•
19 ต.ค. เวลา 05:32 • การศึกษา
นครราชสีมา

ลูกไม่ซ้อมดนตรีที่บ้าน ผู้ปกครองควรทำอย่างไร?

หนึ่งในเรื่องที่ผู้ปกครองหลายคนกังวลเมื่อให้ลูกเริ่มเรียนดนตรี คือเมื่อลูกกลับมาบ้านแล้วไม่ค่อยหยิบเครื่องดนตรีขึ้นมาซ้อม บางบ้านต้องคอยเตือนทุกวัน บางบ้านเตือนแล้วก็ยังไม่ซ้อม จนสุดท้ายกลายเป็นความหงุดหงิดทั้งคนเตือนและคนถูกเตือน
ในฐานะครูสอนดนตรี
ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งเริ่มเรียนกีตาร์คลาสสิก เพราะการเล่นกีตาร์ไม่ได้มีแค่การจำเพลงให้ได้ แต่ยังต้องฝึกการวางนิ้ว การดีดให้ถูกวิธี และการควบคุมน้ำเสียง ซึ่งบางอย่างต้องใช้เวลาและความอดทนพอสมควร
แต่ก่อนที่เราจะรีบสรุปว่าลูกไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่ตั้งใจเรียน
ผมอยากชวนผู้ปกครองลองมองเรื่องนี้จากอีกมุมหนึ่งครับ
1. ลองหาสาเหตุก่อนว่าทำไมลูกถึงไม่ซ้อม
เด็กแต่ละคนมีเหตุผลที่ไม่ซ้อมดนตรีไม่เหมือนกัน บางคนกลับจากโรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว บางคนมีการบ้านหรือกิจกรรมอื่นเยอะ ขณะที่บางคนอาจรู้สึกว่าการเล่นกีตาร์เป็นเรื่องยาก เพราะยังเล่นเพลงที่ตัวเองอยากเล่นไม่ได้เสียที
โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นเรียน เด็กอาจต้องใช้ความพยายามมากกับสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น การกดสายให้เสียงชัด การขยับนิ้วให้ทัน หรือการเล่นโน้ตให้ต่อเนื่องกัน
ถ้าเราเข้าใจสาเหตุ เราก็จะช่วยลูกได้ตรงจุดมากขึ้นครับ เพราะเด็กที่เหนื่อยจากการเรียนอาจต้องการเวลาพัก ส่วนเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองเล่นไม่ได้ อาจต้องการกำลังใจหรือวิธีฝึกที่ง่ายขึ้น ไม่ใช่การบอกให้ซ้อมเพิ่มเพียงอย่างเดียว
2. ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการซ้อมนาน ๆ
สำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มเรียน ผมคิดว่าการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอสำคัญกว่าการบังคับให้ซ้อมครั้งละนาน ๆ ครับ
เราอาจเริ่มจากวันละ 5–10 นาที แล้วค่อยปรับตามวัย ความพร้อม และสิ่งที่เด็กกำลังฝึกอยู่ เป้าหมายในช่วงแรกไม่จำเป็นต้องเป็นการเล่นเพลงให้จบ แต่เป็นการสร้างความคุ้นเคยกับเครื่องดนตรีและทำให้การหยิบกีตาร์ขึ้นมาฝึกไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเด็ก
บางวันอาจฝึกแค่การวางนิ้วหรือทบทวนเทคนิคกีตาร์ที่เรียนมา บางวันอาจเล่นเพลงที่ชอบสักท่อนก็ได้ ขอเพียงให้การฝึกมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเหมาะสมกับความสามารถของเด็ก
เมื่อเด็กเริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำได้ การฝึกซ้อมก็มีโอกาสกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรได้ง่ายขึ้นครับ
3. อย่าให้ทุกครั้งที่หยิบกีตาร์ขึ้นมา กลายเป็นการสอบ
ผมคิดว่าบรรยากาศระหว่างฝึกซ้อมมีผลกับความรู้สึกของเด็กไม่น้อยเลยครับ
ถ้าทุกครั้งที่ลูกหยิบกีตาร์ขึ้นมา ผู้ปกครองต้องคอยตรวจว่ากดนิ้วถูกไหม เล่นผิดตรงไหน หรือทำไมยังเล่นไม่ได้เหมือนที่ครูสอน เด็กบางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าการซ้อมเป็นช่วงเวลาที่ตัวเองกำลังถูกประเมินอยู่ตลอดเวลา
แน่นอนว่าการแก้ไขข้อผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนดนตรี แต่ในช่วงที่เด็กกำลังฝึกอยู่ที่บ้าน ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรับบทเป็นครูอีกคนเสมอไปครับ
บางครั้งการนั่งฟังลูกเล่นจนจบ ชื่นชมความพยายาม หรือถามว่า “วันนี้เล่นเพลงอะไรให้พ่อแม่ฟังได้บ้าง” ก็ช่วยให้เด็กมีความสุขกับการเล่นดนตรีได้แล้ว
ส่วนเรื่องเทคนิคกีตาร์หรือรายละเอียดที่ต้องแก้ไข สามารถจดไว้แล้วนำไปปรึกษาครูในคาบเรียนถัดไปได้ ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างด้วยตัวเองครับ
4. ถ้าลูกซ้อมแล้วรู้สึกว่าเล่นไม่ได้ ลองคุยกับครู
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กไม่อยากซ้อม แต่อยู่ที่เด็กไม่รู้ว่าจะเริ่มซ้อมจากตรงไหน
ตัวอย่างเช่น ครูมอบหมายให้ฝึกเพลงหนึ่งเพลง แต่เด็กยังเล่นบางช่วงไม่ได้ พอกลับบ้านจึงไม่รู้ว่าควรเริ่มจากท่อนไหน หรือพยายามเล่นทั้งเพลงซ้ำ ๆ จนรู้สึกท้อ
ในกรณีนี้ การพูดคุยกับครูผู้สอนอาจช่วยได้มากครับ ผู้ปกครองสามารถเล่าให้ครูฟังว่าลูกมีปัญหาตรงไหน หรือไม่ค่อยอยากฝึกอะไร เพื่อให้ครูช่วยแบ่งแบบฝึกออกเป็นขั้นตอนที่เล็กลงและชัดเจนขึ้น
สำหรับการเรียนกีตาร์คลาสสิก การฝึกทีละส่วน เช่น แยกมือขวาและมือซ้าย ฝึกเฉพาะจังหวะที่ยาก หรือเล่นช้าลงก่อนเพิ่มความเร็ว มักช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าของตัวเองได้ดีกว่าการพยายามเล่นทุกอย่างให้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น
เมื่อเด็กเข้าใจว่าตัวเองกำลังฝึกอะไร และรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อ การซ้อมที่บ้านก็จะมีทิศทางมากขึ้นครับ
5. ช่วยลูกสร้างวินัย โดยไม่ต้องเตือนทุกวัน
สุดท้ายแล้ว การเรียนดนตรีไม่ได้มีเป้าหมายแค่ทำให้เด็กเล่นเพลงได้ แต่ยังเป็นโอกาสให้เด็กเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ การจัดเวลา และการค่อย ๆ พัฒนาตัวเองด้วยครับ
แต่ทักษะเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีเพียงเพราะเราบอกให้ลูกมีวินัย เด็กหลายคนยังต้องการความช่วยเหลือจากผู้ปกครองในการจัดตารางและสร้างกิจวัตร
เราอาจตกลงกับลูกว่าจะซ้อมหลังทำการบ้านเสร็จ หรือเลือกเวลาสั้น ๆ ที่เหมาะกับตารางชีวิตของครอบครัว จากนั้นค่อย ๆ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการวางแผนและรับผิดชอบเวลาฝึกของตัวเองมากขึ้น
สิ่งสำคัญคือควรตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง และไม่ใช้การซ้อมดนตรีเป็นเรื่องต่อรองหรือการลงโทษทุกครั้งที่ลูกทำสิ่งอื่นไม่ถูกใจเรา
เพราะสิ่งที่เราอยากให้เด็กได้จากการเรียนดนตรี ไม่ใช่แค่การทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่ แต่คือการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองเลือกทำด้วยครับ
แล้วถ้าลูกยังไม่ชอบซ้อมอยู่ดี ควรทำอย่างไร?
ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องคาดหวังให้เด็กทุกคนรักการฝึกซ้อมตั้งแต่วันแรกครับ การเรียนดนตรีมีทั้งช่วงที่สนุกและช่วงที่ต้องใช้ความพยายามเป็นธรรมดา
สิ่งที่ผู้ปกครองทำได้ คือช่วยให้ลูกเห็นความก้าวหน้าของตัวเอง เปิดโอกาสให้เขาได้เล่นเพลงที่ชอบ และพูดคุยกับครูเมื่อพบว่าการเรียนเริ่มยากเกินไปหรือไม่เหมาะกับความสนใจของเด็ก
หากลูกยังไม่อยากซ้อม เราอาจต้องกลับมาทบทวนด้วยกันว่า เป้าหมายในการเรียนของเราคืออะไร ลูกอยากเรียนดนตรีด้วยเหตุผลอะไร และวิธีเรียนที่ใช้อยู่เหมาะกับเขาหรือไม่
สำหรับผม การที่เด็กคนหนึ่งเล่นกีตาร์ได้เก่งขึ้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ แต่การที่เขาได้เรียนรู้ที่จะอดทนกับสิ่งที่ยาก รู้จักพัฒนาตัวเองทีละขั้น และยังมีความสุขกับดนตรีไปด้วย ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน
เราอาจไม่สามารถทำให้ลูกอยากซ้อมได้ทุกวัน แต่เราสามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาอยากกลับมาหากีตาร์อีกครั้งได้ครับ 😀
โฆษณา