•
เมื่อวาน เวลา 01:00 • สุขภาพ

เมืองควรมีพื้นที่สีเขียวเท่าไร จึงจะดีต่อสุขภาพคน

การมี ‘พื้นที่สีเขียว’ ในเมือง ส่งผลบวกต่อชีวิตผู้คนมากมายหลายทาง
ต้นไม้ช่วยให้ร่มเงา ลดความร้อนจากถนนและอาคาร ขณะที่สวนสาธารณะเปิดโอกาสให้คนออกกำลังกาย พักผ่อน และใช้เวลานอกบ้าน
การมีธรรมชาติอยู่ใกล้ตัวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทั้งสภาพแวดล้อมและสุขภาพของคนเมือง
แต่เมืองหนึ่งควรมีพื้นที่สีเขียวมากแค่ไหนจึงจะเพียงพอ? เรื่องราวในตอนนี้ขอหยิบยกงานวิจัยหลายๆ ชิ้นมาอธิบายข้อมูลประกอบให้ทราบ
เริ่มจากงานวิจัยในออสเตรเลียซึ่งศึกษาประชากร 46,786 คนในซิดนีย์ วูลองกอง และนิวคาสเซิล
งานชิ้นแรกนี้พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างจำนวนต้นไม้ในย่านที่อยู่อาศัยกับความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ทีมวิจัยพิจารณาพื้นที่รอบบ้านในระยะ 1.6 กิโลเมตร และเปรียบเทียบระหว่างย่านที่มีเรือนยอดต้นไม้ปกคลุม 30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป กับย่านที่มีต้นไม้ปกคลุมเพียง 0 - 9 เปอร์เซ็นต์
ผลพบว่า กลุ่มที่อยู่ในย่านซึ่งมีเรือนยอดต้นไม้ปกคลุมอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานต่ำกว่าประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์ ความดันโลหิตสูงต่ำกว่าประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ และโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่าประมาณ 22 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีต้นไม้ปกคลุมน้อย
ตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์ ในงานนี้หมายถึงพื้นที่ที่มีเรือนยอดต้นไม้ปกคลุม ไม่ใช่สัดส่วนสวนสาธารณะ และผลการศึกษาไม่ได้ยืนยันว่าการปลูกต้นไม้ให้ถึงเกณฑ์นี้จะลดความเสี่ยงโรคได้โดยตรงตามตัวเลขที่พบ
อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวช่วยให้เห็นว่าต้นไม้รอบบ้านและในย่านที่อยู่อาศัยเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญเมื่อต้องการพัฒนาเมืองให้ดีต่อสุขภาพ
แล้วถ้าพิจารณาพื้นที่สีเขียวทั้งหมด ควรมีเท่าไรจึงจะเพียงพอ?
งานทบทวนวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2018 เรื่อง Modern Compact Cities: How Much Greenery Do We Need? รวบรวมแนวทางที่เสนอให้เมืองมีพื้นที่สีเขียวตั้งแต่ประมาณ 9 ตารางเมตรต่อคน ไปจนถึง 50 ตารางเมตรต่อคน
ตัวเลขดังกล่าว มาจากข้อเสนอและแนวทางหลายแหล่ง ไม่ใช่เกณฑ์ทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าทุกเมืองต้องมีพื้นที่สีเขียวเท่ากัน
ลองคำนวณให้เห็นภาพง่ายๆ หากเมืองมีประชากร 1 ล้านคน และกำหนดให้แต่ละคนมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 9 ตารางเมตร เมืองจะต้องมีพื้นที่สีเขียวรวม 9 ตารางกิโลเมตร
แต่ถ้าใช้เป้าหมาย 50 ตารางเมตรต่อคน พื้นที่สีเขียวรวมจะเพิ่มเป็น 50 ตารางกิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรวมยังบอกไม่ได้ว่าคนในเมืองเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ทั่วถึงหรือไม่ เพราะแม้เมืองจะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่ถ้าสวนเหล่านั้นกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ คนที่อยู่อีกฟากของเมืองก็อาจต้องเดินทางไกลกว่าจะได้ใช้ประโยชน์
ดังนั้น การวางแผนเมืองจึงต้องคำนึงทั้งปริมาณพื้นที่สีเขียวและการกระจายสวนให้คนเข้าถึงได้ใกล้บ้าน
ประเด็นนี้ปรากฏในการศึกษาที่ประเมินเมือง 96 แห่งทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลพื้นที่สีเขียวเพื่อประเมินว่าเมืองต่างๆ เข้าใกล้เป้าหมายด้านธรรมชาติในเมืองมากเพียงใด
โดยมีเป้าหมายสำคัญสองข้อ ได้แก่ ให้พื้นที่สีเขียวครอบคลุมอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่เมืองที่พัฒนาแล้ว และให้ประชากร 70 เปอร์เซ็นต์ สามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่น้ำสาธารณะได้ภายในระยะเดินหรือปั่นจักรยาน 15 นาที
ผลการประเมินพบว่า มี 77 เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ แต่มีเพียง 45 เมืองที่ประชากรอย่างน้อย 70 เปอร์เซ็นต์ เข้าถึงพื้นที่ธรรมชาติได้ตามเป้าหมาย
กล่าวอีกอย่างคือ เมืองอาจมีพื้นที่สีเขียวมากพอเมื่อดูจากตัวเลขรวม แต่ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปใช้พื้นที่เหล่านั้นได้ไม่สะดวก
สำหรับแนวทางข้อเสนอแนะนั้น มีการกล่าวถึงตัวเลขที่เรียกว่า 3-30-300 หลักการนี้ประกอบด้วยการมองเห็นต้นไม้อย่างน้อย 3 ต้นจากบ้าน มีเรือนยอดต้นไม้ปกคลุมในย่านที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ และอยู่ห่างจากพื้นที่สีเขียวคุณภาพดีไม่เกิน 300 เมตร จึงจะเป็นการดี
อีกเรื่องเป็นงานศึกษาประชาชน 902 คนในเมืองเซียะเหมิน ประเทศจีน พบความสัมพันธ์ระหว่างการมีพืชพรรณปกคลุมอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ กับสุขภาพกายและสุขภาพทางสังคมที่ดีกว่า ขณะเดียวกัน มีผู้เข้าร่วมเพียง 3.55 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อของแนวทาง 3-30-300
1
ผลการศึกษาทำให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองสีเขียวต้องคิดถึงทั้งต้นไม้ที่คนมองเห็น พื้นที่ร่มรื่นในย่านที่พักอาศัย และสวนสาธารณะที่เดินไปถึงได้สะดวก ไม่ใช่แค่เพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ไว้ในบางส่วนของเมือง
แน่นอน ตัวเลขที่กล่าวถึงไม่ได้การรันตีหรือรับประกันได้ว่า หากมีเท่านี้เมืองจะดีต่อสุขภาพที่สุด แต่มีแนวทางที่นำไปใช้วางแผนได้ชัดเจนขึ้น
เช่น อย่างน้อยๆ การออกแบบเมืองก็ควรการตั้งเป้าเพิ่มเรือนยอดต้นไม้ในระดับย่านให้ใกล้เคียง 30 เปอร์เซ็นต์ การจัดสรรพื้นที่สีเขียวให้เหมาะสมกับจำนวนประชากร และการทำให้ผู้คนเข้าถึงสวนหรือพื้นที่ธรรมชาติได้สะดวก
ไม่ว่าจะสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ต้นไม้ริมถนน สวนใกล้บ้าน และพื้นที่ร่มรื่นระหว่างชุมชน จพเป็นต้องกระจายตัวอย่างเหมาะสม และอยู่ใกล้ผู้คนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากมัน
ศึกษาข้อมูลงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่
Urban green space, tree canopy and prevention of cardiometabolic diseases: a multilevel longitudinal study of 46 786 Australians https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7394941/
Modern Compact Cities: How Much Greenery Do We Need? https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6209905/
Tracking Progress Toward Urban Nature Targets Using Landcover and Vegetation Indices: A Global Study for the 96 C40 Cities https://agupubs.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1029/2023GH000996
Quantitative evaluation of urban green exposure and its impact on human health: A case study on the 3-30-300 green space rule https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38461976/
โฆษณา