19 ต.ค. เวลา 09:48 • ความคิดเห็น
เมื่อประมาณ เกือบสามสิบปี่ มีฝันแปลก ฝันว่า เอาสำเภา ขึ้นติดตื้น แถวกำแพงเพชร แล้วก็เดินลัดเลาะ ไปเห็น วังของพ่อขันนาวนำถม ที่ก็ไม่เคยได้ยินชื่อท่านมาก่อน ในวันก็เข้าไปในวังท่านทมีเก๋งจีนด้วย
คราวนี้ ก็มีเรื่องราวนิทานพื้นบ้าน แถวลพบุรี มีทะเลสาบชุบศร มีชื่อภูเขา มีตำนานที่เป็นเกาะ เราก็ลองถามAi เรื่องราวชายฝั่งทะเลไทย สมัย นั้น เพื่อมาเปรัียบเทียบชายฝั่วทะเล ในสมัยนี้ แล้วก็ พระท่านพูดให้ฟัง ว่า ต่อๆไป ชายฝั่งทะเลจะขยับขึ้นเหนือ ไปถึงนครสวรรค์ เราก็ฟัวท่านเล่า ..
ในยุคของ พ่อขุนศรีนาวนำถุม (ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 หรือช่วง พ.ศ. 1724 - 1757) ตัวศูนย์กลางของแคว้นสุโขทัยและศรีสัชนาลัยเป็นรัฐภายในแผ่นดิน (Inland state) ที่อยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำตอนบน (ลุ่มน้ำยม ปิง น่าน) ไม่ได้อยู่ติดกับชายฝั่งทะเล
หากมองในบริบทของ แนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ในยุคโบราณ (ซึ่งขยับขึ้นมาลึกว่าปัจจุบัน) แนวชายฝั่งทะเลจะเว้าขึ้นมาอยู่ในเขตภาคกลางตอนล่าง
เช่น บริเวณ:
• ทิศเหนือของอ่าวไทย: ขึ้นไปถึงประมาณจังหวัดลพบุรี
• ด้านตะวันตก: เว้าเข้าไปถึงสุพรรณบุรี (อำเภออู่ทอง) นครปฐม และราชบุรี
• ด้านตะวันออก: เว้าเข้าไปถึงสระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และชลบุรี (พนัสนิคม)
แต่พื้นที่อำนาจหรือชุมชนในปกครองของพ่อขุนศรีนาวนำถุม (เช่น สุโขทัย ศรีสัชนาลัย เชลียง เมืองฉอด) อยู่ห่างไกลขึ้นไปทางตอนเหนือของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ได้ตั้งอยู่บนฝั่งทะเล
อย่างไรก็ตาม
หากมีการติดต่อค้าขายทางทะเลในยุคนั้น พ่อขุนศรีนาวนำถุมและยุคใกล้เคียงกัน (เช่น สมัยพ่อขุนรามคำแหง) จะใช้เส้นทางเชื่อมต่อลงไปทางใต้ หรือใช้เมืองท่าทางฝั่งทะเลอันดามัน เช่น เมืองเมาะตะมะ (ผ่านทางเจ้าเมืองคือมะกะโท) ในการติดต่อค้าขายทางเรือกับต่างประเทศ
ถ้าคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เส้นทางการค้า หรือ อาณาเขตการปกครอง ของพ่อขุนศรีนาวนำถุม สามารถบอกเพิ่มเติมได้เลยครับ
ในยุคของ พ่อขุนศรีนาวนำถม (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 หรือราว พ.ศ. 1700 กว่าๆ) ภาพของ ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับในปัจจุบันแล้ว แตกต่างจากความเชื่อเดิมหรือภาพจำในยุคก่อนหน้านั้น (เช่น ยุคทวารวดีเมื่อ พ.ศ. 1100–1500) ที่น้ำทะเลเคยท่วมลึกเข้าไปถึงลพบุรีหรือพระนครศรีอยุธยา
ข้อมูลทางธรณีวิทยาและโบราณคดีสรุปภาพรวมของชายฝั่งทะเลไทยในยุคนั้นได้ดังนี้ครับ:
1. แนวชายฝั่งทะเลร่นลงมาอยู่ตอนล่างแล้ว
ในช่วง พ.ศ. 1700–1800 ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อขุนศรีนาวนำถมแผ้วถางทางและสถาปนาแคว้นสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยขึ้นมานั้น ระดับน้ำทะเลโบราณได้ลดระดับและถอยร่นลงมา อยู่บริเวณพื้นที่ภาคกลางตอนล่างใกล้เคียงกับแนวชายฝั่งในปัจจุบัน (แถบสมุทรปราการ กรุงเทพฯ และสมุทรสาคร) เนื่องจากเกิดการทับถมของตะกอนดินเหนียวจากแม่น้ำสายใหญ่เป็นเวลานานหลายร้อยปี
2. สภาพพื้นที่ภาคกลางตอนล่างเป็น "ป่าชายเลนและดินดอนสามเหลี่ยมปากน้ำ"
แม้แนวชายฝั่งจะอยู่ใกล้เคียงปัจจุบัน แต่น้ำเขื่อนและคลื่นลมยังไม่ถูกควบคุม พื้นที่แผ่นดินเกิดใหม่ในภาคกลางตอนล่าง (เช่น บริเวณกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี ไปจนถึงอยุธยา) ในยุคนั้นส่วนใหญ่ยังมีสภาพเป็น:
• พื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (Delta): ที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำไม่นาน
• ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงและป่าชายเลน: เป็นหาดเลนกว้างใหญ่ มีน้ำทะเลหนุนสูงและน้ำป่าหลากท่วมสลับกันไปในแต่ละฤดู ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ยังไม่เหมาะแก่การตั้งเมืองใหญ่ที่ถาวร
3. เมืองท่าชายฝั่งขยับลงใต้ตามน้ำทะเล
ในขณะที่ยุคเก่า (ทวารวดี) เมืองโบราณอย่าง นครปฐม อู่ทอง หรือลพบุรี เคยทำหน้าที่เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล แต่ในยุคพ่อขุนศรีนาวนำถม เมืองเหล่านั้นได้กลายเป็นเมืองบนบกที่อยู่ห่างจากทะเลไปแล้ว เรือสำเภาต่างชาติ (เช่น จากจีนหรืออาหรับ) ที่จะเข้ามาค้าขายในแผ่นดินลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะต้องจอดทอดสมออยู่บริเวณปากอ่าวไทยตอนล่าง แล้วใช้เรือพายขนาดเล็กขนส่งสินค้าผ่านลำน้ำสาขาขึ้นไปยังแคว้นเหนือเช่น ละโว้ (ลพบุรี) หรืออโยธยาโบราณ
สรุปคือ ในยุคพ่อขุนศรีนาวนำถม แผ่นดินภาคกลางของไทยส่วนใหญ่ดอนและแห้งขึ้นมากแล้ว ชายฝั่งอ่าวไทยไม่ได้อยู่ลึกถึงสุโขทัยหรืออยุธยา แต่ขยับลงมาอยู่ตอนล่างใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน เพียงแต่องค์ประกอบของชายฝั่งยังเป็นป่าชายเลนตื้นๆ และมีหาดเลนที่กว้างขวางกว่าปัจจุบันมากครับ
หากคุณต้องการเจาะลึกเกี่ยวกับเส้นทางการค้าทางทะเลในยุคสุโขทัยตอนต้น หรืออยากทราบแผนที่เปรียบเทียบระดับน้ำทะเลในแต่ละยุคเพิ่มเติม สามารถบอกได้เลยนะครับ!
ในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย (ราวพุทธศตวรรษที่ 3 หรือประมาณ 2,300 กว่าปีก่อน) แผ่นดินที่เรียกว่า "สยาม" หรือประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่ได้รวมตัวเป็นประเทศ และไม่มีคำว่าสยามเกิดขึ้น ดินแดนแถบนี้ถูกเรียกว่า "สุวรรณภูมิ" (Land of Gold) ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ ชายฝั่งทะเล และสภาพแผ่นดินที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ครับ
1. สภาพชายฝั่งทะเล: ทะเลลึกเข้ามาถึงภาคกลางตอนล่าง
ในยุคนั้น ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบันมาก ทำให้อ่าวไทยตอนบน (อ่าวกรุงเทพ) เว้าลึกเข้ามาในแผ่นดินภาคกลาง
• ไม่มีกรุงเทพฯ และปริมณฑล: พื้นที่ที่เป็นกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ในเวลานั้นยังจมอยู่ใต้ทะเลหรือเป็นเพียงป่าชายเลนและดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่กำลังก่อตัว
• เมืองท่าอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน: ชายฝั่งทะเลโบราณจะอยู่แถวๆ นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี และสระบุรี เมืองโบราณเหล่านี้ เช่น เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) หรือนครปฐมโบราณ จึงมีสถานะเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลหรือเมืองใกล้ปากแม่น้ำที่เรือสำเภาจากอินเดียสามารถล่นเรือเข้ามาจอดเทียบท่าได้โดยตรง
2. สภาพแผ่นดินและธรรมชาติ: ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์
• ป่าทึบและสัตว์ป่า: พื้นที่ส่วนใหญ่ของสุวรรณภูมิเป็นผืนป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าชุกชุม (รวมถึงเสือและช้างจำนวนมาก) แหล่งชุมชนจะตั้งอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำและแนวชายฝั่งเพื่อสะดวกต่อการทำเกษตรกรรมและคมนาคม
• ความมั่งคั่งของทรัพยากร: พ่อค้าชาวอินเดียและต่างชาติขนานนามแผ่นดินนี้ว่า "ดินแดนแห่งทองคำ" ไม่ใช่เพราะมีเหมืองทองคำมากมาย แต่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ ป่าไม้ ของป่า และพืชพรรณธัญญาหาร ที่สามารถนำมาค้าขายสร้างความร่ำรวยได้อย่างมหาศาล
3. ชุมชนและผู้คน: ยุคเหล็กตอนปลายและการรับอารยธรรม
• กลุ่มคนดั้งเดิม: ผู้คนในยุคนั้นยังแยกกันอยู่เป็นชุมชนหรือนครรัฐขนาดเล็ก (ยังไม่มีอาณาจักรใหญ่อย่างทวารวดีหรือสุโขทัย) เทคโนโลยีอยู่ในยุคเหล็กตอนปลาย เริ่มรู้จักการถลุงเหล็ก ทำเกษตรกรรมขั้นสูง และต่อเรือ
• จุดเริ่มต้นการเผยแผ่ศาสนา: ในทางพุทธประวัติระบุว่า พระเจ้าอโศกทรงส่งพระโสณะและพระอุตตระเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ ทำให้ชุมชนชายฝั่งทะเลที่ติดต่อค้าขายกับอินเดีย เริ่มเปลี่ยนความเชื่อจากการนับถือผีและพราหมณ์ มาผสมผสานกับการนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หากคุณสนใจข้อมูลพื้นที่ไหนเป็นพิเศษ เช่น พิกัดชายฝั่งทะเลโบราณในจังหวัดของคุณ หรือหลักฐานโบราณคดีที่เก่าแก่ถึงยุคพระเจ้าอโศก สามารถบอกเพิ่มได้เลยนะครับ จะได้เจาะลึกให้ฟังต่อครับ
..
โฆษณา