19 ต.ค. เวลา 06:02 • หุ้น & เศรษฐกิจ

จีนชนะทั้งโลก แต่ทำไมไม่เหลือกำไร? - Blockdit Originals โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

จีนผลิตสินค้าเก่งที่สุดในโลก แต่กำลังเจอปริศนาข้อใหญ่ ยิ่งผลิตเก่ง ยิ่งขายได้มาก ยิ่งครองตลาดโลก กลับยิ่งไม่เหลือกำไร
ตันปิน นักลงทุนชื่อดังของจีน เคยพูดประโยคที่กลายเป็นวิวาทะว่า “อุตสาหกรรมไหนที่คนจีนเข้าไปครอง อุตสาหกรรมนั้นมักไม่เหลือกำไรอีกต่อไป”
ฟังเผินๆ เหมือนคำประชด แต่ผมคิดว่านี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างข้อใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจจีน
เราลองนึกภาพบริษัทหนึ่งทุ่มพัฒนาเทคโนโลยี จนลดต้นทุนจาก 100 บาท เหลือ 80 บาท ตามตำราเศรษฐศาสตร์ บริษัทนี้ควรได้กำไรเพิ่มจากความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แต่ในจีน เรื่องไม่จบอย่างนั้น พอบริษัทหนึ่งลดต้นทุนได้ บริษัทอื่นก็ไล่ตามทันในเวลาอันสั้น
เมื่อทุกเจ้าต้นทุนเท่ากัน ก็เหลือทางเดียวคือตัดราคา ของที่เคยขาย 100 บาท จึงเหลือ 70 บาท ทุกคนผลิตเก่งขึ้น แต่ไม่มีใครได้กำไร ผู้บริโภคทั่วโลกได้ของถูก ส่วนผู้ผลิตจีนเลือดสาดในสงครามราคา
โซลาร์เซลล์คือภาพที่ชัดที่สุด สองทศวรรษที่ผ่านมา จีนพลิกจากประเทศที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ มาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองกำลังการผลิตกว่า 80% มองจากส่วนแบ่งตลาด จีนชนะขาดลอย แต่มองจากงบการเงิน ภาพกลับตาลปัตร บริษัทโซลาร์จีนถูกบีบทั้งราคาและกำไร บางรายขาดทุนหนัก ทั้งที่ถือเทคโนโลยีระดับโลกและต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งแทบทุกรายในโลก
รถยนต์ไฟฟ้าก็กำลังเดินตามรอยเดียวกัน รถจีนเทคโนโลยีสูงขึ้นทุกปี ราคาถูกลงทุกปี ส่งออกไปทั่วโลก แต่การแข่งขันดุเดือดจนกลายเป็นสงครามราคา ลดแลกแจกแถม ยอดขายโต แต่กำไรต่อคันหดลงเรื่อยๆ
ที่น่าคิดคือ บริษัทที่กำลังลำบากไม่ใช่บริษัทที่ล้าหลัง ตรงกันข้าม หลายรายคือผู้นำนวัตกรรมของโลก ปัญหาของจีนจึงไม่ใช่ผลิตไม่เก่ง แต่เป็นเพราะผลิตเก่งเกินไป และมีคนเก่งมากเกินไปในเวลาเดียวกัน
ทำไมยิ่งเก่ง ยิ่งไม่มีกำไร? ผมเห็นว่ามีสามสาเหตุ
ประการแรก บริษัทจีนไล่ตามกันทันเร็วเกินไป โจเซฟ ชุมปีเตอร์ เคยอธิบายว่า ผู้บุกเบิกนวัตกรรมจะได้รางวัลเป็น “ค่าเช่าจากนวัตกรรม” (Innovation Rent) แต่รางวัลนี้อยู่ได้นานเท่าที่คู่แข่งยังตามไม่ทันเท่านั้น
จุดแข็งของจีนคือระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก วิศวกรมหาศาล ซัพพลายเออร์ครบวงจร แรงงานทักษะสูง และการแข่งขันเข้มข้น พอบริษัทหนึ่งค้นพบวิธีผลิตที่ดีกว่า ความรู้ก็แพร่ไปทั้งอุตสาหกรรมแทบจะทันที ผ่านคนที่ย้ายงาน ซัพพลายเออร์ที่พัฒนาตาม และคู่แข่งที่เร่งวิจัย ความได้เปรียบของผู้นำจึงสั้นลงทุกวัน นวัตกรรมของบริษัทหนึ่งในวันนี้ คือมาตรฐานของทั้งอุตสาหกรรมในวันพรุ่งนี้
2
ประการที่สอง สินค้าจีนจำนวนมากกลายเป็นสินค้าที่แทบไม่ต่างกัน หลายคนเข้าใจว่า ใครเทคโนโลยีดีที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุด ย่อมกำไรมากที่สุด แต่ในโลกธุรกิจ กำไรไม่ได้ขึ้นกับว่าเราผลิตเก่งแค่ไหน หากขึ้นกับว่าคู่แข่งทำของเหมือนเราได้เร็วแค่ไหน และลูกค้ามีเหตุผลอะไรที่จะไม่หนีไปซื้อเจ้าอื่น
1
เมื่อสินค้าทุกยี่ห้อคุณภาพใกล้กัน มาตรฐานเดียวกัน ทดแทนกันได้ทันที ลูกค้าย่อมเลือกเจ้าที่ถูกกว่า นี่คือเหตุผลที่บางบริษัทส่วนแบ่งตลาดไม่มาก แต่กำไรมหาศาล เพราะมีแบรนด์ มีระบบนิเวศ มีเทคโนโลยีเฉพาะ หรือมีสายสัมพันธ์กับลูกค้าที่คู่แข่งทดแทนไม่ได้ ขณะที่บริษัทที่ครองตลาดโลกอาจแทบไม่มีกำไร หากลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อเจ้าอื่นได้ทันที
ประการที่สาม การแข่งขันระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นทำให้ลงทุนเกินความต้องการ พอส่วนกลางประกาศให้อุตสาหกรรมใดเป็นยุทธศาสตร์ ทุกเมืองก็อยากมีโรงงานของตัวเอง ส่วนกลางหนุนรถยนต์ไฟฟ้า ทุกเมืองอยากมีโรงงานรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาดเป็นวาระชาติ ทุกมณฑลก็เร่งตั้งฐานผลิตโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ พร้อมแข่งกันเสนอที่ดินราคาถูก เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
2
ผลคือกำลังการผลิตโตเร็วกว่าดีมานด์ตลาด ในภาวะปกติ บริษัทที่ไม่มี
ประสิทธิภาพควรออกจากตลาด แต่เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นยังอุ้มไว้เพื่อรักษาการจ้างงานและรายได้ภาษี กำลังการผลิตส่วนเกินก็ไม่หายไปไหน สงครามราคาจึงยืดเยื้อ และกำไรของทั้งอุตสาหกรรมถูกบีบลงไม่รู้จบ
หลายคนคิดว่าทางออกคือส่งออก แต่การไปต่างประเทศไม่ได้พาหนีสงครามราคา เพราะบริษัทจีนหลายสิบรายก็ยกสงครามเดียวกันไปรบต่อในยุโรป ตะวันออกกลาง และอาเซียน คนที่ได้ประโยชน์กลับเป็นผู้ซื้อต่างชาติ ซึ่งต่อรองกดราคาผู้ผลิตจีนได้ทีละหลายเจ้า บางกรณี แม้แต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐบาลจีนตั้งใจมอบให้ผู้ส่งออก ก็ถูกแปลงเป็นส่วนลดให้ลูกค้าต่างชาติ เงินอุดหนุนของรัฐจีนจึงไม่ได้กลายเป็นกำไรของบริษัทจีน แต่กลายเป็นของขวัญให้ผู้บริโภคทั่วโลก จีนส่งออกมากขึ้นจริง แต่ไม่ได้แปลว่ากำไรมากขึ้น
1
รัฐบาลจีนรู้ปัญหานี้ดี และกำลังผลักดันแนวคิด “ตลาดแห่งชาติที่เป็นเอกภาพ” (Unified National Market) หัวใจคือรื้ออุปสรรคระหว่างมณฑล เลิกให้ท้องถิ่นกีดกันสินค้าต่างถิ่น และเลิกแข่งกันแจกสิทธิประโยชน์จนบิดเบือนกลไกตลาด เพราะตราบใดที่ท้องถิ่นยังอุ้มบริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพได้ ตลาดก็ไม่มีวันคัดผู้ชนะผู้แพ้ตามฝีมือจริง จีนต้องเปลี่ยนจากระบบที่ทุกเมืองต้องมีโรงงานของตัวเอง ไปสู่ระบบที่ยอมให้บางพื้นที่เชี่ยวชาญบางอุตสาหกรรม และยอมให้บริษัทที่แข่งไม่ได้ล้มไป
1
ทั้งหมดนี้พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะเบื้องหลังโรงงานทุกแห่งมีการจ้างงาน รายได้ภาษี หนี้สิน และผลประโยชน์ของรัฐบาลท้องถิ่นผูกอยู่ การแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินจึงต้องปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ท้องถิ่น และภาคธุรกิจ และต้องยอมจ่ายต้นทุนระยะสั้น ทั้งบริษัทที่ต้องปิด คนงานที่ต้องเปลี่ยนอาชีพ
และเศรษฐกิจบางพื้นที่ที่ต้องชะลอ โจทย์ของจีนจึงไม่ใช่กำจัดการแข่งขัน แต่คือเปลี่ยนจากการแข่งกันถูก ไปสู่การแข่งกันดี แข่งกันสร้างนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม
แล้วไทยเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเรื่องนี้? ข้อแรก อย่าลงไปแข่งกับจีนในสนามราคาที่จีนเก่งที่สุด ขนาดบริษัทจีนยังแข่งกันเองจนไม่เหลือกำไร บริษัทไทยที่ต้นทุนสูงกว่าและขนาดเล็กกว่า จะไปผลิตสินค้ามาตรฐานเดียวกันสู้ได้อย่างไร
ไทยจึงต้องรู้จักเลือกสนาม แทนที่จะพยายามผลิตทุกอย่างเหมือนจีน ควรหาจุดแข็งเฉพาะของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบริการหลังการขาย การออกแบบที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะ การสร้างแบรนด์ หรือบริการที่ต่อยอดจากอุตสาหกรรมใหม่ ในโลกที่ของผลิตง่ายขึ้นและถูกลงทุกวัน สิ่งที่มีค่าขึ้นทุกวันคือความสามารถในการสร้างความแตกต่างครับ
ท้ายที่สุด ผมคิดว่าปริศนาของจีนกำลังบอกเราถึงกติกาใหม่ของการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก ประเทศและบริษัทที่จะอยู่รอดในระยะยาว ต้องเลิกถามแค่ว่า “จะผลิตให้มากขึ้นและถูกลงได้อย่างไร” แล้วหันมาถามว่า “จะสร้างคุณค่าอะไรที่คนอื่นทดแทนไม่ได้” สำหรับจีน นี่คือโจทย์ของการเปลี่ยนจากมหาอำนาจด้านการผลิต ไปเป็นมหาอำนาจด้านนวัตกรรมและการสร้างมูลค่า
และสำหรับเราทุกคน บทเรียนจากจีนสะท้อนว่า คำถามสำคัญของธุรกิจวันนี้ไม่ใช่ “จะชนะอย่างไร” แต่คือ “ชนะแล้ว จะเหลือกำไรได้อย่างไร”
1
โฆษณา