวันตกและยุโรปใต้ ตะวันออกกลาง เอเชียกลางและเอเชียตะวันออก รวมถึงออสเตรเลียตอนใต้
ซูเปอร์เอลนีโญที่รุนแรงสุดขั้วสามารถสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโลด โดยจะทำให้ GDP โลกหายไปหลายล้านล้านดอลลาร์ ทำให้รายได้ของประชาชนลดลด เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบด้านสุขภาพ และความเสียหายของระบบนิเวศ อาจสูงเกินกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
โฆษณา