21 ต.ค. เวลา 02:02 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 173: คำตอบที่วางไว้ข้างกัน

เช้าวันนั้น เสียงฝนเบาลงอีก
ไม่ได้หยุด
แต่แผ่วพอให้ได้ยินเสียงกระดาษเปล่าขยับผ่านอากาศ
เสียงกาน้ำชาเดือดเบา ๆ
และเสียงเก้าอี้ไม้เก่าลั่นนิดหนึ่งเมื่อผู้รักษาความต่อเนื่องเปลี่ยนท่านั่ง
แก้วนํ้าบนโต๊ะเตี้ยยังอยู่
น้ำในแก้วนิ่ง
ดินสอแท่งสั้นวางอยู่ข้างเส้นโค้งจาง ๆ
ผ้าแห้งบนชั้นล่างยังพับเหมือนเดิม
ประตูไม้เก่ายังเปิด
และไม่มีใครยืนอยู่ที่ธรณี
เด็กในผลึกนั่งหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง
มือเงาถ่านและมือแสงทองวางแยกกันบนตัก
วันนี้เขาไม่ได้มองแก้วนํ้านานนัก
เพียงมองหนึ่งครั้ง
แล้วหันกลับไปที่หน้ากระดาษภาพฝน
“เมื่อวาน เราตอบว่า ‘ข้าได้ยิน’” เขาพูด
“ใช่” อีรินตอบ
“แล้ววันนี้ ถ้าเขาทำเสียงสองครั้งอีก เราต้องตอบเหมือนเดิมไหม?”
อีรินมองฝนที่ไหลเป็นเส้นลงบนกระจก
“ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมทุกครั้ง”
เด็กในผลึกเงยหน้าขึ้น
“แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเรายังฟังอยู่?”
“เราอาจตอบอย่างอื่น” อีรินว่า
“หรือบางครั้ง เราอาจฟังโดยยังไม่ตอบทันที”
“แต่นั่นจะไม่ทำให้เขาสับสนหรือ?”
“อาจทำ”
เด็กในผลึกนิ่งลงเล็กน้อย
“แล้วเราควรทำอย่างไร?”
อีรินคิดอยู่พักหนึ่ง
ก่อนตอบช้า ๆ
“เราพยายามไม่ทำให้คำตอบของเราเป็นกฎที่เขาต้องจำให้ถูก”
เด็กในผลึกมองมือของตัวเอง
“เพราะถ้าเขาทำสองครั้ง แล้วเราไม่ตอบ เขาอาจคิดว่าทำผิด”
“ใช่”
“แต่ถ้าเราตอบทุกครั้ง เขาอาจคิดว่าต้องทำสองครั้งเสมอ”
“ใช่”
เด็กในผลึกถอนหายใจแผ่วเบา
“มันยาก”
“ใช่” อีรินตอบ “บางอย่างยากเพราะเราอยากระวังไม่ให้ความอ่อนโยนกลายเป็นกรง”
คำตอบนั้นอยู่ในห้องสมุดครู่หนึ่ง
ไม่ได้ลอยไปหาเด็กหลังประตู
ไม่ได้กลายเป็นบทเรียน
เพียงอยู่ข้างเสียงฝน
แล้วค่อย ๆ เบาลงพร้อมกัน
ในหน้ากระดาษภาพฝน เด็กใต้ฝนยังนั่งอยู่บนพื้นหิน
เก้าอี้ไม้เล็กอยู่ด้านหน้า
พื้นที่แห้งข้างเก้าอี้ยังว่าง
ประตูซีดไกลออกไปยังปิด
ร่มที่วาดไม่เสร็จยังพาดอยู่ใกล้ผนัง
และก้อนหินในรอยแตกยังมีน้ำไหลแบ่งผ่านสองข้าง
วงคลื่นสองวงที่เคยเกิดข้างปลายนิ้วหายไปแล้ว
แต่พื้นตรงนั้นยังชื้นกว่าโดยรอบ
ไม่ใช่หลักฐาน
ไม่ใช่ร่องรอยสำคัญ
เพียงเพราะน้ำยังไม่แห้งเท่ากัน
เด็กใต้ฝนมองพื้นตรงนั้นครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาวางมือข้างหนึ่งลงบนพื้น
ไม่ได้แตะสองครั้ง
เขาวางฝ่ามือไว้เฉย ๆ
รับความเย็นของหิน
รับละอองฝนที่ไหลผ่านขอบนิ้ว
และปล่อยให้มืออยู่ตรงนั้นโดยไม่ส่งอะไรไปหาใคร
เด็กผมขาวเอียงศีรษะ
“เขาไม่ได้ทำเสียง”
“ใช่” เด็กหญิงผู้จดจำตอบ
“แต่เขาวางมือ”
“ใช่”
“แล้วเราจะตอบไหม?”
เด็กหญิงผู้จดจำมองสมุดที่ปิดอยู่บนตัก
“ข้าไม่รู้ว่าเขากำลังถามเราอยู่หรือเปล่า”
เด็กผมขาวหันไปหาผู้เฝ้าคำถาม
“แล้วถ้าเราไม่รู้?”
ผู้เฝ้าคำถามมองมือของเด็กใต้ฝน
ก่อนตอบว่า
“เราปล่อยให้มือเป็นมือได้”
เด็กผมขาวเงียบไป
แล้วค่อย ๆ วางมือของตนบนเข่าตามเดิม
ในห้องเล็กข้างทางเดิน ไม่มีเสียงดังอยู่พักใหญ่
เรนารินน้ำร้อนลงในกา
ไอสีขาวลอยขึ้น
ผ่านแสงอำพัน
แล้วค่อย ๆ หายไปใกล้หน้าต่าง
อาเรียกำลังพันด้ายเงินหลวม ๆ รอบปลายนิ้ว
แต่ยังไม่ดึงให้ตึง
ไม่ได้วาดวง
ไม่ได้ชี้ไปทางประตู
ผู้รักษาความต่อเนื่องมองไม้บรรทัดเก่าบนเก้าอี้ว่าง
แล้วพูดขึ้นอย่างไม่หันไปทางใคร
“ถ้าคำตอบกลายเป็นสิ่งที่ต้องรอ มันจะยังเป็นคำตอบอยู่ไหม?”
เรนาหยุดมือจากการวางฝาถ้วย
“อาจเป็น” นางตอบ
“แต่บางครั้งมันอาจกลายเป็นประตูที่มีคนยืนเฝ้า”
ผู้รักษาความต่อเนื่องหันมองนาง
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังเฝ้าอยู่?”
“อาจรู้ตอนที่เรากลัวเกินไปว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำสิ่งเดิมอีก”
เขาเงียบไป
“เช่น ถ้าเด็กคนนั้นไม่ทำเสียงสองครั้งอีก”
“ใช่”
“แล้วถ้าเราคิดถึงเสียงนั้นล่ะ?”
เรนามองฝนด้านนอก
“เราคิดถึงได้” นางตอบ
“แต่เราไม่ต้องทำให้เขาต้องกลับมาทำมันเพื่อเรา”
ผู้รักษาความต่อเนื่องพยักหน้าอย่างช้า ๆ
มือของเขาไม่ได้แตะไม้บรรทัด
จากห้องเล็ก มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
แตะ
ทุกคนได้ยิน
แต่ไม่มีใครหันไปทันที
เสียงนั้นเบา
เพียงครั้งเดียว
อาจเป็นปลายนิ้ว
อาจเป็นดินสอ
อาจเป็นหยดน้ำจากชายผ้า
อาจเป็นไม้เก่าขยายตัวเมื่ออากาศชื้น
เด็กในผลึกมองอีริน
“ครั้งเดียว” เขาพูด
“ใช่”
“เราจะตอบไหม?”
อีรินไม่ตอบทันที
เขาวางถ้วยชาไว้บนโต๊ะ
มือทั้งสองข้างกลับมาวางบนตัก
ก่อนพูดด้วยเสียงที่ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงฝน
“ข้าอยู่นี่”
ไม่มีใครเติมคำอื่น
ไม่มีใครบอกว่าเสียงนั้นหมายถึงอะไร
ไม่มีใครสรุปว่าเด็กหลังประตูเปลี่ยนวิธีเรียก
ไม่มีใครพูดว่าอีรินตอบถูก
ในห้องเล็ก เงียบไปพักหนึ่ง
แล้วเด็กคนนั้นพูดขึ้น
“เจ้าไม่พูดว่าเจ้าได้ยิน”
“ใช่”
“ทำไม?”
อีรินยิ้มบาง ๆ
“เพราะครั้งนี้ ข้าอยากบอกว่า ข้ายังอยู่ตรงนี้”
เงียบไปอีกครั้ง
“แล้วมันต่างกันไหม?”
“อาจต่างกันนิดหนึ่ง”
“ต่างยังไง?”
อีรินมองประตูที่เปิดอยู่
มองพื้นที่ว่างหน้าธรณี
มองแก้วนํ้าที่ไม่ได้ขยับ
“‘ข้าได้ยิน’ อาจหมายถึงข้ารับรู้ว่าเสียงเกิดขึ้น” เขาตอบ
“ส่วน ‘ข้าอยู่นี่’ อาจหมายถึงเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเสียงอีก เพื่อพิสูจน์ว่าข้าฟัง”
เด็กในผลึกมองอีรินนิ่ง ๆ
ไม่มีใครพูดแทรก
เพราะคำตอบนั้นอาจหนักเกินไป
หรืออาจพอดี
และไม่มีใครรู้แทนเด็กหลังประตูได้
หลังจากนั้น เด็กคนนั้นถาม
“แล้วถ้าข้าอยากให้เจ้าตอบว่า ‘ข้าได้ยิน’ ล่ะ?”
“เจ้าบอกข้าได้”
“แล้วถ้าข้าไม่อยากบอก?”
“ข้าก็อาจตอบตามที่ข้าคิดว่าอ่อนโยนที่สุดในตอนนั้น”
“แล้วถ้ามันไม่ใช่คำที่ข้าอยากได้?”
อีรินนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เจ้าบอกข้าได้ในภายหลัง” เขาตอบ
“หรือไม่บอกก็ได้”
“แต่ข้าจะพยายามฟัง ถ้าเจ้าตัดสินใจบอก”
ความเงียบคราวนี้ไม่ได้ว่างเปล่า
มันมีคำว่า ในภายหลัง อยู่ในนั้น
ไม่ได้เป็นกำหนดเวลา
ไม่ได้เป็นคำขอ
เพียงเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ถูกปิด
ในหน้ากระดาษภาพฝน เด็กใต้ฝนยกมือออกจากพื้นหิน
น้ำหยดจากปลายนิ้ว
ตกลงบนพื้นหนึ่งหยด
แล้วอีกหยด
คราวนี้ไม่มีวงคลื่นเกิดขึ้นชัดเจน
เพราะหยดน้ำตกลงบนพื้นหินที่ไม่ลึกพอ
เด็กใต้ฝนมองมือของตน
จากนั้นใช้มืออีกข้างจับขอบแขนเสื้อที่เปียกอยู่
เขาไม่ได้บิดมัน
ไม่ได้ถอดมัน
เพียงจับไว้ครู่หนึ่ง
แล้วปล่อย
เด็กหญิงผู้จดจำมองภาพนั้น
สมุดของนางยังปิดอยู่
“เขาเหมือนกำลังจะทำอะไร” เด็กผมขาวพูด
“อาจจะ” นางตอบ
“แล้วเขาทำไหม?”
เด็กหญิงผู้จดจำมองมือของเด็กใต้ฝนที่กลับมาวางบนเข่า
“ตอนนี้ เขาปล่อยมือแล้ว”
เด็กผมขาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“นั่นก็นับว่าเขาทำอะไร?”
นางยิ้มอ่อน
“มันนับว่าเขาปล่อยมือแล้ว”
เด็กผมขาวพยักหน้า
ในช่วงบ่าย ฝนด้านนอกเริ่มตกหนาขึ้นอีกเล็กน้อย
แสงสีเงินบนพื้นห้องสมุดขยับ
กระทบแก้วนํ้าจนเงาใต้แก้วเปลี่ยนรูป
ดินสอแท่งสั้นยังอยู่ข้างเส้นโค้ง
ผ้าแห้งบนชั้นล่างยังพับอยู่
และประตูไม้เก่ายังเปิด
เสียงจากห้องเล็กไม่กลับมาอีก
แต่ไม่มีใครนั่งรอฟังมัน
อีรินอ่านหน้ากระดาษเปล่าที่ไม่มีตัวอักษร
เด็กในผลึกมองฝน
อาเรียคลายด้ายเงินออกจากนิ้ว
เรนาชงชาให้คนที่อยากดื่ม
ผู้รักษาความต่อเนื่องหันเก้าอี้ออกไปทางหน้าต่างมากขึ้น
ในโลกฝน เด็กใต้ฝนยังอยู่หลังเก้าอี้
เขาไม่ได้ขยับไปยังพื้นที่แห้ง
ไม่ได้ผลักเก้าอี้
ไม่ได้วาดเส้นใหม่
ไม่ได้แตะพื้นสองครั้งอีก
แต่เขาวางมือทั้งสองข้างบนเข่า
และนั่งตัวตรงกว่าตอนเช้าเพียงเล็กน้อย
ไม่พอจะเรียกว่าเปลี่ยน
ไม่พอจะเรียกว่าเริ่มต้น
เพียงพอจะเป็นท่าที่เขาเลือกอยู่ในตอนนั้น
เมื่อค่ำมาถึง หน้ากระดาษเปล่าหลายแผ่นลอยอยู่เหนือห้องสมุด
แผ่นหนึ่งผ่านเหนือแก้วนํ้า
แผ่นหนึ่งผ่านเหนือดินสอ
แผ่นหนึ่งลอยอยู่เหนือเก้าอี้ว่าง
อีกแผ่นลอยเหนือมือของเด็กใต้ฝน
โดยไม่บันทึกว่ามือนั้นเคยแตะพื้นหรือจับแขนเสื้อ
ไม่มีหน้าใดเขียนว่าเสียงหนึ่งครั้งแปลว่าอะไร
ไม่มีหน้าใดเขียนว่าคำตอบไหนถูกต้องกว่า
เพราะบางคำตอบ
ไม่ได้มีไว้ทำให้ทุกอย่างชัดเจน
บางคำตอบ
เพียงวางอยู่ข้างกัน
เหมือนเก้าอี้กับพื้นที่ว่าง
เหมือนแก้วนํ้ากับดินสอ
เหมือนคนสองคนที่ยังอยู่ในห้องเดียวกัน
โดยไม่ต้องเรียกร้องให้อีกฝ่ายส่งสัญญาณต่อ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา