เมื่อวาน เวลา 12:07 • ประวัติศาสตร์

“นโปเลียน” บุกด้วยทหารหลายแสน แต่กลับออกมาเพียงหยิบมือ! หายนะที่ทำให้ทั้งยุโรปต้องตะลึง

*ภาพจำลองโดย AI เพื่อความสวยงาม
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1812 (พ.ศ.2355) “นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)” ผู้นำฝรั่งเศส นำกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกองหนึ่งเท่าที่ทวีปยุโรปเคยพบเห็น ข้ามแม่น้ำนีเมนเข้าสู่จักรวรรดิรัสเซีย
ทหารหลายแสนนายเคลื่อนทัพมุ่งหน้าไปทางตะวันออกภายใต้ธงจักรวรรดิ ด้วยความเชื่อมั่นว่าอัจฉริยภาพทางการทหารของนโปเลียนจะนำพาพวกเขาไปสู่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง และนโปเลียนก็คาดหวังว่าจะสามารถเอาชนะกองทัพรัสเซียในการรบชี้ขาด และบีบบังคับให้ “สมเด็จพระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย (Alexander I of Russia)” ยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา
ทว่าแทนที่จะเป็นเช่นนั้น กองทัพรัสเซียกลับเลือกถอนกำลังลึกเข้าไปในดินแดนของตนครั้งแล้วครั้งเล่า บีบให้กองทัพผู้รุกรานต้องรุกคืบออกห่างจากคลังเสบียงของตนมากขึ้นเรื่อยๆ และขณะที่กองทัพรัสเซียล่าถอย เสบียงต่างๆ ก็ถูกขนย้ายออกไปหรือทำลายทิ้ง
หมู่บ้านหลายแห่ง คลังเก็บสินค้า และทรัพยากรทางการเกษตรบางส่วนถูกเผาทำลาย กองทัพฝรั่งเศสที่รุกคืบตามไปจึงพบเห็นแต่ชุมชนอันว่างเปล่า ท้องทุ่งที่ถูกทิ้งร้าง และเส้นทางที่แทบไม่อาจมอบสิ่งใดมาช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าของเหล่าทหารได้เลย
ทุกระยะทางที่เคลื่อนทัพลึกเข้าไปยิ่งทำให้การรุกรานครั้งนี้ยากลำบากขึ้น กองทัพของนโปเลียนต้องพึ่งพาอาหาร อาหารสัตว์ กระสุนดินปืน และสัตว์ใช้งานทดแทนในปริมาณมหาศาล แต่ขบวนเกวียนลำเลียงเสบียงกลับต้องดิ้นรนฝ่าฟันเส้นทางอันทุรกันดาร ขณะที่ม้าจำนวนมากก็ล้มตายลงจากความหิวโหยและความเหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรง
อย่างไรก็ตาม กองทัพรัสเซียมิได้หลีกเลี่ยงการสู้รบไปเสียทั้งหมด โดยในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ.1812 (พ.ศ.2355) กองทัพทั้งสองฝ่ายได้เข้าประจัญบานกันที่โบโรดิโน ซึ่งเป็นการรบที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายในวันเดียว และแม้นโปเลียนจะสามารถยึดครองสมรภูมิไว้ได้ แต่กองทัพรัสเซียก็ยังคงรักษากำลังรบเอาไว้และถอนทัพต่อไป
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา กองทหารฝรั่งเศสได้เคลื่อนทัพเข้าสู่กรุงมอสโก คาดหวังว่าการยึดครองนครประวัติศาสตร์แห่งนี้ของรัสเซียจะบีบบังคับให้จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ทรงยอมเข้าสู่การเจรจา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เพลิงไหม้ครั้งใหญ่กลับเผาผลาญพื้นที่ส่วนมากของกรุงมอสโกจนพินาศ ขณะที่จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ยังคงปฏิเสธที่จะยอมจำนน
นโปเลียนปักหลักอยู่ในกรุงมอสโกเป็นเวลาหลายสัปดาห์เพื่อรอคอยความคืบหน้าทางการเมืองที่จะนำไปสู่ทางออกตามที่ตนปรารถนา แต่สิ่งนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น และเมื่อถึงเดือนตุลาคม กองทหารของเขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาเสบียงที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ และความเป็นไปได้ที่จะต้องล่าถอยเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรผ่านดินแดนที่ทรัพยากรถูกกวาดล้างจนแทบไม่เหลือแล้ว
การถอนทัพเริ่มต้นขึ้นก่อนที่สภาพอากาศในฤดูหนาวอันเลวร้ายที่สุดจะมาถึง แต่ความอดอยาก โรคภัยไข้เจ็บ ความเหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรง และการโจมตีของกองทัพรัสเซีย ก็ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่กองทัพฝรั่งเศสไปก่อนหน้านั้นแล้ว และเมื่ออากาศหนาวเย็นจัดทวีความรุนแรง การล่าถอยก็ยิ่งกลายเป็นการดิ้นรนอย่างสิ้นหวังเพื่อรักษาชีวิตให้รอด
เหล่าทหารจำต้องละทิ้งยุทโธปกรณ์ ปืนใหญ่ และทรัพย์สินส่วนตัวไว้ตามเส้นทางที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ม้าล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้เกวียนจำนวนมากต้องถูกทิ้งไว้กลางทาง และทหารที่ได้รับบาดเจ็บก็ปราศจากพาหนะสำหรับเคลื่อนย้าย
กองทัพรัสเซียยังคงโจมตีรบกวนขบวนทหารที่กำลังล่าถอยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การข้ามแม่น้ำเบเรซินาในเดือนพฤศจิกายนก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความโกลาหลและความทุกข์ทรมาน
ทหารจำนวนมากเบียดเสียดกันอยู่บนสะพานชั่วคราวท่ามกลางแรงกดดันจากกองกำลังข้าศึกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทหารและพลเรือนที่ติดตามกองทัพมาอีกนับไม่ถ้วนไม่สามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดไปได้ กองทัพใหญ่ หรือ “กร็องด์อาร์เม (Grande Armée)” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นกองกำลังอันเกรียงไกร บัดนี้กำลังพินาศ
เมื่อทหารที่รอดชีวิตเดินทางไปถึงดินแดนนอกเขตจักรวรรดิรัสเซีย กองกำลังที่เหลืออยู่ก็มีจำนวนเพียงเศษเสี้ยวของกองทัพมหึมาที่นโปเลียนเคยนำเข้าสู่สงคราม
หายนะครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากฤดูหนาวเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากปัจจัยร้ายแรงหลายประการที่ผสมผสานกัน ทั้งการต่อต้านของกองทัพรัสเซีย การถอนกำลังของฝ่ายรัสเซีย การทำลายเสบียง ความล้มเหลวของระบบส่งกำลังบำรุง โรคภัยไข้เจ็บ และสภาพอากาศที่หนาวเย็นจนเยือกแข็ง
นโปเลียนยกทัพเข้าสู่รัสเซียด้วยความหวังว่าจะได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แต่ท้ายที่สุด ความกว้างใหญ่ไพศาลของดินแดนรัสเซีย ประกอบกับการโจมตีตลอดเส้นทางที่กองทัพเคลื่อนผ่าน กลับเปลี่ยนกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสให้กลายเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความพินาศของตัวเอง
โฆษณา