17 ต.ค. เวลา 09:14 • การศึกษา

ภาพสะท้อนจากโซเชี่ยล…

ตามปกติแล้ว ถ้าเราเล่นโซเชี่ยลแล้วสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ
เข้าดูบ่อย ระบบของแพลตฟอร์มมันก็จะดันขึ้นมาให้เห็น
เป็นแบบนี้เหมือนทุกแพลตฟอร์ม ตั้งแต่เฟสบุ๊คถึงติ๊กต่อก
โดยระบบจะดันสิ่งที่เราสนใจด้วยเพจท้องถิ่นเป็นอันดับแรก
ก่อนจะไปเพจยอดนิยมในเรื่องเดียวกันที่เป็นสากล
เช่น ถ้าคุณสนใจเรื่องรถ ระบบมันก็จะดันเพจรถในไทยก่อน
จากนั้นค่อยไล่ไปหาเพจยอดนิยมในต่างประเทศ แบบนี้
เพราะงั้น มันก็ทำให้เราได้รับรู้เหมือนกันว่าสังคมเราเอง
สนใจเรื่องไหน อย่างไร มากแค่ไหนนั่นเอง
…นี่คือสิ่งที่โซเชี่ยลบอกเราได้ ถึงสภาพและวิธีคิดของสังคม…
ด้วยตัวงาน ผมย่อมมีความสนใจเรื่องเทคโนโลยี
และวิศวกรรมในงานก่อสร้างมากที่สุด
ทั้งในแง่งานสถาปัตยกรรมโดยตรง และงานโครงสร้าง
ทางวิศวกรรม ไปจนถึงเรื่องเทคนิคการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ต้องใช้งาน (แคลคูลัส อะไรทำนองนั้น)
น่าประหลาดใจมาก เมื่อสิ่งที่ระบบดันขึ้นมาในเฟสบุ๊ค
ยูทูป แทบจะไม่มีของไทยเลย
และของไทยเองก็เหมือนจะเป็นโฆษณาขายของมากกว่า
หรืออีกแบบ คือเฉพาะกลุ่มมาก คือต้องเป็นคนที่มีพื้นฐาน
ดีมากๆอยู่แล้ว เข่น กรณีของ Tumcivil ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่
เป็นวิศวกรหรือสถาปนิกที่สนใจเรื่องโครงสร้างจริงๆ
ก็คงอ่านกันไม่รู้เรื่องแน่ๆ
(แล้วไทยสถาปนิกหลายคน ไม่เอาเลยเรื่องงานโครงสร้าง
จะเอาสวยอย่างเดียว แล้วก็เอาแต่ไปบ่นวิศวกรจนมีปัญหา)
หลังจากเจอของไทยไม่กี่เพจ ถ้าเราปัดไปเรื่อยๆ
ระบบมันก็จะดันไปเพจนานาชาติต่อมาให้เรา
อันนี้แหละ ที่ทำให้ผมเกิดการเปรียบเทียบ
และค่อนข้างห่วงมาก กับความเจริญทางเทคโนโลยี
ของไทย ว่ามันจะล้าหลังชาวบ้านเขา
ผมพบว่า เมื่อระบบดัน เพจวิศวกรรมที่มากที่สุด
กลับไม่ใช่ของฝรั่ง แต่เป็นเพจแขกอินเดียนี่แหละครับ
แล้วคนดูเป็นแสน
ยิ่งถ้าเป็นเรื่องคณิตศาสตร์ ยอดเป็นล้านวิวนี่เห็นเกลื่อน
(อาจเพราะคนอินเดียเยอะอยู่แล้วด้วย)
ในขณะที่ไทยนั้น ถ้านำเสนอเรื่องพวกนี้
ยอดหลักหมื่นนี่ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว
นั่นสะท้อนมากว่าสังคมเรา ให้ความสนใจกับเรื่องนี้แค่ไหน
และมันไม่น่าแปลกใจเลย ที่เด็กไทยส่วนมาก
อ่อนคณิต และวิทยาศาสตร์
และประเทศเราเองก็ขาดแคลนคนทำงานด้านเทคโนโลยีจริงๆ
ใช่ครับ คนไทยเก่งๆน่ะมี
มีระดับชนะคณิตศาสตร์โอลิมปิค ฟิสิกส์โอลิมปิกด้วยซ้ำ
แต่ถามว่ามันมากพอไหม และมีพื้นฐานที่ดีแค่ไหน
สู้คนอื่นเขาได้ไหม ขับเคลื่อนประเทศได้ไหม
เราก็รู้ดีแก่ใจว่าเป็นยังไง
แล้วถ้าดูในอาเซียน เอาแบบคลิปพวกนี้เยอะๆเลย
ตอนนี้ก็เวียดนาม ส่วนสิงคโปร์นั้นเยอะมานานแล้ว
ของเวียดนามนี่จะมีทั้งทำเอง และเอาของจีนมาแปล
ซึ่งดูจากยอดวิวแล้ว คนเวียดนามก็น่าจะสนใจมากจริงๆ
(ของจีนก็เยอะ แต่ต้องดึงมาจากโซเชี่ยลของพวกเขาเอง)
…ทั้งที่ต้นทุนทำคลิปพวกนี้ก็ไม่ได้สูงอะไร เทียบกับคอนเทนท์
รีวิวร้านกาแฟ หรือไปกินที่คนไทยนิยมกัน มันถูกกว่าเยอะ…
…แต่คนไทยไม่ทำ เพราะไม่มีคนดู แล้วจะไม่น่าห่วงได้ยังไง…
อีกสิ่งที่ผมเห็น แล้วเปรียบเทียบ
ผมพบว่าคนไทยนั้นน่าจะเป็นพวกหวงวิชาพอสมควร
และมองเรื่องทางเทคนิคแบบนี้ เป็นของสูงจนเกินไป
คือ คนไทยชอบทำเรื่องที่มันยากอยู่แล้ว
ให้มันยากเข้าไปอีก อธิบายยากๆ ไทยคำฝรั่งคำจนคนกลัว
1
ผมไม่รู้ว่าคนไทยจงใจไหม ที่จะให้วิชาเหล่านี้ดูยากเกินจริง
เป็นความลับดำมืด เพื่อเก็บไว้ทำมาหากินเฉพาะกลุ่มรึเปล่า
เลยทำให้มันน่ากลัว คนจะได้รู้น้อยๆ อะไรงั้น
ซึ่งถ้าเทียบกับทางอินเดีย ผมว่าเขาทำได้ดี
ทำออกมาให้เป็นวิทยาศาสตร์ย่อยง่ายได้ดีเลย
อันนี้ผมว่าสำคัญมาก
เพราะเรื่องพวกนี้ ถ้าจะเอามาพูดกันแต่ทฤษฎีบท มันยากจริง
ใครมาเห็นก็เบื่อ และกลัวจนไม่อยากเรียนกัน
แต่ของคนอินเดีย คนจีน คนเวียดนาม เขาไม่ทำแบบนั้น
เขาทำคลิปแบบเข้าถึงง่ายมาก และค่อยๆอธิบายให้ลึกขึ้น
ผมติดใจของอินเดียมากที่สุด เพราะทำกันแบบบ้านๆมาก
แต่ก็ได้สาระครบถ้วน ไปจนถึงระดับที่ค่อนข้างลึก
มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องคนอินเดียเก่งเลขที่สุดในโลกจริงๆ
โดยพื้นฐานวิธีคิดพวกเขา มันคงเป็นแบบนี้
ซึ่งผมว่าเราน่าจะเอาอย่างบ้าง เผื่ออะไรจะดีขึ้น
ไม่ใช่มาคำนวณโชว์นิดนึง แล้วก็ขายคอร์สแบบที่ทำกัน
วันก่อนได้อ่านเพจลงทุนแมนใน BD นี่แหละ
ถึงเหตุผลว่าทำไมคนอินเดียถึงได้ทำงานเป็น CEO
ในองค์กรระดับโลกเป็นจำนวนมาก
ลงทุนแมนวิเคราะห์ว่า คนอินเดียนั้นมีวิธีคิดที่ค่อนข้าง
เป็นคณิตศาสตร์อยู่แล้ว และเก่งมาก ในการแก้ปัญหา
ในสภาวะที่ขาดแคลน
ทำให้พวกเขาเก่งในการบริหารในข้อจำกัดสูง
มันอาจขัดกับความเป็นฮินดู ที่บูชาเทพของเขาอยู่ก็จริง
แต่ถ้าเราดูหลายอย่างมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
คลิปสอนพวกนี้ของชาวอินเดีย ค่อนข้างแสดงอย่างชัดเจน
ว่าพวกเขาสามารถทำในสิ่งที่ต้นทุนต่ำ แต่ผลตอบแทนสูงได้
คือ ของจีนนี่จะมาแนวคอมพิวเตอร์กราฟิกสวยงาม
ซึ่งแน่นอนว่าใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง
ซึ่งผมน่าจะมาจากหน่วยงานทางการศึกษาของจีน
มากกว่าที่จะทำกันเองแบบบ้านๆ
แต่ของอินเดียนี่ทำกันเอง เล่นกันแบบบ้านๆเลย
โมเดลเหมือนเอาหลอด ไม้เสียบลูกชิ้นมาทำให้ดู
กับกระดาษแข็งง่ายๆแทน slap
ใช้ตุ้มตกปลาแทนน้ำหนักที่กระทำ มันง่ายได้ใจผมจริงๆ
แล้วเขาก็อธิบายง่ายๆด้วย
ซึ่งโชคดีที่ระบบแปลภาษาปัจจุบัน มันดีขึ้น
ทำให้เราดูรู้เรื่องไปด้วย….
มันเป็นเรื่องง่ายๆ ที่สะท้อนวิธีคิดของชนชาติ
ที่เขาก้าวหน้าเรื่องพวกนี้ได้ดีครับ
แล้วผมเป็นคนนึงที่เชื่อเสมอ ว่าวิชาความรู้
ไม่ควรทำให้เป็นของสูง หรือของสงวน
มันควรมีไว้สำหรับทุกคน
และสังคมที่จะเจริญได้ ก็ต้องทำแบบนั้นได้
ถ้าหวงวิชา มันก็มีแต่จะทำให้ภาพรวมตกต่ำ
แบบในบางช่วงของประวัติศาสตร์จีนนั่นแหละ
หวงวิชากันจนได้เรื่อง
ที่สำคัญ
คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
มันไม่ได้สอนแค่สิ่งที่เป็นสาระของตัวมันเอง
แต่มันทำให้คนที่เข้าใจ สามารถคิดเป็นระบบมากขึ้น
และฟิสิกส์ คือกฎแห่งความเป็นจริงของโลก
มันทำให้เราคิดแบบเป็นเหตุผล ได้ยิ่งกว่าศาสนา
…ไม่ว่าคุณจะใช้มันแค่ไหนในชีวิตประจำวัน
หรืออาจไม่ได้ใช้มันตรงๆเลยก็ตาม…
…แต่เมื่อคุณเข้าใจมันพอสมควรแล้ว วิธีคิดย่อมต้องเหนือกว่า
คนที่ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย และจะติดตัวไปตลอดชีวิต…
แล้วในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม เขากำลังทำได้ดี
แต่เรายังย่ำอยู่กับที่ สนใจแต่คลิปเรื่องผี เรื่องมูเตลู
หรือกระทั่งเรื่องดารา มากกว่าอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ…
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป
อนาคตไทยจะเป็นยังไง สู้เขาได้ไหม มันก็ไม่ต้องเดาเลยล่ะ….
โฆษณา