20 ต.ค. เวลา 03:00 • ความคิดเห็น

หลักสูตรแห่งความสุข

มีคลาสหนึ่งที่มหาวิทยาลัย Harvard โด่งดังในระดับไวรัลเพราะนักศึกษา MBA แย่งกันลงจนล้นห้อง เป็นคลาสที่ฮอตสุดของฮาร์วาร์ด คลาสนี้รับได้ไม่ถึงสองร้อยคน แต่จะมีคนเกินอยู่ 400 คนทุกทีจนนักศึกษาต้องขอให้เพื่อนที่ได้เข้าเรียนซูมออกมาให้ได้ฟังไปด้วย
เป็นคลาสที่ดูจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับธุรกิจเลย แต่เป็นความรู้ที่เราอยากรู้ที่สุด เพราะเป็นคลาสที่สอนเกี่ยวกับความสุขชื่อ Leadership and Happiness ที่นักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์แห่งความสุขและสามารถออกแบบชีวิตที่สุขอย่างยั่งยืนได้
คลาสนี้สอนโดยอาจารย์อาร์เธอร์ บรุกส์ (Arthur C. Brooks) ผู้ที่ศึกษาและทำงานวิจัยเรื่องความสุขมายาวนาน เขียนหนังสือก็หลายเล่มร่วมกับทั้งโอปรา วินฟรีย์ และเป็นสหายทางธรรมกับองค์ทะไล ลามะอีกด้วย
ผมได้ฟังบทสัมภาษณ์ของอาจารย์ในช่อง Informo เมื่อเดือนก่อนในเรื่องนี้ และมีหลายเรื่องที่อาจารย์เล่าแบบกระชับ น่าสนใจ น่าคิดตาม ในโลกที่ดูวุ่นวายและเราสุขน้อยลงเรื่อยๆ ก็เลยอยากจะสรุปมาสู่กันฟังครับ..
1. อาจารย์สังเกตจากข้อมูลที่ศึกษาว่า คนเราเริ่มทุกข์และเหงามากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ช่วงปี 2008 ตั้งแต่มีโซเชียลมีเดีย มีจอมาขวางระหว่างเรากับผู้คน เพราะอาจารย์บอกว่าพื้นฐานของความสุขมนุษย์นั้นอยู่บนความรักและความสัมพันธ์เป็นหลัก
นิยามความสุขของมนุษย์จากงานวิจัยของอาจารย์ไม่ใช่เป็นความรู้สึกสุขชั่วครั้งชั่วคราว แต่นิยามคนที่มีความสุขจริงๆนั้นมีส่วนผสมสำคัญสามอย่าง อย่างแรกคือความเพลิดเพลินในชีวิต (enjoyment) ความพึงพอใจในชีวิต (satisfaction) และการมีชีวิตที่มีคุณค่า (meaning)
เวลาอาจารย์แนะนำผู้คนเรื่องความสุขก็จะใช้สามตัวนี้เป็นเสาหลักในการวิเคราะห์ ซึ่งแต่ละคนก็มีมากมีน้อยในแต่ละเรื่องต่างกัน
2. จากงานวิจัยที่อาจารย์อ้างถึง คนที่มีความสุขมากๆนั้น ครึ่งหนึ่งมาจากพันธุกรรม (อันนี้ผมเซอร์ไพรส์มาก) อีกหนึ่งในสี่มาจากสถานการณ์หรือโชคชะตา แต่เรื่องพวกนี้อยู่ไม่นาน โชคดี โชคร้ายมาเดี๋ยวก็ไป แต่อีกหนึ่งในสี่นั้นมนุษย์ควบคุมได้ก็คือพฤติกรรมและนิสัยที่นำไปสู่ความสุขของเรา
3. อาจารย์พบว่า พฤติกรรมของคนที่มีความสุขมากๆนั้นมีอยู่ 4 ด้านหลักที่เขาทำสม่ำเสมอ อย่างแรกคือคนที่มีวัตรปฏิบัติและศึกษาปรัชญาหรือศาสนาอย่างจริงจัง อย่างที่สองคือการให้ความสำคัญและดูแลความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างดี อย่างที่สามคือคนที่มีกัลยาณมิตรรอบข้างที่ปรารถนาดีต่อกัน และอย่างสุดท้ายคือการทำงานที่รู้สึกว่ามีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อคนอื่น ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานอะไรก็ตาม
4. อาจารย์ให้คำปรึกษาซีอีโอและคนเก่งที่ทำงานหนักมากๆ และก็พบว่าคนที่ทุ่มเททำงานแบบลืมวันลืมคืนเพื่อต้องการความสำเร็จจะมีปัญหากับคู่ชีวิต เรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัว แล้วยิ่งทำงานยิ่งไม่มีความสุข ซึ่งอาจารย์ต้องช่วยจัดสรรเวลาให้บาลานซ์ขึ้น
ผู้คนรอบข้างสำคัญมากต่อความสุขในใจ ถ้าชีวิตคู่ไม่ดีก็จะมีความสุขได้ยาก (happywife , happylife ของจริงเลยครับ) อาจารย์จะเตือนซีอีโอบ้างานว่าตอนใกล้ตาย คนที่อยู่รอบเตียงจะไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน แต่จะเป็นครอบครัวและเพื่อนฝูงที่รักเรา ในงานศพก็จะไม่ได้มีใครบอกว่าเรารวยแค่ไหนหรือมีไมล์สะสมเยอะแค่ไหน มีแต่ครอบครัวที่จะมาบอกว่าเราเป็นสามีหรือพ่อที่ดีแค่ไหนมากกว่า
1
การที่มีวินัยในการจัดสรรเวลานอกจากเวลาทำงานเพื่อรักษาหรือดูแลความสัมพันธ์ของครอบครัวและสังคมบ้างจึงจำเป็นมากๆ
5. ซีอีโอที่อยู่ตำแหน่งสูงๆจะยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวและเหงา ยิ่งมีออฟฟิศใหญ่โต ยิ่งตำแหน่งสูงเท่าไหร่แล้วคิดว่าความสุขจะมา อาจารย์บอกเลยว่าจากงานวิจัยนั้น เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบของความสุขเลย เพราะยิ่งตำแหน่งสูง เพื่อนร่วมงานยิ่งระมัดระวังที่จะคุยด้วยในเรื่องส่วนตัว มีความกลัว มีความแปลกแยกเพราะตำแหน่ง ซีอีโอเลยไม่มีใครที่เป็นเพื่อนได้จริงๆ
ซีอีโอหรือคนที่มีตำแหน่งใหญ่ๆที่ดูจะมีความสุข อย่างแรกคือการมีความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตที่ดีก่อน และต่อมาก็ต้องหากลุ่ม หาเพื่อนที่แชร์ความคิด ปัญหาคล้ายกันจากนอกบริษัท ในหลายประเทศก็มีกลุ่ม YPO ที่ซีอีโอได้มาจับกลุ่มและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน (ไทยมี HOW Club ด้วยนะครับ) ซึ่งจะช่วยเรื่องความสุขในใจขึ้นมาก
6. คำแนะนำสำหรับคนที่รู้สึกว่างเปล่า เปลี่ยวเหงาในชีวิต ที่อาจารย์มีข้อมูลนั้น ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักระดับ burnout แต่เป็นการใช้ social media เกินขนาด เพราะตอนที่เราไถมือถือ สมองซีกซ้ายจะทำงานข้างเดียว แต่สมองซีกขวาที่ทำงานด้าน meaning ด้านความหมายของชีวิตจะไม่ทำงานเลย
ยิ่งใช้โซเชียล ยิ่งทำให้เราห่างผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์เลยแนะนำหลักง่ายๆในการมีวินัยต่อการใช้โซเชียลว่า ประการแรก เราไม่ควรเล่นมือถือในชั่วโมงแรกหลังการตื่น เพราะสมองกำลังจะจัดระเบียบของวัน และไม่ควรใช้ชั่วโมงสุดท้ายก่อนนอน เพราะจะรบกวนการนอนที่สำคัญมากๆ รวมถึงแย่กับชีวิตคู่ด้วย
สุดท้าย อาจารย์แนะนำให้ใช้ไม่เกิน 60 นาทีต่อวัน และจัดตารางใช้โดยตั้งใจ ตามคนที่มีประโยชน์ มีความหมายต่อเรา ไม่ใช่นึกจะดูแก้เบื่อก็ดู จะดูใครก็ดู จะเป็นวิธีที่ทำให้ไม่ใช้จนเป็นพิษต่อเราได้
7. กิจวัตรตั้งแต่ตื่นขึ้นมาที่อาจารย์อาร์เธอร์แนะนำก่อนทำอย่างอื่น (Morning Protocol) เพื่อนำตัวเองไปสู่ความสุขตั้งต้น ประการแรกคือ ไม่ควรจับมือถือหรือโซเชียลมีเดียในชั่วโมงแรกของวัน เพื่อปกป้องกระบวนการคิดและตั้งสมาธิ ประการที่สอง เราควรเริ่มต้นวันด้วยการออกกำลังกายยามเช้า (ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นยิ่งดี) เพราะมีผลที่ดีต่อร่างกายและจิตใจอย่างมาก
ประการที่สาม อาจารย์แนะนำให้นั่งสมาธิหรือทำกิจกรรมทางจิตวิญญาณช่วงสั้นๆทุกวันหลังออกกำลัง ประการที่สี่ อาจารย์แนะนำให้เติมสารอาหารประเภทโปรตีนเพื่อบูสต์สารสื่อประสาท แต่เว้นระยะเวลาการดื่มกาแฟ (คาเฟอีน) ออกไปสักพักหลังตื่นนอน เพื่อใช้กาแฟเป็นตัวกระตุ้นโฟกัส ไม่ใช่แค่ใช้เพื่อแก้ปวดหัวเท่านั้น
8. อาจารย์พูดถึง AI และเทคโนโลยีว่า ในการใช้ AI ต้องใช้ให้เป็น "เครื่องมือ" ไม่ใช่ "ตัวแทนความสัมพันธ์"
แม้ AI จะมีประโยชน์ในการทำงาน แต่ห้ามใช้ AI เป็นเพื่อนคุยแก้เหงา เป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิต หรือใช้แทนความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพราะสมองของมนุษย์แยกแยะออกและจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวในระยะยาวได้
9. อาจารย์อาร์เธอร์เป็นกัลยาณมิตรทางธรรมและได้สนทนากับองค์ทะไล ลามะมาตลอดหลายปี สิ่งที่อาจารย์เรียนรู้จากองค์ทะไล ลามะ ที่สำคัญที่สุดก็คือการ "มีเป้าหมาย แต่ไม่ยึดติด" (Intention without Attachment)
การตั้งเป้าหมาย (Intention) เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ชีวิตมีทิศทางและความหมาย แต่ต้องไม่ยึดติดกับผลลัพธ์แบบตายตัว (Attachment) ทำหน้าที่ในกระบวนการให้ดีที่สุดแล้วปล่อยวางผลลัพธ์ให้อยู่เหนือการควบคุม ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั้งผู้นำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและนักปราชญ์ในอดีตมีเหมือนกันมาโดยตลอด
10. ศิลปะการใช้เงินซื้อความสุข (How to Spend Money) อาจารย์บอกว่า เรามีวิธีใช้เงินอยู่ 5 อย่าง อย่างแรกคือซื้อของ อย่างที่สองคือใช้ซื้อประสบการณ์กับคนที่เรารัก อย่างที่สามคือการเอาไปซื้อเวลามาทำในสิ่งที่เราอยากทำหรือควรทำ อย่างที่สี่คือใช้เงินไปแบ่งปัน บริจาค หรือช่วยคน อย่างที่ห้าคือออมเงินนั้นไว้
อาจารย์บอกว่า อย่างแรกนั้นเป็นอย่างเดียวที่ไม่ใช่เป็นทางที่ก่อให้เกิดความสุข แต่การใช้เงินสี่อย่างหลังนั้นนำมาซึ่งความสุขมากกว่า
เป็น 10 บทเรียนจากนักวิจัยเรื่องความสุข และอาจารย์ผู้สอนคลาสสุดฮิตของฮาร์วาร์ดที่อยากแบ่งปันในวันหยุดนี้ครับ….
ใครสนใจหลักสูตรแห่งความสุขแบบไทยๆโดยผมเอง ตามไปอ่านต่อได้นะครับ
โฆษณา