•
29 ต.ค. เวลา 04:49 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

คิดถึง P-3T Orion กองทัพเรือไทย

"เครื่องบินโดยสาร Lockheed Electra ได้ถูกปรับบทบาทใหม่ให้เป็นเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ Lockheed P-3 Orion ที่มีความน่าเกรงขามในช่วงสงครามเย็น โดยติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความผิดปกติทางทะเลด้วยแม่เหล็กและเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะไกล ทำให้ P-3 สามารถลาดตระเวนในท้องทะเลมานานหลายทศวรรษ"
The National Interest
[เดิมกบร. (กองการบินทหารเรือ) กองทัพเรือไทยเคยมีเครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบที่ 2ข บ.ตผ.2ก (เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ Lockheed P-3T Orion) หมายเลข 1204 (Bu152142) และ 1205 (Bu152143) ในภารกิจตรวจการณ์ทางทะเล และ บ.ตผ.2ข UT-3T หมายเลข 1206(Bu152184) ในภารกิจลำเลียงที่มีพื้นฐานจาก P-3A เก่าที่เคยประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy)]
[ซึ่ง P-3T และ UT-3T ทั้ง 3 เครื่องที่เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 102 กองบิน1 กองการบินทหารเรือ ในปีค.ศ.1993 และ ค.ศ.1996 ตามลำดับ โดยต่อมาได้มีการจัดหา P-3A 2 เครื่อง (Bu152163 และ Bu152177) และ UP-3T (Bu152185) 1 เครื่อง เพื่อใช้เป็นอะไหล่
P-3T หมายเลข 1204 ได้ถูกใช้เป็นอะไหล่ จนกระทั่ง บ.ตผ.2 P-3T/UP-3T หมายเลข 1205 และ 1206 ถูกปลดประจำการในปีค.ศ.2014 ทำให้กองทัพเรือไทยขาดเครื่องบินตรวจการณ์ที่มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนปราบเรือดำน้ำมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว]
AAG_TH บันทึกประจำวัน
P-3C กองทัพอากาศไต้หวัน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เรื่องเครื่องบินรบต่างประเทศเดี๋ยวมีให้ตามกันต่อมานะครับ มากันที่เครื่องบินรบไทยบ้าง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ผู้เขียนเข้าใน Facebook ไถหน้าฟีดไปเรื่อยๆ จนไปเห็นโพสต์ของผู้ใช้งานแอพดังกล่าวรายหนึ่งนำกล่องโมเดลเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ Lockheed P-3C Orion มาตราส่วน 1/72 ของค่าย Hasegawa มาโพสต์ขาย
ทีแรกผู้เขียนจะควักเงินในกระเป๋าซื้อแต่กลับเปลี่ยนความคิดมาเป็นนำเครื่องบินรุ่นนี้มาเขียนเป็นบทความดีกว่าเพราะสมัยที่ยังประจำการอยู่กับกองทัพเรือไทยเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ Lockheed P-3 Orion ก็มีบทบาทเด่นมาก หากใครที่มีนิตยสารสมรภูมิตอนที่ P-3T เข้าประจำการครั้งแรกในกองทัพเรือไทยจะเห็นภาพความยิ่งใหญ่ในวันนั้นดี แต่น่าเสียที่เครื่องบินดังกล่าวต้องปลดประจำการไปเสียก่อน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความ ขอพื้นที่โฆษณาให้ซักนิดหนึ่งนะครับ สนับสนุนโดยยาดมตรา "โป๊ยเซียน" เป็นยาสามัญประจำบ้าน บรรเทาอาการ วิงเวียนศรีษะ คัดจมูก เนิ่องจากหวัด ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อและตามร้านขายยาทั่วไทย
สำหรับภาพเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3T ของกองทัพเรือไทยที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3T  กองทัพเรือไทย
ปีค.ศ.2000 เหนือผืนน้ำอ่าวไทยเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3T Orion แห่งฝูงบิน 102 กองบิน 1 กองการบินทหารเรือได้ออก​ปฏิบัติการค้นหาและช่วยชีวิต (Search and Rescue: SAR) นำลูกเรือประมงที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุขณะพยายามแล่นเข้าฝั่งท่ามกลางสภาพอากาศวิกฤตมีพายุฝนฟ้าคะนองอันรุนแรง
ความท้าทายในการช่วยชีวิตลูกเรือที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือประมงอับปางกลางอ่าวไทยจากคลื่นลมแรงและพายุฝนฟ้าคะนองที่แปรปรวนอย่างหนัก เมื่อพายุซาลงทำให้เรือรบต้องออกค้นหา อย่างไรก็ดีทำให้กองทัพเรือไทยจะอาศัยแต่การค้นหาด้วยเรือรบผิวน้ำเท่านั้นไม่ได้
เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ Lockheed P-3T Orion ที่กำลังลอยลำกลางอากาศหลังพายุลูกใหญ่พัดผ่านไปต้องรับบทเป็นหนึ่งในอากาศยานที่ร่วมค้นหาและชีวิตกับเฮลิคอปเตอร์ S-70B ในการนำชีวิตลูกเรือประมงหลังจากที่ประสบกับสภาพอากาศอันเลวร้ายขึ้นสู่ฝั่ง
​
ในขณะที่ทำการบินลาดตระเวน ท้องฟ้าสีครามเบื้องบนเป็นใจ สภาพอากาศนี้เป็นทัศนวิสัยที่เอื้ออำนวยสำหรับเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3T ลำตัวสีขาวขนาดใหญ่สี่เครื่องยนต์พร้อมธงชาติไทยมีช้างในวงกลมตรงกลางของธงได้ลดระดับความสูงลงไปบินลาดตระเวนที่ความสูงต่ำเหนือผืนน้ำอ่าวไทย
P-3T ที่สนามบินอู่ตะเภาในงานวันเด็กแห่งชาติของกองการบินทหารเรือพ.ศ.2552
นักบินและลูกเรือประจำเครื่องได้ใช้ประโยชน์จากระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางทะเล และกล้องตรวจการณ์ความร้อน/อินฟราเรด (FLIR) ของ P-3T ซึ่งเดิมทีมีไว้สำหรับตรวจจับเรือดำน้ำและเรือรบผิวน้ำ มาใช้ในการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยที่ลอยคออยู่กลางทะเล
​การพิกัดและประสานงานร่วม (Air-Sea Coordination):
เมื่อเซ็นเซอร์ของ P-3T ตรวจพบพิกัดของผู้รอดชีวิต เครื่องบินแบบดังกล่าวได้ทำการบินวนอยู่เหนือพื้นที่แล้วรายงานให้ศูนย์บัญชาการค้นหาผู้ประสบภัยทางทะเลบนฝั่งของกองทัพเรือทราบ หลังจากนั้นเรือผิวน้ำและเฮลิคอปเตอร์ S-70B ของกองทัพเรือไทยก็บินเข้ามาช่วยเหลือได้ทันท่วงที
แต่กว่าจะบินมาถึงประเทศไทยตองย้อนกลับไปเมื่อ ปีค.ศ.1957 ปีนั้นเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3 ซึ่งพัฒนามาจากเครื่องบินโดยสาร Lockheed L-188 Electra รุ่นใช้งานเชิงพาณิชย์ขึ้นทำการบินทดสอบครั้งแรก เช่นเดียวกับเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 Sentry AWACS ที่พัฒนามาจากเครื่องบินโดยสาร Boeing 707 รุ่นดัดแปลงทางทหาร
Orion บินครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนค.ศ.1959 และเริ่มเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมค.ศ.1962 เพียงสองเดือนก่อนวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา เพราะฉะนั้น ในปีค.ศ.2012 เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3 จึงได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่สหรัฐฯ ใช้มานานกว่า 50 ปี หรือพูดง่ายๆคือข้ามกาลเวลามาพร้อมกับ B-52, KC-135, C-130 และ U-2
ในช่วงปลายยุค 60 ถึงต้นยุค 70 กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ปลดประจำการเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-2 Neptune ด้วย P-3 ที่มีความทันสมัยกว่า ใหญ่กว่า และบินได้ไกลกว่า
จุดเด่นของ P-3 ที่ใครๆก็คุ้นเคยนั่นคือการนำ L-188 มาติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความผิดปกติด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งยาวๆที่ส่วนท้ายของลำตัวเครื่องบินแบบดังกล่าว คุณลักษณะนี้ทำให้ภารกิจปราบปรามเรือดำน้ำของ P-3 เป็นไปได้ในช่วงแรก
แต่ทว่าสงครามเย็นไม่มี 2 มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตต้องสู้กันโดยตรงในสงครามเช่นนี้ เพราะฉะนั้น Orion จึงไม่เคยได้โชว์ศักยภาพในการปราบปรามเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหภาพโซเวียตในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Orion ไม่เคยผ่านการทดสอบในสมรภูมิรบ
Lockheed P-3 Orion สามารถติดตั้งอาวุธได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นตอร์ปิโดและขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ ยังคงมีความสำคัญอยู่เนื่องจากโครงสร้างที่แข็งแกร่งและมีการอัพเกรดมาต่อเนื่อง ในการปฏิบัติการช่วงแรกๆ เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3 มีบทบาทสำคัญในภารกิจต่างๆ ตั้งแต่การติดตามเรือดำน้ำโซเวียตในช่วงสงครามเย็น ไปจนถึงการลาดตระเวนปิดล้อมในช่วงวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา แสดงให้เห็นถึงการมีตัวตนของเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำรุ่นใหม่ในด้านภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของยุคนั้น
U.S.NAVY P-3
ช่องเก็บอาวุธภายในลำตัวของ P-3 สามารถบรรจุตอร์ปิโดแบบธรรมดา Mark 50 หรือ Mark 46 ได้ และยังสามารถติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกด้วย จุดติดตั้งอาวุธใต้ปีกสามารถติดตั้งขีปนาวุธ AGM-84 Harpoon, AGM-84E SLAM, AGM-84H/K SLAM-ER และ AGM-65 Maverick ได้ นอกจากนี้ยังสามารถบรรทุกจรวด Zuni, ทุ่นระเบิดทะเล และระเบิดแรงโน้มถ่วงได้อีกด้วย
แรงขับเคลื่อนหลักของเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3 คือเครื่องยนต์กังหันเทอร์โบพร็อป Allison T56 จำนวน 4 เครื่อง ทำให้มีความเร็วสูงสุด 411 นอตหรือคิดเป็น 781 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบได้กับเครื่องบินขับไล่ใบพัดที่เร็วที่สุดและเครื่องบินรบไอพ่นที่บินช้าที่สุด เช่น A-1 , A-10 และ S-3
จำนวนกำลังพลจะเปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจ เดิมทีประกอบด้วยกำลังพล 12 นายจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ก่อนที่จะลดเหลือ 11 นายในช่วงต้นทศวรรษ 2000 หลังจากการยกเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุธยุทโธปกรณ์บนเครื่องบินแบบนี้ ปัจจุบัน เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3 มักบินโดยมีนักบินนาวิกโยธิน 3 นาย เจ้าหน้าที่การบินนาวิกโยธิน 2 นาย วิศวกรการบิน 2 นาย เจ้าหน้าที่ควบคุมเซ็นเซอร์ 3 นาย และช่างเทคนิคบนเครื่องบิน 1 นาย
P-3 Orion มีพิสัยทำการบินที่ 2,380 ไมล์ แม้จะมีความเหมือน L-188 Electra เพียงเล็กน้อย แต่เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ Orion ที่ใครๆก็รู้จักนี้เป็นกำลังรบหลักของการบินลาดตระเวนทางทะเลนอกชายฝั่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960
แม้ว่าจะถูกปลดประจำการด้วยเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-8 Poseidon (ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเครื่องบินโดยสาร Boeing 737) แต่ P-3 ก็สามารถติดตั้งคอมพิวเตอร์ เซ็นเซอร์ระบบทางยุทธวิธีที่ทันสมัย รวมถึงขีปนาวุธต่อต้านเรือดำน้ำ ตอร์ปิโด และทุ่นระเบิดได้
P-3 กองทัพเรือเนเธอร์แลนด์
ในปีค.ศ.1962 ฝูงบินลาดตระเวนทางทะเลและปราบปรามเรือดำน้ำที่ 8 หรือ VP-8 และฝูงบินลาดตระเวนทางทะเลและปราบปรามเรือดำน้ำที่ VP-44 ซึ่งเป็นฝูงบิน Orion สองฝูงแรกของกองทัพเรือสหรัฐฯที่เริ่มปฏิบัติการ มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ส่งผลให้เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3A Orion พร้อมด้วยกำลังพลบนเครื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ จาก VP-44 ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ
เมื่อเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3 บินลาดตระเวนต่ำๆเหนือเรือบรรทุกสินค้า Anasov สัญชาติโซเวียต ในระหว่างการเดินทางกลับไปยังสหภาพโซเวียตหลังจากที่สิ้นสุดวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา
เรือ Anasov เป็นเรือรัสเซียเพียงลำเดียวที่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยวัตถุรูปทรงยาวรีขนาดใหญ่ที่ผูกติดอยู่บนดาดฟ้าเรือ ลูกเรือ Orion สามารถตรวจสอบได้ว่าวัตถุเหล่านั้นเป็นขีปนาวุธที่บรรจุในลังจริง และเรือจึงได้รับอนุญาตให้เดินทางต่อไปได้
ครั้งหนึ่งในสงครามเวียดนามหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ เคยส่งเรือเข้ามาลาดตระเวนและหยุดยั้งการปฏิบัติการทางทะเลของกองทัพเรือเวียดนามเหนือและเวียดกง
ในเวลาต่อมากองทัพเรือสหรัฐฯได้เปิด Operation Market Time (มีนาคมค.ศ.1965-1972) เพื่อป้องกันไม่ให้เรือขนส่งสินค้าของเวียดนามเหนือส่งเสบียงให้กับกองกำลังฝ่ายเดียวกันผ่านทางเรือสู่เวียดนามใต้
กองเรือลาดตระเวนพิทักษ์ชายฝั่ง (หน่วยเฉพาะกิจที่ 115) ใช้ระบบแนวป้องกันสามชั้นเพื่อลาดตระเวนชายฝั่งเวียดนามใต้
บนฟ้ามีเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3 ทำการบินลาดตระเวนครอบคลุมแนวป้องกันชั้นนอกสุดเพื่อพิสูจน์ฝ่าย ถ่ายภาพ และรายงานเมื่อพบเรือต้องสงสัย และเรือพิทักษ์ชายฝั่งของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ จะหยุดและตรวจค้นเรือบรรทุกสินค้าในแนวป้องกันชั้นกลางที่อยู่ห่างจากชายฝั่ง 40 ไมล์
กองทัพเรือเวียดนามใต้ กองกำลังเรือรบขนาดใหญ่ และเรือลาดตระเวนขนาดเบาของกองทัพเรือสหรัฐฯ ลาดตระเวนในน่านน้ำชายฝั่งของแนวป้องกันชั้นใน ภายในปีค.ศ.1968 กองกำลังเหล่านี้สามารถหยุดยั้งการปฏิบัติการทางทะเลจากเวียดนามเหนือไปยังเวียดนามใต้ได้เกือบทั้งหมด การปิดล้อมและกดดันจนในที่สุดเวียดนามเหนือต้องพึ่งพาเส้นทางโฮจิมินห์และท่าเรือสีหนุวิลล์ของกัมพูชาในการขนส่งเสบียงให้กับเวียดกง
เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3 จัดว่าเป็นอากาศยานทางการทหารอีกแบบหนึ่งที่เก่าเเก่ที่สุดซึ่งยังคงบินได้ในยุคปัจจุบัน
ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3B ของกองทัพเรือสหรัฐฯ สังกัดฝูงบินลาดตระเวนทางทะเลและปราบปรามเรือดำน้ำ VP-26 ถูกยิงตกด้วยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานในอ่าวไทย ส่งผลให้กำลังพลทุกนายเสียชีวิต ทั้งนี้ เมื่อสองเดือนก่อนหน้าในเดือนกุมภาพันธ์ของปีดังกล่าว เครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำแบบนี้อีกเครื่องหนึ่งของหน่วย VP-26 ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ในบริเวณเดียวกันได้ประสบอุบัติเหตุตก ส่งผลให้กำลังพลทุกนายเสียชีวิตเช่นกัน
แม้ในตอนแรกจะมีการสันนิษฐานว่าเป็นอุบัติเหตุจากการบินด้วยความสูงต่ำ แต่ต่อมามีข้อสันนิษฐานว่าเครื่องบินแบบดังกล่าวอาจถูกยิงตกโดยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานจากแหล่งเดียวกับเหตุการณ์ในเดือนเมษายนด้วยเช่นกัน
ปีค.ศ.1991 ระหว่างยุทธการพายุทะเลทราย ณ ภูมิภาคตะวันออกกลาง เครื่องบินปราบปรามปรามเรือดำน้ำ P-3 ได้แสดงศักยภาพในฐานะการทำการบินลาดตระเวนเหนือภาคพื้นดินเป็นครั้งแรก โดยติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพอิรักและประเมินความเสียหายจากการสู้รบในพื้นที่
P-3 ถือเป็นเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำที่ได้ความนิยมมากที่สุดสำหรับกองทัพเรือและกองทัพอากาศโลกเสรีในช่วงสงครามเย็น
อีกทั้งยังมีการนำกล้องวิดีโอตรวจจับเป้าหมายระยะไกลรุ่นใหม่มาใช้กับ P-3 Orion เหนือน่านฟ้าในช่วงสงครามบอสเนีย ทำให้เครื่องบินแบบดังกล่าวสามารถให้ข้อมูลข่าวกรองการรบแบบทันสถานการณ์แก่ผู้บัญชาการกองกำลังผสมเนโต้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางยุทธวิธีที่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในระหว่างปฏิบัติการทางการทหารครั้งสำคัญในปีค.ศ.1995
P-3 ไม่ได้มีใช้งานในกองทัพเรือสหรัฐฯ เท่านั้นเป็นเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำที่กองทัพเรือและกองทัพอากาศโลกเสรีนำไปประจำการ หนึ่งในนั้นคือกองทัพอากาศนอร์เวย์ (Norwegian Air Force) วีรกรรมครั้งสำคัญเกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายนปีค.ศ.1987 เมื่อ P-3B หมายเลขประจำเครื่อง 602 ชื่อ 'Gunnar lsachsen' (หมายเลขเดิมของกองทัพเรือสหรัฐฯ BuNo 156602, c/n 185C-5304) กำลังติดตามความเคลื่อนไหวของกองเรือรบแห่งกองทัพเรือโซเวียตในทะเลแบเรนต์ส
ในขณะเดียวกัน เรืออากาศเอก วาซิลี ซิมบอล  (Lt. (SG) Vasiliy Tsymbal) นักบินเครื่องบินขับไล่ Su-27 Flanker นามเรียกขาน 36 Red (c/n 36911016816) ได้รับคำสั่งให้ทำการบินขับไล่สกัดกั้น ขณะที่พยายามกดดันให้ P-3 ออกไป Flanker เครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดในโลก ณ ขณะบินเข้ามาใกล้ Orion ซึ่งมีเรืออากาศโท ยาน ซัลเวเซน เป็นนักบินที่ 1
P-3 กองทัพอากาศนอร์เวย์
เครื่องบินได้ลดความเร็วโดยการกางสปัดเบรกให้บินช้าลงและเคลื่อนตัวไปวางตำแหน่งเครื่องบินของเขาอยู่เหนือ Su-27 โดยตรง อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ทราบถึงความสามารถในการควบคุม Flanker ในความเร็วต่ำ และเมื่อเครื่องบินขับไล่ Su-27 ลดความเร็วลงเพื่อรักษารูปแบบการบิน ลูกเรือของกองทัพอากาศนอร์เวย์จึงมองไม่เห็นเครื่องบินแบบดังกล่าวชั่วขณะ
ซิมบัลบังคับ Flanker เข้าใกล้ P-3B อย่างอันตรายและแพนหางระนาบด้านซ้ายได้ชนเข้ากับใบพัดหมายเลข 4 ฝาครอบครีบหางที่เป็นฉนวนไฟฟ้าแตกกระจายทันที แต่ใบพัดก็แตกเช่นกัน และเศษชิ้นส่วนได้เจาะโครงสร้างส่วนนอกของ P-3B ทำให้เกิดการลดความสูงระหว่างทำการบินอย่างรวดเร็ว
ใบพัดที่เสียหายทำให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง บังคับให้ลูกเรือต้องดับเครื่องยนต์ มีรายงานบางฉบับอ้างว่า ซิมบอลยังไม่พอใจและได้บังคับ Flanker ของเขาบินไปข้างหน้า P-3B แล้วเทน้ำมันเชื้อเพลิงใส่ลำตัวเครื่องบินแบบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เครื่องบินทั้งสองเครื่องได้บินกลับฐานของตนเองอย่างปลอดภัย
P-3C รุ่นยอดนิยมของตระกูล Orion
ต่อมามีการสอบสวนครั้งใหญ่เกิดขึ้น และตามด้วยการลงโทษอย่างรวดเร็ว สามวันหลังจากเหตุการณ์ เรืออากาศเอก วาซิลี ซิมบอล ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงมากตามมาตรฐานของโซเวียต อย่างไรก็ตาม หนึ่งวันต่อมา เขาก็ได้รับการคืนยศและตำแหน่ง หลังจากนั้นไม่นาน เขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาวแดง และถูกย้ายไปประจำการในหน่วยอื่นที่รอสตอฟ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
สหภาพโซเวียตได้ออกมาชี้แจงและขอโทษอย่างเป็นทางการสำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายงานของคณะกรรมการสอบสวนอากาศยานประสบอุบัติเหตุของสหภาพโซเวียตระบุอย่างชัดเจนว่านักบินทั้งสองชาติต่างมีส่วนผิด ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงกลาโหมของนอร์เวย์โต้แย้ง อย่างไรก็ตาม เรืออากาศโท ยาน ซัลเวเซน รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ด้วยประวัติการรับราชการที่ไร้ที่ติ
หลังเหตุการณ์นั้น Su-27 เครื่องดังกล่าวถูกเปลี่ยนรหัสเป็น '38 Red' (และต่อมาเป็น '31 Blue') อาจเพื่อหลอกล่อการถูกตรวจสอบจากสื่อสายทหารชาติตะวันตกและหลีกเลี่ยงความสนใจที่เคยเกิดขึ้นกับ Flanker เครื่องนี้ ดังนั้น หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวถึงนามเรียกขาน '36 Red' ทางการโซเวียตจะตอบว่าไม่มี Flanker เครื่องดังกล่าวประจำการอยู่ในฝูงบินใดที่สังกัดในภูมิภาคทางตอนเหนือของกองทัพอากาศโซเวียตซึ่งเป็นความจริงอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครเคยกล่าวอ้างทางการเมืองใดๆ จนอยู่มาวันหนึ่ง เครื่องบินขับไล่ Su-27 เครื่องที่มีชื่อเสียงนั้นได้รับเครื่องหมายแต้มสังหาร หนึ่งในห้าแต้มสังหารที่ถูก Mark ไว้ทางด้านซ้ายของห้องนักบินนั้นซ้อนทับอยู่บนภาพเงาของเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำ P-3
P-3C มีความสามารถที่รุ่นก่อนหน้าไม่มีคือติดขีปนาวุธโจมตีเรือผิวน้ำ Harpoon ได้
สำหรับ P-3C รุ่นที่นิยมใช้กันทั่วโลกของ P-3 Orion มีการติดตั้งเครื่องยนต์ T56-A14 ในขณะเดียวกัน P-3C มีระบบปราบปรามเรือดำน้ำ (ASW) และคอมพิวเตอร์ควบคุมภารกิจที่ถูกออกแบบใหม่ พร้อมห้องควบคุมและบัญชาการภายในที่ได้รับการปรับปรุง
ภายนอก P-3C มีบันไดทางเข้าที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า เสาอากาศขนาดเล็กบนครีบหาง ร่มชูชีพที่ติดส่วนของโซโนบุยแบบติดตั้งใต้ลำตัว และหน้าต่างขนาดเล็กสามบานที่ด้านท้ายขวา (หนึ่งบานอยู่ด้านหน้าทางออกฉุกเฉินเหนือปีก และอีกสองบานอยู่ด้านท้าย)
P-3C รุ่นแรกๆ มีกล้องที่ส่วนหัว ติดตั้งอยู่ที่ส่วนล่างของเรดาร์โดม เครื่องบินรุ่น ต่อมาติดตั้งป้อมปืน IRDS แบบพับเก็บได้แทนกล้องที่ส่วนหัว ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เครื่องบินที่มีกล้องติดตั้งอยู่ที่ส่วนหัวอยู่แล้ว จะถูกดัดแปลงติดตั้งป้อมปืน IRDS รุ่นแรกๆ ยังเป็นที่รู้จักในชื่อ P-3C "Baseline" หรือ Non-Update (NUD) เครื่องบินแบบดังกล่าวทุกเครื่องถูกดัดแปลงติดตั้งระบบนำทางเฉื่อย LTN-72 สองระบบในภายหลัง
P-3T กองทัพเรือไทยเป็นรุ่นที่จัดหามาจากกองทัพเรือสหรัฐฯในแบบมือสอง
ในภูมิภาคอาเซียนก็มีชาติหนึ่งที่ทำการบิน P-3 แต่ไม่ใช่รุ่น C ที่นิยมใช้กัน กองทัพเรือไทยใช้ P-3T ซึ่งเป็นรุ่นลาดตระเวนทางทะเลและปราบปรามเรือดำน้ำของราชนาวีไทย ใช้เครื่องยนต์กังหันใบพัด 4 เครื่องยนต์ โดยใช้รุ่น A ที่ ผลิตขึ้นโดยบริษัท Lockheed สหรัฐอเมริกา มาทำการปรับปรุง ทำความเร็วสูงสุดได้ 759 กม./ชม. เพดานบิน 8,625 เมตร รัศมีทำการบิน 3,835 กม. สามารถติดอาวุธประเภท ทุ่นระเบิด ตอร์ปิโด ระเบิดน้ำลึก และจรวดอากาศสู่ผิวน้ำแบบ Harpoon
เรื่องมีอยู่ว่าในช่วงกลางยุค 90 กองทัพเรือไทยได้มีการจัดหาเครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบที่ 2 บ.ตผ.2 หรือ P-3T Orion จำนวน 3 เครื่องเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน102 กองบิน1 กองการบินทหารเรือ หากพิจารณาจากกำลังรบของกองการบินทหารเรือจะพบว่าก่อนหน้านี้กองทัพเรือไทยเคยประจำการด้วย Fokker F27 , ดอร์เนียร์ 228 และ S-2 Tracker ซึ่งมีบทบาทบาทเป็นเครื่องบินปราบปรามเรือผิวน้ำ ต่อต้านเรือดำน้ำและทำการบินลาดตระเวนทางทะเลในภารกิจค้นและช่วยชีวิต
แต่เครื่องบินทั้ง 3 แบบที่กล่าวมานี้มีพิสัยการบินที่ไม่ไกลมากนัก ประกอบกับกองทัพเรือไทยต้องการเครื่องบินแบบใหม่ที่มีพิสัยการบินไกลสำหรับทำภารกิจตามที่ได้กล่าวมา
ส่งผลให้ในปี ค.ศ.1993 กองทัพเรือไทยนำบ.ตผ.2ก เข้าประจำการประกอบด้วยเครื่องหมายเลข 1204 (Bu152142) และ 1205 (Bu152143) ในภารกิจตรวจการณ์ทางทะเลและปราบปราบเรือดำน้ำต่อด้วย บ.ตผ.2ข หรือ UP-3T หมายเลข 1206 (Bu152184) ในภารกิจลำเลียง ที่มีพื้นฐานจากเครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำ P-3A มือสองเครื่องหนึ่งที่เคยประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ
กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นมีประจำการด้วย P-3 รุ่นที่ซื้อลิขสิทธิ์มาผลิตเองในประเทศ โดยเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Kawasaki ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยจากการผลิตมอเตอร์ไซค์ขายนั่นเอง
เมื่อบ.ตผ.2ก พร้อมด้วยบ.ตผ.2ข ทั้ง 3 เครื่องที่เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน102 กองบิน1 กองการบินทหารเรือ  สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยองในปีค.ศ.1993 และค.ศ.1996 ตามลำดับ กองทัพเรือไทยในขณะนั้นได้มีการจัดหา P-3A 2 เครื่อง (Bu152163 และ Bu152177) และ UP-3T (Bu152185) 1เครื่อง เพื่อใช้เป็นอะไหล่
สำหรับ P-3T หมายเลข 1204 ได้ถูกใช้เป็นอะไหล่ จนกระทั่ง P-3T และ UP-3T หมายเลข 1205 และ 1206 ถูกปลดประจำการในปีค.ศ.2014 ทำให้กองทัพเรือไทยขาดเครื่องบินตรวจการณ์ที่มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนทางทะเลและปราบปรามเรือดำน้ำมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับรถคันเก่านำไปขายแบบมือสอง แล้วไม่มีรถคันใหม่ให้ขับ
ในกาลสมัยต่อมากองทัพเรือไทยมีความต้องการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลใหม่ จำนวน 3 เครื่องเพื่อทดแทน P-3T ที่ปลดประจำกาไป ตามเอกสารโครงการซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล 3 เครื่อง มีสี่บริษัทที่สนใจ เสนอแบบอากาศยานของตนคือ PT Dirgantara Indonesia(PTDI) อินโดนีเซีย ที่เสนอเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล CN-235-220 MPA (Maritime Patrol Aircraft)
ปัจจุบัน P-3C กำลังถูกทดแทนด้วย P-8 Poseidon ที่มีการนำแบบมาจาก Boeing 737-800 มาปรับปรุงเป็นรุ่นลาดตระเวนและปราบปรามเรือดำน้ำ
บริษัท Airbus Defence & Space สาขาสเปนที่เสนอเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล C295 MSA(Maritime Surveillance Aircraft)/MPA ที่เคยนำเครื่องของกองทัพอากาศบราซิล (SC-105A) มาแสดงในไทยเมื่อปีค.ศ.2017
และแล้วกองทัพเรือไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินลำเลียง Airbus C295 จำนวน 2 เครื่อง แต่ไม่ได้เป็นเครื่องบินลำเลียงตรงตามชื่อเท่านั้น C295 จะมาขยายขีดความสามารถที่ในภารกิจการตรวจการณ์ทางทะเล
รวมทั้งการค้นหาและช่วยชีวิต (SAR: Search and Rescue) ในยามสงครามยามสงบ นอกจากการปฏิบัติการการส่งกำลังบำรุงสำหรับไทย ซึ่งบริษัท Airbus Defence and Space(DS) ยุโรปประกาศเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมค.ศ.2026
อธิบายเพิ่มเติมการสั่งจัดหากองทัพเรือไทยนี้มีขึ้นตามการสั่งจัดหาเครื่องบินลำเลียง C295 จำนวน 2 เครื่องของกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมปีเดียวกันและเป็นการเพิ่มเติมต่อเครื่องบินลำเลียง บ.ล.295 Airbus C295W จำนวน 3เครื่องของกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ที่ถูกใช้ในภารกิจการลำเลียงสัมภาระและการขนส่งกำลังพลต่างๆตั้งแต่ปีค.ศ.2016
ด้วยจำนวนการสั่งจัดหาล่าสุดที่รวมแล้วถึง 7 เครื่อง เครื่องบินลำเลียง C295 ได้กลายเป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีที่เป็นระบบอากาศยานมาตรฐานอ้างอิงสำหรับกองทัพไทยหรืออธิบายให้เข้าใจง่ายคือเหมือนกับเราไปซื้อวุ้นเส้นจากร้านขายของชำมาไว้ทำสุกี้หรือยำวุ้นเส้นก็ได้ เพราะเป็นเส้นชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
P-3 ค่อยๆทะยอยหายไปจากน่านฟ้าบางประเทศ แต่ก็ยังคงมีบางประเทศในโลกที่ใช้งานเครื่องบินแบบนี้ต่อไป
กลับมาต่อกันที่เครื่องบินลำเลียง C295 จำนวน 2 เครื่องสำหรับกองทัพเรือไทยซึ่งจะปฏิบัติการจากสนามบินทหารเรืออู่ตะเภาของกองการบินทหารเรือในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ในภารกิจลำเลียง ค้นหาและช่วยชีวิตทางทะเล การปราบปรามเรือดำน้ำ และการปราบปรามเรือรบผิวน้ำ ซึ่งเดิมภารกิจนี้เคยเป็นบทบาทของ P-3T ในวันวานแต่ถึงกระนั้น P-3T ก็ยังคงเป็นชื่อใครๆก็คิดถึงสำหรับแฟนคลับสายทหารในบ้านเรา
ข้อมูลจำเพาะ P-3T
ผู้ผลิต : บริษัท Lockheed
สัญชาติ : สหรัฐอเมริกา
ประเภท : เครื่องบินลาตตระเวนทางทะเลและปราบปรามเรือดำน้ำ
เจ้าหน้าที่ : 10 นาย
เครื่องยนต์ : เทอร์โบใบพัด อัลลิสัน ที 56-เอ-14 ดับลิว ให้กำลังเครื่องละ 4,910 แรงม้า 4 เครื่อง
กางปีก : 30.37 เมตร
ยาว : 35.61 เมตร
สูง : 10.29 เมตร
พื้นที่ปีก : 120.77 ตารางเมตร
น้ำหนักเปล่า : 27,890 กิโลกรัม
น้ำหนักบรรทุกสูงสุด : 9,071 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 61,235 กิโลกรัม
อัตราเร็วขั้นสูง : 761 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ระยะสูง 7,620 เมตร
อัตราเร็วเดินทางปกติ : 639 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ระยะสูง 457 เมตร
อัตราไต่ขั้นต้น : 14.6 เมตร/วินาที
เพดานบินใช้งาน : 8,625 เมตร
5,790 เมตร เมื่อเครื่องยนต์ดับ 1 เครื่อง
รัศมีทำการบินไกลสุด : 3,835 กิโลเมตร
2,494 กิโลเมตร เมื่อบินเหนือเป้าหมาย 3 ชั่วโมง
บินได้นาน : 12.3 ชั่วโมง เมื่อใช้เครื่องยนต์ 4 เครื่อง
17 ชั่วโมง เมื่อใช้เครื่องยนต์ 2 เครื่อง
อาวุธ :
ทุ่นระเบิด 
ตอร์ปิโด 
ระเบิดน้ำลึก
จรวดอากาศต่อสู้เรือผิวน้ำ Harpoon
ชื่ออากาศยานในทางราชการไทย : เครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบที่ 2 (บ.ตผ.2)
ปีที่เข้าประจำการ : ค.ศ.1993
สถานะ : ปลดประจำการ
JMSDF P-3
P-3T ถือว่าเป็นเครื่องบินปราบปรามเรือดำน้ำแบบหนึ่งที่เคยมีประจำการในราชนาวีไทย ทั้งพิสัยการบินที่ไกลและความสามารถในการปราบปรามเรือรบผิวน้ำทำให้กองทัพเรือไทยมีความน่าเกรงขามมากขึ้น แม้จะปลดประจำการจากกองทัพเรือไทยไปแล้วทั้ง 3 เครื่อง แต่  P-3 จะอยู่ในใจคนไทยเสมอ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
The National Interest
The Aviation Geek Club
AAG_TH บันทึกประจำวัน
ท้าวทองไหล
Wikipedia
Woodstock Yan
AUGUSTO LAGHI
Gerard Helmer
Fred Willemsen
Gemini AI
Hugo Charrua franco
Charles Chen
Wim Callaert
ANALAYO KORSAKUL
Weyland Zeller
FERNANDO SILVA
DEREK FERGUSON
STEPHAN DE BRUJIN
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา