เมื่อวาน เวลา 14:06 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไมตุรกียอมเป็น ‘ถังขยะของยุโรป’ ? ประเทศรวยลดภาระ แต่ชาวบ้านรับกรรมแทน

จากประเทศที่เคยประกาศเป้าหมาย “ขยะเป็นศูนย์” กลับกลายเป็น “แหล่งรับขยะ” จากยุโรปหลายแสนตันต่อปีแทน ตุรกีกำลังเผชิญความย้อนแย้ง เมื่อธุรกิจค้าขยะข้ามชาติสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้ผู้ประกอบการบางกลุ่ม แต่กลับทิ้งมลพิษและต้นทุนสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนแบกรับ จนเกิดคำถามว่า ใครกันแน่ที่ได้กำไร และใครต้องจ่ายราคาจากขยะของโลก?
ขณะที่ “ไทย” กำลังปวดหัวกับขยะต่างชาติที่ลักลอบทะลักเข้าประเทศ อีกฟากหนึ่งของโลก “ตุรกี” กลับกลายเป็น “ถังขยะของยุโรป” รับพลาสติกหลายแสนตันต่อปี สะท้อนวิกฤติขยะข้ามชาติที่ประเทศร่ำรวยผลักภาระให้ประเทศปลายทางแบกรับ
รู้หรือไม่? ในปี 2567 ตุรกีนำเข้าเศษพลาสติกมากถึง 677,663 ตัน โดย “ราว 77%” มาจากสหราชอาณาจักรและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปรวมกัน ตามฐานข้อมูลการค้าของสหประชาชาติ
ขณะที่ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า ในปี 2568 ตุรกีนำเข้าขยะพลาสติกจากสหภาพยุโรปมากถึง 510,000 ตัน คิดเป็นราว 36% ของขยะพลาสติกทั้งหมดที่ EU ส่งออกไปต่างประเทศ จนทำให้ตุรกีขึ้นเป็น “ประเทศปลายทางอันดับหนึ่ง” ของขยะที่ส่งออกจากสหภาพยุโรป
📌​แล้วทำไมยุโรปต้องส่งขยะไปตุรกี?
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อ “จีน” เริ่มปิดประตูนำเข้าขยะหลายประเภท ภายใต้ “นโยบายดาบแห่งชาติ” (National Sword) ทำให้ประเทศร่ำรวยต้องเร่งหาปลายทางแห่งใหม่
ขยะจำนวนมหาศาลจึงเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศอื่น อย่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตุรกี ฯลฯ แทน
“ตุรกี” จึงกลายเป็นตัวเลือกสำคัญ เพราะอยู่ใกล้ยุโรป มีต้นทุนรีไซเคิลต่ำกว่า และมีอุตสาหกรรมที่ต้องการพลาสติกรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบ
📌​แต่เงินจากขยะ แลกมาด้วยอะไร?
พลาสติกบางส่วนปนเปื้อนหรือรีไซเคิลได้ยาก จนมีต้นทุนจัดการสูง ขยะที่เหลือจึงอาจถูกลักลอบทิ้งหรือเผาอย่างผิดกฎหมาย แทนที่จะถูกกำจัดอย่างถูกวิธี
“เมืองอาดานา” ทางตอนใต้ของตุรกี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหานี้ โดยมีสถานประกอบการจัดการขยะพลาสติกราว 180 แห่ง และเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของขยะนำเข้าจากต่างประเทศ
รายงานของ Mongabay องค์กรข่าววิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม พบเศษพลาสติกตามแม่น้ำเซย์ฮาน รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ “มีฉลากจากเยอรมนี อังกฤษ และสเปน” ขณะที่ชาวประมงในพื้นที่เล่าว่า เมื่อ 30 ปีก่อน น้ำในแม่น้ำยังสะอาดจนสามารถนำมาต้มชาได้ แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยขยะและมลพิษ
📌​ประกาศ ‘ขยะเป็นศูนย์’ แต่กลับรับขยะต่างชาติ?
ย้อนกลับไปปี 2560 ตุรกีเปิดตัวโครงการ Zero Waste เพื่อส่งเสริมการลดขยะและรีไซเคิล แต่หลังจีนปิดประตูรับขยะ ตุรกีกลับกลายเป็นปลายทางสำคัญของพลาสติกจากยุโรป
แม้รัฐบาลตุรกียืนยันว่าอนุญาตให้นำเข้าเฉพาะขยะที่สะอาดและรีไซเคิลได้ พร้อมดำเนินมาตรการตรวจสอบและลงโทษโรงงานที่ฝ่าฝืน แต่ปัญหาขยะมหาศาลที่รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม ยังคงจุดคำถามถึงประสิทธิภาพการกำกับดูแล
ยิ่งไปกว่านั้น แม้สหภาพยุโรปจะพบข้อกังวลเกี่ยวกับระบบจัดการขยะของตุรกี แต่ยังเปิดทางให้ส่งออกขยะไปยังตุรกีต่อไป
📌​สุดท้าย ใครได้กำไร ใครจ่ายต้นทุน?
ในมุมเศรษฐกิจ ธุรกิจรีไซเคิลช่วยสร้างงานและเปลี่ยนขยะเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า แต่หากจัดการไม่ดี ต้นทุนมลพิษกลับไม่ได้ตกอยู่กับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว
ประเทศร่ำรวยลดภาระจัดการขยะ โรงงานได้วัตถุดิบราคาถูก แต่ชาวบ้านอาจต้องเผชิญแม่น้ำปนเปื้อน พื้นที่เกษตรเสียหาย และความเสี่ยงต่อสุขภาพ
นี่คือความย้อนแย้งของธุรกิจค้าขยะโลก ที่สะท้อนว่า ‘ขยะไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ถูกส่งต่อให้คนอื่นรับภาระ’
สำหรับประเทศร่ำรวย การส่งออกขยะอาจหมายถึงต้นทุนที่ลดลง แต่สำหรับประชาชนในประเทศปลายทาง นี่อาจหมายถึงแม่น้ำที่เน่าเสีย ผืนดินที่ปนเปื้อน และสิ่งแวดล้อมที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกหลายสิบปี
ดังคำกล่าวของชาวประมงในเมืองอาดานา แห่งตุรกีที่สรุปความย้อนแย้งของธุรกิจนี้ได้อย่างเจ็บแสบว่า “มีคนเพียงไม่กี่คนที่ทำเงินจากการนำเข้าขยะ แต่ประชาชนและธรรมชาติต่างหากที่ต้องเป็นผู้จ่ายต้นทุน”
โฆษณา