•
เมื่อวาน เวลา 05:31 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Boeing 747 Cruise Missile Carrier Aircraft เมื่อเครื่องบินโดยสารมาเป็นเครื่องบินรบ

"เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อน Boeing 747 (Boeing 747 Cruise Missile Carrier Aircraft : CMCA) เป็นแบบจำลองที่เสนอขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ออกแบบมาเพื่อบรรทุกขีปนาวุธ AGM-86 ALCM ได้มากถึง 72 ลูก บนแท่นยิงหมุนภายในตัวเครื่อง ในขณะที่กำลังมีการถกเถียงเรื่องเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B แนวคิดฐานยิงขีปนาวุธลอยฟ้านี้ได้นำเสนอวิธีการที่คุ้มค่าในการโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม"
Cancelled Aircraft
"โบอิ้ง 747 ขึ้นทำการบินปฐมฤกษ์ในปีค.ศ.1969 เดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อแข่งขันในโครงการจัดเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ของกองทัพอากาศ (ซึ่งแพ้ให้กับเครื่องบินลำเลียง Lockheed C-5 Galaxy ) ต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องบินโดยสารครั้งแรกที่เรียกว่าจัมโบ้เจ็ทและคำว่าจัมโบ้ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะ 747 เป็น  เครื่องบินที่มีขนาดบิ๊กเบิ้มสำหรับยุคนั้นและเป็นเครื่องบินใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น"
"ลำตัวของ 747 รุ่นแรกมีความยาว 225 ฟุต และมีแพนหางดิ่งสูงเท่ากับตึก 6 ชั้น ปีกของเครื่องบินแบบดังกล่าวมีพื้นที่มากกว่าสนามบาสเก็ตบอลทั้งสนาม และปีกเพียง  ข้างเดียวของ 747  มีน้ำหนักมากกว่าเครื่องบินแบบแรกของโบอิ้งที่เปิดตัวเมื่อ 53 ปีก่อนหน้านั้นถึง 30 เท่า"
"โบอิ้งพัฒนาเครื่องบินแบบดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าอัศจรรย์ โดยใช้เวลาไม่ถึง 16 เดือนตามที่บริษัทยืนยันเอง แต่ความพยายามนั้นนับว่ายิ่งใหญ่มาก พนักงานกว่า 50,000 คนมีส่วนร่วมในโครงการ 747 มีการผลิตแบบร่างทางวิศวกรรมมากกว่า 75,000 แบบ ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนประมาณ 6 ล้านชิ้น และสายไฟยาวกว่า 171 ไมล์ เพื่อให้แน่ใจว่าการออกแบบเครื่องบินแบบนี้มีประสิทธิภาพสูง จึงใช้เวลามากกว่า 15,000 ชั่วโมงในการทดสอบในอุโมงค์ลม และอีก 1,500 ชั่วโมงในการทดสอบการบิน"
"ถึงแม้ Boeing 747 จะมหัศจรรย์มาก แต่ก็เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน โบอิ้งประสบปัญหาในการหาเงินทุนเพื่อพัฒนาให้เสร็จสมบูรณ์ ในที่สุดก็ต้องกู้ยืมเงินมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 14.9 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) เพื่อให้โครงการดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ หากเครื่องบินแบบดังกล่าวไม่สามารถตีตลาดสายการบินได้ ก็จะหมายถึงความล่มสลายของ Boeing ด้วย"
"อาจเป็นเพราะเหตุนี้เองที่แผนการสร้าง Boeing 747 CMCA จึงเริ่มก่อตัวขึ้น โบอิ้งรู้ว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯอาจสนใจเครื่องบินที่มีระยะทำการบินเกือบ 6,000 ไมล์ และสามารถบรรทุกอาวุธได้เกือบ 77,000 ปอนด์ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มทำงานตามข้อเสนอดังกล่าวในปีค.ศ.1980 หากพวกเขาประสบความสำเร็จ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะสามารถขายเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีราคาแพงนี้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และกองทัพ สำหรับการขนส่งสินค้า กำลัง  และ  เป็นเครื่องบินรบขนาดใหญ่ที่บรรทุกขีปนาวุธ"
"เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อน 747 จะใช้ประโยชน์จากขีปนาวุธร่อนอากาศสู่พื้น AGM-86 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อการใช้งานแบบนี้โดยเฉพาะ แม้ว่าจะใช้กับเครื่องบินคนละแบบก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 1970 เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52 ที่ใกล้จะปลดประจำการและ AGM-86 ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มความอยู่รอดของเครื่องบินรบฝ่ายเราด้วยการโจมตีเป้าหมายจากระยะไกลเกิน 1,500 ไมล์ ซึ่งอยู่นอกเหนือระยะทำการของขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานของโซเวียต"
THE NATIONAL INTEREST
Boeing 747 ขณะทิ้งขีปนาวุธร่อน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สัปดาห์นี้ผู้เขียนก็เข้าไปส่องในแอป Flightradar 24 ในช่วงเวลาที่พักผ่อนจากเขียนบทความ แต่มันมีเครื่องบินอยู่แบบหนึ่งที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเมื่อก่อนก็มีสายการบินหลายสายนิยมใช้บินกัน แต่มาเดี๋ยวนี้มีไม่กี่สายการบินยังใช้เครื่องบินแบบนี้ทำการบิน ขอบอกชื่อรุ่นเลยก็เเล้วกัน นั่นคือ Boeing 747 แต่จะมีใครที่รู้บ้างว่า Boeing 747 เคยบรรทุกขีปนาวุธมาก่อน เราจะไปหาคำตอบจากเรื่องนี้กันครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความ ขอพื้นที่โฆษณาให้ซักนิดหนึ่งนะครับ สนับสนุนโดยยาดมตรา "โป๊ยเซียน" เป็นยาสามัญประจำบ้าน บรรเทาอาการ วิงเวียนศรีษะ คัดจมูก เนิ่องจากหวัด ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อและตามร้านขายยาทั่วไทย
สำหรับภาพเครื่องบินขนส่งสินค้า Boeing 747-467ERF ของสายการบิน Cathay Pacific Cargo ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
Lockheed L1011 Tristar ในบทบาทเครื่องบินทิ้งขีปนาวุธร่อน
เป็นไปได้หรือไม่หากเครื่องบินโดยสารอย่าง Boeing 747 กลายเป็นเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธ ย้อนกลับไปในช่วงสงครามเย็น บริษัท Boeing ได้พัฒนาโครงการใหม่ซึ่งเป็นเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อนอากาศสู่พื้นที่มีขีดจำกัดในการบรรทุกได้สูงสุดถึง 72 ลูกลง โดยนำเครื่องบินโดยสาร Boeing 747 มาทำหน้าที่เป็นเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถทำลายเป้าหมายได้จากระยะทางหลายร้อยไมล์
การออกแบบนี้ ซึ่งถูกขนานนามว่า เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล Boeing 747 (Cruise Missile Carrier Aircraft : CMCA) อาจเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนสูงกว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในปัจจุบัน สำหรับภารกิจที่หลากหลาย
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนค.ศ.1977 ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ประกาศยกเลิกโครงการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ โดยอ้างถึงค่าใช้จ่ายที่สูงเกินงบประมาณและเทคโนโลยีขีปนาวุธที่ทันสมัยขึ้น อย่างไรก็ตาม เครื่องบินแบบดังกล่าวก็ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องในสมัยรัฐบาลเรแกน จนกลายมาเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-1B Lancer ซึ่งยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
Boeing 747 CMCA
นอกจากนี้ เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-2 Spirit ของบริษัทนอร์ธรอป กรัมแมน ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้นำเข้าประจำการในช่วงทศวรรษ 1980 ทำให้ขีดความสามารถในการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในระดับแนวหน้าของเวทีการทหารโลกอีกครั้ง
แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะต้องการเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธขนาดใหญ่ที่มีพิสัยทำการบินไกลพอที่จะบินข้ามมหาสมุทรเพื่อโจมตีเป้าหมายของศัตรู บางคนเชื่อว่าการดัดแปลงเครื่องบินพาณิชย์ที่มีอยู่แล้วเพื่อบรรทุกขีปนาวุธร่อน AGM-86 ที่พัฒนาขึ้นใหม่นั้นเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในแง่เศรษฐกิจ และเครื่องบินโดยสาร Boeing 747 ดูเหมือนจะเป็นเครื่องบินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภารกิจนี้
โบอิ้ง 747 ขึ้นทำการบินปฐมฤกษ์ในปีค.ศ.1969 เดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อแข่งขันในโครงการจัดเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ของกองทัพอากาศ (ซึ่งแพ้ให้กับเครื่องบินลำเลียง Lockheed C-5 Galaxy ) ต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องบินโดยสารครั้งแรกที่เรียกว่าจัมโบ้เจ็ทและคำว่าจัมโบ้ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะ 747 เป็น  เครื่องบินที่มีขนาดบิ๊กเบิ้มสำหรับยุคนั้นและเป็นเครื่องบินใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น
Boeing 747-400 Lufthansa ทะเบียน D-ABVM
ลำตัวของ 747 รุ่นแรกมีความยาว 225 ฟุต และมีแพนหางดิ่งสูงเท่ากับตึก 6 ชั้น ปีกของเครื่องบินแบบดังกล่าวมีพื้นที่มากกว่าสนามบาสเก็ตบอลทั้งสนาม และปีกเพียง  ข้างเดียวของ 747  มีน้ำหนักมากกว่าเครื่องบินแบบแรกของโบอิ้งที่เปิดตัวเมื่อ 53 ปีก่อนหน้านั้นถึง 30 เท่า
โบอิ้งพัฒนาเครื่องบินแบบดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าอัศจรรย์ โดยใช้เวลาไม่ถึง 16 เดือนตามที่บริษัทยืนยันเอง แต่ความพยายามนั้นนับว่ายิ่งใหญ่มาก พนักงานกว่า 50,000 คนมีส่วนร่วมในโครงการ 747 มีการผลิตแบบร่างทางวิศวกรรมมากกว่า 75,000 แบบ ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนประมาณ 6 ล้านชิ้น และสายไฟยาวกว่า 171 ไมล์ เพื่อให้แน่ใจว่าการออกแบบเครื่องบินแบบนี้มีประสิทธิภาพสูง จึงใช้เวลามากกว่า 15,000 ชั่วโมงในการทดสอบในอุโมงค์ลม และอีก 1,500 ชั่วโมงในการทดสอบการบิน
ถึงแม้ Boeing 747 จะมหัศจรรย์มาก แต่ก็เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่เช่นกัน โบอิ้งประสบปัญหาในการหางบประมาณเพื่อพัฒนาโครงการให้เสร็จสมบูรณ์ ในที่สุดก็ต้องกู้ยืมเงินมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 14.9 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) เพื่อให้โครงการเสร็จสมบูรณ์ หากเครื่องบินแบบนี้ไม่สามารถพิชิตใจสายการบินลูกค้าได้ ก็จะหมายถึงความล่มสลายของ Boeing ด้วย
อาจเป็นเพราะเหตุนี้เองที่แผนการสร้างเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธ Boeing 747 CMCA จึงเริ่มต้นขึ้น Boeing รู้ดีว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯอาจสนใจเครื่องบินรบขนาดใหญ่แบบใหม่ที่มีระยะทำการบินเกือบ 6,000 ไมล์ และสามารถบรรทุกอาวุธได้เกือบ 77,000 ปอนด์
ภาพโครงสร้างภายในของ Boeing 747 รุ่นทิ้งขีปนาวุธ
เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงเริ่มทำงานตามข้อเสนอดังกล่าวในปีค.ศ.1980 หากผลงานชิ้นนี้ประสบความสำเร็จ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะมีโอกาสส่งออกเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีราคาแพงนี้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงทหาร สำหรับการขนส่งสินค้า การขนส่งผู้โดยสาร  และ เป็นเครื่องบินรบบรรทุกขีปนาวุธขนาดใหญ่
Boeing 747 CMCA คือการนำเครื่องบินโดยสาร Boeing 747-200C ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารแบบปรับเปลี่ยนได้ โดยมีประตูขนส่งสินค้าที่ลำตัวส่วนหน้าซึ่งสามารถเปิดออกเพื่อนำที่นั่งผู้โดยสารออกและทำให้ภายในลำตัวเครื่องว่างเปล่าได้ รวมถึงใช้เพื่อขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ขึ้นเครื่องได้ด้วย
เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อน 747 (Boeing 747 CMCA) จะมีประโยชน์ในการเป็นฐานยิงของขีปนาวุธร่อนปล่อยจากอากาศสมัยใหม่อย่าง AGM-86 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อการใช้งานในภารกิจนี้โดยเฉพาะ แม้ว่าจะใช้กับเครื่องบินคนละแบบก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 1970 เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใกล้จะปลดประจำการอย่าง B-52 และ AGM-86 ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มความอยู่รอดของเครื่องบินด้วยการโจมตีเป้าหมายจากระยะไกลเกิน 1,500 ไมล์ ซึ่งอยู่นอกเหนือระยะทำการของขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานของโซเวียต
หากเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล 747 CMCA เกิดขึ้น อาจกลายเป็นเครื่องบินรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแบบหนึ่งของโลก
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเครื่องบินทิ้งระเบิดที่อยู่ในยุคสงครามเย็นด้วยกันอย่าง B-52 แล้วจะพบว่า B-52 สามารถบรรทุกขีปนาวุธร่อนขนาด 21 ฟุตได้ 20 ลูก ในขณะนี้เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล 747 CMCA สามารถบรรทุกขีปนาวุธร่อนได้มากที่สุดคือ 72 ลูก
ขีปนาวุธแบบดังกล่าวจะถูกบรรทุกไว้ภายในลำตัวของ Boeing 747 บนแท่นยิงแบบหมุนได้ 9 แท่น แต่ละแท่นบรรจุขีปนาวุธร่อน AGM-86 จำนวน 8 ลูก ขีปนาวุธแบบนี้จะถูกยิงทีละลูกจากประตูด้านข้างใกล้กับส่วนท้ายของเครื่องบิน โดยแท่นยิงหมุนแต่ละแท่นจะเลื่อนเข้าสู่ตำแหน่งยิงเมื่อจำเป็น แม้ว่าขีปนาวุธจะถูกยิงทีละนัด แต่การออกแบบของโบอิ้งนั้นมีจุดประสงค์เพื่อให้สามารถยิงขีปนาวุธได้อย่างรวดเร็วไม่ขาดสาย
ขีปนาวุธร่อนปล่อยจากอากาศ AGM-86 จะใช้การเชื่อมโยงข้อมูล (data link) ผ่านดาวเทียมเพื่อรับข้อมูลเป้าหมายขณะที่เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล Boeing 747 กำลังบินอยู่ หรือข้อมูลเป้าหมายอาจถูกส่งต่อจากเจ้าหน้าที่บังคับการและควบคุมการยิงที่ประจำอยู่ด้านหลังห้องนักบินของเครื่องบินในบริเวณที่ปกติสงวนไว้สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง
ฉันใดก็ฉันนั้น เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อน Boeing 747 CMCA จึงสามารถปล่อยขีปนาวุธร่อนได้มากกว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52 ถึงสามเครื่อง  รวมกัน โดยแต่ละเครื่องมีเป้าหมายอิสระที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ ถึงกระนั้นนั่นจะเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ สิ่งที่ทำให้ Boeing 747 CMCA ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องบินรบขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการบรรทุกขีปนาวุธดูเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งก็คือ การประหยัดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้
ปัจจุบันเครื่องบินโดยสาร Boeing 747 ที่ใช้ในการบินขนส่งผู้โดยสารเริ่มมีจำนวนลดลง เพราะการบินเชิงพาณิชย์สมัยใหม่เน้นเครื่องบินลำตัวกว้าง 2 เครื่องยนต์ซึ่งประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีกว่าและลดมลภาวะทางเสียงได้ดีกว่า
เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ปีกพับได้ B-1B Lancer ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้ถูกคัดเลือกเข้ากองทัพอากาศสหรัฐฯ แทนที่เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล 747 CMCA นั้น สามารถบรรทุกสัมภาระได้เทียบเท่ากับ 747 และด้วยการออกแบบปีกพับได้และเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบมีสันดาปท้าย General Electric F101-GE-102 ที่ให้แรงขับสูงสุด ทำให้ B-1B บินได้ทั้ง  เร็ว  และคล่องตัวอย่างมากสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีอำนาจการยิงมหาศาลจนท่านผู้อ่านสามารถใช้รถบัสโรงเรียนเป็นหน่วยวัดได้
อย่างไรก็ตามเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B ก็มีมีค่าใช้จ่ายชั่วโมงบินแพงมากเช่นกัน โดยอยู่ที่ประมาณ 61,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ส่วนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 นั้นมีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินสูงกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ประมาณ 70,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
และเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit นั้นแพงกว่ามาก ด้วยค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินที่สูงถึง 130,159 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หากเทียบเป็นเงินบาทก็ลองไปคำนวนดูเองนะครับ แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดทั้ง 3 แบบนั่นคือเครื่องบินโดยสาร Boeing 747 ที่ผลิตออกมาใหม่มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินประมาณ 25,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินที่สูงมากในการปฏิบัติภารกิจก็คือขนาดของฝูงบินแต่ละประเภท กองทัพอากาศสหรัฐฯมีเครื่องบิน B-1B ประมาณ 62 เครื่อง , B-52 76 เครื่อง และ B-2 เพียง 20 เครื่อง (ข้อมูลเมื่อปีค.ศ.2021 ) ด้วยจำนวนเครื่องบินทิ้งระเบิดแต่ละประเภทที่มีอยู่น้อยมาก ชิ้นส่วนอะไหล่จึงมีราคาแพงมากและราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดทั้งสามแบบนี้มีอายุการใช้งานมากขึ้น ในทางกลับกันเครื่องบินโดยสาร Boeing 747 ก็ถูกผลิตขึ้นมากกว่า 1,500 เครื่องโดยมีสายการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านการบำรุงรักษาที่จัดตั้งขึ้นตามสนามบินทั่วโลก นั่นหมายความว่าไม่เพียงแต่การซื้ออะไหล่สำหรับ Boeing 747 จะมีราคาถูกกว่าเท่านั้น แต่ยังถูกกว่าในการจัดหาชิ้นส่วนเหล่านั้นมาติดตั้งในเครื่องบินแบบดังกล่าวตามที่สายการบินลูกค้าต้องการอีกด้วย
Boeing 747-400F China Airlines Cargo
อย่างที่ไทเลอร์ โรโกเวย์ (Tyler Rogoway) ได้กล่าวไว้ว่านับตั้งแต่ปีค.ศ.2014 เป็นต้นไป เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล Boeing 747 ที่มีขีดความสามารถในการบรรทุกขีปนาวุธร่อน 72 ลูก จะมีประโยชน์อย่างมากในการโจมตีสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดเหนืออัฟกานิสถานตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ด้วยต้นทุนการดำเนินงานต่ำ พิสัยการบินที่ไกล และน้ำหนักบรรทุกมหาศาล
ส่งผลให้เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล Boeing 747 CMCA มีสถานะเป็นฐานยิงขีปนาวุธทางอากาศสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นที่ทรงอานุภาพบนน่านฟ้าที่ห่างไกลจากสงครามในดินแดนอัฟกานิสถาน รวมถึงในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอื่นๆ เช่น อิรักและซีเรีย
ไทเลอร์กล่าวเพิ่มเติมว่าหากเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล Boeing 747 CMCA ถูกนำมาประจำการและดัดแปลงให้บรรทุกขีปนาวุธร่อน ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียม JDAM ทุกรุ่นพร้อมกับระเบิดร่อนขนาดเล็กที่นิยมใช้กันในเครื่องบินรบยุคใหม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จำนวนเป้าหมายที่สามารถโจมตีได้จะเพิ่มขึ้นจาก 72 เป็นหลายร้อยเป้าหมายและโครงการนี้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีกองทัพอากาศสหรัฐฯมีประจำการอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล Boeing 747 CMCA พร้อมช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆข้างลำตัวคือช่องปล่อยขีปนาวุธ
Alex Hollings นักเขียนด้านการทหารชื่อดังชาวอเมริกันได้กล่าวถึงโอกาสในการฟื้นคืนชีพเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล Boeing 747 CMCA ว่าในปัจจุบัน เครื่องบินทิ้งระเบิดปีกพับได้ B-1B Lancer และเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit มีกำหนดจะปลดประจำการเพื่อเปิดทางให้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนรุ่นใหม่อย่าง B-21 Raider ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบล่าสุดที่เพิ่งเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ
Hollings กล่าวว่าการมาของ B-21 ให้คำมั่นสัญญากับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ว่าจะเป็นก้าวกระโดดสู่เทคโนโลยีการบินที่ล้ำสมัยควบคู่กับล่องหนอย่างเหลือเชื่อ และความสามารถในการบินไปโจมตีทั่วโลกเช่นเดียวกับเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ B-21 Raider จะมีขนาดเล็กกว่า B-2 มาก ทำให้ความสามารถในการบรรทุกอาวุธจำกัดอยู่ที่ประมาณ 30,000 ปอนด์ ซึ่งไม่ห่างจากขีดจำกัด 40,000 ปอนด์ของ B-2 มากนัก แต่ก็ยังน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักบรรทุก 75,000 ปอนด์ของเครื่องบินทิ้งระเบิดปีกพับได้ความเร็วสูง B-1B
ปัจจุบัน Boeing 747 ยังคงให้บริการต่อไป แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นบินกันทุกวันนี้ถูกใช้เป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าสำหรับการบินลำเลียงสินค้าระหว่างประเทศหรือข้ามทวีปไปยังสนามบินปลายทางได้
แม้ว่า B-21 จะมีราคาที่ถูกกว่า B-2 เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าและโครงสร้างอากาศยานที่ใหม่กว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้งานเครื่องบินรบล่องหนนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง ความเข้าใจนี้เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้กองทัพอากาศซื้อเครื่องบินขับไล่หลากบทบาท F-15EX รุ่นใหม่ที่ไม่ใช่เครื่องบินรบล่องหนซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเกือบสามเท่าและมีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงการใช้งานไม่ถึงกึ่งหนึ่งของเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35
แม้ว่าทั้งนอร์ธรอปและกองทัพอากาศสหรัฐฯจะอ้างว่าโครงการ B-21 กำลังดำเนินไปตามกำหนดการและไม่มีปัญหาใดๆ ที่ร้ายแรง แต่ค่าใช้จ่ายในการบินที่แท้จริงนั้นจะเป็นอย่างไร ยังคงต้องรอดูกันต่อไป
เขากล่าวว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้ทำสงครามในอัฟกานิสถานและอิรักอีกต่อไปแล้ว แต่ในขณะที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านกลับไปสู่ยุคแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ดูเหมือนว่าอเมริกาอยู่ในสมรภูมิบนน่านฟ้าที่ปราศจากการต่อต้านจากภาคพื้นที่ยังไม่สิ้นสุดลง เช่นเดียวกับช่วงสงครามเย็น ความตึงเครียดที่คุกรุ่นระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจไม่บานปลายเป็นสงครามแบบกายภาพในเร็วๆ นี้ คราวนี้ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ใช่แค่การกดปุ่มยิงอาวุธนิวเคลียร์ใส่กันและกันเท่านั้นเพื่อที่จะช่วยยุติสงคราม แต่ยังมีภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นด้วย
เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตของอเมริกาและจีนมีความเกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อน ทั้งกับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและเศรษฐกิจโลก การประกาศสงครามจึงเปรียบเสมือนการจุดระเบิดนิวเคลียร์ในมิติแห่งการค้าโลก
China Airlines Cargo Boeing 747-400F
แน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าสหรัฐอเมริกาและจีนจะสามัคคีกันจนโลกมีความสงบสุขราวกับไม่มีเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งกันบนถนนของพวกเด็กแว้นในไทย เพียงแต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่สงครามระหว่างทั้งสองประเทศมหาอำนาจจะปรากฏในรูปแบบของความขัดแย้งทางอ้อมในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากแต่ละประเทศต่างแย่งชิงอำนาจทางการทูต ทรัพยากร และฐานที่มั่นทางยุทธศาสตร์ทั่วโลก
การลดเหตุจูงใจที่จะนำไปสู่สงครามนั้นไม่ใช่เรื่องแน่นอน แต่บทเรียนจากสงครามเย็นแม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ก็สามารถกำจัดโอกาสที่จะเกิดศึกนิวเคลียร์ได้ เนื่องจากกองกำลังปฏิบัติการพิเศษของอเมริกาถูกกระจายออกไปไกลกว่าที่เคย เพื่อสนับสนุนกองกำลังพันธมิตรและประเทศโลกเสรีทั่วโลกในการปฏิบัติการรบต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายและอื่นๆ
กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาจึงมีความต้องการการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดที่ประหยัดในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มมากขึ้น โครงการ Armed Overwatch ของ SOCOM มุ่งที่จะตอบสนองความต้องการนั้น แต่การดัดแปลงเครื่องบินโดยสารสู่เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกลอาจพิสูจน์ได้ว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งในบทบาทดังกล่าวและบทบาทที่คล้ายคลึงกัน
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในการสนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศให้ทหารภาคพื้นที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ขนาดใหญ่เช่นทวีปแอฟริกา คือ ระยะทางที่มีขีดจำกัดสำหรับเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ รวมไปถึงภูมิภาคตะวันออกกลางในปีค.ศ.2026 ที่กำลังเกิดสงครามทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียเครื่องบินจำนวน 81 เครื่องไปในสงครามอิหร่านทั้งจากการถูกขีปนาวุธโจมตีเละคาสนามบิน การถูกยิงตกจากพวกเดียวกัน การถูกขีปนาวุธของอิหร่านยิงตก
ส่วนเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่มีราคาที่ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ราคาประมาณ70 ล้านดอลลาร์ต่อเครื่องและมีค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาต่อเนื่องที่ต่ำกว่าเครื่องบินรบขนาดใหญ่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯอเมริกา เช่น F-15 Eagle , F-35 Lightning II หรือแม้กระทั่ง Boeing 747 CMCA ที่ใหญ่กว่านี้
Boeing 747 CMCA
ปัจจุบันบริษัท Lockheed Martin ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่มีท่าทางการบินที่คล่องแคล่วและได้รับการพิสูจน์แล้วในการสู้รบทางอากาศและการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายภาคพื้นดิน แม้จะเป็นอากาศยานทหารที่มีต้นทุนต่ำและมีสมรรถนะสูงสำหรับสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรแต่การบรรทุกอาวุธนั้นก็ยังน้อยกว่า Boeing 747 CMCA ที่เป็นแนวคิดในช่วงสงครามเย็นที่อาจถูกนำมารื้อฟื้นเมื่อใดก็ได้ในปัจจุบัน
แม้กระทั่งเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70/72 “Viper” รุ่นล่าสุดจากสายการผลิตและล้ำสมัยที่สุดที่ผลิตโดย Lockheed Martin ก็ไม่สามารถบรรทุกอาวุธได้เยอะขนาดนั้น ต่อให้ F-16 Viper ที่มีขนาดเล็กกว่า Boeing 747 CMCA มีระบบควบคุมการบินสมัยใหม่มากมาย รวมถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน เรดาร์ APG-83 Active Electronically Scanned Array (AESA) ห้องนักบินที่ทันสมัยพร้อมคุณสมบัติความปลอดภัยมากขึ้นความสามารถในการบรรทุกอาวุธที่ทันสมัยยิ่งขึ้น
มีถังเชื้อเพลิงแนบลำตัว และเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ก็ต้องบินลงมาเติมอาวุธแล้วบินขึ้นไปใหม่ อีกทั้ง F-16 ก็มีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีบนสนามบินหากนำไปวางกำลังในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในขณะที่ Boeing 747 CMCA สามารถบินไป-กลับจากอเมริกาถึงอิหร่านโดยไม่ต้องแวะพักฐานทัพอากาศแห่งใด
เพราะฉะนั้นมันไม่คุ้มเลยที่จะนำเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่แบบนี้ไปวางกำลังในภูมิภาคดังกล่าว จึงมีโอกาสที่จะย้ายออกมาประจำการในฐานทัพอากาศที่ไกลกว่าแต่มีต้นทุนที่ต้องจ่ายนั่นคือค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงในขณะทำการบินที่เพิ่มขึ้น
แม้ Boeing 747 CMCA จะไม่เกิดขึ้นมา แต่ในทางการบินส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า Boeing 747 ถือว่าเป็นเครื่องบินที่นิยมใช้กันมากที่สุด
ในขณะเดียวกันเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ว่าเป็นทางเลือกสำหรับกองทัพอากาศพันธมิตรอเมริกาในยุคนั้น ยังสามารถรบร่วมกับเครื่องบินขับไล่ล่องหนสมัยใหม่อย่าง F-35 Lightning II ที่ชาติพันธมิตรจัดซื้อไปได้รวมถึง F-22 Raptor ที่อเมริกาใช้งานเพียงชาติเดียวได้
ถึงแม้ว่าในการบินพิสัยไกล F-16 จะมีอัตราการเอาตัวรอดที่จำกัดเนื่องจากเซ็นเซอร์ขั้นสูงและความสามารถในการมองไม่เห็นบนจอเรดาร์แบบของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แต่ในการสู้รบทางอากาศระยะประชิด F-16 นั้นร้ายกาจและอาจสามารถใช่ท่าทางการบินที่เหนือกว่าและขีปนาวุธอากาศสู่อากาศเอาชนะจนยืนหนึ่งเหนือเครื่องบินรบที่มีเทคโนโลยีทันสมัยกว่าได้
ซึ่งเป็นสิ่งที่ Boeing 747 CMCA ทำไม่ได้เพราะมีขนาดใหญ่และความคล่องตัวน้อยด้วยความที่ดัดเเปลงมาจากเครื่องบินพาณิชย์ แต่ก็สามารถนำมาใช้เป็นฐานยิงขีปนาวุธขนาดใหญ่ร่วมกับ F-16 ขนาดเล็กกว่าที่นำมาใช้การรบพหุภารกิจได้
จากสถานการณ์โลกในปัจจุบันตามที่กล่าวมานี้ เครื่องบินโดยสาร Boeing 747 อาจพัฒนาไปเป็นเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล Boeing 747 CMCA ที่มีราคาถูกอาจมีขีดความสามารถในการบรรทุกขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลและระเบิดนำวิถีขนาดเล็กนั้นมีระยะทำการบินที่เพียงพอสำหรับภารกิจข้ามทวีปอยู่แล้ว
พิสัยการบินนั้นสามารถขยายได้อีกโดยการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ กล่าวอีกนัยหนึ่งในศตวรรษที่ 21 เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล Boeing 747 CMCA ที่บรรทุกระเบิดและขีปนาวุธในปริมาณมหาศาลอาจกลายเป็นจ้าวแห่งสงครามเวหายุคใหม่ก็เป็นได้
ข้อมูลจำเพาะ Boeing 747 CMCA
ประเภท : เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล
บริษัทผู้ผลิต : Boeing
สัญชาติ : สหรัฐอเมริกา
จำนวนลูกเรือห้องนักบินสาม (กัปตัน, นักบินผู้ช่วย, วิศวกรการบิน
พื้นที่บรรทุกสินค้า : 6,190 ลูกบาศก์ฟุต (175 ลูกบาศก์เมตร)
ความยาว : 231 ฟุต 10 นิ้ว (70.7 เมตร)
ความกว้างห้องโดยสาร : 239.5 ฟุต (73.0 เมตร)
ช่วงปีก : 195 ฟุต 8 นิ้ว (59.6 เมตร)
พื้นที่ปีก : 5,500 ตารางฟุต (511 ตารางเมตร)
อัตราส่วนความยาวต่อความกว้างปีก : 7
มุมลู่ปีก : 37.5°
อัตราส่วนความยาวต่อความกว้างปีก : 77.98.5
ความสูงหาง : 63 ฟุต 5 นิ้ว (19.3 เมตร)
น้ำหนักสูงสุดในการขึ้นบิน :775,000–833,000 ปอนด์
(351.5–377.8 ตัน)
น้ำหนักตัวเปล่าพร้อมปฏิบัติการ :
376,170–388,010 ปอนด์
(170.63–176.00 ตัน)
ความจุเชื้อเพลิง : 52,035–52,410 แกลลอนสหรัฐ
(196,970–198,390
เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน (×4)แพรตต์แอนด์วิตนีย์ เจที9ดี
แรงขับ :  (×4) 54,750 ปอนด์-แรง (243.5 กิโลนิวตัน)
ความเร็วปฏิบัติการสูงสุด : มัค 0.92
ความเร็วเดินทางประหยัด : 907 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (490 นอต; 564 ไมล์ต่อชั่วโมง), สูงสุด 939 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (507 นอต; 583 ไมล์ต่อชั่วโมง)
พิสัย : 6,560 ไมล์ทะเล
(12,150 กิโลเมตร; 7,550 ไมล์)
ระยะขึ้นบิน : 10,900 ฟุต (3,300 เมตร)
อาวุธ : ขีปนาวุธร่อน ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียม JDAM ทุกรุ่นพร้อมกับระเบิดร่อนขนาดเล็ก
สถานะ : ยังไม่มีการเข้าประจำการ เนื่องจากเป็นแนวคิด
Boeing 747 ไม่เพียงแต่ใช้งานในเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในการเป็นเครื่องบิน VIP สำหรับผู้นำประเทศตลอดจนพระมหากษัตริย์ด้วย
Boeing 747 CMCA ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเครื่องบินโดยสารที่นิยมใช้ในยุค 70 มาตีตลาดเครื่องบินรบ แม้กองทัพอากาศสหรัฐฯจะเลือกเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ปีกพับได้ B-1B Lancer เข้าประจำการในยุคสงครามเย็น แต่แผนการนำ  Boeing 747 CMCA กลับมารื้อฟื้นเพื่อใช้ในทางยุทธศาสตร์ก็ยังมี เพียงแต่ว่าเป็นแค่แนวคิดและสมมุติฐานเท่านั้น
ในขณะนี้เครื่องบินขับไล่ F-16 ก็ได้ถูกนำออกมารบในกองทัพอากาศสหรัฐฯชาติพันธมิตรก็ยังมีข้อจำกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะได้เห็นเครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล Boeing 747 CMCA เป็นโปรเจคต์ถูกปัดฝุ่นแล้วนำใช้งานในสงครามจริง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Alex Hollings
1945
THE NATIONAL INTEREST
Found and Explained
U.S. Air Force
Steuart Li
ZSAM417
Christolph Flink
superevan0106
Mr_Minus
Nestor Hung
R Skywalker
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา