วันนี้ เวลา 08:00 • ประวัติศาสตร์

ถ้าเด็กไม่เคยได้ยินใครพูดเลย พวกเขาจะพูดภาษาอะไร? การทดลองต้องห้ามเมื่อ 500 ปีก่อน

*ภาพจำลองโดย AI เพื่อความสวยงาม
ในสมัยศตวรรษที่ 15 “พระเจ้าเจมส์ที่ 4 แห่งสกอตแลนด์ (James IV) พระประมุขแห่งสกอตแลนด์ ผู้ทรงเป็นที่รู้จักในด้านความใฝ่รู้และการสนับสนุนวิทยาศาสตร์กับการศึกษา ได้ทรงดำเนินการทดลองทางภาษาศาสตร์ครั้งหนึ่งที่ชวนให้สะพรึงกลัวและเกิดคำถามมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ด้วยความหมกมุ่นที่จะค้นหาว่า “ภาษาตามธรรมชาติ” หรือภาษาแรกเริ่มดั้งเดิมของมนุษยชาติคือภาษาใด พระเจ้าเจมส์ที่ 4 จึงมีพระบรมราชโองการให้ส่งหญิงใบ้คนหนึ่งพร้อมทารกสองคนไปยังเกาะอินช์คีธ (Inchkeith) ซึ่งเป็นเกาะร้างไร้ผู้คน โดยแนวคิดเบื้องหลังการทดลองนี้คือ หากเด็กทั้งสองเติบโตขึ้นโดยไม่เคยได้ยินภาษาพูดใดๆ เลย พวกเขาอาจเปล่งเสียงพูดเป็นภาษาดั้งเดิมของมนุษยชาติออกมาได้เองตามสัญชาตญาณ ซึ่งในยุคนั้นมีผู้เชื่อว่าภาษาดังกล่าวอาจเป็นภาษาฮีบรู ภาษากรีก หรือภาษาละติน
การทดลองในลักษณะนี้ ปัจจุบันได้รับการขนานนามว่า “การทดลองต้องห้าม (Forbidden Experiment)“ เนื่องจากเป็นการจงใจพรากเด็กออกจากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ซึ่งหากพิจารณาตามมาตรฐานทางจริยธรรมในปัจจุบันแล้ว ย่อมก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการทดลองครั้งนี้กลับมีคำบอกเล่าที่ขัดแย้งกัน นักเขียนบางคนในยุคหลังอ้างว่า ในที่สุด เด็กทั้งสองสามารถพูดภาษาฮีบรูได้อย่างคล่องแคล่ว แต่บรรดานักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้เป็นเพียงตำนานหรือเรื่องเล่าที่ถูกแต่งเติมเกินจริง เนื่องจากไม่มีบันทึกหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆ ยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเด็กทั้งสองคน
การทดลองครั้งนี้สะท้อนให้เห็นทั้งความใฝ่รู้ทางปัญญาและความโหดเหี้ยมของเหล่าผู้ปกครองในยุคเรอเนซองส์ (Renaissance) ซึ่งพร้อมจะนำชีวิตมนุษย์มาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ซึ่งแม้พระเจ้าเจมส์ที่ 4 จะได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งยุคเรอเนซองส์ ทรงมีพระปรีชาในการตรัสได้หลายภาษา สนพระราชหฤทัยในการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ และทรงให้การสนับสนุนด้านการศึกษา แต่การทดลองครั้งนี้ ซึ่งมุ่งหมายจะไขปริศนาต้นกำเนิดของภาษาพูดมนุษย์ กลับเป็นการกระทำที่ก้าวล่วงเส้นแบ่งทางศีลธรรมอย่างชัดเจน
การทดลองทางภาษาศาสตร์ของพระเจ้าเจมส์ที่ 4 จึงยังคงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชวนให้สะพรึงกลัวที่สุดของการแสวงหาความรู้ทางจิตวิทยาในยุคแรกเริ่ม
โฆษณา