เมื่อวาน เวลา 04:13 • ความคิดเห็น
สมมุติ VS วิมุตติ
สิ่งที่คนเราใช้ ที่ว่า อารมณ์นึกคิดที่ปรุงแต่งกาย เดินไปเดินมาในโลก ทำมาหากิน .มันเหมือนเดินอยู่เส้นทาง ของทุกข์ สร้างทุกข์ ด้วยอารมณ์นึกคิด ที่แรุงแต่งกายให้จิตนั้นยึด ทำตาม อารมณ์กรรม ที่เกิดในกาย มีมากมายสารพัด ที่เกิดขึ้น ให้จิตนั้น หลงใหล ในอารมณ์ ที่ให้สุขเวทนา ทุกขเวทนา มีพอใจ เสียใจ ในสิ่งสัมผัสต่างๆมากมายก่ายกอง
กายนี้เป็นมายา กายมีมายาอารมณ์นึกคิดที่เกิดขึ้น ให้จิตนั้นยึด เป็นทาสอารมณ์ .ตั้งแต่เกิดไปจนตน หมดลมเข้าออก สิ่งประกอบกายนี้ ก็ เน่าเหม็นแยก ออกจากกาย น้ำหนองที่ กินอะไรเอร็ดอร่อย สะสมในกาย ก็แตกออกมา ตั้งอยู่ไม่แล้ว จิตก็ต้องออกกาย ทนไหว จะอยู่เฝ้าของเน่า พี่น้องเพื่อนฝูงก็ทนไม่ไหว ยกเอาไปเผาทิ้ง กายนี้ มีอนาคต แน่นอน .นอนแสดงท่าไม้ตาย .ไม่บุกขึ้นมาอีกเลย
ละอารมณ์ ยกอารมณ์นึกคิด ที่เป็นมายา ให้จิตในกายนั่นยึด กายก็ไม่ภาระ จิตก็ไม่มีภาระ สุขกายสุขใจ . กายเดิน นั่งนอน กไม่มีทุกข์ด้วยอารมณ์ปรุงแต่งให้ยึดถือ กายนี้ เป็นเพียงหุ่น ปราศจาก อารมณ์นึกคิด . กายก็เบา จิตก็เบา สุขกายสุขใจ ที่กายนี้ ไม่มีอารมณ์นึกคิด ปลดเปลื้องทุกข์ที่มายา อารมณ์นึกคิวขง .สมมุติอุปโลกน์ให้ . เป็นสมมุติ . ทิ้งมันไปของสมมุติ หลอกให้ยึดหลงใหล
ทิ้งอารมณ์นึกคิด ทิ้งสมมุติ จิตจะได้ เดินไปหาวิมุตติ . ธรรมพระวิมุตติ . มีปัญญา เลิกเป็นทาสอารมณ์นึกคิด ที่เป็นตัวทุกข์ สิ่งที่จะช่วยเหลือจิตได้ ก็คำว่า สร้างบุญกุศลบารมี ลดละอารมณ์กรรม อารมณ์นึกคิด . ที่ว่า จะโลภโกรธหลงให้น้อยลงไป
โฆษณา