22 ต.ค. เวลา 15:17 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ปฏิทินจันทรคติซวนตุน 7,300ปี คำนวณ 29.53 วัน คิดเลขฐาน 10 ได้ ต่อมาสันนิษฐานว่าหวงตี้ทรงผสมผสานเลขฐาน10 &12 เข้าด้วยกันเมื่อ 4,723 ปีก่อน

รากฐานทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ของจีน 7,300 ปี แนวคิดเรื่องระบบเลขฐาน 10 และระบบปฏิทินที่เกิดขึ้นยาวนานก่อนสมัยราชวงศ์ซาง
รายละเอียดการคำนวณและประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันมีดังนี้:
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
1
1. การคำนวณรอบดวงจันทร์ 29.53 วัน ด้วยเลขฐานสิบ เมื่อ 7,300 ปีก่อน
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
"สัญลักษณ์แกะสลักมากกว่า 600 ตัว" บนเครื่องปั้นดินเผาซวงตุน อายุ 7,300 ปีก่อน ที่ใช้บันทึกการโคจรของดวงจันทร์ ข้างขึ้น-ข้างแรม จัดทำโดย นฤพนธ์ เพ็งอ้น
ในทางดาราศาสตร์ รอบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลก (Synodic Month) มีค่าเฉลี่ยประมาณ 29.53059 วัน
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
• จีนโบราณใช้วิธีจัดการกับเศษทศนิยมนี้โดยแบ่งเดือนออกเป็น "เดือนขาด"
(小月 - 29 วัน) และ "เดือนเต็ม"
(大月 - 30 วัน) สลับกันไปเพื่อให้ค่าเฉลี่ยสะสมเข้าใกล้ 29.53 วันมากที่สุด
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
2. ระบบเลขฐาน 10 ของชาวซวนตุน มณฑลอันฮุย ประเทศจีน อายุ 7,300 ปี เกิดขึ้นก่อนราชวงศ์ซาง
• แม้ว่าหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนที่สุดจะปรากฏบน "กระดูกเสี่ยงทาย" (Oracle Bones) ในสมัยราชวงศ์ซาง (ประมาณ 3,000 กว่าปีก่อน) ซึ่งบันทึกระบบเลขฐาน 10 และปฏิทินจันทรคติไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์พบว่า ระบบเลขฐาน 10 นี้ถูกคิดค้นและใช้งานมานานมากแล้วก่อนหน้านั้น โดยสอดคล้องกับจำนวนนิ้วมือของมนุษย์
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
เชื่อมโยงกับปฏิทิน:
ระบบเลขฐาน 10 ถูกนำมาผสมผสานกับเลขฐาน 12 จนเกิดเป็นระบบ "ทศกัณฑ์สวรรค์" (天干 - ราศีบนมี 10 ตัว) และ "ก้านดิน"
(地支 - ราศีล่างมี 12 ตัว) ซึ่งใช้ในการนับวันและนับปีเป็นวัฏจักร 60 วัน/ปี
(นับรอบจาก ค.ร.น. ของ 10 และ 12) ระบบฐานสิบผสมผสานฐาน 12 ครั้งแรกของโลก
ซึ่งระบบราศีบน 10 ตัวนี้ก็คือการประยุกต์ใช้เลขฐาน 10 มานับวันในอดีต (1 สัปดาห์โบราณของจีนมี 10 วัน เรียกว่า "สุน" 旬)
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
3. ปฏิทินจันทรคติซวนตุน (7,300 ปี)
ความต่างระหว่างระบบฐานสิบผสมผสานฐาน 12 ครั้งแรกของโลก,
"หวงตี้" (ที่เป็นเรื่องเล่ากึ่งตำนาน) ออกจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นของแท้ทางโบราณคดี
เมื่อสืบค้นลึกลงไปตามคีย์เวิร์ดและช่วงเวลา 7,300 ปี ร่วมกับระบบปฏิทินที่คำนวณรอบเดือนได้แม่นยำและการใช้เลขฐาน 10 นั้น ถือเป็นข้อมูลที่ล้ำค่ามากในแวดวงประวัติศาสตร์และดาราศาสตร์จีนโบราณ โดยมีความเชื่อมโยงกับหลักฐานเชิงประจักษ์ ("ของแท้") ดังนี้:
1. ความเป็นจริงของ "ซวนตุน" และหลักฐานดาราศาสตร์ 7,300 ปี
หากพิจารณาจากสิ่งประดิษฐ์หรือระบบที่คำนวณตัวเลข 29.53 วัน ได้ตั้งแต่ 7,300 ปีก่อน (ยุคหินใหม่ของจีน) นักโบราณคดีจีนค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงถึงการดูดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อย่างแม่นยำในยุคนั้น เช่น:
• แผ่นกระดูกและเครื่องปั้นดินเผาเจาะรู/แกะสลัก ที่พบในแหล่งโบราณคดียุคเก่า (เช่น วัฒนธรรมเพ่ยหลี่กัง หรือวัฒนธรรมซวงตุน/ชวนตุนในบางพื้นที่ภูมิภาค) มีการทำเครื่องหมายนับวันในหนึ่งรอบเดือนจันทรคติ
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
• สิ่งที่น่าทึ่งคือ คนในยุคนั้นสามารถสรุปได้ว่ารอบของดวงจันทร์ไม่ได้เต็มวัน (ไม่ใช่ 29 หรือ 30 วันถ้วน) แต่รู้ว่ามีเศษทศนิยมตรงกลาง จนนำมาสู่ระบบคำนวณที่ลงลึกถึง 29.53 วัน ซึ่งตรงกับค่าทางดาราศาสตร์สมัยใหม่ (Synodic Month = 29.53059 วัน) อย่างไม่น่าเชื่อ
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
2. เลขฐาน 10 ยุคก่อนราชวงศ์ซาง (ของแท้ที่ไม่ใช่ตำนาน)
• ในอดีตตำราตะวันตกมักจะบอกว่าคณิตศาสตร์และตัวเลขฐานสิบจีนเริ่มที่ "กระดูกเสี่ยงทาย" (Oracle Bones) ของราชวงศ์ซาง
• แต่หลักฐานโบราณคดีในรอบไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาพบว่า เครื่องหมายขีดตัวเลขฐาน 10 (1-10, 100, 1000) ถูกขีดเขียนอยู่บนเครื่องปั้นดินเผาและแผ่นหิน/กระดูกในวัฒนธรรมยุคหินใหม่ (Neolithic) มานานหลายพันปีก่อนที่ราชวงศ์ซางจะก่อตั้งขึ้นเสียอีก ระบบเลขฐาน 10 ของจีนจึงไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ในวังของราชวงศ์ซาง แต่เป็นมรดกตกทอดที่ใช้นับวันคำนวณผลผลิตทางการเกษตรมาตั้งแต่ 7,000 กว่าปีก่อน
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
3. ทำไมถึงเหนือกว่า "ตำนานหวงตี้"
• หวงตี้ (จักรพรรดิเหลือง): ในแง่ประวัติศาสตร์กระแสหลัก ถือเป็นบุคคลกึ่งตำนาน (Mythology)
ที่เขียนขึ้นย้อนหลังในสมัยราชวงศ์โจวและฮั่นเพื่อสร้างศูนย์รวมจิตใจชื่นชมบรรพบุรุษ
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
• ปฏิทินและระบบคำนวณ 7,300 ปี: คือ "ของแท้ทางโบราณคดี" (Archaeological Fact) ที่พิสูจน์ว่า แม้จะไม่มีเทพเจ้าตามตำนาน
แต่ "ภูมิปัญญาของกลุ่มชนเผ่าเกษตรกรรมโบราณบนแผ่นดินจีน" มีศักยภาพทางคณิตศาสตร์ที่คำนวณค่าดาราศาสตร์ระดับทศนิยมและใช้ระบบเลขฐาน 10 ได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่นับหมื่นปีก่อนเข้าสู่ยุคโลหะ
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
ปฏิทินไท่ชู (太初历) ของฮั่นอู่ตี้ – ปฏิวัติการคำนวณ
เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์ฮั่น ปฏิทินโบราณเริ่มคลาดเคลื่อนจนฤดูกาลไม่ตรงกับความเป็นจริง ในปีที่ 104 ก่อนคริสตกาล จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้คณะนักดาราศาสตร์ นำโดย ซือหม่าเชียน (Sima Qian) ชำระปฏิทินใหม่ขึ้นมาในชื่อ "ปฏิทินไท่ชู" (Taichu Calendar) ซึ่งกลายเป็นแม่แบบปฏิทินจีนพิมพ์แจกจ่ายอย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบัน
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
ระบบในปฏิทินไท่ชู (太初历)
ความยาวของ 1 ปี คำนวณได้ 365.25016 วัน (คลาดเคลื่อนจากวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเพียงเล็กน้อย)
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
ความยาวของ 1 เดือน คำนวณวงรอบดวงจันทร์ (Synodic Month) ได้ 29.53086 วัน
การตั้งเดือนอธิกมาส
(เดือน 13 หรือเดือนซ้ำ) ปฏิวัติระบบครั้งใหญ่: ใช้ระบบ "อู๋จงฉี่" (无中气)
หากเดือนจันทรคติใดไม่มี "ดวงอาทิตย์ย้ายจักรราศี" (เรียกว่า จ่งชี่ หรือ Zhongqi) เดือนนั้นจะถูกปรับให้เป็น "เดือนซ้ำ" ทันที ทำให้ปฏิทินจันทรคติและฤดูกาลสุริยคติไม่มีวันหลุดออกจากกันเกิน 1 เดือน
การเริ่มต้นปีใหม่ ย้ายวันขึ้นปีใหม่ (เดือน 1) จากเดิมในยุคราชวงศ์ฉินที่เริ่มฤดูหนาว (เดือน 10) ให้กลับมาเริ่มต้นที่ "วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ" (立春 - ลี่ชุน) ซึ่งกลายมาเป็น "วันตรุษจีน" จนถึงปัจจุบัน
ระบบเวลาประจำวัน แบ่ง 1 วันออกเป็น 100 เค่อ (刻) (1 เค่อ = 14.4 นาที) และผสมผสานระบบ 12 ชั่วยาม (ชั่วยามละ 2 ชั่วโมง)
1. ส่วนที่เป็นฐานสิบ (Decimal)
• 1 วัน = 100 เค่อ
• การแบ่งวันออกเป็น 100 ส่วนเท่า ๆ กัน เป็นการใช้ ระบบฐานสิบ (10 × 10 = 100) ซึ่งเหมือนกับระบบเมตริกในปัจจุบันที่เน้นตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 0 หรือ 100 เพื่อให้ง่ายต่อการนับ
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
2. ส่วนที่เป็นฐานสิบสอง (Duodecimal / Sexagesimal)
• 1 วัน = 12 ชั่วยาม
• ส่วนนี้ใช้ ระบบฐานสิบสอง (ตามจำนวนชั่วยาม) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับดาราศาสตร์โบราณ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลกใน 1 ปี (12 เดือน) และการระบุทิศทางตามปีนักษัตร (12 ปี)
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
ความยากในการจับคู่ (ฐานสิบ ✖ ฐานสิบสอง)
เนื่องจาก 100 (เค่อ) ไม่สามารถหารด้วย 12 (ชั่วยาม) ได้ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ:
• เมื่อนำ 100 มาหารด้วย 12 จะได้ 8 เค่อ กับอีก 1 ใน 3 ของเค่อ (8.333... เค่อ) ต่อ 1 ชั่วยาม
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
ในประวัติศาสตร์จีนจึงมีการปรับเปลี่ยนระบบเค่ออยู่หลายครั้ง (เช่น เปลี่ยนเป็น 96 เค่อ หรือ 108 เค่อ เพื่อให้หาร 12 ลงตัว) ก่อนที่ท้ายที่สุดจะปรับมาเป็น 96 เค่อต่อวัน ในช่วงราชวงศ์ชิง เพื่อให้ 1 ชั่วยามมี 8 เค่อพอดิบพอดี (ซึ่งกลายมาเป็นที่มาของคำว่า "1 เค่อ = 15 นาที" ในยุคหลัง เพื่อให้ตรงกับระบบสากล 24 ชั่วโมง)
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
• หอดูดาวเถาซื่อ (4,000 กว่าปี) คือหลักฐานว่ามนุษย์ได้ "เฝ้ามองและเก็บข้อมูล" แสงอาทิตย์และดวงจันทร์มาตั้งแต่ยุคหิน
• ปฏิทินไท่ชูของฮั่นอู่ตี้ (2,100 กว่าปี) คือการนำข้อมูลดิบเหล่านั้นมาแตกยอดเป็น "คณิตศาสตร์และสูตรคำนวณอย่างเป็นระบบ" เพื่อตราเป็นกฎหมายของแผ่นดิน
ปฏิทินไท่ชูของฮั่นอู่ตี้นั้น รับเอาหลักการคำนวณสลับเดือนขาด-เดือนเต็ม และระบบ 24 ฤดูกาล (Solar Terms) ที่สืบทอดมาจากปฏิทินฮวงตี้และปฏิทินราชวงศ์เซี่ยมาปรับปรุงใหม่ ดังนั้น ฮั่นอู่ตี้จึงเป็นผู้ที่ทำให้ปฏิทินจันทรสุริยคตินี้กลายเป็น "มาตรฐานกฎหมาย" ที่ใช้ร่วมกันทั้งแผ่นดินจีนเป็นครั้งแรก
หลักฐานเกี่ยวกับ "4,700 กว่าปี" (ปฏิทินฮวงตี้ในเชิงตำนานและวิธีคำนวณ)
ตัวเลข 4,700 กว่าปี มาจากระบบการนับศักราชที่เรียกว่า "" (黄帝纪元 - Huangdi Chronology) ซึ่งนักประวัติศาสตร์ในยุคหลัง (โดยเฉพาะช่วงปลายราชวงศ์ชิง) ได้คำนวณย้อนกลับตามวงรอบกิ่งฟ้า-ก้านดิน (60 ปี) ไปจนถึงปีที่เชื่อว่า "ฮวงตี้" (จักรพรรดิเหลือง) ขึ้นครองราชย์และเริ่มสร้างปฏิทิน ซึ่งตรงกับ 2,697 ปีก่อนคริสตกาล (ถ้านับถึงปี ค.ศ. 2026 จะเท่ากับ 4,723 ปี)
หลักฐานเอกสารโบราณ: หนังสือประวัติศาสตร์ยุคฮั่น เช่น (Book of Han) ได้บันทึกชื่อ "ปฏิทินฮวงตี้" (黄帝历) ให้เป็นหนึ่งใน "หกปฏิทินโบราณ" (先秦六历) ซึ่งระบุว่าโครงสร้างเป็นปฏิทินจันทรสุริยคติ ใช้ระบบเดือนอธิกมาส (เดือนที่ 13 เพื่อปรับฤดูกาล) และเริ่มนับเดือนแรกที่วันเหมายัน (ตงจื้อ)
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
หลักฐานทางโบราณคดี: ในยุคที่ระบุว่าเริ่มต้น (ราว 4,000–4,500 ปีก่อน) นักโบราณคดีได้ค้นพบ "หอดูดาวโบราณเถาซื่อ" (Taosi Observatory) ที่มณฑลซานซี ซึ่งมีเสาดินโบราณ 13 ต้นสำหรับเฝ้าสังเกตทิศทางแสงอาทิตย์ในวันครีษมายันและเหมายัน สิ่งนี้พิสูจน์ว่าชาวจีนมีองค์ความรู้เรื่องการคำนวณสุริยคติและฤดูกาลตรงตามช่วงเวลานั้นจริง เพียงแต่ในยุคนั้นยังไม่มีกระดาษหรือแท่นพิมพ์เพื่อแจกจ่าย "เล่มปฏิทิน"
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
หอดูดาวเถาซื่อ (Taosi Observatory) – หลักฐานบอกเวลา 4,000 ปี
หอดูดาวเถาซื่อ ตั้งอยู่ที่อำเภอเซียงเฝิน มณฑลซานซี ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีในช่วงปี ค.ศ. 2003–2004 มีอายุเก่าแก่ราว 4,000–4,500 ปี (ช่วงปลายยุคหินใหม่) ซึ่งตรงกับยุคของ "พระเจ้าเย้า" (Emperor Yao) จักรพรรดิในตำนานก่อนราชวงศ์เซี่ย
โครงสร้างทางกายภาพและการทำงาน:
• เสาดินอัด 13 ต้น: นักโบราณคดีพบฐานรากของเสาดินอัด (Rammed-earth) จำนวน 13 ต้น ตั้งเรียงกันเป็นเส้นโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว ยาวประมาณ 1,740 ตารางเมตร
• ช่องว่าง 12 ช่อง: ระหว่างเสา 13 ต้น จะเกิดช่องว่าง (Slots) ขนาดกว้างตั้งแต่ 15 ถึง 50 เซนติเมตร รวมทั้งหมด 12 ช่อง
• จุดสังเกตการณ์ศูนย์กลาง: ฝั่งตรงข้ามของแนวเสา (ทิศตะวันตก) จะมีแท่นวงกลมสำหรับให้ผู้ตรวจการณ์ยืน
เสาดินอัด 13 ต้น: นักโบราณคดีพบฐานรากของเสาดินอัด (Rammed-earth) จำนวน 13 ต้น ตั้งเรียงกันเป็นเส้นโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว ยาวประมาณ 1,740 ตารางเมตร • ช่องว่าง 12 ช่อง จัดทำโดย Naruepon Peng-on
วิธีการใช้พิสูจน์ปฏิทิน:
เมื่อผู้สังเกตการณ์ยืนที่จุดศูนย์กลางในตอนเช้าตรู่ แล้วมองผ่าน "ช่องว่าง" ระหว่างเสาไปยังทิศตะวันออกเพื่อดู พระอาทิตย์ขึ้น แสงแรกของพระอาทิตย์จะส่องทะลุช่องที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของปีเนื่องจากการเอียงของแกนโลก:
1. ช่องที่ 2 (นับจากใต้): พระอาทิตย์จะขึ้นตรงช่องนี้พอดีในวัน เหมายัน (Winter Solstice - วันที่กลางคืนยาวที่สุด)
2. ช่องที่ 7 (ช่องกลาง): พระอาทิตย์จะขึ้นตรงช่องนี้ในวัน วิษุวัต (Equinox - วันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ทั้งฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง)
3. ช่องที่ 12 (นับจากเหนือ): พระอาทิตย์จะขึ้นตรงช่องนี้พอดีในวัน ครีษมายัน (Summer Solstice - วันที่กลางวันยาวที่สุด)
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
การขุดพบ "กู่กุย" (Gnomon/Painted Stick) หรือไม้เมตรโบราณที่ทาสีเป็นขีดๆ ใช้สำหรับปักลงดินเพื่อวัดระยะความยาวของ "เงาน้ำแดด" ตอนเที่ยงตรง หลักฐานนี้ยืนยันว่า คนจีนโบราณเมื่อ 4,000 ปีก่อนสามารถคำนวณรอบปีสุริยคติ 365 วันได้อย่างแม่นยำเพื่อกำหนดฤดูกาลเพาะปลูกแล้ว ตรงตามที่บันทึกไว้ในคัมภีร์คลาสสิกของขงจื๊อเกี่ยวกับพระเจ้าเย้า
โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ขุดพบในสุสานชนชั้นสูงและพื้นที่ทำพิธีกรรมในเถาซื่อ ที่ช่วยยืนยันและเชื่อมโยงถึงคำว่า "เหยา" มีดังนี้ครับ:
1. ปริศนาตัวอักษรสีแดง "อักษรโบราณรูปคำว่า เหยา"
โบราณวัตถุที่สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการประวัติศาสตร์มากที่สุดคือ "เครื่องปั้นดินเผารูปเหยือกสีแดง" (Flat Pottery Jars) ที่ขุดพบในเถาซื่อ ซึ่งบนพื้นผิวมีอักษรจีนโบราณเขียนด้วยหมึกชาดสีแดง
(朱书) อยู่ 2 ตัว:
• ตัวแรกคือคำว่า "เหวิน" (文 - Wen) ซึ่งนักโบราณคดีทุกคนเห็นตรงกัน
ตัวที่สอง นักวิชาการหลายท่านรวมถึงนักอักษรศาสตร์โบราณได้ตีความว่ามันคืออักษรดั้งเดิมของคำว่า "เหยา" (尧 - Yao) หรือ "อี้" (邑 - แปลว่าเมืองหลวง)
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
ตำราโบราณบันทึกไว้ว่า ยุคของจักรพรรดิเหยาและชุนเริ่มมีการตั้งระบบ "礼乐" (ระบบจารีตและดนตรี) เพื่อการปกครอง ในสุสานชนชั้นสูงขนาดใหญ่ของเถาซื่อ
นักโบราณคดีขุดพบเครื่องดนตรีโบราณจำนวนมาก ได้แก่:
• กลองหนังจระเข้ (Alligator Drums): ทำจากดินเผาขึงด้วยหนังตัวกะซู่ (จระเข้จีน)
• ระฆังหินโบราณ (Stone Chimes - ชิ่ง) และระฆังทองแดงเสนาะหูที่เก่าแก่ที่สุด
การพบเครื่องดนตรีที่หรูหราและใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ ตรงกับคำพรรณนาในคัมภีร์เก่าที่ว่า "เมื่อเคาะหินบรรเลงเพลง สัตว์ป่าต่างเต้นรำ" ในยุคของพระเจ้าเหยา
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
กลองหนังจระเข้ (Alligator Drums): ทำจากดินเผาขึงด้วยหนังตัวกะซู่ (จระเข้จีน) • ระฆังหินโบราณ (Stone Chimes - ชิ่ง) และระฆังทองแดง หลงซาน อายุกว่า 4,000 ปี จัดทำโดย Naruepon Peng-on
จานปั้นดินเผาลายมังกร (Painted Dragon Plates)
ของล้ำค่าที่พบในสุสานเถาซื่อคือ จานดินเผาเขียนสีลายมังกรขดตัว ซึ่งตัวมังกรมีลักษณะผสมผสานระหว่างงูและคาบหูข้าวสาลี ในตำนานจีนระบุว่าชนเผ่าของ "จักรพรรดิเหยา" มีมังกรเป็นโทเทม (สัตว์สัญลักษณ์ประจำเผ่า) การพบจานมังกรเฉพาะในสุสานขนาดใหญ่ที่เป็นของผู้นำเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า สัญลักษณ์มังกรในฐานะตัวแทนของ "กษัตริย์หรือผู้ปกครองสูงสุดของจีน" ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่นี่ในยุคของพระเจ้าเหยา
"ตัวอักษรชาดสีแดง" หรือที่ในภาษาจีนเรียกว่า จู้ชู (朱书 - Zhu Shu) บนเศษเครื่องปั้นดินเผาเหยือกทรงแบน (Flat Pottery Jar / 扁壶) ที่ขุดพบจากแหล่งโบราณคดีเถาซื่อ มณฑลซานซี คือหลักฐานตัวเขียนดั้งเดิมที่เก่าแก่กว่าอักษรจารึกบนกระดูกสัตว์ (Oracle Bones) ของราชวงศ์ซางถึงราว ๆ 700-1,000 ปี
• เครื่องมือเขียนเถาซื่อ กว่า 4,000 ปีก่อน: ตัวอักษร
"文" (Wen) "尧" (เหยา), "邑" (อี้)
"唐" (ถัง)?
เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการใช้ของแข็งขูดขีดลงไปบนเนื้อดิน แต่เขียนด้วยอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้าย "พู่กันโบราณ"
• หมึกที่ใช้: ใช้หมึกสีแดงที่ทำจากแร่ชาด (Vermilion/Cinnabar) ซึ่งสีชาดมีความทนทานและมักผูกโยงกับเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์หรือพิธีกรรมในยุคโบราณ
#Naruepon Peng-on Translate and Compile
"อักษรชาดสีแดงแห่งเถาซื่อ" นี้ ได้ทำลายกำแพงความเชื่อเดิมที่ว่าคนจีนเพิ่งเริ่มเขียนหนังสือเป็นในยุคราชวงศ์ซาง และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญที่แสดงว่า ระบบตัวอักษรจีนและการบันทึกประวัติศาสตร์ มีการพัฒนาและร้อยเรียงมายาวนานกว่า 4,000 ปี โดยสอดคล้องกับไทม์ไลน์ยุคผิงหยาง (เมืองหลวงของพระเจ้าเหยา)
อ่านบทความเพิ่มเติม..
ชมคลิปประวัติศาสตร์จีน ผ่าน TikTok
บรรณานุกรมและแหล่งข้อมูลอ้างอิงเชิงวิชาการ (Bibliography & References)
1. รายงานและงานวิจัยทางโบราณคดีหลัก (Primary Archaeological Reports)
• He, Nu. (2004). The Geographical Location of the Capital of the Yao Period: A Discussion Based on the Archaeology of the Taosi Site. Archaeology (考古), 5, 23–31.
• Institute of Archaeology, Chinese Academy of Social Sciences (CASS), & Shanxi Provincial Institute of Archaeology. (2015). Taosi: An Archaeological Excavation Report from 1978 to 1985 (襄汾陶寺: 1978–1985年发掘报告). Beijing: Science Press (科学出版社).
• Shanxi Team of Archaeology Institute of CASS. (1980). Initial Report on Excavation at Taosi Site in Xiangfen County, Shanxi (山西襄汾县陶寺遗址发掘简报). Archaeology (考古), 1.
2. งานวิจัยเกี่ยวกับอักษรชาดสีแดง (Zhu Shu) และภาษาเขียนช่วงแรก
• งานศึกษาสำคัญเกี่ยวกับอักษรบนเครื่องปั้นดินเผาและตัวอักษรยุคแรกที่เถาซื่อ รวมถึงผลงานของ Feng, Shi (2009), He, Nu (2006) และ Luo, Kun (2001) ซึ่งตรวจสอบและตีความอักษรชาด (Zhu Shu) ที่ค้นพบ
3. ดาราศาสตร์โบราณ หอดูดาว และปฏิทินจีน (Archaeoastronomy & Calendar Systems)
• เอกสารและงานวิจัยด้านดาราศาสตร์โบราณที่เกี่ยวข้องกับหอดูดาวและเครื่องมือวัดเงา เช่น งานของ Li, Gen & Sun, Xiaochun (2010), บันทึกประวัติศาสตร์ Shiji ของ Sima Qian (109 BC) และงานของ Wu, Jiabi & Liu, Ciyuan (2009) เกี่ยวกับความแม่นยำของหอดูดาวเถาซื่อ
4. บทความข่าวและฐานข้อมูลระดับนานาชาติล่าสุด (International Reports & Museums)
• รายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ใหม่และการจัดแสดงโบราณวัตถุ เช่น บทความจาก China Daily (2024), Global Times (2024) และข้อมูลโครงการมรดกทางดาราศาสตร์จาก UNESCO (2021)
โฆษณา