Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
JWanderlust
•
ติดตาม
22 ต.ค. เวลา 11:09 • ท่องเที่ยว
ชิงเต่า
สโลว์ทริปริมทะเลที่…ชิงเต่า
Chapter 96/1: A Slow Escape in Qingdao
มาเที่ยวชิงเต่ากับครอบครัวแบบสุดชิล 6 วัน 5 คืน ทริปนี้ได้ทั้งบรรยากาศเมืองริมทะเล วิวสวย อาหารดี ที่พักเลิศ และยังมีเมืองน่ารักๆ ให้แวะเที่ยวระหว่างทาง มาดูกันว่าเราไปที่ไหนบ้าง และแต่ละที่มีอะไรน่าสนใจ ตามมาเที่ยวด้วยกันเลยค่ะ
ทริปนี้เราพาผู้สูงอายุวัย 80 กว่ามาด้วย 2 คนก็เลยเป็นทริปแบบ Slow สุดๆ ที่ไหนเดินเยอะ…ไม่ไป 555 อยากจะบอกว่าชิงเต่าเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุมากเลย เพราะที่เที่ยวทุกที่เดินง่าย ถนนหนทางดี และที่สำคัญสวย สงบ และอากาศดีสุดๆ ค่ะ (เราไปช่วงสิ้น 25–30 กันยายน ก่อนน้ำท่วมพอดี๊พอดี 🙏)
ครั้งนี้ เราเดินทางด้วยสายการบิน Qingdao Airlines ซึ่งตามกำหนดเวลาเดิมต้องออกจากกรุงเทพ 18.10 ถึงชิงเต่าเวลา 23.55 แต่ไฟล์ทดีเลย์ไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็เลยถึงปลายทางเกือบตีสอง กว่าจะรับกระเป๋าเสร็จ ใช้เวลาเดินทางไปโรงแรมอีก 1 ชั่วโมง สรุปได้นอนตอนตี 4 กว่าโหดมาก 😵💫
หลักฐานว่าเรามาถึงเมืองชิงเต่าแล้ว Display ของเบียร์ชิงเต่าที่สนามบินนั่นเอง 😄
โชคดีว่าแพลนของวันรุ่งขึ้น เราจะไปเที่ยวที่เมืองเวยไห่ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงก็เลยได้ไปนอนบนรถกันต่อ และด้วยความที่เป็นทริปส่วนตัวก็เลยจัดสรรเวลากันเองได้ สรุปขอตื่นสาย ออกจากโรงแรม 10.30 เลย
และถึงจะนอนน้อยสุดๆ แต่เราก็ได้นอนในโรงแรมที่ถือว่าสวยมากแห่งนึง ที่นี่คือ Narada Resort & Spa Qingdao Jimo ค่ะ (เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยมาดูบรรยากาศของโรงแรมกันนะ ตอนนี้คือตี 3 แล้ว รอบตัวนี่แทบไม่เห็นอะไรเลย มืดมากกกก)
เปิดประตูเข้าห้องมาถึงกับร้อง…WoW เลยทีเดียว เพราะห้องใหญ่มากๆ ห้องของเราเป็นห้องแบบ Qiyun Balcony King Room ที่ตกแต่งสไตล์จีนโบราณ โคดเก๋
เข้ามาในห้องเราจะเจอกับอ่างอาบน้ำ เดินลึกเข้าไปจะเป็นโซนห้องนอนที่เป็นเตียงคิงส์ไซส์
กลับมาที่โซนแรก ที่นอกจากจะมีอ่างอาบน้ำตรงกลาง ด้านข้างจะแบ่งเป็นห้องอาบน้ำและห้องน้ำ
เห็นมะ ห้องใหญ่จริงๆ และนี่เป็นห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยพักมาเลย เจ๋งอ่ะ
ตื่นเช้ามาถึงได้รู้ว่าเรามีระเบียงด้วย เป็นระเบียงแบบปิดแต่สามารถเปิดกระจกออกไปได้
ระเบียงห้องนอนกว้างซะจนทำเป็นอีก 1 ห้องนอนได้เลย
ก่อนจะ check-out ออกจากโรงแรม (ที่เราได้ใช้เวลาที่นี่น้อยมั่กมากกก) ขอเดินเล่นชมบรรยากาศรอบๆ กันหน่อย
เค้าสร้างโรงแรมได้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมรอบๆ มาก เพราะโรงแรมอยู่ในเมืองโบราณ Jimo (จี๋โม) ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,400 ปี และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ให้มีกลิ่นอายของความโบราณที่สวยและคลาสสิคมาก
ส่วนของเมืองโบราณ…ได้เดินเที่ยวนิดเดียวเอง
ตัวโรงแรมเราไม่แน่ใจว่าสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดรึป่าว แต่มันดูคลาสสิคมากๆ จับเอาดีไซน์แบบอาคารจีนโบราณ แล้วใส่ความสมัยใหม่ไว้ได้อย่างเข้ากันมาก
ทั้งหมดนี่คือส่วนของโรงแรมนะเนี่ย
บรรยากาศของที่นี่จะพาเราย้อนยุคไปเสมือนเราอยู่ในซีรีส์กำลังภายในยังไงยังงั้นเลย
และแล้วก็ได้เวลาล้อหมุน อำลาโรงแรมสุดคลาสสิคแห่งนี้เพื่อไปเมืองเวยไห่กันแล้วค่า
อ้อ…ลืมเล่าเรื่องรถบัส เราเพิ่งเคยเจอรถบัสที่มีที่นั่งใหญ่ขนาดนี้
รถบัสที่เราใช้ตลอดการเดินทาง
ที่นั่งกว้างขวางมากกก เบาะใหญ่สุดๆ มีที่ชาร์ตมือถือทุกที่นั่ง (แต่เป็นหัว USB-A ซึ่งไม่เคยพกเลยไม่ได้ลองว่าชาร์ตได้มั้ย) โชคดีด้วยที่ได้คนขับรถดีมาก ก็เลยนั่งสบายไปตลอดทริปเลย เป็นรถบัสที่นั่งสบายที๊สุดที่เราเคยนั่งมาเลย แม๋…พี่จีนนี่เค้าทำถึงจริงๆ 👍
หลังจากนั่งรถกันมาพักนึงเราก็ถึงเมืองเวยไห่ ซึ่งเราจะแวะทานมื้อเที่ยงกันที่ร้านซีฟู้ด Honjinyang เพื่อมาลิ้มลองกุ้งล็อบสเตอร์ของที่นี่กัน
อาหารทะเลสดๆ หน้าตาน่ากินมาก
และไฮไลต์ของมื้อนี้ ล็อปสเตอร์ตัวเบ้งๆ คนละตัว
กุ้งล็อบสเตอร์ที่รอคอย
กุ้งเค้าสดมาก เนื้อแน่น หอมซอสกระเทียม ปรุงรสชาติมาอร่อยมาก และนอกจากล็อบสเตอร์ เค้าก็ยังมีหอยเป๋าฮื้อหม้อดิน และหอยเม่นที่วางท็อปมาบนไข่ตุ๋นอีกด้วย มื้อนี้อิ่มอร่อยแบบจุกๆ เลยทีเดียว
หลังจากอิ่มอร่อยแล้ว เราก็ไปเที่ยวกันต่อค่ะ
ก่อนอื่น มารู้จักเมืองเวยไห่กันซักนิด
เวยไห่ (Weihai) เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลที่สวยงามและขึ้นชื่อว่าสะอาดที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของมณฑลซานตง อยู่ติดกับทะเลเหลืองและใกล้กับประเทศเกาหลีใต้มากที่สุด
เวยไห่ เป็นเมืองริมทะเลที่มีอากาศดี บรรยากาศเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน และให้ฟีลเหมือนเมืองทางยุโรป คนก็เลยนิยมมาพักผ่อนตากอากาศกันที่นี่
ที่แรกที่เราจะไปวันนี้คือ Blue Ways Beach เราจะไปชมซากเรืออัปปางที่ชื่อ Bruvis กันค่ะ
เรืออัปปาง Bluevis
ในปี 2022 เรือ Bluevis (บลูวิส) ซึ่งเป็นเรือสินค้าขนาดใหญ่สัญชาติปานามา ที่ประสบอุบัติเหตุจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น จนส่งผลให้เรือมาเกยตื้นอยู่บริเวณแนวชายฝั่งในเขตหรงเฉิง เมืองเวยไห่ และถูกทิ้งไว้อย่างนั้นเนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้
ด้วยความที่ตัวเรือมีขนาดใหญ่มหึมา ตั้งตระหง่านตัดกับสีครามของน้ำทะเลและท้องฟ้า ทำให้มีคนเปรียบเปรยเรือลำนี้ว่าเป็น "ไททานิคแห่งเวยไห่" หลังจากมีคนถ่ายรูปเรือ Bluevis และแชร์ลงในโซเชียล ก็ทำให้ชายหาดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไปในที่สุด
นอกจากนักท่องเที่ยวที่เยอะมากๆ ก็ยังมีช่างภาพรับจ้างที่เยอะมากๆ เช่นกัน (เหมือนกับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหลายๆ แห่งในจีน) ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ตาดีได้ตาร้ายเสีย พอดีทัวร์เราเค้ามีบริการจ้างช่างภาพให้ด้วย ก็เลยถ่ายเล่นกันเต็มที่ ปรากฎว่าฝีมือน้องเค้าไม่ได้ดีเหมือนที่คิด 😅 แต่ด้วยความฟรีไง ก็เลยรับได้ เอามาปรับโฟกัส ปรับสีหน่อยก็พอได้อยู่
แล้วที่สังเกตุ คนจีนจะชอบให้กางแขนกันมากๆ น้องช่างภาพบอกให้เรากางแขนแทบทุกภาพเลย ก็น่ารักดี 😁
ที่นี่มีกังหันลมไฟฟ้าเพียบเลย เรียกว่าใช้ประโยชน์จากพลังงานลมได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ
จากเรือ Bluevis เราก็นั่งรถไปต่อกันที่ "กรอบรูปยักษ์เวยไห่" (Weihai Grand Photo Frame) ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลภายในสวนสาธารณะเวยไห่
กรอบรูปยักษ์เวยไห่ (Weihai Grand Photo Frame)
เป็นงานประติมากรรมที่ทำเป็นรูปมือขนาดยักษ์สองข้างที่กำลังถือกรอบรูปสี่เหลี่ยมบานใหญ่ตั้งตระหง่านหันหลังให้กับทะเล ซึ่งตัวกรอบรูปทำหน้าที่เหมือนกรอบภาพธรรมชาติที่จัดวางวิวทะเลกว้างและท้องฟ้าให้เข้าไปอยู่ในเฟรมภาพพอดี ได้ฟีลเหมือนภาพวาดหรือรูปถ่ายที่มีวิวทะเลจริงๆ เก๋มาก
ถ่ายตอนกลางคืนก็ดูสวยโรแมนติกดีค่ะ
เมื่อได้มาที่เวยไห่ สิ่งที่เราสัมผัสได้คือ คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ดีมากๆ มีสวนสาธารณะให้พักผ่อนมากมาย และแต่ละที่ก็สะอาดสะอ้าน ทางเดินทุกแห่งทำไว้อย่างดี ถนนหนทางเต็มไปด้วยต้นไม้ดูร่มรื่น อากาศดีไม่มีมลพิษ ผู้คนน่ารัก ที่สำคัญไม่ค่อยเห็นคนสูบบุหรี่ในที่สาธารณะแบบบางเมืองที่เคยไปมา เข้าใจละว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของคนจีน
พระจันทร์เต็มดวงพอดี สวยมากเลย
มื้อเย็นวันนี้เราไปกินหม้อไฟที่ร้าน Macau Dollar Hotpot เป็นร้านที่ติดทะเลเหมือนกัน บรรยากาศดีค่ะ
เสริฟแบบหม้อส่วนตัว อยากทานอะไรก็ต้มของตัวเอง แต่ด้วยความที่ยังอิ่มจากมื้อเที่ยง เลยทานกันไม่ค่อยเยอะ
จากร้านอาหารเราก็เข้าโรงแรมกัน เพราะค่อนข้างเพลียจากที่เมื่อคืนนอนกันน้อย ซึ่งคืนที่สองนี้เราจะพักกันที่ Weihai Weigao Double Tree By Hilton ห้องที่นี่ก็ใหญ่และดีมากเช่นกัน
ห้องถูกแบ่งเป็นโซน
เริ่มจากซ้ายมือเป็นห้องน้ำ ขวามือเป็นตู้เสื้อผ้า
เดินลึกเข้ามาเป็นโซนห้องอาบน้ำ ก็จะมีเคาน์เตอร์ล้างหน้า อ่างอาบน้ำและห้อง Shower
ในสุดก็เป็นห้องนอน และมุมนั่งเล่น
ห้องใหญ่โตอีกเช่นเคย และโรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่เราชอบที่สุดในทริปเลยเพราะ บรรยากาศดีมาก
เช้าวันที่สาม เราเดินทางจากเวยไห่ไปที่เมืองเยียนไถซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเราจะแวะไปเที่ยวที่ Changyu Castel Wine City
Changyu Castel Wine City
ที่นี่เป็นไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์ที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง Changyu แบรนด์ไวน์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของจีน กับกลุ่ม Castel ของฝรั่งเศส จนเนรมิตพื้นที่ริมทะเลตรงนี้ให้กลายเป็นหมู่บ้านปราสาทสไตล์ยุโรปสุดอลังการ
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 4A ด้วยนะ
ที่นี่มีทั้งโรงงานผลิต ห้องบ่มไวน์ใต้ดิน และพิพิธภัณฑ์ไวน์ แต่ถามว่าพวกเราเข้าไปเดินดูมั้ย…ไม่ค่ะ อากาศค่อนข้างร้อนและแดดเปรี้ยงมาก สว. ทั้งหลายจึงขอเข้าไปส่วนของการชิมไวน์เลย 🤣
ชิมกันพอขำๆ เริ่มจากไวน์ขาว ไวน์แดง ไวน์หวาน (Icewine) และ แก้วสุดท้ายบรั่นดี
หลังจากกรึ่มๆ แล้วเราก็ไปชมประติมากรรมที่ชื่อว่า "วาฬโดดเดี่ยว" ที่อยู่บนหาดจินชาถาน (Golden Beach) เมืองเยียนไถ (Yantai) กันต่อค่ะ
วาฬโดดเดี่ยว (Lonely Whale)
งานประติมากรรม "Lonely Whale" หรือ "วาฬโดดเดี่ยว" นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของ "วาฬ 52Hz" หรือที่รู้จักกันในนาม "วาฬที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก"
สาเหตุที่มันได้ชื่อนี้ก็เพราะวาฬตัวนี้ส่งเสียงร้องที่ความถี่ประมาณ 52 เฮิรตซ์ ซึ่งแตกต่างจากเสียงร้องของวาฬชนิดอื่นทั่วไป จนเกิดเป็นเรื่องเล่าว่า ไม่มีวาฬตัวไหนได้ยินเสียงของมัน ทำให้มันต้องว่ายน้ำเดินทางเพียงลำพังในมหาสมุทรมานานหลายสิบปี และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเหงา ความรัก และความโดดเดี่ยว หืม…ฟังแล้วเศร้าเลย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชื่อของงานประติมากรรมนี้คือ "Deep Breath" ที่ผู้สร้างตั้งใจจะสื่อถึงวาฬที่โผล่ขึ้นมาหายใจอย่างอิสระ ไม่ได้ตั้งใจให้สื่อถึงวาฬ 52Hz แต่อย่างใด แต่ผู้คนกลับนำสองสิ่งนี้มาเชื่อมโยงกัน จนกลายเป็นเรื่องราวน่าเศร้าของน้องวาฬ แต่ใดๆ ประติมากรรมชิ้นนี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของเมืองเยียนไถไปแล้วค่ะ
ตอนนี้น้องคงไม่เหงาแล้ว คนมาเยี่ยมน้องเยอะมากกก
ที่ชายหาดมีกิจกรรมทางน้ำให้เล่นด้วย
ตรงข้ามกับวาฬโดดเดี่ยวคือ หอสมุดและศูนย์วัฒนธรรมเขตพัฒนาเยียนไถ (Yantai Yeda Library / Yeda Cultural Center) ส่วนงานประติมากรรมที่อยู่ด้านหน้าตึกคือ ประติมากรรมเหล็กรูปใบเรือ (Sails Sculpture) ที่มีโครงสร้างสแตนเลสทรงโค้งมีรูตรงกลาง ออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายกับ "ใบเรือคู่" ที่กำลังรับลมโต้คลื่นริมทะเลค่ะ
ประติมากรรมเหล็กรูปใบเรือ (Sails Sculpture)
จากวาฬโดดเดี่ยว เราไปที่จุดต่อไปคือ ท่าเรือประมงไห่ซาง (Haichang Fisherman's Wharf) กันต่อค่ะ
ท่าเรือประมงไห่ซาง (Haichang Fisherman's Wharf)
จุดเด่นของที่นี่คือ อาคารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป เพราะได้แรงบันดาลใจจากเมืองท่าและสถาปัตยกรรมแบบเวนิส
นอกจากนั้นที่มีก็ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ โซนช้อปปิ้งที่เปิดบนทางเดินเท้าเลียบชายหาดไปแบบนี้ เดินเพลินมาก
ที่นี่บรรยากาศโรแมนติก เหมาะกับการเดินเล่นชมพระอาทิตย์ตกดินมากค่ะ
ไปต่อกันที่ย่านเมืองเก่าสุดคลาสสิก "ซั่วเฉิงหลี่" กันค่ะ
ซั่วเฉิงหลี่ (Suochengli)
ซั่วเฉิงหลี่ (Suochengli) เป็นย่านเมืองเก่าที่มีอายุกว่า 600 ปี ตั้งอยู่ในเมืองเยี่ยนไถ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1398 ในรัชสมัยฮ่องเต้หงอู่ แห่งราชวงศ์หมิง
เมื่อเดินเข้าไปด้านใน เราจะเห็นอาคารบ้านเรือนต่างๆ รวมถึงกำแพงเมืองที่ยังคงความเป็นอิฐสีเทาแบบดั้งเดิมเอาไว้ แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่มากมาย
มีจุดให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเยอะมาก
มีการประดับตกแต่งด้วยโคมแดงตลอดทาง ดูสวยดี
แต่ละร้านต่างก็ออกแบบและตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศของย่านเมืองเก่าได้อย่างกลมกลืน โดยไม่ทำให้เสน่ห์ดั้งเดิมของที่นี่หายไป
เราชอบเดินเที่ยวย่านเมืองเก่ามาก เพราะมันมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ทำให้เราได้สัมผัสบรรยากาศของบ้านเรือนและวิถีชีวิตผู้คนในอดีต ที่ถูกนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างลงตัว นี่แหละคือเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน
หลังจากจบมื้อค่ำที่ร้านอาหารในเมืองเก่าซั่วเฉิงหลี่ เราก็เข้าไป check-in ที่ Hilton Yantai ซึ่งเป็นโรงแรมที่ 3 ในทริปนี้แล้วค่ะ
โรงแรมดีมาก ห้องกว้างขวางใหญ่โตเหมือนเดิม
เดินเข้ามา ซ้ายมือก็จะเจอกับโซนตู้เสื้อผ้า
และขวามือเป็นห้องน้ำ
และเตียงนอน
ลึกสุดจะเป็นโซนนั่งเล่น และโต๊ะทำงาน
แอบเห็นห้องน้ำด้วย
นอนหลับสบายกันไปอีกคืน
Blog ตอนแรกจะยาวๆ หน่อยนะคะ เพราะเรารวบรวมทั้งสถานที่เที่ยว (อาจจะไปที่ที่เป็นไฮไลต์ได้ไม่ครบ เพราะเรามีผู้สูงอายุหลายคน เลยเน้นเที่ยวแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ) โรงแรมที่ไปพักมา และร้านอาหารที่น่าลองมาให้ ตอนหน้าจะพากลับเข้าชิงเต่า ไปเดินเล่นชมบรรยากาศในเมืองกันค่ะ
สำหรับ Blog นี้ขอบคุณที่มาเที่ยวด้วยกันนะคะ 😊
เที่ยวต่างประเทศ
ไลฟ์สไตล์
จีน
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย