29 ต.ค. เวลา 04:51 • สุขภาพ

เทคนิคการพูดคุยเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างวัยในครอบครัว

บทความโดย คุณอนัญญา ตรีวิสูตร นักจิตวิทยาคลินิก
คลินิกตรวจสุขภาพและส่งเสริมสุขภาวะ
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” (Complete Aged Society) โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้หลายครอบครัวมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ร่วมกันมากขึ้น ความแตกต่างด้านวัย ประสบการณ์ชีวิต และรูปแบบการสื่อสาร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อ
ความสัมพันธ์ในครอบครัว หากขาดความเข้าใจและทักษะการสื่อสารที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในครอบครัว การเรียนรู้วิธีสื่อสาร เปิดใจรับฟัง และเคารพความแตกต่างระหว่างวัย จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นภายในครอบครัว ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกทุกช่วงวัย
วันนี้ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาให้ข้อมูลข่าวสาร เรื่อง “สื่อสารอย่างเข้าใจ เทคนิคการพูดคุยเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างวัยในครอบครัว” มาฝากกันค่ะ
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างวัยมักเกิดจากความแตกต่างด้านประสบการณ์ชีวิต การเลี้ยงดู และมุมมองต่อสังคม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ปัญหาที่พบบ่อยมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทั้งการได้ยิน การออกเสียง และการนึกคำพูดเพื่ออธิบายความเจ็บป่วยของตนเอง โดยมักใช้รูปแบบการสื่อสารหรือถ้อยคำแบบเดิมที่คุ้นเคยในอดีต ความสามารถในการเข้าใจประโยคที่ซับซ้อนและการเรียกชื่อสิ่งรอบตัวอาจลดลง
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของผู้สูงอายุ เช่น ภาวะเหงา ความรู้สึกที่สูญเสียบทบาทเดิมในครอบครัว หรือโรคทางสมอง อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกไวต่ออารมณ์มากขึ้น
เมื่อสมาชิกในครอบครัวขาดความเข้าใจต่อข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้เกิดการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ดังนั้นการตอบโต้ด้วยอารมณ์ จึงส่งผลให้เกิดความตึงเครียด ความรู้สึกไม่เข้าใจกัน และลดคุณภาพความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้
ดังนั้น การเรียนรู้วิธีสื่อสารอย่างเหมาะสม การรับฟังด้วยความเข้าใจ และการปรับรูปแบบการพูดคุยให้สอดคล้องกับผู้สูงอายุ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่น และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
เทคนิคการสื่อสารเพื่อลดความขัดแย้ง
สื่อสารด้วยภาษาและน้ำเสียงที่เข้าใจง่าย
ใช้ระดับเสียงที่พอเหมาะ: หากผู้สูงอายุมีปัญหาทางการได้ยิน ควรพูดให้ช้าลงและชัดเจนขึ้น ลดการตะโกน เพราะจะดูเหมือนเป็นการใช้อารมณ์ ควรใช้มือ หรือภาษากาย ประกอบในการพูดคุย จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
คำนึงถึงความแตกต่างด้านภาษาและคำศัพท์ในแต่ละวัย: เข้าใจความแตกต่างของภาษาในแต่ละยุคสมัย
2. ฟังด้วยใจ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
จุดเริ่มต้นของการลดความขัดแย้งไม่ใช่การพูดเก่ง แต่คือการฟังให้เป็น
ใช้ภาษาท่าทาง สบตา และพยักหน้า: การรับรู้ความรู้สึกของผู้ฟังผ่านท่าทาง จะช่วยให้เราปรับบทสนทนาได้เหมาะสม
ไม่ขัดจังหวะ: การรับฟังเรื่องราวหรือเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ระบายความรู้สึกจนจบ แม้จะเป็นเรื่องที่เคยได้ยินมาหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ถ้าหากไม่สะดวกในขณะนั้น ควรบอกอย่างสุภาพและกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งเมื่อพร้อม
ทวนความ: เพื่อยืนยันว่าเราเข้าใจตรงกัน เช่น “ที่คุณแม่ยิ้มตอนเล่าเรื่องนี้ แสดงว่าเป็นช่วงเวลาที่ประทับใจมากเลยใช่ไหมคะ”
3. การสื่อสารเชิงบวกด้วย I-Message (เทคนิคพูดถึงความรู้สึกของตนเอง)
เป็นการแสดงความรู้สึกและความต้องการของตนเอง โดยไม่ตำหนิหรือกล่าวโทษอีกฝ่าย เพื่อเปิดใจรับฟังมากขึ้น
บอกความรู้สึกของตนเอง
"หนูรู้สึกเป็นห่วง..."
บอกความต้องการหรือเหตุผล
"อยากให้คุณพ่อพักผ่อนมากขึ้น"
ตัวอย่าง
no "ทำไมพ่อไม่ยอมออกกำลังกายเลย"
yes "หนูเป็นห่วงสุขภาพของพ่อนะคะ อยากให้พ่อออกกำลังกายบ้างเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เราลองเดินเล่นด้วยกันดีไหมคะ"
หลักสำคัญ: พูดถึง ความรู้สึกของเรา แทนการ ตำหนิอีกฝ่าย จะช่วยให้เกิดความเข้าใจ รู้สึกถึงความห่วงใย
4. ควบคุมอารมณ์ก่อนสื่อสาร
หากรู้สึกโกรธ เครียด หรือหงุดหงิด ควรพักการสนทนาชั่วคราว รอให้อารมณ์ผ่อนคลายก่อนกลับมาพูดคุย เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความขัดแย้งในครอบครัว
5. สร้างความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมร่วมกัน
สร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้ร่วมกัน เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้แบ่งปันความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ชีวิต ผ่านการพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันและความเข้าใจระหว่างสมาชิกในครอบครัว
ตัวอย่าง
"แม่ช่วยสอนทำเมนูนี้หน่อยได้ไหมคะ หนูอยากทำเป็นบ้าง" หรือ "สมัยก่อนพ่อจัดการเรื่องนี้อย่างไรคะ" การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ถ่ายทอดประสบการณ์ ช่วยสร้างความใกล้ชิด กระตุ้นการมีส่วนร่วม และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว
Tip ปัญหาการสื่อสารในบ้านที่พบบ่อย เช่น ผู้สูงอายุพูดว่า “ซื้อมาทำไม เปลืองเงิน” หรือ "ของเก่ายังดีอยู่เลย" ซึ่งอาจทำให้คนซื้อรู้สึกท้อใจได้อย่างไรก็ตาม คำพูดลักษณะดังกล่าวอาจไม่ได้หมายความว่าท่านไม่รักหรือไม่เห็นคุณค่า แต่มีเหตุผลซ่อนอยู่ เช่น ความเสียดายเงิน หรือ มีความรู้สึกผิดที่ต้องเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว
สถานการณ์
ผู้สูงอายุไม่ถูกใจของที่ซื้อให้
วิธีสื่อสาร
เน้นความตั้งใจและความใส่ใจ
ตัวอย่าง
"หนูเห็นแล้วนึกถึงแม่ เลยอยากซื้อมาให้ค่ะ"
สถานการณ์
บ่นว่า "เปลืองเงิน"
วิธีสื่อสาร
เน้นความห่วงใยด้านสุขภาพและความปลอดภัย
ตัวอย่าง
"หนูเป็นห่วง กลัวรองเท้าคู่เก่าจะลื่น เลยอยากให้แม่ลองคู่นี้ดูค่ะ"
สถานการณ์
ท่านไม่ยอมแกะของมาใช้
วิธีสื่อสาร
รับฟังด้วยใจ ไม่แสดงความไม่พอใจ
ตัวอย่าง
“อยากเห็นแม่ใส่จังเลย ต้องดูดีแน่ๆ ใส่ให้หนูชื่นใจหน่อยได้ไหมคะ”
สถานการณ์
ป้องกันการไม่ถูกใจในอนาคต
วิธีสื่อสาร
ชวนมีส่วนร่วมในการเลือก
ตัวอย่าง
"พ่อช่วยไปเลือกด้วยกันหน่อยได้ไหมครับ"
หมายเหตุ: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารต้องใช้เวลาและความอดทน การแสดงออกถึงความรักผ่านการกระทำควบคู่ไปกับคำพูด จะช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมั่นคงยิ่งขึ้น
อ้างอิง
< >ปณิตา ลิมปะวัฒนะ. แนวทางการสื่อสารและการประเมินผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ. ใน: กลุ่มอาการสูงอายุและประเด็นสุขภาพที่น่าสนใจ. มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2566. หน้า 19-20.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. คุยกันให้
ครอบครัวอบอุ่น [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ; [เข้าถึงเมื่อ 4 มิ.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก:
https://resource.thaihealth.or.thสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. สุขภาพจิตผู้สูงอายุ [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 4 มิ.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://learningmodule.thaihealth.or.th/mental-health-old.html.
โฆษณา