•
24 ต.ค. เวลา 22:37 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 11 ผู้เฝ้าประตูแห่งจักรวาล

ชื่อเรื่อง : วิศวกรแห่งทิวาราตรี : The Sirian Chronicles - ปราชญ์แห่งระบบดาวคู่
"ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคของจักรวาล สิ่งที่จำกัดการเดินทางไม่ใช่พื้นที่ แต่คือความเข้าใจของผู้เดินทาง" - จารึกแห่งผู้เฝ้าประตูซีเรียนส์ (เรื่องเล่าสมมติ)
ข้าพเจ้าใช้เวลากว่าสามสิบปีในการตรวจสอบบันทึกที่เกี่ยวข้องกับ "ประตูมิติ" บันทึกของวิศวกรผู้ออกแบบไฮเปอร์เกตตัวแรก บันทึกของนักเดินทางคนแรกที่ผ่านรูหนอน และบันทึกของ "ผู้เฝ้าประตู" ที่ยอมให้ข้าพเจ้าสัมผัสความทรงจำของพวกเขา
ประตูมิติคืออำนาจในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด อำนาจในการเชื่อมต่อหรือตัดขาด อำนาจในการเปิดหรือปิด อำนาจในการอนุญาตหรือปฏิเสธ และทุกครั้งที่อ่านเกี่ยวกับผู้เฝ้าประตู ข้าพเจ้าถามตัวเองว่า ใครเฝ้าผู้เฝ้าประตู
.
ข้าพเจ้านั่งลงที่โต๊ะทำงานในหอจดหมายเหตุกลาง แสงจากผลึกเรืองรองรอบตัว เงียบสงัด มีเพียงเสียงฮัมแผ่วเบาของระบบรักษาความชื้นที่ทำงานมาตลอดหลายพันปี และเสียง "การหายใจของความทรงจำ" ที่เดินทางผ่านผนังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ อากาศเย็นและแห้ง ตามมาตรฐานของ Aquatic Sirian แต่ข้าพเจ้าคุ้นเคยกับมันแล้วหลังจากใช้เวลาหลายร้อยปีบนเทอร์รา คริสตัลลิส
.
มองออกไปนอกหน้าต่างผลึก เห็น Sirius A กำลังลับขอบฟ้า เปลี่ยนท้องฟ้าสีม่วงเข้มให้กลายเป็นสีทองอ่อนชั่วครู่ก่อนที่ความมืดจะมาเยือน คิดถึง "ระยะทาง" แสงที่เห็นในขณะนี้ แสงจาก Sirius A เดินทางออกจากดาวฤกษ์บ้านเกิดของเราเมื่อ 8.6 ปีก่อน มันเดินทางผ่านอวกาศอันว่างเปล่าด้วยความเร็ว 299,792,458 เมตรต่อวินาที ความเร็วที่ไม่มีสิ่งใดในเอกภพสามารถก้าวข้ามได้ และใช้เวลา 8.6 ปีในการเดินทางมาถึงจอประสาทตาของข้าพเจ้า
.
แต่หากต้องการเดินทางจากเทอร์รา คริสตัลลิสไปยังอควอส ดาวเคราะห์บ้านเกิด ข้าพเจ้าไม่ต้องใช้เวลา 8.6 ปี ข้าพเจ้าใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยี Quantum Navigation ที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ 5
และหากข้าพเจ้าต้องการเดินทางไปยังระบบดาวอาร์คทูรัส ซึ่งอยู่ห่างออกไป 36.7 ปีแสง ข้าพเจ้าใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน
แต่นั่นคือ "ความเร็ว" ไม่ใช่ "ทางลัด"
ทางลัดที่แท้จริง สิ่งที่เราเรียกว่า "ประตูมิติ" (Stargates) อนุญาตให้ข้าพเจ้าเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในเอกภพได้ในพริบตา โดยไม่ต้องเดินทางผ่านอวกาศระหว่างกลางเลย
.
.
ข้าพเจ้าไม่เคยเดินทางผ่านประตูมิติด้วยตนเอง และคิดว่าคงไม่มีวันได้ผ่านมัน ข้าพเจ้าใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในหอจดหมายเหตุกลาง อ่านบันทึกของผู้อื่น สัมผัสความทรงจำของผู้อื่น และพยายาม "เข้าใจ" สิ่งที่ไม่เคยประสบด้วยตนเอง
แต่ประตูมิติเป็นสิ่งที่ "เข้าใจ" ได้ยากแม้แต่สำหรับผู้ที่ผ่านมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพราะมันไม่ใช่เพียง "เทคโนโลยี" มันคือ "ประตู" ในความหมายที่แท้จริงที่สุด และประตูทุกบานมีสองด้าน ด้านที่เปิด และด้านที่ปิด
หลังจากการก่อตั้งสภากาแล็กซีและสนธิสัญญาแห่งดวงดาว เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้บันทึกไว้ในบทที่ 10 ชาวซีเรียนส์เริ่มมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ดูแลเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอารยธรรมต่างๆ เรารับบทบาทนี้ไม่ใช่เพราะเรา "ขอ" แต่มันเกิดขึ้นเพราะเรา "เข้าใจ" บางสิ่งที่อารยธรรมอื่นอาจไม่เข้าใจ
.
.
เราเข้าใจว่า "ระยะทาง" ไม่ใช่ปัญหา
เราเข้าใจว่า "ความเร็ว" ไม่ใช่คำตอบ
และเราเข้าใจว่า "การเดินทาง" ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่จากจุด A ไปยังจุด B แต่มันคือการสร้าง "สะพาน" ระหว่างอารยธรรม และสะพานทุกแห่งต้องมี "ผู้ดูแล"
.
ข้าพเจ้าพบบันทึกของนักการทูตซีเรียนส์ผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้เสนอแนวคิดเรื่อง "เครือข่ายประตูมิติ" ต่อสภากาแล็กซีเป็นครั้งแรก บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวถึงในบทที่ 10
"เรามี Quantum Navigation เราสามารถเดินทางข้ามระบบดาวได้ภายในเวลาไม่กี่วัน แต่เราต้องการ 'มากกว่านั้น' เราไม่ต้องการเพียง 'เดินทาง' ไปหาพวกเขา เราต้องการ 'เชื่อมต่อ' กับพวกเขา
เราต้องการให้อารยธรรมทั้งหมดในกาแล็กซีนี้สามารถ 'พบปะ' กันได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไม่ใช่ไม่กี่วันหรือไม่กี่ปี เพราะเมื่อการเดินทางใช้เวลานานเกินไป อารยธรรมก็จะ 'ห่างเหิน' กัน และเมื่อพวกเขาห่างเหินกัน พวกเขาก็จะ 'กลัว' กัน และเมื่อกลัวกัน สงครามก็จะเริ่มต้นขึ้น"
.
.
นี่คือ "ตรรกะ" เบื้องหลังการสร้างเครือข่ายประตูมิติ ไม่ใช่เพื่อ "ความสะดวก" แต่เพื่อ "สันติภาพ" เพราะเมื่ออารยธรรมสามารถพบปะกันได้ง่าย เมื่อนักการทูตสามารถเดินทางไปยังอีกฟากหนึ่งของกาแล็กซีได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ความ "ห่างเหิน" ที่นำไปสู่ความกลัวก็จะลดลง และเมื่อความกลัวลดลง ความขัดแย้งก็จะลดลงตามไปด้วย
ด้วยเทคโนโลยีเรโซแนนซ์ขั้นสูง ชาวซีเรียนส์ค้นพบว่าโครงสร้างของจักรวาลไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่า ไม่ใช่ "เวที" ที่ว่างเปล่าซึ่งดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ล่องลอยไปมา แต่เต็มไปด้วย "เส้นทางพลังงาน" และ "ความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่"
.
.
เส้นทางเหล่านี้ถูกเรียกว่า "ทางเดินของจักรวาล" (The Pathways of the Cosmos) และผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเส้นทางเหล่านี้ถูกเรียกว่า "ผู้เฝ้าประตูแห่งจักรวาล" (Keepers of the Stargates)
พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ควบคุมประตูเดินทาง ไม่ใช่ "ยาม" ที่คอยเปิดปิดประตูตามคำสั่ง แต่เป็นผู้รับผิดชอบต่อคำถามที่สำคัญที่สุด ใครควรเดินทางผ่านประตูเหล่านี้ และเมื่อใดคือเวลาที่เหมาะสม
.
.
ข้าพเจ้าคิดถึง "ผู้เฝ้าประตู" คนหนึ่งที่เคยพบ Crystal-born Sirian ผู้มีอายุเกือบ 1,500 ปี ซึ่งใช้เวลากว่าห้าร้อยปีในการเฝ้าประตูมิติที่เชื่อมต่อระหว่างระบบดาวซิริอุสกับระบบดาวอาร์คทูรัส
ข้าพเจ้าถามเขาว่า "ท่านเคย 'ปฏิเสธ' ใครไม่ให้ผ่านประตูหรือไม่"
เขาตอบว่า "หลายครั้ง"
ข้าพเจ้าถามว่า "เพราะเหตุใด"
เขาตอบว่า "เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ 'พร้อม' จะเดินทาง และไม่ใช่ทุกการเดินทางที่ 'ควร' เกิดขึ้น"
และนั่นคือ "หัวใจ" ของบทนี้ ประตูมิติไม่ใช่เพียง "เทคโนโลยี" แต่มันคือ "ความรับผิดชอบ" ความรับผิดชอบในการตัดสินใจว่าใครควรได้รับอนุญาตให้เดินทาง และใครควรถูก "รอ" ไว้ก่อน
.
.
ข้าพเจ้าจะพาผู้อ่านสำรวจ "ประตู" เหล่านี้ ตั้งแต่ฟิสิกส์ของรูหนอนที่ทำให้มันเป็นไปได้ ไปจนถึงเครือข่ายไฮเปอร์เกตที่เชื่อมต่ออารยธรรมทั้งหมดในสภากาแล็กซี ไปจนถึง "ประตูโบราณบนโลก" ที่ถูกปิดและซ่อนไว้ และท้ายที่สุดคือ "คำถาม" ที่ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบ เหตุใดโลกของมนุษย์จึงถูก "ซ่อน" จากเครือข่ายนี้ และการตัดสินใจนั้นถูกต้องหรือไม่
.
.
11.1 ประตูมิติแห่งจักรวาล The Stargates
ข้าพเจ้าพบบันทึกของวิศวกรผู้หนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าทีมออกแบบไฮเปอร์เกตตัวแรก บันทึกที่ไม่ได้เขียนบนผลึกเหมือนบันทึกส่วนใหญ่ในหอจดหมายเหตุ แต่มันถูกสลักบนแผ่นโลหะบางๆ ที่เขาพกติดตัวตลอดเวลา
พบแผ่นโลหะนี้ในกล่องเก็บของส่วนตัวของเขาหลังจากที่เขาเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเมื่อหลายพันปีก่อน ลายมือสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความชรา แต่เพราะน้ำหนักของสิ่งที่กำลังเขียน น้ำหนักของการรู้ว่าทุกคำที่เขาสลักลงบนแผ่นโลหะนี้จะถูกอ่านโดยคนรุ่นหลัง และอาจถูกใช้เป็น "แนวทาง" สำหรับการสร้างประตูมิติในอีกหลายล้านปีข้างหน้า
.
.
"เราไม่ได้ 'สร้าง' ประตูมิติ" เขาเขียน "เรา 'ค้นพบ' มัน หรือจะให้ถูกต้องกว่านั้น 'ค้นพบ' ว่าเอกภพมี 'ทางลัด' ซ่อนอยู่แล้ว เราเพียงแต่เรียนรู้ที่จะ 'เปิด' มัน และนั่นคือ 'ความถ่อมตน' ที่วิศวกรทุกคนควรมี เราไม่ได้เป็น 'ผู้สร้าง' เป็นเพียง 'ผู้ค้นพบ' สิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้ก่อนเราหลายพันล้านปี"
ในตำนานของซีเรียนส์ และในบันทึกทางวิศวกรรมที่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นเวลาหลายปี ประตูมิติไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อ "ย่นระยะทาง" เพียงอย่างเดียว แต่มันคือเทคโนโลยีที่ใช้ "เชื่อมต่อโครงสร้างของอวกาศเข้าด้วยกัน" โดยตรง
แทนที่จะเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยการเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ปกติ แบบที่ยานอวกาศใช้ Quantum Navigation ซึ่งยังต้อง "เคลื่อนที่" ผ่านอวกาศแม้จะใช้เส้นทางที่มีเสถียรภาพควอนตัมสูงสุด ประตูมิติทำหน้าที่ "เปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์" ระหว่างสองตำแหน่งในจักรวาล
.
.
หากท่านนึกภาพไม่ออก และข้าพเจ้าเองก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะนึกภาพนี้ออก ลองนึกถึงแผนที่กระดาษที่ท่านสามารถ "พับ" ได้ จุดสองจุดที่อยู่ห่างกันบนแผนที่ สมมติว่ามุมบนซ้ายกับมุมล่างขวา จะอยู่ห่างกันมากหากท่านลากเส้นตรงผ่านพื้นผิวของกระดาษ
เส้นตรงนั้นอาจยาวหลายสิบเซนติเมตร และหากท่านเป็น "นักเดินทาง" ที่ต้องเดินบนพื้นผิวกระดาษ ท่านต้องใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดนั้น แต่หากท่าน "พับ" กระดาษให้มุมทั้งสองมาซ้อนกัน ระยะทางระหว่างมันจะกลายเป็น "ศูนย์" ในชั่วพริบตา และท่านสามารถ "ก้าว" จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ในการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว
.
.
นี่คือสิ่งที่ประตูมิติทำกับกาลอวกาศ มัน "พับ" กาลอวกาศให้จุดสองจุดที่อยู่ห่างกันหลายร้อยหรือหลายพันปีแสง มาอยู่ "ชิดกัน" ในมิติที่สูงขึ้น ในมิติที่สี่หรือห้าหรือสูงกว่านั้น ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสปกติของเรา แต่เราสามารถ "เข้าถึง" ได้ผ่านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์
หลักการนี้มีรากฐานมาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และฟิสิกส์ควอนตัม สองเสาหลักของฟิสิกส์สมัยใหม่ที่มักถูกมองว่า "ขัดแย้ง" กัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองต่างก็เป็น "ส่วนหนึ่ง" ของความจริงที่ใหญ่กว่า
.
.
ในปี ค.ศ. 1915 ไอน์สไตน์ตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งปฏิวัติความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ในกรอบความคิดของนิวตัน แรงโน้มถ่วงคือ "แรง" ที่วัตถุสองชิ้นดึงดูดกัน เหมือนกับเชือกที่มองไม่เห็น แต่นิวตันเองก็ยอมรับว่าเขาไม่รู้ว่าแรงนี้ "ทำงาน" อย่างไร
เขาเพียงอธิบาย "ผล" ของมันผ่านสมการทางคณิตศาสตร์ที่แม่นยำ แต่ในกรอบความคิดของไอน์สไตน์ แรงโน้มถ่วงคือ "ความโค้งของกาลอวกาศ" ที่เกิดจากการมีอยู่ของมวลและพลังงาน ดวงอาทิตย์ไม่ได้ "ดึง" โลกด้วยแรงลึกลับ แต่มันทำให้กาลอวกาศรอบๆ มัน "โค้ง" และโลกก็เพียงแค่ "กลิ้ง" ไปตามเส้นทางที่โค้งนั้น เหมือนกับลูกหินที่กลิ้งไปตามพื้นผิวของแผ่นยางที่ถูกทำให้ยุบลงด้วยน้ำหนักของลูกเหล็ก
.
.
ในปี ค.ศ. 1935 เพียงยี่สิบปีหลังจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปถูกตีพิมพ์ ไอน์สไตน์และผู้ช่วยของเขา นาธาน โรเซน (Nathan Rosen) ตีพิมพ์บทความที่เสนอว่า สมการของสัมพัทธภาพทั่วไปอนุญาตให้มี "สะพาน" เชื่อมต่อระหว่างสองจุดในกาลอวกาศได้ สะพานนี้ถูกเรียกว่า "Einstein-Rosen Bridge" หรือ "รูหนอน" (Wormhole) ในภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้น
ในทางทฤษฎี หากรูหนอนสามารถถูกทำให้เสถียรได้ หากมันไม่ยุบตัวทันทีที่สสารพยายามผ่านเข้าไป มันจะอนุญาตให้วัตถุเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในเอกภพได้โดยไม่ต้องเดินทางผ่านอวกาศระหว่างกลาง เปรียบเสมือนการเจาะอุโมงค์ผ่านภูเขา แทนที่จะเดินอ้อมไปรอบๆ ท่านไปถึงอีกฝั่งหนึ่งของภูเขาได้เร็วกว่า โดยไม่ต้องปีนขึ้นและลง แต่ในกรณีของรูหนอน "ภูเขา" คือ "กาลอวกาศ" และ "อุโมงค์" คือ "มิติที่สูงขึ้น"
.
.
แต่รูหนอนตามทฤษฎีของไอน์สไตน์-โรเซนมีปัญหาสำคัญประการหนึ่ง มันไม่เสถียร มันจะ "ยุบตัว" ทันทีที่สสารหรือพลังงานพยายามผ่านเข้าไป เร็วกว่าแสงเสียอีก ทำให้ไม่มีอะไรสามารถเดินทางผ่านมันได้เลย แม้แต่แสง แม้แต่อนุภาคเดี่ยว แม้แต่ข้อมูล ทุกอย่างจะถูกบดขยี้ ณ "คอขวด" ของรูหนอนก่อนที่จะไปถึงอีกฟากหนึ่ง
สาเหตุของความไม่เสถียรนี้คือแรงโน้มถ่วง แรงเดียวกับที่ทำให้กาลอวกาศโค้ง ก็คือแรงเดียวกับที่พยายาม "บีบอัด" รูหนอนให้ยุบตัว ทันทีที่สสารหรือพลังงานพยายามผ่านเข้าไปในรูหนอน แม้เพียงโฟตอนเดียว แรงโน้มถ่วงของสสารหรือพลังงานนั้นจะ "ดึง" ผนังของรูหนอนเข้าหากัน
และทำให้มันยุบตัวลงในเวลาเพียง 10⁻⁴³ วินาที ซึ่งเป็นหน่วยเวลาที่เล็กที่สุดที่มีความหมายทางฟิสิกส์ เรียกว่า "เวลาพลังค์" (Planck Time)
.
.
การทำให้รูหนอนเสถียร การ "เปิด" มันให้ค้างอยู่ได้นานพอที่ยานอวกาศจะผ่านเข้าไป ต้องใช้สิ่งที่นักฟิสิกส์เรียกว่า "สสารประหลาด" (Exotic Matter) สสารที่มีความหนาแน่นพลังงานเป็นลบ (Negative Energy Density) ซึ่งฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ เหมือน "สิ่งที่เป็นไปไม่ได้" แต่มีอยู่จริงในระดับควอนตัมผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ผลคาซิเมียร์" (Casimir Effect)
.
ผลคาซิเมียร์ถูกค้นพบโดยนักฟิสิกส์ชาวดัตช์ เฮนดริก คาซิเมียร์ (Hendrik Casimir) ในปี ค.ศ. 1948 เพียงสิบสามปีหลังจากไอน์สไตน์และโรเซนเสนอแนวคิดเรื่องรูหนอน เขาทำนายว่า หากวางแผ่นโลหะสองแผ่นไว้ใกล้กันมากในสุญญากาศ ใกล้ในระดับนาโนเมตร แผ่นทั้งสองจะถูก "ผลัก" เข้าหากันด้วยแรงที่มองไม่เห็น
.
สาเหตุของแรงนี้คือ "อนุภาคเสมือน" (Virtual Particles) ในสุญญากาศควอนตัม คู่อนุภาค-ปฏิอนุภาคที่เกิดขึ้นและดับลงตลอดเวลา ตามหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg Uncertainty Principle)
ซึ่งอนุญาตให้พลังงาน "ยืม" จากสุญญากาศได้ชั่วคราว เพื่อสร้างอนุภาคขึ้นมา ระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง พื้นที่สำหรับอนุภาคเสมือนถูกจำกัด คลื่นของอนุภาคต้อง "พอดี" กับช่องว่างระหว่างแผ่น ทำให้มีอนุภาคเสมือน "น้อยกว่า" ในช่องว่างระหว่างแผ่นเมื่อเทียบกับภายนอก และความแตกต่างนี้สร้าง "แรงดัน" ที่ผลักแผ่นทั้งสองเข้าหากัน
.
.
นี่คือ "พลังงานลบ" ในรูปแบบที่จับต้องได้ และถูกวัดในห้องทดลองครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 โดยสตีเวน ลามอโรซ์ (Steven Lamoreaux) แห่งมหาวิทยาลัยเยล เกือบห้าสิบปีหลังจากคาซิเมียร์ทำนายไว้ ด้วยความแม่นยำที่สอดคล้องกับทฤษฎีภายในขอบเขตความคลาดเคลื่อนเพียง 5%
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักฟิสิกส์ซีเรียนส์ผู้หนึ่งซึ่งทำงานในโครงการประตูมิติ บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาค้นพบวิธีการทำให้รูหนอนเสถียร และน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แม้เวลาจะผ่านไปหลายพันปีก็ยังไม่จางหาย
"เราใช้เวลาหลายร้อยปีในการค้นหา 'สสารประหลาด' และแล้วก็พบว่าเราไม่จำเป็นต้อง 'หา' มันเลย เพราะเรา 'มี' มันอยู่แล้วในรูปแบบของสนามเรโซแนนซ์
สนามเรโซแนนซ์ที่เราพัฒนาขึ้นสำหรับ Harmonic Resonance และ Quantum Navigation เทคโนโลยีที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ 5 สามารถ 'เลียนแบบ' คุณสมบัติของสสารประหลาดได้ มันสามารถสร้าง 'แรงดันลบ' ที่จำเป็นในการ 'เปิด' รูหนอนและ 'รักษา' มันให้เสถียรได้นานพอที่ยานอวกาศจะผ่านเข้าไป และนั่นคือ 'กุญแจ' ที่เราใช้เวลาหลายร้อยปีในการค้นหา"
.
.
นี่คือ "กุญแจ" ที่ทำให้ประตูมิติเป็นไปได้ สนามเรโซแนนซ์ที่ทำหน้าที่เป็น "โครง" (Scaffold) ค้ำยันรูหนอนไม่ให้ยุบตัว และ "นำทาง" ยานอวกาศผ่านอุโมงค์กาลอวกาศไปยังปลายทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องใช้ "สสารประหลาด" ที่หาได้ยากในธรรมชาติ แต่ใช้ "สนามพลังงาน" ที่สามารถสร้างขึ้นได้จากเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว
กระบวนการทำงานของประตูมิติสามารถอธิบายได้เป็นขั้นตอน และข้าพเจ้าขออธิบายอย่างละเอียด เพราะการเข้าใจ "วิธีการ" จะช่วยให้เข้าใจ "ความรับผิดชอบ" ที่มาพร้อมกับมัน
.
.
▪️ขั้นแรก การค้นหารูหนอนธรรมชาติ
เครื่องตรวจจับความผันผวนควอนตัม (Quantum Fluctuation Detector) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ใน Quantum Navigation (5.4) จะสแกนอวกาศรอบๆ จุดที่ต้องการสร้างประตู เพื่อค้นหา "รูหนอนธรรมชาติ" (Natural Wormholes) ซึ่งเป็นรูหนอนขนาดเล็กจิ๋วที่เกิดขึ้นและดับลงตามธรรมชาติในระดับควอนตัม ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า "ควอนตัมโฟม" (Quantum Foam) ตามแนวคิดที่จอห์น อาร์ชิบัลด์ วีลเลอร์ (John Archibald Wheeler) นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันเสนอไว้ในทศวรรษ 1950
.
เพื่อเข้าใจว่า "ควอนตัมโฟม" คืออะไร เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าในระดับที่เล็กที่สุดของความเป็นจริง ในระดับพลังค์ (Planck Scale) ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.6 × 10⁻³⁵ เมตร กาลอวกาศไม่ได้เป็นพื้นผิวที่ราบเรียบและต่อเนื่องอย่างที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่มันคือ "ทะเลที่เดือดพล่าน" ของความผันผวนของควอนตัม
หากท่านนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงพื้นผิวของมหาสมุทรเมื่อมองจากระยะไกล มันดูราบเรียบและสงบ แต่หากท่านซูมเข้าไปใกล้ๆ ท่านจะเห็นคลื่นเล็กๆ ระลอกแล้วระลอกเล่า ซูมเข้าไปอีก ท่านจะเห็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นและแตกดับอยู่ตลอดเวลา ซูมเข้าไปอีก จนถึงระดับโมเลกุล ท่านจะเห็นโมเลกุลน้ำที่เคลื่อนที่ไปมาอย่างไม่หยุดนิ่ง ชนกันและกระเด็นออกจากกัน
.
.
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาลอวกาศในระดับพลังค์ มันไม่ใช่ "ความว่างเปล่า" ที่สงบนิ่ง แต่มันคือ "โฟม" ที่เต็มไปด้วยฟองอากาศขนาดจิ๋วที่เกิดขึ้นและแตกดับอยู่ตลอดเวลา และฟองอากาศแต่ละฟองคือ "รูหนอน" ที่เชื่อมต่อระหว่างสองจุดในกาลอวกาศ
.
รูหนอนเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของโปรตอนหลายล้านล้านเท่า เล็กมากจนแม้แต่ควาร์กซึ่งเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดที่เรารู้จักก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ และมันเกิดขึ้นและดับลงในเวลาเพียง 10⁻⁴³ วินาที ซึ่งเป็นหน่วยเวลาที่เล็กที่สุดที่มีความหมายทางฟิสิกส์ เรียกว่า "เวลาพลังค์" (Planck Time)
แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ในช่วงเวลาเพียง 10⁻⁴³ วินาที รูหนอนแต่ละอันคือ "ประตู" ที่เชื่อมต่อระหว่างสองจุดในกาลอวกาศ ประตูที่เปิดและปิดเร็วกว่าที่จิตใจของสิ่งมีชีวิตใดๆ จะรับรู้ได้ แต่สำหรับเครื่องตรวจจับความผันผวนควอนตัมของซีเรียนส์ ซึ่งมีความไวเพียงพอที่จะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในระดับพลังค์ได้ รูหนอนเหล่านี้คือ "วัตถุดิบ" สำหรับการสร้างประตูมิติ
.
.
เครื่องตรวจจับจะสแกนอวกาศในบริเวณที่ต้องการสร้างประตูด้วยความละเอียดสูงมาก สูงพอที่จะแยกแยะ "รูหนอนธรรมชาติ" ออกจาก "ความผันผวนพื้นหลัง" ของควอนตัมโฟมได้ โดยการวิเคราะห์ "ลายเซ็น" (Signature) เฉพาะของรูหนอน ซึ่งแตกต่างจากความผันผวนแบบสุ่มทั่วไป
ลายเซ็นนี้คือ "รูปแบบการสั่นสะเทือน" (Vibrational Pattern) ที่เป็นเอกลักษณ์ของรูหนอน เมื่อกาลอวกาศถูก "เจาะ" ด้วยรูหนอน มันจะสั่นสะเทือนด้วยความถี่เฉพาะที่แตกต่างจากความผันผวนปกติ เหมือนกับที่ระฆังแต่ละใบมี "เสียง" เฉพาะของตนเองเมื่อถูกตี รูหนอนแต่ละอันก็มี "ความถี่" เฉพาะของตนเองเมื่อมันเกิดขึ้นและดับลง
.
..
เครื่องตรวจจับจะ "ฟัง" เสียงนี้ และเมื่อมันพบรูหนอนที่มีความถี่ที่เหมาะสม มันจะ "ล็อก" ตำแหน่งของรูหนอนนั้นไว้ และส่งข้อมูลไปยังเครื่องกำเนิดสนามเรโซแนนซ์เพื่อเริ่มกระบวนการ "ขยาย" รูหนอนต่อไป
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักฟิสิกส์ผู้หนึ่งซึ่งเปรียบเทียบการทำงานของเครื่องตรวจจับกับการ "ฟังเสียงในห้องที่เงียบสนิท"
"ลองนึกภาพว่าท่านอยู่ในห้องที่เงียบสนิท ไม่มีเสียงใดๆ เลย และท่านกำลังฟัง 'เสียง' ของกาลอวกาศเอง เสียงที่เบากว่าอะไรทั้งหมด เสียงของอนุภาคเสมือนที่เกิดขึ้นและดับลง เสียงของรูหนอนที่เปิดและปิด และในความเงียบนั้น ท่านต้อง 'ได้ยิน' เสียงหนึ่งเสียงที่แตกต่างจากเสียงอื่น เสียงของรูหนอนที่ท่านสามารถ 'ใช้' ได้ นั่นคือสิ่งที่เครื่องตรวจจับของเราทำ และมันทำได้ภายในเวลาเพียงเศษเสี้ยวของวินาที"
.
เมื่อพบรูหนอนธรรมชาติที่เหมาะสมแล้ว รูหนอนที่มีขนาดใหญ่พอและมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะถูก "ขยาย" ได้ กระบวนการก็จะเข้าสู่ขั้นที่สอง การขยายรูหนอนด้วยสนามเรโซแนนซ์
.
.
▪️ขั้นที่สอง การขยายรูหนอนด้วยสนามเรโซแนนซ์
เมื่อเครื่องตรวจจับความผันผวนควอนตัมพบรูหนอนธรรมชาติที่เหมาะสมแล้ว รูหนอนที่มีขนาดและความถี่ที่สามารถนำมาใช้ได้ กระบวนการขั้นที่สองก็เริ่มต้นขึ้น การ "ขยาย" รูหนอนนั้นจากระดับควอนตัมให้ใหญ่พอที่ยานอวกาศจะผ่านเข้าไปได้
เครื่องมือที่ใช้ในขั้นตอนนี้คือ "เครื่องกำเนิดสนามเรโซแนนซ์" (Resonance Field Generator) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในวิหารพลังงาน (5.7) แต่มันถูกปรับแต่งให้ทำงานในระดับที่ละเอียดอ่อนกว่ามาก หากเครื่องกำเนิดในวิหารพลังงานถูกออกแบบมาเพื่อ "ดูดซับ" พลังงานจากสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์และ "กระจาย" มันไปยังเมืองทั้งเมือง เครื่องกำเนิดในโครงการประตูมิติถูกออกแบบมาเพื่อ "โฟกัส" พลังงานนั้นลงบนจุดเล็กๆ จุดเดียว จุดที่รูหนอนธรรมชาติเพิ่งถูกค้นพบ
.
.
การทำงานของเครื่องกำเนิดในขั้นตอนนี้สามารถเปรียบเทียบได้กับ "การเป่าลูกโป่ง" แต่แทนที่จะใช้ลมในการขยายลูกโป่ง มันใช้ "สนามเรโซแนนซ์" ในการขยายรูหนอน
ลองนึกภาพว่าท่านมีลูกโป่งที่แฟบและเล็กมาก เล็กเสียจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และท่านต้องการทำให้มันใหญ่พอที่คนทั้งคนจะเดินผ่านเข้าไปได้ ท่านต้องเป่าลมเข้าไปในลูกโป่ง แต่ท่านต้องเป่าอย่าง "นุ่มนวล" และ "สม่ำเสมอ" หากท่านเป่าแรงเกินไป ลูกโป่งจะแตก หากท่านเป่าเบาเกินไป มันจะไม่ขยาย และหากท่านหยุดเป่ากลางคัน ลูกโป่งจะแฟบกลับไปที่เดิม
.
.
นี่คือสิ่งที่เครื่องกำเนิดสนามเรโซแนนซ์ทำกับรูหนอน มัน "เป่า" สนามเรโซแนนซ์เข้าไปในรูหนอนเพื่อขยายมัน จากขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของโปรตอน (ประมาณ 10⁻¹⁵ เมตร หรือหนึ่งในล้านล้านส่วนของมิลลิเมตร) ไปจนถึงขนาดหลายสิบเมตรหรือหลายกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของยานที่ต้องการผ่าน
กระบวนการขยายนี้ต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่ไม่ใช่พลังงานในรูปแบบของ "แรง" ที่ผลักดัน แต่เป็นพลังงานในรูปแบบของ "การสั่นพ้อง" (Resonance)
.
หลักการทำงานตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของ Harmonic Resonance (5.2) ที่ว่า ทุกสิ่งในจักรวาลมี "ความถี่ธรรมชาติ" ของตนเอง และหากคุณสามารถค้นพบความถี่นั้น และส่งพลังงานเข้าไปที่ความถี่เดียวกัน คุณสามารถทำให้วัตถุนั้น "สั่น" ด้วยแอมพลิจูดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยในแต่ละครั้ง
ในกรณีของรูหนอน เครื่องกำเนิดสนามเรโซแนนซ์จะ "สแกน" หาความถี่ธรรมชาติของรูหนอนที่เครื่องตรวจจับค้นพบ ความถี่ที่รูหนอนนั้น "อยาก" จะสั่น จากนั้นจะส่งคลื่นเรโซแนนซ์ที่ความถี่เดียวกันเข้าไป
.
.
ในตอนแรก แอมพลิจูดของการสั่นจะเล็กมาก รูหนอนจะ "ขยาย" เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อคลื่นเรโซแนนซ์ถูกส่งเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในจังหวะที่สอดคล้องกับความถี่ธรรมชาติ แอมพลิจูดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับการผลักชิงช้า ผลักเบาๆ ทุกครั้งที่ชิงช้าแกว่งมาถึงจุดสูงสุด และในที่สุด รูหนอนจะขยายใหญ่พอที่ยานอวกาศจะผ่านเข้าไปได้
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักฟิสิกส์ผู้หนึ่งซึ่งเปรียบเทียบกระบวนการนี้กับการ "บรรเลงดนตรี" "ลองนึกภาพว่าท่านกำลังเล่นไวโอลิน และท่านต้องการทำให้แก้วไวน์ที่อยู่ห่างออกไป 'แตก' ด้วยเสียงดนตรีของท่าน ท่านต้องค้นหา 'ความถี่ธรรมชาติ' ของแก้วใบนั้นก่อน
โดยการลองลากคันชักบนสายไวโอลินที่ความถี่ต่างๆ จนกระทั่งท่านเห็นว่าแก้วเริ่ม 'สั่น' และเมื่อท่านพบความถี่นั้นแล้ว ท่านก็เพียงแค่ 'เล่น' โน้ตตัวนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแอมพลิจูดของการสั่นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแก้วแตกในที่สุด
นั่นคือสิ่งที่เราทำกับรูหนอน แต่แทนที่จะทำให้มัน 'แตก' เราทำให้มัน 'เปิด' เรา 'บรรเลง' สนามเรโซแนนซ์ที่ความถี่ธรรมชาติของรูหนอน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และรูหนอนก็จะ 'ขยาย' ขึ้นเรื่อยๆ จากขนาดที่เล็กกว่าโปรตอน ไปจนถึงขนาดที่ยานอวกาศทั้งลำสามารถผ่านเข้าไปได้"
.
..
กระบวนการขยายนี้ใช้เวลาประมาณสามสิบถึงสี่สิบวินาที ขึ้นอยู่กับขนาดของรูหนอนที่ต้องการและระยะทางที่ต้องการเชื่อมต่อ และในช่วงเวลานั้น เครื่องกำเนิดสนามเรโซแนนซ์ต้องทำงานอย่าง "แม่นยำ" ที่สุด เพราะหากความถี่คลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย รูหนอนจะ "ยุบตัว" ทันที และต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด
เมื่อรูหนอนถูกขยายจนถึงขนาดที่ต้องการแล้ว กระบวนการก็จะเข้าสู่ขั้นที่สาม การรักษาเสถียรภาพของรูหนอนด้วยสนามเรโซแนนซ์ เพื่อป้องกันไม่ให้มันยุบตัวระหว่างที่ยานอวกาศกำลังผ่านเข้าไป
.
.
▪️ขั้นที่สาม การรักษาเสถียรภาพของรูหนอน
เมื่อรูหนอนถูกขยายจนถึงขนาดที่ต้องการแล้ว กระบวนการที่สำคัญที่สุดก็เริ่มต้นขึ้น นั่นคือ "การรักษาเสถียรภาพ" (Stabilization) ของรูหนอนให้คงอยู่ในสภาพที่เปิดค้างไว้ได้นานพอที่ยานอวกาศจะผ่านเข้าไป
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ "ยาก" และ "อันตราย" ที่สุดในกระบวนการทั้งหมด เพราะรูหนอนที่ถูกขยายแล้วนั้น "ไม่เสถียร" โดยธรรมชาติ มัน "อยาก" จะยุบตัวกลับสู่สภาพเดิม เหมือนกับลูกโป่งที่ถูกเป่าให้พอง หากไม่มีอะไรรั้งปากลูกโป่งไว้ อากาศจะพุ่งออกและลูกโป่งจะแฟบกลับทันที
.
.
สาเหตุของความไม่เสถียรนี้คือ "แรงโน้มถ่วง" แรงเดียวกับที่ไอน์สไตน์อธิบายว่าเป็น "ความโค้งของกาลอวกาศ" แรงโน้มถ่วงคือ "แรง" ที่พยายามดึงทุกสิ่งเข้าหากัน และมันพยายาม "บีบอัด" รูหนอนให้ยุบตัวอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับที่มันพยายามบีบอัดดาวฤกษ์ให้กลายเป็นหลุมดำ
ในการต้านทานแรงโน้มถ่วงนี้ ในการ "ค้ำยัน" ผนังของรูหนอนไม่ให้ยุบตัวเข้าหากัน สนามเรโซแนนซ์จะทำหน้าที่เป็น "โครง" (Scaffold) ที่มองไม่เห็น เหมือนกับ "นั่งร้าน" ที่ค้ำยันผนังอุโมงค์ระหว่างการก่อสร้าง แต่แทนที่จะใช้วัสดุทางกายภาพ มันใช้ "คลื่นความโน้มถ่วง" ในทิศทางตรงกันข้าม
.
.
หลักการทำงานของขั้นตอนนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของ Harmonic Resonance (5.2) ที่เราได้กล่าวถึงแล้ว การสร้าง "คลื่นต้าน" (Counter-Wave) ที่หักล้างกับคลื่นเดิม เหมือนกับเทคโนโลยี "ตัดเสียงรบกวน" (Noise Cancellation) ในหูฟังของมนุษย์ แต่ถูกยกระดับจาก "เสียง" ไปสู่ "แรงโน้มถ่วง"
เพื่อให้เข้าใจหลักการนี้ ลองนึกถึงการทำงานของหูฟังตัดเสียงรบกวน ไมโครโฟนขนาดเล็กบนหูฟังจะ "ฟัง" เสียงรบกวนจากภายนอก เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบิน เสียงพัดลม เสียงการจราจร และวิเคราะห์ "รูปคลื่น" (Waveform) ของเสียงนั้น
.
.
จากนั้นวงจรอิเล็กทรอนิกส์จะสร้าง "คลื่นเสียง" ที่มีรูปร่างเหมือนกับเสียงรบกวนทุกประการ แต่ "กลับเฟส" (Inverted Phase) หมายความว่า ยอดคลื่นของเสียงรบกวนจะตรงกับท้องคลื่นของเสียงที่ถูกสร้างขึ้น และท้องคลื่นของเสียงรบกวนจะตรงกับยอดคลื่นของเสียงที่ถูกสร้างขึ้น
เมื่อคลื่นทั้งสองมาพบกัน พวกมันจะ "หักล้าง" กันเอง และผลลัพธ์คือ "ความเงียบ" ผู้สวมหูฟังจะไม่ได้ยินเสียงรบกวนอีกต่อไป แม้ว่าเสียงรบกวนนั้นจะยังคง "มีอยู่" ในอากาศรอบๆ ตัวก็ตาม
.
.
ในกรณีของรูหนอน สนามเรโซแนนซ์จะทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่มันไม่ได้หักล้าง "คลื่นเสียง" แต่มันหักล้าง "คลื่นความโน้มถ่วง"
ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ แรงโน้มถ่วงสามารถถูกอธิบายได้ในรูปของ "คลื่น" ได้เช่นกัน คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational Waves) คือ "ระลอกคลื่น" ในเนื้อผ้าของกาลอวกาศ ที่เดินทางผ่านเอกภพด้วยความเร็วแสง เกิดจากเหตุการณ์รุนแรงเช่นการชนกันของหลุมดำหรือการระเบิดของซูเปอร์โนวา และถูกตรวจพบโดยมนุษย์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2015 โดยหอสังเกตการณ์ LIGO
.
.
ในสภาวะปกติ แรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อรูหนอนไม่ได้อยู่ในรูปของ "คลื่น" ที่เดินทาง แต่มันคือ "ความโค้ง" ของกาลอวกาศที่คงที่ เหมือนกับแรงโน้มถ่วงที่ดึงเราให้ติดอยู่กับพื้นโลก มันไม่ได้ "เดินทาง" ไปไหน มันเพียงแค่ "อยู่ที่นั่น" ตลอดเวลา
แต่สำหรับชาวซีเรียนส์ "ความโค้ง" ที่คงที่นี้สามารถถูก "ตีความ" ได้ว่าเป็น "คลื่น" ที่มีความถี่เป็นศูนย์ หรือ "คลื่นนิ่ง" (Standing Wave) และหากพวกเขาสามารถสร้าง "คลื่นต้าน" ที่มีรูปร่างเหมือนกับ "คลื่นนิ่ง" นี้แต่กลับเฟส พวกเขาก็สามารถ "หักล้าง" แรงโน้มถ่วง ณ จุดนั้นได้ ทำให้แรงโน้มถ่วง ณ จุดนั้นเป็น "ศูนย์" ชั่วคราว
.
.
นี่คือสิ่งที่สนามเรโซแนนซ์ทำ มัน "วิเคราะห์" รูปแบบของแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อรูหนอน และสร้าง "สนามแรงโน้มถ่วงกลับเฟส" (Inverted Gravitational Field) ที่มีรูปร่างเหมือนกับแรงโน้มถ่วงนั้นทุกประการ แต่ "กลับทิศทาง"
เมื่อสนามทั้งสองมาพบกัน แรงโน้มถ่วงที่พยายามบีบอัดรูหนอน และสนามเรโซแนนซ์ที่พยายาม "ต้าน" มัน พวกมันจะ "หักล้าง" กันเอง และผลลัพธ์คือ "ภาวะไร้น้ำหนัก" (Zero Gravity) ณ จุดนั้น รูหนอนจะไม่ถูกบีบอัดให้ยุบตัวอีกต่อไป มันจะ "ค้าง" อยู่ในสภาพที่เปิดอยู่ได้นานพอที่ยานอวกาศจะผ่านเข้าไป
.
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักฟิสิกส์ผู้หนึ่งซึ่งเปรียบเทียบกระบวนการนี้กับ "การถือของหนัก" "ลองนึกภาพว่าท่านกำลังถือก้อนหินหนักๆ ไว้เหนือศีรษะ แขนของท่านกำลัง 'ต้าน' แรงโน้มถ่วงที่พยายามดึงก้อนหินลงสู่พื้น และท่านต้องใช้พลังงานตลอดเวลาในการ 'ต้าน' นี้ หากท่านหยุดใช้พลังงาน ก้อนหินจะตกลงมาทับท่าน
.
แต่หากท่านมี 'ผู้ช่วย' ที่ช่วยถือก้อนหินอีกด้านหนึ่ง และผลักมันขึ้นด้วยแรงเท่ากับที่ท่านผลักมันลง แรงทั้งสองจะ 'หักล้าง' กัน และก้อนหินจะ 'ลอย' อยู่กลางอากาศ โดยที่ท่านไม่ต้องใช้พลังงานเลย
นั่นคือสิ่งที่สนามเรโซแนนซ์ทำกับรูหนอน มันคือ 'ผู้ช่วย' ที่ช่วย 'ต้าน' แรงโน้มถ่วงที่พยายามบีบอัดรูหนอน และเมื่อแรงทั้งสองสมดุลกัน รูหนอนก็จะ 'ลอย' อยู่ในสภาพที่เปิดอยู่ โดยไม่ต้องใช้พลังงานเพิ่มเติมจากเครื่องกำเนิดอีกต่อไป อย่างน้อยก็ชั่วคราว"
.
.
กระบวนการรักษาเสถียรภาพนี้ใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึงหลายนาที ขึ้นอยู่กับขนาดของรูหนอนและระยะทางที่ต้องการเชื่อมต่อ และในช่วงเวลานี้ สนามเรโซแนนซ์ต้องทำงานอย่าง "แม่นยำ" ที่สุด เพราะหากการหักล้างไม่สมบูรณ์ แม้เพียงเล็กน้อย แรงโน้มถ่วงที่เหลืออยู่จะ "บีบอัด" ยานอวกาศที่กำลังผ่านรูหนอน และผลลัพธ์คือหายนะ
เมื่อรูหนอนเสถียรแล้ว กระบวนการก็จะเข้าสู่ขั้นที่สี่และขั้นสุดท้าย การเดินทางผ่านรูหนอนของยานอวกาศ และการปิดรูหนอนหลังจากที่ยานผ่านไปแล้ว
.
.
▪️ขั้นที่สี่ การเดินทางผ่านรูหนอน
เมื่อรูหนอนเสถียรแล้ว เมื่อสนามเรโซแนนซ์สามารถรักษาสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงที่พยายามบีบอัดกับแรงต้านที่พยายามเปิดมันไว้ กระบวนการขั้นที่สี่และขั้นสุดท้ายก็เริ่มต้นขึ้น การเดินทางผ่านรูหนอนของยานอวกาศ
ขั้นตอนนี้ฟังดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนที่ "ง่าย" ที่สุดในกระบวนการทั้งหมด เพียงแค่ "บิน" เข้าไปในรูหนอนและ "ออกมา" ที่อีกฟากหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง มันคือขั้นตอนที่ต้องอาศัย "ความแม่นยำ" ในการคำนวณสูงที่สุด
เพราะการเดินทางผ่านรูหนอนไม่ใช่การ "บิน" ผ่านอวกาศในความหมายปกติ มันคือการ "ก้าว" ข้ามสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างสองจุดในกาลอวกาศ และสะพานนั้น "แคบ" มากเมื่อเทียบกับขนาดของเอกภพ
.
.
หากเปรียบเทียบกับการเดินทางบนโลก การเดินทางผ่านรูหนอนไม่เหมือนกับการ "ขับรถ" บนทางหลวง แต่มันเหมือนกับการ "เดินบนเส้นเชือก" ที่ขึงระหว่างตึกสองตึก ท่านต้อง "ทรงตัว" ให้สมดุลตลอดเวลา เพราะหากท่าน "เอียง" ไปด้านใดด้านหนึ่งแม้เพียงเล็กน้อย ท่านจะ "ตก" ออกจากรูหนอน และผลลัพธ์คือการถูก "คาย" ออกมาในจุดที่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ซึ่งอาจอยู่ห่างจากที่ที่ท่านต้องการไปหลายล้านปีแสง
เพื่อป้องกันปัญหานี้ ยานอวกาศที่เดินทางผ่านรูหนอนต้อง "ล็อก" ตำแหน่งของตนเองกับสัญญาณนำทาง (Beacon) ที่ถูกส่งมาจากปลายทางของรูหนอน สัญญาณที่บอกว่า "ทางออกอยู่ที่นี่" และปรับเส้นทางการบินให้สอดคล้องกับสัญญาณนั้นตลอดเวลา
.
.
กระบวนการนี้ใช้เวลาไม่นาน โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 0.1 ถึง 2.3 วินาที ขึ้นอยู่กับระยะทางที่เชื่อมต่อและขนาดของรูหนอน และในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ผู้โดยสารบนยานจะรู้สึกถึง "บางสิ่ง" ที่ยากจะบรรยาย
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักเดินทางหลายคนที่ผ่านรูหนอน และพวกเขาต่างบรรยายประสบการณ์นี้ด้วยถ้อยคำที่แตกต่างกัน แต่มีความหมายคล้ายคลึงกัน
นักเดินทางคนหนึ่งเขียนว่า "มันไม่ใช่ 'ความเร็ว' ข้าพเจ้าเคยเดินทางด้วยความเร็วใกล้แสงมาก่อน และรู้ว่ามันรู้สึกอย่างไร แต่การผ่านรูหนอนไม่รู้สึกเหมือน 'ความเร็ว' เลย มันรู้สึกเหมือน 'ความว่างเปล่า' เหมือนกับว่าเอกภพทั้งหมด 'หายไป' ชั่วขณะหนึ่ง และเมื่อมัน 'กลับมา' ข้าพเจ้าก็อยู่ที่อื่นแล้ว"
.
.
นักเดินทางอีกคนหนึ่งเขียนว่า "ข้าพเจ้าหลับตาในขณะที่ยานเข้าสู่รูหนอน และรู้สึกถึง 'ความเงียบ' ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่ใช่ความเงียบของ 'การไม่มีเสียง' แต่คือความเงียบของ 'การไม่มีอะไรเลย' ไม่มีแรงโน้มถ่วง ไม่มีแสง ไม่มีเวลา มีเพียง 'การดำรงอยู่' ของข้าพเจ้าเอง และชั่วพริบตาถัดมา ทุกสิ่งก็กลับมา และข้าพเจ้าอยู่ที่อื่น"
และนักเดินทางคนที่สามเขียนว่า "หากท่านเคยมีความฝันที่ 'แปลกประหลาด' ความฝันที่ท่านอยู่ในที่แห่งหนึ่ง และทันใดนั้น โดยไม่มี 'การเดินทาง' ไม่มี 'การเคลื่อนที่' ท่านก็อยู่ในอีกที่หนึ่งโดยสมบูรณ์ นั่นคือสิ่งที่การผ่านรูหนอนรู้สึกเหมือน มันคือ 'การตื่นจากความฝัน' แต่ท่านไม่ได้ 'ตื่น' ท่านเพียงแค่ 'อยู่ที่อื่น'"
.
.
สาเหตุของ "ความรู้สึก" ประหลาดนี้ ตามที่นักฟิสิกส์ซีเรียนส์อธิบาย คือการที่รูหนอน "ตัด" ผ่านกาลอวกาศในมิติที่สูงขึ้น ในมิติที่สี่หรือห้าหรือสูงกว่านั้น ซึ่งระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตไม่สามารถ "รับรู้" ได้โดยตรง
เมื่อท่านเดินทางผ่านอวกาศปกติ ท่าน "เห็น" ดวงดาวเคลื่อนที่ผ่านหน้าต่างยาน ท่าน "รู้สึก" ถึงแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนแปลง ท่าน "ได้ยิน" เสียงเครื่องยนต์ มี "ข้อมูล" ทางประสาทสัมผัสมากมายที่บอกท่านว่า "ท่านกำลังเคลื่อนที่"
.
.
แต่เมื่อท่านเดินทางผ่านรูหนอน ในมิติที่สูงขึ้น ไม่มี "ข้อมูล" เหล่านี้เลย ไม่มีดวงดาวให้เห็น ไม่มีแรงโน้มถ่วงให้รู้สึก ไม่มีเสียงให้ได้ยิน เพราะ "อวกาศ" ในความหมายปกติ "ไม่มีอยู่" ในรูหนอน ท่านกำลังเดินทางผ่าน "ความว่างเปล่า" ระหว่างมิติ
และระบบประสาทของท่านไม่รู้ว่าจะ "ตีความ" ประสบการณ์นี้อย่างไร มันจึง "เงียบ" ไปชั่วขณะ และเมื่อท่าน "ออกมา" ที่อีกฟากหนึ่ง ระบบประสาทของท่านก็ "กลับมาทำงาน" อีกครั้ง และท่านรู้สึกเหมือน "ตื่นจากความฝัน"
.
.
แม้ว่าประสบการณ์นี้จะฟังดู "น่าพิศวง" แต่สำหรับชาวซีเรียนส์ที่คุ้นเคยกับการเดินทางผ่านรูหนอน มันกลายเป็น "เรื่องปกติ" ไปแล้ว เหมือนกับการขึ้นรถหรือเดินไปตลาด และนั่นคือ "ความสำเร็จ" ที่แท้จริงของเทคโนโลยี เมื่อมันกลายเป็น "เรื่องปกติ" เมื่อเราไม่ต้อง "คิด" ถึงมันอีกต่อไป เพราะมันทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ความสำเร็จนี้มาพร้อมกับ "ความรับผิดชอบ" ที่ยิ่งใหญ่ เพราะการเดินทางที่ "ง่าย" และ "รวดเร็ว" เช่นนี้ หากตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่มี "ความเข้าใจ" อย่างเพียงพอ อาจนำไปสู่หายนะได้
และนั่นคือเรื่องราวของ "ผู้เฝ้าประตู" ผู้ที่มีหน้าที่ "ควบคุม" การเดินทางเหล่านี้ และ "ตัดสินใจ" ว่าใครควรได้รับอนุญาตให้ผ่านประตู และใครควรถูก "รอ" ไว้ก่อน
.
.
ข้าพเจ้าหยุดเขียน วางปากกาลง และพยายามจินตนาการถึง "การเดินทาง" แบบนั้น พยายามจินตนาการถึงการก้าวผ่าน "ประตู" ที่ไม่ใช่ประตู การเดินทางผ่าน "อุโมงค์" ที่ไม่ใช่อุโมงค์ การ "มาถึง" ณ จุดหมายที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยปีแสงภายในเวลาเพียงชั่วพริบตา และข้าพเจ้าทำไม่ได้
ข้าพเจ้าใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในหอจดหมายเหตุ อ่านบันทึกของผู้อื่น สัมผัสความทรงจำของผู้อื่น แต่ "ประสบการณ์" ของการผ่านประตูมิติเป็นสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสด้วยตนเอง และคิดว่าคงไม่มีวันได้สัมผัสมัน เพราะข้าพเจ้าเป็น "นักบันทึก" ไม่ใช่ "นักเดินทาง" และบทบาทคือการ "บันทึก" การเดินทางของผู้อื่น ไม่ใช่การ "ออกเดินทาง" ด้วยตนเอง
.
.
แต่ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้ที่ผ่านมัน และบันทึกเหล่านั้นกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน ด้วยถ้อยคำที่แตกต่างกัน แต่มีความหมายเดียวกัน ว่า "มันไม่รู้สึกเหมือน 'การเดินทาง' เลย มันรู้สึกเหมือน 'การตื่นจากความฝัน' ช่วงเวลาหนึ่งท่านอยู่ที่นี่ และชั่วพริบตาถัดมา ท่านอยู่ที่อื่น โดยไม่มี 'ระหว่างกลาง' ไม่มี 'การเคลื่อนที่' มีเพียง 'ก่อน' และ 'หลัง' และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันน่าพิศวงและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน"
อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวซีเรียนส์ และสำหรับอารยธรรมทั้งหมดในสภากาแล็กซี ประตูมิติไม่ใช่เพียง "เครื่องจักร" มันเป็นโครงสร้างที่ต้องอาศัย "ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง" เกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล
เพราะหากใช้โดยปราศจากความเข้าใจ หากเปิดประตูโดยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่หลังประตูนั้น ประตูที่เชื่อมต่อโลกสองใบ อาจกลายเป็น "ช่องทางนำภัยพิบัติเข้ามาแทน"
.
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้เฝ้าประตูผู้หนึ่ง บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาปฏิเสธไม่ให้ยานลำหนึ่งผ่านประตู และน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วย "น้ำหนัก" ของการตัดสินใจที่ไม่มีใครอยากทำ
"พวกเขาต้องการเดินทางไปยังระบบดาวที่ยังไม่ได้ถูกสำรวจ ระบบดาวที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น และพวกเขาโกรธเมื่อข้าพเจ้าปฏิเสธ
.
พวกเขากล่าวว่า 'มันคือสิทธิของเรา เรามีเทคโนโลยี มีสิทธิ์ที่จะไปทุกที่ที่ต้องการ' และข้าพเจ้าตอบว่า 'ท่านมีเทคโนโลยี แต่มี 'ความเข้าใจ' หรือไม่ ท่านรู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่หลังประตูนั้น และหากเปิดมัน อาจนำ 'บางสิ่ง' กลับมาด้วย บางสิ่งที่ท่านไม่สามารถควบคุมได้ บางสิ่งที่อาจทำลายไม่เพียงท่าน แต่ทำลายเราทั้งหมด เพราะประตูที่เปิดจากด้านหนึ่ง ก็สามารถถูก 'เปิด' จากอีกด้านหนึ่งได้เช่นกัน'"
นี่คือ "ความรับผิดชอบ" ของผู้เฝ้าประตู ไม่ใช่การ "ห้าม" การเดินทาง แต่คือการ "ทำให้แน่ใจ" ว่าทุกการเดินทางที่เกิดขึ้นผ่านประตูเหล่านี้ จะไม่นำภัยพิบัติมาสู่อารยธรรมที่ใช้มัน เพราะประตูทุกบานมีสองด้าน และเมื่อท่านเปิดประตูสู่จักรวาล ท่านต้องพร้อมที่จะรับสิ่งที่อาจ "เดินทางกลับมา" ผ่านประตูนั้นเช่นกัน
.
.
11.2 รูหนอนแห่งกาลอวกาศ Wormhole Navigation
หากประตูมิติคือ "สถานีต้นทางและปลายทาง" ของการเดินทางข้ามกาแล็กซี รูหนอนก็คือ "ถนน" ที่เชื่อมต่อระหว่างสถานีทั้งสอง และถนนเส้นนี้ไม่ได้ปูด้วยยางมะตอยหรือคอนกรีต แต่มันคือเนื้อเยื่อของกาลอวกาศที่ถูกบิดเบือนให้โค้งเข้าหากัน
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักฟิสิกส์ซีเรียนส์ผู้หนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของทีมวิจัยรูหนอน บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่การทดลองครั้งแรกประสบความสำเร็จ และสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ซับซ้อนในถ้อยคำของเขา ทั้งความตื่นเต้นและความหวาดกลัวปะปนกัน
.
"มีช่วงเวลาหนึ่ง จำได้อย่างแม่นยำ ที่เราทุกคนนั่งเงียบอยู่ในห้องควบคุม มองดูจอภาพที่แสดงข้อมูลจากยานสำรวจลำแรกที่ผ่านรูหนอนได้สำเร็จ เราไม่ได้ตะโกนด้วยความดีใจ ไม่ได้ปรบมือ ไม่ได้แม้แต่จะหายใจแรงๆ
เรานั่งเงียบ เพราะเรารู้ว่าเรากำลังมองดูบางสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง และไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำเราไปสู่ที่ใด ความรู้สึกในขณะนั้นไม่ใช่ความภาคภูมิใจ แต่มันคือความรู้สึกเดียวกับที่นักเดินทางคนแรกที่ข้ามมหาสมุทรคงรู้สึก 'ข้าพเจ้ามาถึงแล้ว แต่ข้าพเจ้าควรมาหรือไม่'"
.
ในมุมมองของฟิสิกส์สมัยใหม่ ทั้งของมนุษย์และของซีเรียนส์ รูหนอนเป็นแนวคิดทางทฤษฎีที่เสนอว่ากาลอวกาศอาจมีโครงสร้างคล้ายสะพานหรืออุโมงค์เชื่อมระหว่างสองตำแหน่งที่ห่างไกลกันในเอกภพ ไม่ว่าจะเป็นสองจุดในกาแล็กซีเดียวกัน หรือสองจุดในกาแล็กซีที่อยู่ห่างกันคนละฟากของเอกภพ
แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดจากจินตนาการของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่เกิดจากคณิตศาสตร์ของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1915 ซึ่งปฏิวัติความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงอย่างสิ้นเชิง
.
.
ในกรอบความคิดของนิวตัน แรงโน้มถ่วงคือ "แรง" ที่วัตถุสองชิ้นดึงดูดกันเหมือนกับเชือกที่มองไม่เห็น แต่นิวตันเองก็ยอมรับว่าเขาไม่รู้ว่าแรงนี้ "ทำงาน" อย่างไร เขาเพียงอธิบาย "ผล" ของมันผ่านสมการทางคณิตศาสตร์ที่แม่นยำ
แต่ในกรอบความคิดของไอน์สไตน์ แรงโน้มถ่วงคือความโค้งของกาลอวกาศที่เกิดจากการมีอยู่ของมวลและพลังงาน หากท่านนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงแผ่นยางที่ถูกขึงตึง หากท่านวางลูกเหล็กหนักๆ ลงบนแผ่นยาง แผ่นยางจะยุบลงตรงจุดที่ลูกเหล็กวางอยู่ และหากท่านกลิ้งลูกหินเล็กๆ ผ่านไปใกล้ๆ ลูกหินจะโค้งเข้าหาลูกเหล็ก ไม่ใช่เพราะมีแรงดึงดูดระหว่างมัน แต่เพราะพื้นผิวที่มันกลิ้งอยู่ถูกทำให้โค้งโดยน้ำหนักของลูกเหล็ก นี่คือวิธีที่แรงโน้มถ่วงทำงาน ดวงอาทิตย์ทำให้กาลอวกาศรอบๆ มันโค้ง และโลกก็เพียงแค่กลิ้งไปตามเส้นทางที่โค้งนั้น
.
.
ในปี ค.ศ. 1935 เพียงยี่สิบปีหลังจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปถูกตีพิมพ์ ไอน์สไตน์และผู้ช่วยของเขา นาธาน โรเซน ตีพิมพ์บทความที่เสนอว่าสมการของสัมพัทธภาพทั่วไปอนุญาตให้มี "สะพาน" เชื่อมต่อระหว่างสองจุดในกาลอวกาศได้
แนวคิดของพวกเขาคือ หากหลุมดำคือบริเวณที่กาลอวกาศยุบตัวลงอย่างรุนแรงจนไม่มีอะไรแม้แต่แสงสามารถหนีออกมาได้ และหากหลุมขาวคือบริเวณที่สสารและพลังงานสามารถออกมาได้แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ ซึ่งเป็นคำตอบทางคณิตศาสตร์ของสมการสัมพัทธภาพทั่วไป แต่ยังไม่เคยถูกค้นพบในธรรมชาติ แล้วสะพานที่เชื่อมต่อหลุมดำกับหลุมขาวก็คือรูหนอน
.
..
ในทางทฤษฎี วัตถุที่ตกลงไปในหลุมดำ แทนที่จะถูกบดขยี้เป็นจุดอนันต์ที่เรียกว่าซิงกูลาริตี อาจเดินทางผ่านรูหนอนและออกมาที่หลุมขาวในอีกฟากหนึ่งของเอกภพ หรือแม้แต่ในอีกเอกภพหนึ่ง
แต่รูหนอนตามทฤษฎีของไอน์สไตน์-โรเซนมีปัญหาสำคัญสองประการที่ทำให้นักฟิสิกส์มนุษย์ส่วนใหญ่เชื่อว่ามันไม่สามารถใช้เดินทางได้จริง
ปัญหาแรก… มันไม่สามารถผ่านได้ เพราะมันแคบเกินไป แคบกว่านิวเคลียสของอะตอม และมันจะยุบตัวทันทีที่สสารหรือพลังงานพยายามผ่านเข้าไป เร็วกว่าแสงเสียอีก ทำให้ไม่มีอะไรสามารถเดินทางผ่านมันได้เลย
ปัญหาที่สอง …ต่อให้สามารถทำให้รูหนอนเปิดอยู่ได้ มันก็จะต้องใช้ "สสารประหลาด" (Exotic Matter) ที่มีความหนาแน่นพลังงานเป็นลบในการต้านทานแรงโน้มถ่วงที่พยายามบีบอัดมันให้ยุบตัว
.
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักฟิสิกส์ซีเรียนส์ผู้หนึ่งซึ่งเขียนถึงการค้นพบ "กุญแจ" ที่ไขปัญหาทั้งสองนี้ และสิ่งที่ทำให้ทึ่งไม่ใช่ความซับซ้อนของทฤษฎี แต่คือความเรียบง่ายของการค้นพบ "เราใช้เวลาหลายร้อยปีในการพยายาม 'สร้าง' รูหนอนในห้องทดลอง และเราล้มเหลวทุกครั้ง
เราใช้พลังงานมหาศาล พยายามทุกวิธีที่เราคิดได้ แต่รูหนอนไม่เคย 'ปรากฏ' เลย เราหงุดหงิด ท้อแท้ คิดว่าอาจเข้าใจอะไรผิดไป และแล้ว วันหนึ่ง นักศึกษาคนหนึ่งถามคำถามที่ไม่มีใครเคยถาม 'เราลองมองหามันแทนที่จะสร้างมันหรือยัง'"
.
.
▪️คำถามนั้นเปลี่ยนทุกสิ่ง
นักฟิสิกส์ซีเรียนส์ค้นพบว่าในระดับควอนตัม ระดับที่เล็กที่สุดของความเป็นจริง กาลอวกาศไม่ใช่พื้นผิวที่ราบเรียบและต่อเนื่อง แต่มันคือ "โฟม" (Quantum Foam) ที่เดือดพล่านไปด้วยความผันผวนของควอนตัม รูหนอนขนาดจิ๋ว เล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของโปรตอนหลายล้านล้านเท่า เกิดขึ้นและดับลงตลอดเวลา เหมือนกับฟองอากาศในน้ำเดือด
.
แนวคิดนี้ถูกเสนอโดยจอห์น อาร์ชิบัลด์ วีลเลอร์ นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันผู้เป็นลูกศิษย์ของไอน์สไตน์และเป็นอาจารย์ของริชาร์ด ไฟน์แมน ในทศวรรษ 1950 ในระดับพลังค์ ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.6 × 10⁻³⁵ เมตร กาลอวกาศไม่ใช่สิ่งที่ "นิ่ง" และ "สงบ" แต่มันคือทะเลที่ปั่นป่วนของความน่าจะเป็นและความไม่แน่นอน
นี่คือ "วัตถุดิบ" ที่นักฟิสิกส์ซีเรียนส์ใช้ในการสร้างประตูมิติ พวกเขาไม่ได้ "สร้าง" รูหนอนจากความว่างเปล่า แต่พวกเขา "ค้นหา" รูหนอนธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในควอนตัมโฟม และใช้เทคโนโลยีเรโซแนนซ์ในการ "ขยาย" มันจากระดับควอนตัมให้ใหญ่พอที่ยานอวกาศจะผ่านเข้าไปได้
.
.
กระบวนการนี้เหมือนกับการที่นักดนตรีใช้ส้อมเสียงเคาะกับวัตถุเพื่อค้นหาความถี่ธรรมชาติของมัน เมื่อพบความถี่ที่ตรงกัน วัตถุนั้นจะเริ่มสั่นพ้องด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องใช้แรงจากภายนอก
เครื่องมือที่ใช้ในการนี้เรียกว่า "สนามรักษาเสถียรภาพด้วยเรโซแนนซ์" (Resonance Stabilization Field) หรือ RSF หลักการทำงานของ RSF ตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของ Harmonic Resonance ที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ 5 ทุกสิ่งในจักรวาลมีความถี่ธรรมชาติของตนเอง และหากคุณสามารถค้นพบความถี่นั้น คุณก็สามารถสนทนากับมันได้
.
.
ในกรณีของรูหนอน RSF จะสแกนหาความถี่ธรรมชาติของรูหนอนขนาดจิ๋วในควอนตัมโฟม จากนั้นจะส่งคลื่นเรโซแนนซ์ที่ความถี่เดียวกันเข้าไป แต่แทนที่จะหักล้างกับแรงโน้มถ่วงที่พยายามบีบอัดรูหนอนให้ยุบตัว RSF จะเสริมแรงดันลบที่จำเป็นในการต้านทานแรงโน้มถ่วงนั้น
หากท่านนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงลูกโป่งที่ท่านพยายามจะเปิดปากถุงให้กว้างขึ้น แทนที่จะใช้มือดึงปากถุงออกจากกันซึ่งคือการใช้แรงปกติ ท่านใช้สุญญากาศดูดอากาศภายในถุงออก ทำให้ความดันภายในลดลง และความดันอากาศภายนอกจะดันผนังถุงให้เปิดออกเอง
.
.
นี่คือหลักการเดียวกับที่ RSF ใช้ มันสร้างแรงดันลบภายในรูหนอนที่ต้านทานแรงโน้มถ่วงที่พยายามบีบอัดมันจากภายนอก ด้วยเทคโนโลยีนี้ ยานอวกาศของซีเรียนส์สามารถเดินทางไปยังระบบดาวที่อยู่ห่างไกลหลายร้อยหรือหลายพันปีแสงได้ภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที โดยไม่ต้องใช้เวลาหลายพันปีเหมือนการเดินทางแบบปกติ
แต่การเดินทางผ่านรูหนอนไม่ใช่เรื่องง่ายหรือปลอดภัยโดยอัตโนมัติ ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักเดินเรือคนหนึ่งซึ่งผ่านรูหนอนเป็นครั้งแรก บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขากลับถึงบ้าน และน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความพิศวงที่ยังไม่จางหายแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี
.
.
"ท่านเคยรู้สึกไหม ความรู้สึกที่ว่าเวลาหยุดนิ่ง ไม่ใช่ในความหมายของความเบื่อหน่าย แต่ในความหมายที่ว่าทุกสิ่งหยุดเคลื่อนไหว ท่านอยู่ในที่ที่ไม่มี 'เวลา' ไม่มี 'ระยะทาง' ไม่มี 'การเคลื่อนที่' มีเพียง 'การดำรงอยู่' ที่บริสุทธิ์
และทันใดนั้น ท่านก็ 'กลับมา' และพบว่าโลกทั้งใบเคลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่มีท่าน นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกเมื่อผ่านรูหนอน มันไม่ใช่ความเร็ว มันไม่ใช่การเคลื่อนที่ มันคือการอยู่กับที่ ในขณะที่เอกภพทั้งหมดเคลื่อนที่ผ่านท่านไป"
.
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกนี้แล้วหยุดเขียน มองออกไปนอกหน้าต่างผลึกของหอจดหมายเหตุ เห็น Sirius A กำลังลับขอบฟ้า เปลี่ยนท้องฟ้าสีม่วงเข้มให้กลายเป็นสีทองอ่อนชั่วครู่ก่อนที่ความมืดจะมาเยือน
ข้าพเจ้าคิดถึงการเดินทางที่มนุษย์ฝันถึง การเดินทางไปยังดวงดาว และคิดถึงรูหนอนที่ซ่อนอยู่ในควอนตัมโฟมใต้ฝ่าเท้า พวกเขายังไม่รู้ว่ามันมีอยู่ ยังไม่รู้ว่าจักรวาลมีทางลัดที่รอให้ค้นพบ และยังไม่รู้ว่าประตูเหล่านั้นถูกปิดไว้สำหรับพวกเขา โดยผู้ที่เฝ้าดูพวกเขาอยู่จากระยะไกล
.
.
11.3 ไฮเปอร์เกต The Hypergate Network
เมื่ออารยธรรมซีเรียนส์ขยายตัวออกไปทั่วกาแล็กซี หลังจากสงครามแห่งระบบดาวคู่สิ้นสุดลง หลังจากสภากาแล็กซีถูกก่อตั้งขึ้น และหลังจากสนธิสัญญาแห่งดวงดาวถูกลงนาม พวกเขาพบว่าการใช้ประตูมิติเพียงจุดเดียวหรือสองจุดไม่เพียงพออีกต่อไป
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักวางแผนยุทธศาสตร์ผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้เสนอแนวคิด "เครือข่ายไฮเปอร์เกต" ต่อสภากาแล็กซีเป็นครั้งแรก บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาใช้เวลาหลายสิบปีในการศึกษาปัญหาการเดินทางระหว่างอารยธรรมสมาชิก และสัมผัสได้ถึงความหงุดหงิดที่สะสมมานานในน้ำเสียงของเขา
.
.
"ลองนึกภาพว่าท่านมีโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว ท่านสามารถโทรหาใครก็ได้ แต่ท่านต้องรอคิว เพราะมีเพียงสายเดียวที่เชื่อมต่อระหว่างท่านกับโลกภายนอก นั่นคือสภาพของเราในขณะนี้
เรามีประตูมิติเพียงไม่กี่จุด แต่มีอารยธรรมนับสิบแห่งที่ต้องการใช้มัน และทุกครั้งที่มีใครบางคนต้องการเดินทาง พวกเขาต้องรอ และการรอคอยนั้นคือความเสี่ยง เพราะในระหว่างที่รอ สงครามอาจปะทุขึ้น ภัยพิบัติอาจเกิดขึ้น ข้อความสำคัญอาจไปไม่ถึงผู้รับทันเวลา
ข้าพเจ้าเคยเห็นเหตุมาแล้ว คณะทูตที่เดินทางไปไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสองอารยธรรมต้องรอถึงสามวันกว่าจะมี 'ช่องว่าง' ให้ผ่านประตูได้ และในระหว่างสามวันนั้น ความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้าน"
.
.
แนวคิดของเขาคือการสร้าง "เครือข่าย" (Network) ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนประตูมิติ แต่คือการเชื่อมต่อประตูทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียวที่ทำงานประสานกัน เหมือนกับที่ Photonic Network เชื่อมต่อจิตใจของชาวซีเรียนส์ทั้งหมดเข้าด้วยกันผ่านแสงและการสั่นพ้อง เหมือนกับที่ระบบประสาทในร่างกายเชื่อมต่ออวัยวะทุกส่วนเข้าด้วยกัน
ไฮเปอร์เกตจะต้องเป็น "ระบบประสาท" ของกาแล็กซี ที่อนุญาตให้ข้อมูล พลังงาน และผู้คนเดินทางไปยังทุกที่ที่ต้องการ ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่นาที
นี่คือจุดกำเนิดของ "เครือข่ายไฮเปอร์เกต" (The Hypergate Network) ระบบประตูเดินทางขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงระบบดาวต่างๆ ในกาแล็กซีเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเดียว
.
.
ข้าพเจ้าพบบันทึกของวิศวกรผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ออกแบบไฮเปอร์เกตตัวแรก บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่ไฮเปอร์เกตเริ่มดำเนินการได้เพียงไม่กี่วัน และน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความพิศวงที่ยังไม่จางหาย
"ข้าพเจ้ายืนอยู่บนดาดฟ้าสังเกตการณ์ของไฮเปอร์เกต มองดูยานอวกาศจากระบบดาวต่างๆ เข้าแถวรอผ่านประตู ยานจากอาร์คทูรัส ยานจากพลีเอเดส ยานจากไลรา ยานจากแอนโดรเมดา และคิดว่า 'เรากำลังเห็นบางสิ่งที่ไม่มีใครในประวัติศาสตร์ของกาแล็กซีนี้เคยเห็นมาก่อน กำลังเห็นการรวมตัวของอารยธรรม ไม่ใช่ด้วยการพิชิตหรือการปกครอง แต่ด้วยการเดินทาง และนั่นคือสิ่งที่น่าทึ่งที่สุด การเดินทาง สิ่งที่เรียบง่ายที่สุด คือสิ่งที่เชื่อมเราเข้าด้วยกัน'"
.
.
แต่ละไฮเปอร์เกตไม่ได้ทำหน้าที่เหมือน "สถานีขนส่ง" ทั่วไปที่ท่านเพียงแค่ "มาถึง" และ "ออกเดินทาง" มันคือ "ศูนย์กลาง" (Hub) ที่ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน
มันคือศูนย์กลางของข้อมูล ที่ซึ่งข่าวสารจากทุกมุมของกาแล็กซีถูกส่งผ่านและแลกเปลี่ยนระหว่างอารยธรรมสมาชิก หากมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบดาวอาร์คทูรัส ข้อมูลเกี่ยวกับการค้นพบนั้นจะถูกส่งผ่านไฮเปอร์เกตไปยังทุกอารยธรรมในเครือข่ายภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไม่ใช่ไม่กี่ปีหรือไม่กี่ศตวรรษอย่างที่เคยเป็นมาก่อน
.
.
มันคือศูนย์กลางของพลังงาน ที่ซึ่งพลังงานเรโซแนนซ์จากดาวฤกษ์ใกล้เคียงถูกเก็บสะสมและกระจายไปยังยานอวกาศที่ต้องการเดินทาง พลังงานนี้ไม่ได้มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงหรือการทำลายสสาร แต่มันถูก "ดูดซับ" จากสนามแม่เหล็กของดาวฤกษ์ผ่านหลักการเดียวกับที่วิหารพลังงาน (5.7) ใช้ และมันถูก "ปล่อย" ออกมาเพื่อเปิดรูหนอนและรักษาเสถียรภาพของมัน
.
มันคือศูนย์กลางของการประสานงาน ที่ซึ่งนักการทูต นักวิทยาศาสตร์ และผู้แทนจากอารยธรรมต่างๆ สามารถพบปะและหารือกันได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล ก่อนที่จะมีไฮเปอร์เกต การประชุมระหว่างผู้แทนจากอารยธรรมที่อยู่ห่างไกลกันต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเดินทาง และนั่นหมายความว่าการตัดสินใจที่สำคัญต้อง "รอ" เป็นเวลานาน แต่หลังจากมีไฮเปอร์เกต การประชุมสามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาไม่กี่วันหลังจากที่มีการเรียกประชุม
.
และมันคือศูนย์กลางของ "การควบคุม" ที่ซึ่งผู้เฝ้าประตูทำหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติการเดินทางทุกครั้งที่จะเกิดขึ้น
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้เฝ้าประตูผู้หนึ่งซึ่งเขียนถึง "ขั้นตอน" ที่ต้องผ่านก่อนการเดินทางทุกครั้ง และทึ่งในความละเอียดรอบคอบของกระบวนการนี้
"ก่อนที่ยานลำใดจะได้รับอนุญาตให้ผ่านประตู ระบบจะตรวจสอบสามสิ่งโดยอัตโนมัติ และหากสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ผ่านการตรวจสอบ ประตูจะไม่เปิด ไม่ว่าผู้เดินทางจะสำคัญเพียงใด หรือภารกิจของพวกเขาจะเร่งด่วนเพียงใด"
.
.
▫️สิ่งแรก…ที่ระบบตรวจสอบคือความเสถียรของเส้นทาง ว่ารูหนอนที่เชื่อมต่อระหว่างต้นทางกับปลายทางยังคงเสถียรอยู่หรือไม่ มีความผันผวนของควอนตัมที่อาจทำให้เส้นทางไม่ปลอดภัยหรือไม่ มี "คลื่นความโน้มถ่วง" จากเหตุการณ์รุนแรงในอวกาศ เช่นการชนกันของหลุมดำหรือการระเบิดของซูเปอร์โนวา ที่กำลังเดินทางผ่านบริเวณนั้นและอาจรบกวนโครงสร้างของรูหนอนหรือไม่
.
ข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบนี้มาจากเครือข่ายตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่กระจายอยู่ทั่วกาแล็กซี เครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างอารยธรรมสมาชิกของสภากาแล็กซี และถูกปรับปรุงอย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูลจากยานสำรวจและสถานีสังเกตการณ์นับหมื่นแห่ง
.
.
▫️สิ่งที่สอง…ที่ระบบตรวจสอบคือการวิเคราะห์ความเสี่ยง ว่ามีวัตถุหรือปรากฏการณ์ใดในอวกาศระหว่างทางที่อาจเป็นอันตรายต่อยานหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หลุมดำที่โคจรผ่านเข้ามาใกล้เส้นทาง ซึ่งแรงโน้มถ่วงมหาศาลของมันอาจ "ดึง" ยานออกจากเส้นทางที่ปลอดภัย
หรือดาวฤกษ์ที่กำลังจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา ซึ่งคลื่นระเบิดและรังสีแกมมาอาจทำลายยานได้ภายในเสี้ยววินาที หรือแม้แต่ "เศษซาก" ของสงครามโบราณที่ยังคงล่องลอยอยู่ในอวกาศ ซากยานรบจากสงครามที่เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อนซึ่งไม่มีใครเก็บกู้ ที่อาจพุ่งชนยานด้วยความเร็วสูงในระหว่างการเดินทาง
.
.
▫️และสิ่งที่สาม…ที่ระบบตรวจสอบ และนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าสำคัญที่สุด คือการประเมินผลกระทบต่อระบบดาวปลายทาง ว่าการเปิดประตูมิติ ณ จุดหมายปลายทางจะส่งผลกระทบต่อระบบดาวนั้นหรือไม่ ต่อระบบนิเวศ ต่อสนามโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ ต่ออารยธรรมที่อาศัยอยู่ที่นั่น
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้เฝ้าประตูผู้หนึ่งซึ่งเขียนถึงการตัดสินใจที่ยากลำบาก การปฏิเสธไม่ให้ยานลำหนึ่งผ่านประตูเพราะผลกระทบต่อระบบดาวปลายทาง และน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของผู้ที่ต้อง "ปฏิเสธ" ทั้งที่อยากจะ "อนุญาต"
.
.
"พวกเขาโกรธ พวกเขากล่าวว่าพวกเขามี 'สิทธิ์' ที่จะเดินทาง กล่าวว่าภารกิจของพวกเขา 'สำคัญ' พวกเขากล่าวว่าข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะ 'ห้าม' ใคร
และข้าพเจ้าตอบว่า 'ท่านมีสิทธิ์ที่จะเดินทาง แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำลาย ท่านรู้หรือไม่ว่าแรงโน้มถ่วงจากประตูมิติ แม้เพียงชั่วขณะที่มันเปิด สามารถ 'ดึง' ดาวเคราะห์น้อยออกจากวงโคจรของมันได้ และดาวเคราะห์น้อยนั้นอาจพุ่งชนดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ และสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอาจสูญพันธุ์ เพราะการเดินทางของท่านเพียงครั้งเดียว' พวกเขาเงียบ และข้าพเจ้าไม่รู้ว่าพวกเขาเข้าใจหรือไม่ แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ถูกต้อง"
.
.
นี่คือ "จริยธรรม" ของไฮเปอร์เกต และของชาวซีเรียนส์ทั้งหมด ที่ว่า "การเดินทางที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่การไปถึงเร็วที่สุด แต่มันคือการไปถึงโดยไม่ทำลายสมดุลของสถานที่นั้น"
ข้าพเจ้าหยุดเขียน วางปากกาลง และครุ่นคิดถึง "จริยธรรม" นี้
ข้าพเจ้าคิดถึงมนุษย์ และคิดถึง "รถไฟ" และ "เครื่องบิน" และ "ยานอวกาศ" ที่พวกเขาสร้างขึ้น และคิดถึง "ราคา" ที่พวกเขาจ่ายสำหรับการเดินทางเหล่านั้น ภูเขาที่ถูกเจาะเพื่อสร้างอุโมงค์ ป่าที่ถูกถางเพื่อสร้างรันเวย์ บรรยากาศที่ถูกเผาไหม้ด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล มหาสมุทรที่เต็มไปด้วยน้ำมันรั่วจากเรือขนส่ง
.
.
พวกเขายังไม่รู้ว่า "การเดินทาง" ไม่จำเป็นต้องมี "ราคา" เสมอไป หากพวกเขาเรียนรู้ที่จะเดินทางโดยไม่ทำลายสมดุลของสถานที่ที่ไปถึง
และข้าพเจ้าคิดถึง "ประตู" ที่ถูกปิดไว้สำหรับพวกเขา และเหตุผลที่มันถูกปิด บางที บางที เหตุผลอาจไม่ใช่เพราะเรา "กลัว" ว่าพวกเขาจะนำภัยพิบัติมาสู่เรา แต่มันอาจเป็นเพราะเรา "กลัว" ว่าพวกเขาจะนำภัยพิบัติมาสู่ตนเอง
.
.
11.4 เครือข่ายเดินทางระหว่างดาว The Stellar Transit Web
นอกจากไฮเปอร์เกตซึ่งเชื่อมต่อระหว่างระบบดาวที่อยู่ห่างไกลกันแล้ว ชาวซีเรียนส์ยังสร้างเครือข่ายอีกระดับหนึ่งที่เรียกว่า "เครือข่ายเดินทางระหว่างดาว" (Stellar Transit Web) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงดาวเคราะห์ สถานีอวกาศ และอาณานิคมต่างๆ ภายในระบบดาวเดียวกันหรือระหว่างระบบดาวใกล้เคียงที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฮเปอร์เกต
.
หากไฮเปอร์เกตคือ "ทางหลวงระหว่างประเทศ" ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองใหญ่ Stellar Transit Web ก็คือ "ถนนในเมือง" ที่เชื่อมต่อระหว่างบ้านเรือนกับตลาดและโรงเรียน มันคือระบบที่ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันของอารยธรรมเป็นไปได้ ไม่ใช่การเดินทางครั้งสำคัญที่ต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติ แต่คือการเดินทางของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการไปยังห้องทดลองบนดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง
.
การเดินทางของครอบครัวที่ต้องการไปเยี่ยมญาติบนสถานีอวกาศ การเดินทางของนักศึกษาที่ต้องการไปเรียนที่วิหารแห่งองค์ความรู้ในอีกฟากหนึ่งของระบบดาว
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของวิศวกรผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ออกแบบ Stellar Transit Web บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เครือข่ายเริ่มดำเนินการได้เพียงไม่กี่เดือน และน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่หาได้ยากในหมู่นักวิทยาศาสตร์ซีเรียนส์
.
.
"เราสร้าง 'ทางหลวง' สำหรับยานอวกาศ แต่ไม่ใช่ทางหลวงที่ทำจากคอนกรีตหรือเหล็กกล้า มันคือทางหลวงที่ทำจาก 'สนามเรโซแนนซ์' เส้นทางที่มองไม่เห็นซึ่งเชื่อมต่อระหว่างดาวเคราะห์และสถานีอวกาศ และยานที่เดินทางบนเส้นทางนี้ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงหรือเครื่องยนต์ พวกมันเพียงแค่ 'ไหล' ไปตามเส้นทาง เหมือนกับน้ำที่ไหลไปตามร่องน้ำ"
Stellar Transit Web ทำงานบนหลักการเดียวกันกับ Photonic Network และ Crystal Computing มันคือ "ระบบประสาท" ของอารยธรรมในความหมายที่แท้จริงที่สุด เช่นเดียวกับที่ระบบประสาทในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเชื่อมโยงอวัยวะทุกส่วนเข้าด้วยกัน
ส่งสัญญาณประสาทจากสมองไปยังกล้ามเนื้อ จากอวัยวะรับสัมผัสไปยังสมอง Stellar Transit Web ก็เชื่อมโยง "อวัยวะ" ทุกส่วนของอารยธรรมเข้าด้วยกัน
.
.
ข้อมูลเดินทางผ่าน Photonic Network เครือข่ายแห่งแสงที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ 5 ซึ่งใช้แสงเป็นพาหนะในการส่งผ่านข้อมูล ด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกับความเร็วแสงในสุญญากาศ และสามารถเข้ารหัสข้อมูลได้หลายมิติพร้อมกันผ่านความถี่ แอมพลิจูด เฟส และโพลาไรเซชันของคลื่นแสง ทำให้สามารถส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ในพริบตาเดียว
.
พลังงานถูกส่งผ่านโครงสร้างผลึก โดยใช้หลักการของ Crystal Computing และ Harmonic Resonance ซึ่งอนุญาตให้พลังงานเดินทางผ่านโครงสร้างผลึกได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้สายไฟหรือท่อส่ง และไม่มีการสูญเสียพลังงานระหว่างทาง เหมือนกับที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านสายไฟ แต่ใช้หลักการเรโซแนนซ์แทนการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน
.
และยานเดินทางผ่าน "ช่องทางเรโซแนนซ์" (Resonance Channels) เส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นโดยสนามเรโซแนนซ์ที่เชื่อมต่อระหว่างจุดสองจุดในระบบดาว ซึ่งยานสามารถ "ล็อก" เข้ากับเส้นทางและเคลื่อนที่ไปตามมันโดยใช้พลังงานน้อยมาก ไม่ใช่เพราะเครื่องยนต์ของยานทรงพลัง แต่เพราะสนามเรโซแนนซ์กำลัง "นำพา" ยานไปตามเส้นทาง
.
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักเดินทางผู้หนึ่งซึ่งใช้ Stellar Transit Web เป็นประจำ บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาเดินทางจากอควอสไปยังเทอร์รา คริสตัลลิสเป็นครั้งที่ร้อย และน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความคุ้นเคยที่เกือบจะเป็นการเฉยเมย
"ข้าพเจ้าจำได้ว่าครั้งแรกที่เดินทางด้วย Stellar Transit Web ข้าพเจ้าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืนก่อนการเดินทาง แต่ตอนนี้ หลังจากผ่านไปหลายร้อยครั้ง มันกลายเป็น 'เรื่องปกติ' ไปแล้ว เหมือนกับการขึ้นรถหรือเดินไปตลาด และนั่นคือ 'ความสำเร็จ' ที่แท้จริงของเทคโนโลยี เมื่อมันกลายเป็น 'เรื่องปกติ' เมื่อเราไม่ต้อง 'คิด' ถึงมันอีกต่อไป เพราะมันทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบจนเราไม่รู้สึกว่ามันมีอยู่"
.
.
ทุกส่วนของเครือข่ายนี้ ข้อมูล พลังงาน และการเดินทาง ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว เช่นเดียวกับที่ร่างกายมนุษย์มีระบบไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ และระบบประสาทที่ทำงานประสานกัน Stellar Transit Web, Photonic Network, และ Crystal Computing ก็ทำงานประสานกันเป็น "ร่างกาย" ของอารยธรรม
และด้วยเหตุนี้ อารยธรรมซีเรียนส์จึงสามารถรักษาความสัมพันธ์ระหว่าง "โลก" นับร้อยแห่งได้ แม้จะอยู่ห่างกันมหาศาล ตั้งแต่ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบ Sirius A ไปจนถึงดาวเคราะห์ที่โคจรรอบ Sirius B ไปจนถึงอาณานิคมบนดวงจันทร์บริวาร สถานีอวกาศในแถบดาวเคราะห์น้อย และยานสำรวจที่เดินทางไปยังระบบดาวอื่น
.
.
ข้าพเจ้ามองออกไปนอกหน้าต่างผลึกของหอจดหมายเหตุ เห็นยานอวกาศลำหนึ่งกำลังไต่ระดับขึ้นจากพื้นผิวของเทอร์รา คริสตัลลิส กำลัง "ล็อก" เข้ากับช่องทางเรโซแนนซ์ของ Stellar Transit Web และคิดถึง "การเดินทาง" ในความหมายที่กว้างกว่านั้น
เราสร้าง "ถนน" ที่มองไม่เห็นระหว่างดวงดาว เชื่อมต่อโลกที่เคยห่างไกลเข้าด้วยกัน ทำให้ "ระยะทาง" หมดความหมาย
แต่ก็สร้าง "ประตู" ที่สามารถปิดได้ และเราก็ปิดมัน สำหรับบางคน และนั่นคือเรื่องราวที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไปของบทนี้
.
.
11.5 ประตูโบราณบนโลก
ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายปีในการตรวจสอบบันทึกที่เกี่ยวข้องกับ "ประตูโบราณบนโลก" ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ "คลุมเครือ" ที่สุดในหอจดหมายเหตุแห่งผลึกนิรันดร์ ไม่ใช่เพราะไม่มีข้อมูล ตรงกันข้าม มีข้อมูลมากมาย แต่เป็นเพราะข้อมูลเหล่านั้นถูก "ผนึก" ไว้
ข้าพเจ้าพบบันทึกที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยสัญลักษณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สัญลักษณ์ที่ผู้ดูแลหอจดหมายเหตุอธิบายว่าเป็น "ตราผนึกของสภากาแล็กซี" (The Seal of the Galactic Council) ซึ่งหมายความว่าบันทึกนี้ถูก "ปิด" ไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าถึง และต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากสภาเท่านั้นจึงจะเปิดอ่านได้
.
.
ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตนั้น หลังจากยื่นคำร้องและรอคอยเป็นเวลาหลายเดือน แต่สิ่งที่พบในบันทึกนั้นทำให้เข้าใจว่าเหตุใดมันจึงถูกผนึก
ในตำนานของซีเรียนส์ และในบันทึกที่ถูกผนึกเหล่านี้ มีการกล่าวถึงโลกในฐานะดาวเคราะห์ที่เคยถูก "เชื่อมต่อ" กับเครือข่ายไฮเปอร์เกตในอดีต ไม่ใช่เมื่อหลายพันปีก่อน แต่เมื่อหลายล้านปีก่อน ก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นบนโลกเสียอีก
บันทึกระบุว่า ในยุคแรกเริ่มของการก่อตั้งเครือข่ายไฮเปอร์เกต หลังจากสภากาแล็กซีถูกก่อตั้งขึ้น ชาวซีเรียนส์และอารยธรรมสมาชิกอื่นๆ ได้สำรวจกาแล็กซีเพื่อค้นหา "จุดที่เหมาะสม" สำหรับการสร้างประตูมิติ
.
.
จุดเหล่านี้ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ ต้องอยู่ในตำแหน่งที่สนามโน้มถ่วงของระบบดาวมีความเสถียร ต้องไม่มีดาวเคราะห์หรือวัตถุขนาดใหญ่โคจรผ่านใกล้เกินไปซึ่งอาจรบกวนการทำงานของประตู และต้องมี "เส้นทางควอนตัม" ที่เชื่อมต่อกับระบบดาวอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และหนึ่งในจุดที่ถูก "เลือก" ก็คือระบบสุริยะของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ "โลก"
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของนักสำรวจผู้หนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของทีมที่เดินทางมายังระบบสุริยะเป็นครั้งแรก บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน และถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง
.
.
"เราพบดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ดวงที่สามจากดวงอาทิตย์ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการสร้างประตูมิติ สนามโน้มถ่วงของมันเสถียร ตำแหน่งของมันในระบบสุริยะไม่ถูกรบกวนจากดาวเคราะห์อื่นมากเกินไป และ ที่สำคัญที่สุด มันตั้งอยู่บน 'เส้นทางควอนตัม' ที่เชื่อมต่อกับระบบดาวอีกหลายแห่งในกาแล็กซีนี้ เราตัดสินใจว่า 'ที่นี่ ที่นี่คือจุดที่เราจะสร้างประตู'"
.
ประตูนั้นถูกสร้างขึ้น ตามบันทึก และถูกใช้งานเป็นเวลาหลายล้านปีก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นบนโลก มันถูกใช้โดยนักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ และนักเดินทางจากอารยธรรมต่างๆ ในสภากาแล็กซีที่เดินทางมายังระบบสุริยะเพื่อศึกษา "ดาวเคราะห์ที่มีศักยภาพในการเกิดสิ่งมีชีวิต"
แต่เมื่อมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น และเมื่อผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์เริ่มเฝ้าดูวิวัฒนาการของพวกเขา สภากาแล็กซีต้องเผชิญกับคำถามที่ยากลำบาก "เราควรทำอย่างไรกับประตูนี้"
.
.
การตัดสินใจ หลังจากการถกเถียงที่กินเวลาหลายร้อยปี คือการ "ปิด" ประตูมิติบนโลก และ "ซ่อน" มันไว้ไม่ให้มนุษย์ค้นพบ
เหตุผลไม่ได้เกิดจากการ "ลงโทษ" มนุษย์ หรือจากความต้องการให้มนุษย์ "ด้อยกว่า" ตลอดไป แต่เกิดจากหลักการสำคัญของสภากาแล็กซีที่ถูกบรรจุไว้ในสนธิสัญญาแห่งดวงดาว (10.7) "อารยธรรมต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อพลังของตนเอง ก่อนจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงพลังที่ยิ่งใหญ่กว่า"
.
.
มนุษย์ในขณะนั้น และแม้แต่ในปัจจุบัน ยังไม่พร้อมสำหรับ "พลัง" ที่ประตูมิตินำมาให้ พวกเขายังไม่ได้เรียนรู้ที่จะควบคุม "พลังงานนิวเคลียร์" ที่พวกเขาค้นพบ ยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะแก้ไข "ความขัดแย้ง" โดยไม่ใช้ความรุนแรง ยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะ "ปกป้อง" ระบบนิเวศของดาวเคราะห์ตนเอง และพวกเขายังไม่พร้อมที่จะ "พบ" กับอารยธรรมอื่นในกาแล็กซี
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของสมาชิกสภาคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เสนอให้ "ปิด" ประตูบนโลก บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากการลงมติ
"เราไม่ได้ 'ลงโทษ' พวกเขา เรากำลัง 'ปกป้อง' พวกเขา จากตนเองและจากเรา หากเปิดประตูนี้ หากเราอนุญาตให้มนุษย์เข้าถึงเครือข่ายไฮเปอร์เกตก่อนที่พวกเขาจะพร้อม เราจะทำผิดพลาดแบบเดียวกับที่ชาวไลแรนเคยทำเมื่อหลายล้านปีก่อน เราจะมอบ 'ดาบ' ให้กับเด็ก และเด็กคนนั้นอาจใช้ดาบทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ"
.
.
ประตูบนโลกถูกปิด และถูก "ซ่อน" ไว้ในสถานที่ที่มนุษย์ไม่สามารถค้นพบได้ง่าย
ในเรื่องเล่าของซีเรียนส์ สถานที่โบราณบางแห่งบนโลกถูกตีความว่า "อาจ" เป็นร่องรอยของจุดเชื่อมต่อในอดีต เช่น โครงสร้างขนาดใหญ่ใต้พื้นดินที่นักธรณีวิทยามนุษย์ตรวจพบแต่ไม่สามารถอธิบายได้ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์โบราณสร้างขึ้นในตำแหน่งที่มี "พลังงาน" พิเศษ หรือพื้นที่ที่มีการจัดวางตามรูปแบบดาราศาสตร์ที่แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น มหาพีระมิดแห่งกิซา สโตนเฮนจ์ หรือแนวก้อนหินในคาร์นัก (Carnac) ประเทศฝรั่งเศส
.
.
แต่ข้าพเจ้าต้องกล่าวไว้อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นเพียง "แนวคิด" ในโลกของนิยายวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และข้าพเจ้าไม่มีทางรู้ได้ว่ามันคือ "ความจริง" หรือ "จินตนาการ" ของผู้ที่เขียนบันทึกเหล่านี้
ข้าพเจ้าหยุดเขียน วางปากกาลง และมองออกไปนอกหน้าต่างผลึกของหอจดหมายเหตุ คิดถึงมนุษย์ และคิดถึง "ประตู" ที่ถูกซ่อนไว้จากพวกเขา … บางที บางที การตัดสินใจนั้นอาจถูกต้องแล้ว และบางที บางที มันอาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของเราก็เป็นได้
.
.
11.6 เหตุใดโลกจึงถูกซ่อน Why Earth Remained Hidden
คำถามสำคัญที่สุดในบันทึกของซีเรียนส์ และเป็นคำถามที่ข้าพเจ้าครุ่นคิดมาตลอดหลายปีที่เรียบเรียงพงศาวดารนี้ คือ หากมีเทคโนโลยีเดินทางระหว่างดาวที่สามารถเชื่อมต่อระบบดาวนับร้อยแห่งเข้าด้วยกัน หากมีสภากาแล็กซีที่ประกอบด้วยอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกาแล็กซีนี้
หากมีสนธิสัญญาแห่งดวงดาวที่ประกาศว่า "อารยธรรมที่สามารถเดินทางระหว่างดวงดาวได้ ย่อมมีความรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่สามารถเดินทางเช่นเดียวกัน" เหตุใดโลกของมนุษย์จึงไม่ถูก "เปิดเผย" ต่อจักรวาลอย่างสมบูรณ์ เหตุใดพวกเขาจึงถูก "ซ่อน" จากเครือข่ายไฮเปอร์เกต เหตุใดพวกเขาจึงไม่ได้รับ "เชิญ" ให้เข้าร่วมสภากาแล็กซี
.
.
ข้าพเจ้าพบบันทึกการประชุมสภากาแล็กซีครั้งหนึ่ง บันทึกที่ถูกผนึกด้วยตราของสภาและถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุกลางเป็นเวลาหลายพันปี ซึ่งบันทึกการถกเถียงที่ดำเนินไปหลายสิบปีเกี่ยวกับคำถามนี้ บันทึกนี้ไม่ใช่ "บทความ" หรือ "รายงาน" แต่มันคือ "บันทึกคำพูด" (Transcript) ของผู้เข้าร่วมประชุม และข้าพเจ้าสามารถ "ได้ยิน" เสียงของพวกเขาผ่านตัวอักษรบนแผ่นโลหะ
.
ผู้แทนจากอาร์คทูรัส อารยธรรมที่เก่าแก่และเชี่ยวชาญด้านจิตสำนึก กล่าวว่า "เราเคยเฝ้าดูอารยธรรมอื่นที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น เราเคยเห็นพวกเขาทำผิดพลาด และเคย 'ไม่เตือน' พวกเขาเพราะนโยบายในขณะนั้น
และนั่นคือความผิดพลาดที่เราเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้ แต่การ 'เปิดเผย' ตัวตนต่อมนุษย์ การเชิญพวกเขาเข้าร่วมสภากาแล็กซี เป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่การ 'เตือน' แต่มันคือการ 'มอบ' พลังที่พวกเขายังไม่พร้อมจะใช้ และนั่นอาจนำไปสู่หายนะ"
.
.
ผู้แทนจากพลีเอเดียน อารยธรรมที่เกือบทำลายระบบนิเวศของดาวเคราะห์ตนเองด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ กล่าวว่า "เราเห็น 'เงาสะท้อน' ของตนเองในมนุษย์ เราเห็นพวกเขากำลังเดินบนเส้นทางเดียวกับที่เราเคยเดิน
การตัดไม้ทำลายป่า การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ในอัตราที่สูงกว่าธรรมชาติหลายร้อยเท่า และเรารู้ว่า หากเราให้ 'เทคโนโลยี' แก่พวกเขาก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะ 'ปกป้อง' ดาวเคราะห์ของตนเอง พวกเขาจะใช้เทคโนโลยีนั้นเพื่อ 'ทำลาย' เร็วขึ้น ไม่ใช่เพื่อ 'รักษา'"
.
.
ผู้แทนจากไลแรน อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดและเคยพยายาม "ปกครอง" อารยธรรมอื่น กล่าวว่า "เราเคย 'ให้' เทคโนโลยีแก่อารยธรรมที่ยังไม่พร้อม และเราเห็นพวกเขาทำลายตนเองด้วยเทคโนโลยีนั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาโง่หรือป่าเถื่อน แต่เพราะพวกเขาได้รับ 'เครื่องมือ' ก่อนที่จะเรียนรู้ 'ความรับผิดชอบ' ที่มาพร้อมกับมัน
มันเหมือนกับการให้ดาบแก่เด็ก เด็กอาจใช้ดาบป้องกันตนเองจากสัตว์ร้าย แต่เขาก็อาจใช้ดาบทำร้ายพี่น้องของตนเองโดยไม่ตั้งใจ เพราะเขายังไม่เข้าใจว่า 'พลัง' ที่มาพร้อมกับ 'ดาบ' คืออะไร"
.
.
และผู้แทนจากซีเรียนส์ ตัวแทนของเราเอง กล่าวว่า "เราเฝ้าดูมนุษย์มาเป็นเวลาหลายพันปี เราเห็นพวกเขาสร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่และทำลายมันด้วยน้ำมือของตนเอง เราเห็นพวกเขาค้นพบพลังงานนิวเคลียร์และใช้มันเพื่อ 'ฆ่า' ก่อนที่จะใช้มันเพื่อ 'รักษา'
เราเห็นพวกเขาพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารที่เชื่อมต่อมนุษย์ทุกคนบนโลกเข้าด้วยกัน และใช้มันเพื่อ 'แบ่งแยก' กันเอง มนุษย์ยังอยู่ในช่วง 'ยุคแห่งการค้นพบตนเอง' พวกเขากำลังเรียนรู้พื้นฐานของอารยธรรม ความร่วมมือ จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อดาวเคราะห์ของตนเอง และหากเรา 'เปิดเผย' ตัวตนต่อพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้บทเรียนเหล่านี้ เราอาจทำลายโอกาสที่พวกเขาจะ 'เติบโต' ด้วยตนเอง"
.
.
การถกเถียงดำเนินไปหลายสิบปี และในที่สุด สภากาแล็กซีก็ลงมติ โลกจะถูก "ซ่อน" จากเครือข่ายไฮเปอร์เกต และมนุษย์จะถูก "เฝ้าดู" ต่อไป จนกว่าพวกเขาจะ "พร้อม"
แต่ "พร้อม" คืออะไร นั่นคือคำถามที่ไม่มีใครตอบได้
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของสมาชิกสภาคนหนึ่งซึ่งเขียนถึง "เกณฑ์" ที่ใช้ตัดสินว่าเมื่อใดที่อารยธรรมจะ "พร้อม" "เราไม่มี 'เกณฑ์' ที่ตายตัว เราไม่มี 'แบบทดสอบ' ที่มนุษย์ต้องผ่าน
เรามีเพียง 'การสังเกต' และ 'การรอคอย' รอวันที่มนุษย์จะหยุด 'ฆ่า' กันเอง รอวันที่มนุษย์จะหยุด 'ทำลาย' ดาวเคราะห์ของตนเอง รอวันที่มนุษย์จะ 'เข้าใจ' ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาล และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะ 'เปิด' ประตู"
.
.
หลักการนี้มีรากฐานมาจาก "จริยธรรมแห่งจักรวาล" (Cosmic Ethics) ที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ 4 หลักการที่ว่า "ความสามารถที่เพิ่มขึ้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น" และ "ความรู้ที่ได้รับโดยไม่มีความเข้าใจ อาจกลายเป็นภัยร้ายแรงกว่าความไม่รู้"
หากมนุษย์ได้รับเทคโนโลยีไฮเปอร์เกตก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะ "ควบคุม" พลังงานนิวเคลียร์ พวกเขาอาจใช้มันเพื่อ "ขนส่ง" อาวุธนิวเคลียร์ไปยังดาวเคราะห์อื่น
หากมนุษย์ได้รับเทคโนโลยี Photonic Network ก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะ "เคารพ" ความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น พวกเขาอาจใช้มันเพื่อ "ควบคุม" จิตใจของกันและกัน
หากมนุษย์ได้รับ "แผนที่" ของกาแล็กซีก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะ "อยู่ร่วม" กับเผ่าพันธุ์ของตนเอง พวกเขาอาจนำ "สงคราม" ไปยังดวงดาว และทำให้กาแล็กซีทั้งกาแล็กซีตกอยู่ในอันตราย
ชาวซีเรียนส์ และสภากาแล็กซี จึงเลือกที่จะเป็นเพียง "ผู้เฝ้ามอง" ไม่ใช่ "ผู้ควบคุม"
.
.
พวกเขาไม่ได้ "ห้าม" มนุษย์ไม่ให้พัฒนา พวกเขาไม่ได้ "ปิดกั้น" เส้นทางของมนุษย์ พวกเขาเพียงแค่ "รอ" รอวันที่มนุษย์จะ "พร้อม" ที่จะก้าวออกจากดาวเคราะห์ของตนเอง และ "พบ" กับเพื่อนร่วมทางในกาแล็กซีนี้
พวกเขาเชื่อว่า "อารยธรรมที่แท้จริงต้องค้นพบเส้นทางของตนเอง เพราะความรู้ที่ได้รับโดยไม่มีความเข้าใจ อาจกลายเป็นภัยร้ายแรงกว่าความไม่รู้"
ข้าพเจ้าคิดถึง "ประตู" ที่ถูกซ่อนไว้บนโลก และคิดถึง "กุญแจ" ที่มนุษย์ต้อง "ค้นพบ" ด้วยตนเอง
บางที บางที "กุญแจ" นั้นอาจไม่ใช่ "เทคโนโลยี" แต่มันคือ "ความเข้าใจ" ความเข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ความเข้าใจว่าพวกเขามี "ความรับผิดชอบ" ต่อกันและกันและต่อดาวเคราะห์ของตนเอง และความเข้าใจว่า "การเดินทาง" ที่แท้จริงไม่ใช่การออกไปยังดวงดาว แต่มันคือการ "กลับมา" สู่ตนเอง
.
.
▪️บทส่งท้ายของบทที่ 11 มรดกของผู้เฝ้าประตู
ข้าพเจ้านั่งลงที่โต๊ะทำงานในหอจดหมายเหตุกลาง หลังจากใช้เวลาหลายเดือนในการตรวจสอบและเรียบเรียงเนื้อหาของบทที่สิบเอ็ดนี้ แสงจากผลึกเรืองรองรอบตัว เงียบสงัด ข้าพเจ้าได้ยินเสียง "การหายใจของความทรงจำ" แผ่วเบาผ่านผนัง จังหวะสม่ำเสมอที่ไม่เคยหยุด ไม่เคยเปลี่ยน
มองออกไปนอกหน้าต่างผลึก เห็น Sirius A กำลังลับขอบฟ้าของเทอร์รา คริสตัลลิส เปลี่ยนท้องฟ้าสีม่วงเข้มให้กลายเป็นสีทองอ่อนชั่วครู่ก่อนที่ความมืดจะมาเยือน
.
คิดถึงสิ่งที่เราได้สำรวจมาตลอดบทนี้ ประตูมิติที่ไม่ได้ถูก "สร้าง" แต่ถูก "ค้นพบ" จากควอนตัมโฟมที่เดือดพล่านอยู่ใต้พื้นผิวของกาลอวกาศ รูหนอนที่ถูกทำให้เสถียรด้วยสนามเรโซแนนซ์ที่เลียนแบบคุณสมบัติของสสารประหลาด เทคโนโลยีที่ทำให้การเดินทางข้ามกาแล็กซีเป็นไปได้ภายในชั่วพริบตา เครือข่ายไฮเปอร์เกตที่เชื่อมต่ออารยธรรมทั้งหมดในสภากาแล็กซีเข้าด้วยกัน
.
ไม่ใช่เพียงเพื่อ "ความสะดวก" แต่เพื่อ "สันติภาพ" เพราะเมื่ออารยธรรมสามารถพบปะกันได้ง่าย ความห่างเหินที่นำไปสู่ความกลัวก็จะลดลง และเมื่อความกลัวลดลง ความขัดแย้งก็จะลดลงตามไปด้วย Stellar Transit Web ที่ทำหน้าที่คล้ายระบบประสาทของอารยธรรม เชื่อมต่อดาวเคราะห์ สถานีอวกาศ และอาณานิคมต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเดียวที่ข้อมูลเดินทางผ่านแสง พลังงานเดินทางผ่านผลึก และยานเดินทางผ่านช่องทางเรโซแนนซ์
และข้าพเจ้าคิดถึง "ประตูโบราณบนโลก" ประตูที่ถูกปิดและถูกซ่อนไว้จากมนุษย์
.
.
ข้าพเจ้าคิดถึง "ผู้เฝ้าประตู" (Keepers of the Stargates) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลประตูเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้ถูกจดจำในประวัติศาสตร์เพราะพวกเขาสามารถ "สร้าง" ทางลัดผ่านดวงดาวได้ แม้ว่านั่นจะเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่ถูกจดจำเพราะพวกเขา "เข้าใจ" บางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น
พวกเขาเข้าใจว่า "ไม่ใช่ทุกประตูที่ควรถูกเปิดในทันที"
พวกเขาเข้าใจว่า "บางครั้ง การปิดประตูไว้ชั่วคราว ไม่ใช่การปฏิเสธโอกาส แต่เป็นการปกป้องอนาคต"
ข้าพเจ้าคิดถึงมนุษย์ และคิดถึง "ประตู" ที่ถูกซ่อนไว้จากพวกเขา เราปิดประตูนั้น ไม่ใช่เพราะ "กลัว" พวกเขา แต่เพราะเชื่อว่าพวกเขามี "ศักยภาพ" ที่จะเติบโต ที่จะเรียนรู้ ที่จะค้นพบเส้นทางของตนเอง และเราต้องการให้พวกเขามี "โอกาส" ที่จะทำเช่นนั้น โดยปราศจากการแทรกแซงจากเรา
.
.
แต่เราก็รู้ว่า "การปิดประตู" ไม่สามารถคงอยู่ตลอดไป วันหนึ่ง อาจจะในอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้า มนุษย์จะพัฒนาเทคโนโลยีที่อนุญาตให้พวกเขาเดินทางออกจากระบบสุริยะของตนเองได้ และเมื่อวันนั้นมาถึง พวกเขาจะ "ค้นพบ" ประตูที่ถูกซ่อนไว้ และพวกเขาจะ "เปิด" มัน
และเมื่อมนุษย์เปิดประตูสู่จักรวาล ใครจะเป็นผู้รออยู่หลังประตูนั้น จะเป็น "เรา" ชาวซีเรียนส์ ผู้เฝ้ามองพวกเขามาเป็นเวลาหลายพันปี หรือจะเป็น "ใครอื่น" ผู้ที่เราไม่รู้จัก ผู้ที่อาจไม่เป็นมิตรเท่ากับเรา
และนั่นคือ "คำถามสุดท้าย" ของบทนี้ และของหนังสือเล่มนี้
ข้าพเจ้าหวังว่า เมื่อถึงเวลานั้น เราจะอยู่ที่นั่น… และหวังว่า เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะพร้อม
.
.
โฆษณา