•
เมื่อวาน เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

16 ปีหลังน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก ปลาทะเลน้ำลึกลดลง 63.5% แล้วทะเลระยองจะมีชะตากรรมแบบเดียวกันไหม ?

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2010 แท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ในอ่าวเม็กซิโกได้เกิดการระเบิดจนเป็นข่าวดัง
เหตุการณ์ครั้งนั้นปล่อยน้ำมันลงสู่ทะเลประมาณ 4.9 ล้านบาร์เรล กลายเป็นหนึ่งในภัยพิบัติน้ำมันรั่วไหลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
คราบน้ำมันที่ลอยปกคลุมผิวน้ำและชายฝั่งสร้างความเสียหายให้สัตว์ทะเล นก และพื้นที่ชายฝั่งเป็นวงกว้าง
และยังส่งผลไปถึงจุดที่เรามองไม่เห็นอย่าง ‘ใต้ทะเลลึก’
จนเมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ดำดิ่งลงไปศึกษาเบื้องลึกของทะเลก็ได้ออกมาเปิดเผยความจริงอันน่ากังวล
นักสมุทรศาสตร์ชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยโนวาเซาท์อีสเทิร์นในฟลอริดา อธิบายข้อมูลที่ได้จากการศึกษาระหว่างปี 2015 - 2023 ว่า ประชากรปลาทะเลน้ำลึกในอ่าวเม็กซิโกลดลง 63.5​ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับข้อมูลสำรวจตั้งต้นในปี 2011
โดยที่ปลากลุ่ม Bristlemouth และคริลล์ลดลงประมาณ 73 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหมึกและสัตว์กลุ่มเดียวกันอย่างหมึกสายลดลงเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ และการลดลงก็ยังไม่มีสัญญาณของการฟื้นตัวแต่อย่างใด
รวมถึงยังพบด้วยว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์น้ำก็ลดลงเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้ประชากรเหล่านี้ปรับตัวและฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลงได้ยากขึ้น
นักสมุทรศาสตร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สัตว์ที่หายไปจำนวนมากเป็นปลาขนาดเล็กและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสพบเห็น พวกมันอาศัยอยู่ในทะเลเปิดลึกลงไปตั้งแต่ราว 200 เมตรจนถึงมากกว่า 1,000 เมตร
ที่สำคัญกลุ่มสัตว์ที่หายไปล้วนเป็นอาหารพื้นฐานของสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ ตั้งแต่ปลาทูน่า ปลากระโทง ไปจนถึงวาฬน้ำลึก
และเมื่อสัตว์ที่เป็นแหล่งอาหารลดลง ผลกระทบย่อมมีโอกาสส่งต่อไปยังสัตว์ที่อยู่สูงขึ้นในห่วงโซ่อาหาร
แม้ตอนนี้อาจยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการลดลงของปลาทะเลน้ำลึกทำให้ปริมาณสัตว์ที่มนุษย์จับมาเป็นอาหารลดลงโดยตรงหรือไม่อย่างไร แต่การสูญเสียสัตว์ที่เป็นฐานสำคัญของระบบนิเวศก็เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
แต่โดยข้อสรุปเบื้องต้น เชื่อว่าเป็นผลพวงมาจากการระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon (มีความเป็นไปได้มากที่สุด) เนื่องจากการตรวจสอบปัจจัยอื่นๆ เช่น อุณหภูมิน้ำ ปริมาณออกซิเจน และแหล่งอาหาร ไม่พบความเปลี่ยนแปลงที่อธิบายการลดลงครั้งใหญ่ได้อย่างชัดเจน
และสิ่งที่งานวิจัยยืนยันได้คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดกับท้องทะเล แม้เวลาจะผ่านมานานเกินทศวรรษแล้ว แต่ระบบนิเวศขนาดมหาศาลก็ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่หลายคนอาจคาดหวัง
กรณีอ่าวเม็กซิโกชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบจากน้ำมันรั่วไม่ได้จบลงเมื่อคราบน้ำมันหายไปจากผิวน้ำ หรือเมื่อชายหาดกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง แต่ยังมีสิ่งที่เราต้องดำดิ่งลงไปศึกษาอีกหลายเรื่อง
กรณีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมีวงจรชีวิตและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ซึ่งความเสียหายบางอย่างอาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะปรากฏให้เห็น และอาจใช้เวลานานกว่านั้นกว่าจะฟื้นกลับมาได้
กลับมาที่ประเทศไทย เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลบริเวณมาบตาพุด จังหวัดระยอง เมื่อปี 2556 ก็ผ่านมานานกว่า 13 ปีแล้วเช่นกัน คราบน้ำมันครั้งนั้นพัดเข้าชายฝั่งบริเวณหาดแม่รำพึงและเกาะเสม็ด กระทบทั้งทรัพยากรทางทะเล การท่องเที่ยว และการทำมาหากินของชาวประมงพื้นบ้าน
จนเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เรื่องนี้กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องคดีที่ชาวประมงพื้นบ้านระยอง 429 คน เรียกร้องค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมมูลค่า 15,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายให้นำเงินไปฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศทางทะเลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว
ตามรายงานข่าว เหตุผลสำคัญที่ถูกนำมาอธิบายผลคดีเกี่ยวข้องกับหลักฐานและผลการศึกษาที่ใช้ประกอบการพิจารณา ซึ่งระบุว่าการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมดำเนินไปจนเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะที่หลักฐานที่ฝ่ายชาวประมงนำมาแสดงเกี่ยวกับคราบน้ำมันใต้น้ำและความเสียหายต่อปะการังยังมีข้อจำกัดในการรับรองและพิสูจน์ความเสียหายตามข้อเรียกร้อง
แต่อย่างไรก็ดี การยกฟ้องคดีดังกล่าวเป็นผลทางกฎหมายจากพยานหลักฐานในคดี ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ว่าทะเลระยองปราศจากผลกระทบหลงเหลืออยู่ทั้งหมด
ชาวประมงที่ร่วมฟ้องคดียังคงกังวลต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศ โดยมองว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่รายได้ที่หายไปในช่วงหลังน้ำมันรั่ว แต่ยังรวมถึงทรัพยากรทางทะเลที่เป็นฐานของอาชีพประมงในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งต้องติดตามแยกกันต่อไป
แน่นอนว่าเราไม่อาจนำตัวเลขปลาทะเลน้ำลึกที่ลดลงในอ่าวเม็กซิโกมาใช้ทำนายได้โดยตรงว่าทะเลระยองจะเกิดความเสียหายแบบเดียวกัน เพราะลักษณะพื้นที่ ระบบนิเวศ ปริมาณน้ำมันที่รั่วไหล และหลักฐานการติดตามผลกระทบต่างกัน
แต่กรณีของอ่าวเม็กซิโกแสดงให้เห็นว่า การไม่พบความเสียหายที่ชัดเจนในช่วงหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าระบบนิเวศทุกส่วนกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว
เรื่องนี้จึงชวนคิดต่อว่า หลังผ่านเหตุการณ์น้ำมันรั่วมานานกว่าทศวรรษ เรามีข้อมูลติดตามสุขภาพของระบบนิเวศอย่างต่อเนื่องและละเอียดเพียงพอหรือยัง ทั้งประชากรปลา สัตว์ทะเลหน้าดิน ปะการัง และสิ่งมีชีวิตที่อาจได้รับผลกระทบโดยไม่ปรากฏให้เห็นจากชายฝั่ง
เรื่องพวกนี้ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ติดตามกันอีกหลายปี
แล้วทะเลระยองจะมีชะตากรรมแบบเดียวกับอ่าวเม็กซิโกหรือไม่?
นนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะตอบ
แต่สิ่งที่กรณีอ่าวเม็กซิโกเตือนเราคือ หากขาดการติดตามผลกระทบในระยะยาว เราอาจรู้ตัวอีกครั้งเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นต่อเนื่องมานานแล้ว
อ่างานวิจัยฉบับเต็มได้ที่
Immense but not immutable: A sudden and sustained decline in deep-pelagic life in a large oceanic ecosystem https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.2616554123
โฆษณา