วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เจาะเคล็ดลับ ปรับพอร์ตปีละครั้ง แต่รับมือกับตลาดหุ้นได้ทุกภาวะ ของ Ray Dalio

“พอร์ตการลงทุนแบบไหน ที่จะสามารถอยู่รอดได้ทุกภาวะตลาด ?”
นี่คือคำถามที่คุณ Ray Dalio ถามกับตัวเอง ในช่วงที่เขาเริ่มก่อตั้งบริษัท Bridgewater Associates ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แนวคิดนี้นำมาสู่การสร้างพอร์ตลงทุนที่สามารถรักษาเงินต้น พร้อมทั้งสร้างความมั่งคั่งของเรา ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
และสามารถทนทานได้ในทุกภาวะเศรษฐกิจ
โดยพอร์ตนี้เป็นการลงทุนระยะยาว ที่เน้นการรักษาเงินต้นให้ปลอดภัย และยังเผชิญกับความผันผวนน้อยมาก จนทำให้สามารถใช้สร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้จริง
หากสงสัยว่า พอร์ตการลงทุนนี้ มีหน้าตาเป็นอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
คุณ Ray Dalio จัดหมวดหมู่การลงทุน ออกเป็น 3 สถานการณ์ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ตามการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ คือ
- ช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต แต่มีภาวะเงินเฟ้อ
เราควรลงทุนใน สินค้าโภคภัณฑ์ อย่างเช่น ทองคำและน้ำมัน
- ช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต แต่มีภาวะเงินฝืด
เราควรลงทุนในหุ้น
- ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ในภาวะเงินเฟ้อหรือเงินฝืด
เราควรลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้
จะเห็นได้ว่า ในแต่ละสถานการณ์ ก็จะมีสินทรัพย์ที่เหมาะแก่การเข้าลงทุน ที่แตกต่างกันออกไป
ด้วยเหตุนี้ คุณ Ray Dalio จึงคิดค้นกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนที่ชื่อ All-Weather ขึ้นมา เพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างครอบคลุม กับทุกสถานการณ์ดังที่กล่าวมา
โดยส่วนประกอบของพอร์ต All-Weather จะมีดังนี้
- ลงทุนในกองทุนอิงดัชนีหุ้น เป็นสัดส่วน 30%
- ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว เป็นสัดส่วน 40%
- ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง เป็นสัดส่วน 15%
- ลงทุนในกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นสัดส่วน 7.5%
- ลงทุนในกองทุนทองคำ เป็นสัดส่วน 7.5%
โดยทุกกองทุนที่ลงทุน จะต้องมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการต่ำ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผลตอบแทนของพอร์ตโดยรวมมากจนเกินไป
หลักการในการลงทุน จะเป็นการกระจายการลงทุนไปตามสัดส่วนดังที่กล่าวไปข้างต้น และจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนแค่ปีละครั้ง เพื่อคงสัดส่วนการลงทุนไว้ ให้อยู่ในรูปแบบนี้
ซึ่งจุดมุ่งหมายของการจัดพอร์ตการลงทุนแบบนี้ จะเป็นการจัดพอร์ตแบบ Passive คือ ไม่ได้เน้นสร้างผลตอบแทนที่มุ่งหวังเอาชนะผลตอบแทนของตลาด
แต่จะได้รับผลตอบแทนที่ล้อไปกับตลาดมากที่สุด
ทำให้สามารถจำกัดความผันผวนหรือความเสี่ยง ให้มีน้อยที่สุด
แล้วหากเราจัดพอร์ตการลงทุนแบบนี้ ในระยะยาว จะสร้างผลตอบแทนได้เท่าไร ?
คำตอบคือ ในระยะเวลา 33 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 1993-2026 เราจะมีผลตอบแทนเฉลี่ย อยู่ที่ 7.25% ต่อปี
โดยมีค่าความผันผวนอยู่แค่ 7.52% เท่านั้น ซึ่งนับว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับ ความผันผวนของดัชนี S&P 500 ที่มีค่าความผันผวนอยู่ที่ 15%
ถ้าลองคิดอย่างง่าย ๆ เลยก็คือ หากเราลงทุนด้วยวิธี
Dollar Cost Averaging หรือก็คือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน เดือนละ 10,000 บาท ในพอร์ต All-Weather
เมื่อสิ้นปีที่ 33 ของการลงทุน เราจะได้รับผลตอบแทนจาก
เงินลงทุนทั้งหมด รวมกับเงินต้น เท่ากับ 16,323,871 บาท
ทั้งนี้ แม้ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในพอร์ต All-Weather อาจจะไม่ได้สูงมากเท่ากับ พอร์ตที่ลงทุนในกองทุนหุ้น 100%
แต่ข้อดีของพอร์ตนี้ ก็คือ ความผันผวนที่ต่ำ ทำให้ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา มูลค่าของพอร์ตการลงทุน All-Weather ก็จะลดลงไม่มากนั่นเอง
แล้วใครบ้างที่เหมาะกับพอร์ต All-Weather ?
นักลงทุนที่เหมาะกับกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบนี้ ก็คือ กลุ่มที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างต่ำ แต่อยากลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน โดยที่ยังมีผลตอบแทนที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้
ถึงตรงนี้ เราก็คงรู้จักหลักการ All-Weather มากขึ้น
โดยหลักการนี้นอกจากจะช่วยรักษาเงินต้นของเราแล้ว
ยังสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับเรา ได้ในทุกสถานการณ์..
#WealthPreservation
#กลยุทธ์ลงทุน
#RayDalio
โฆษณา