•
7 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

จากเมืองจีนสู่เมืองไทย เปิดประวัติแซ่ของคนไทยเชื้อสายจีน

รายงานต่อไปนี้จะกล่าวถึงแซ่ของชาวจีนที่พบมากในประเทศไทย โดยอธิบายทั้งชื่อแซ่ดั้งเดิม การออกเสียงแบบจีนแต้จิ๋วที่แพร่หลายในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีน และเหตุผลที่คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากเปลี่ยนมาใช้นามสกุลภาษาไทย ทั้งนี้ มีข้อควรระวังสำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าแซ่จีนใดมีจำนวนผู้สืบสกุลมากที่สุดทั่วประเทศ จึงควรแยกข้อมูลการจัดอันดับที่สื่อเผยแพร่ออกจากสถิติทะเบียนราษฎรโดยตรง
รายงานเรื่อง แซ่จีนที่มีผู้สืบสกุลมากในประเทศไทย
บทนำ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากมาเป็นเวลาหลายร้อยปี บรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่อพยพมาจากพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยเฉพาะมณฑลกวางตุ้งและมณฑลฝูเจี้ยน รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ของจีน การอพยพเกิดขึ้นหลายระลอก ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทั้งการค้าขาย การแสวงหาอาชีพ การทำมาหากิน ตลอดจนการหลีกหนีความขัดแย้งและความยากลำบากในบ้านเกิด
เมื่อชาวจีนเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย พวกเขาได้นำภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และระบบแซ่ของครอบครัวมาด้วย แซ่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้แสดงถึงบรรพบุรุษและความสัมพันธ์ระหว่างคนในตระกูลเดียวกัน แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วอายุคน แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากก็ยังคงรักษาความทรงจำเกี่ยวกับแซ่ของบรรพบุรุษเอาไว้
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ แซ่ใดมีผู้สืบสกุลมากที่สุดในประเทศไทย และแซ่ที่เราพบเห็นกันบ่อย ๆ เช่น แซ่ตั้ง แซ่ลิ้ม แซ่ลี้ แซ่อึ๊ง และแซ่โง้ว มีประวัติความเป็นมาอย่างไร
การตอบคำถามนี้จำเป็นต้องพิจารณาทั้งประวัติศาสตร์การอพยพ ความแตกต่างของภาษาจีนแต่ละสำเนียง และข้อมูลการจัดอันดับแซ่ที่มีการเผยแพร่ในปัจจุบัน
แซ่จีนคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร
แซ่ คือชื่อสกุลตามประเพณีจีนที่ใช้สืบทอดกันในครอบครัว โดยทั่วไปแซ่จะอยู่หน้าชื่อตัว เช่น คนจีนที่มีแซ่เฉินอาจมีชื่อเต็มเป็นเฉินหมิง หรือคนที่มีแซ่หลินอาจมีชื่อเต็มเป็นหลินเจีย
ในสังคมจีนดั้งเดิม แซ่มีความสำคัญต่อการบอกความสัมพันธ์ทางเครือญาติ การสืบทอดประวัติครอบครัว และการประกอบพิธีบรรพบุรุษ คนที่มีแซ่เดียวกันอาจมีบรรพบุรุษร่วมกันในอดีต แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีแซ่เดียวกันจะเป็นญาติใกล้ชิดกัน เพราะแซ่หนึ่งอาจมีผู้สืบสกุลกระจายอยู่หลายพื้นที่และหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย คำว่าแซ่ที่คนไทยเชื้อสายจีนใช้เรียกกันนั้น ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากสำเนียงจีนที่บรรพบุรุษของแต่ละครอบครัวพูด โดยเฉพาะสำเนียงแต้จิ๋ว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลของไทย
ดังนั้น แซ่จีนเดียวกันจึงอาจมีเสียงเรียกแตกต่างกันตามสำเนียง ตัวอย่างเช่น แซ่เฉินในภาษาจีนกลางอาจออกเสียงว่าเฉิน แต่ในกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับอิทธิพลจากสำเนียงแต้จิ๋ว มักเรียกว่าแซ่ตั้ง
ความแตกต่างนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชื่อแซ่ซึ่งเขียนด้วยอักษรจีนตัวเดียวกัน ปรากฏเป็นชื่อเรียกภาษาไทยได้หลายรูปแบบ
แซ่ที่พบมากในประเทศไทย
ข้อมูลที่สื่อไทยเผยแพร่เกี่ยวกับแซ่จีนที่มีผู้ใช้มากในประเทศไทย โดยอ้างอิงการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชาวไทยเชื้อสายจีน ระบุแซ่ที่พบในกลุ่มลำดับต้น ๆ ไว้หลายแซ่ โดยแซ่เฉิน หรือแซ่ตั้ง ถูกจัดให้อยู่ในอันดับแรกของรายการดังกล่าว รองลงมาคือแซ่หลิน หรือแซ่ลิ้ม
อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจว่ารายการดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานยืนยันจำนวนผู้ถือแซ่จากทะเบียนราษฎรทั่วประเทศโดยตรง แต่เป็นข้อมูลการจัดอันดับที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ซึ่งควรใช้ประกอบการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากกว่าการถือเป็นตัวเลขทางราชการที่แน่นอน
แซ่สำคัญที่มีการกล่าวถึงในรายการดังกล่าว ได้แก่
แซ่เฉิน หรือแซ่ตั้ง
เขียนด้วยอักษรจีนว่า 陈 เป็นแซ่ที่มีความสำคัญอย่างมากในชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย
แซ่เฉินเป็นแซ่ที่พบได้ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับประเทศไทย ผู้ที่สืบเชื้อสายจากแซ่เฉินบางครอบครัวได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลภาษาไทยที่มีคำว่า ตั้ง เป็นส่วนประกอบ ขณะที่บางครอบครัวเลือกใช้นามสกุลรูปแบบอื่นตามประวัติและการตัดสินใจของบรรพบุรุษ
ด้วยเหตุนี้ หากพบผู้ที่มีนามสกุลไทยซึ่งมีคำว่า ตั้ง อยู่ในนามสกุล ก็อาจมีความเชื่อมโยงกับแซ่เฉินได้ในบางกรณี แต่ไม่ควรสรุปจากคำเพียงคำเดียวโดยไม่มีข้อมูลประวัติครอบครัวประกอบ
แซ่หลิน หรือแซ่ลิ้ม
เขียนด้วยอักษรจีนว่า 林 แซ่นี้เป็นอีกแซ่หนึ่งที่มีผู้สืบสกุลจำนวนมากในหมู่ชาวจีนและชาวจีนโพ้นทะเล
ในประเทศไทย คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนหนึ่งเรียกแซ่นี้ว่าแซ่ลิ้มตามสำเนียงจีนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ส่วนภาษาจีนกลางออกเสียงว่า หลิน
ครอบครัวที่มีบรรพบุรุษแซ่หลินอาจประกอบอาชีพแตกต่างกันไป ตั้งแต่การค้าขาย การทำเกษตรกรรม การทำงานในโรงงาน ไปจนถึงการประกอบธุรกิจขนาดใหญ่
การที่แซ่นี้พบได้ในหลายกลุ่มอาชีพสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สืบสกุลจากแซ่เดียวกันไม่ได้จำกัดอยู่ในชนชั้นหรืออาชีพใดอาชีพหนึ่ง
แซ่หลี่ หรือแซ่ลี้
เขียนด้วยอักษรจีนว่า 李 เป็นแซ่ที่มีชื่อเสียงและมีผู้สืบสกุลจำนวนมากในประเทศจีน
ในกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีนบางชุมชน เรียกว่าแซ่ลี้ ส่วนการออกเสียงตามภาษาจีนกลางคือหลี่
แซ่หลี่มีประวัติยาวนานในสังคมจีน และพบได้ในชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก ครอบครัวที่มีแซ่นี้ในประเทศไทยมีทั้งผู้ที่ยังรักษาภาษาจีนและประเพณีของบรรพบุรุษ ตลอดจนผู้ที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักและผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับวัฒนธรรมจีน
แซ่หวง หรือแซ่อึ๊ง
เขียนด้วยอักษรจีนว่า 黄 เป็นแซ่ที่พบได้มากในหมู่ประชากรจีนและชาวจีนโพ้นทะเล
สำหรับคนไทยเชื้อสายจีนที่มีรากฐานจากสำเนียงแต้จิ๋ว อาจเรียกว่าแซ่อึ๊ง ขณะที่การออกเสียงตามภาษาจีนกลางคือหวง
แซ่นี้มีความหลากหลายทางประวัติศาสตร์และกระจายอยู่ในหลายภูมิภาคของจีน ผู้ที่ใช้แซ่หวงจึงไม่ได้มีถิ่นกำเนิดจากเมืองเดียวกันทั้งหมด
แซ่อู๋ หรือแซ่โง้ว
เขียนด้วยอักษรจีนว่า 吴 เป็นอีกแซ่หนึ่งที่พบได้ในชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน
การออกเสียงตามภาษาจีนกลางคืออู๋ ส่วนในกลุ่มชาวจีนแต้จิ๋วมีการเรียกตามสำเนียงของตนว่าโง้ว
แซ่นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การศึกษาประวัติครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนจำเป็นต้องพิจารณาอักษรจีนดั้งเดิมควบคู่ไปกับเสียงเรียกที่สืบทอดกันมา เพราะการถอดเสียงเป็นภาษาไทยอาจแตกต่างกันได้
นอกจากแซ่ทั้งห้าที่กล่าวมาแล้ว ยังมีแซ่สวี่ ซึ่งเรียกว่าแซ่โค้วในบางกลุ่ม แซ่จาง ซึ่งอาจเรียกว่าแซ่เตีย แซ่เจิ้ง ซึ่งเรียกว่าแซ่แต้ แซ่หลิว ซึ่งเรียกว่าแซ่เล่า และแซ่หวัง ซึ่งเรียกว่าแซ่เฮ้งในบางชุมชน
แซ่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน และมีประวัติการตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาและภูมิภาค
เหตุใดแซ่เฉินหรือแซ่ตั้งจึงได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นแซ่ที่มีผู้สืบสกุลมาก
หากพิจารณาจากการจัดอันดับที่สื่อไทยเผยแพร่ แซ่เฉินหรือแซ่ตั้งได้รับการกล่าวถึงในฐานะแซ่ที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย
เหตุผลหนึ่งที่อาจช่วยอธิบายความสำคัญของแซ่นี้ คือการอพยพเข้ามาของชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง โดยเฉพาะชาวจีนแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในประเทศไทย
ชาวจีนจำนวนมากเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพในสยาม ทั้งในกรุงเทพมหานครและเมืองท่าต่าง ๆ พวกเขาทำงานรับจ้าง ค้าขาย ทำเกษตรกรรม และประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า
เมื่อสามารถตั้งหลักแหล่งได้แล้ว หลายครอบครัวก็สร้างครอบครัว มีบุตรหลาน และส่งต่อกิจการหรือความรู้ให้คนรุ่นต่อไป
กระบวนการนี้ทำให้เกิดชุมชนชาวจีนที่มีเครือข่ายครอบครัวขนาดใหญ่ และช่วยให้แซ่ต่าง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ในสังคมไทยต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน
อย่างไรก็ตาม การอพยพเข้ามาของชาวจีนมีความหลากหลายสูง จึงไม่อาจสรุปได้ว่าแซ่ใดมีผู้สืบสกุลมากที่สุดเพียงเพราะเป็นแซ่ที่มีชื่อเสียงหรือมีสมาคมตระกูลขนาดใหญ่ การยืนยันอันดับจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจำนวนผู้สืบสกุลที่มีขอบเขตชัดเจนและตรวจสอบได้
ทำไมคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากจึงเปลี่ยนจากแซ่เป็นนามสกุลไทย
ในอดีต ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจำนวนมากยังคงใช้แซ่และชื่อภาษาจีนในการติดต่อสื่อสารภายในครอบครัวและชุมชน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกหลานชาวจีนเริ่มใช้ภาษาไทยมากขึ้น และหลายครอบครัวปรับเปลี่ยนชื่อเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมไทย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งการใช้ภาษาไทยในการศึกษาและการทำงาน การติดต่อกับหน่วยงานราชการ การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทย และข้อกำหนดเกี่ยวกับชื่อและนามสกุลที่พัฒนาขึ้นในสังคมไทย
เมื่อประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พุทธศักราช 2456 การใช้นามสกุลอย่างเป็นทางการก็กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบทะเบียนบุคคลในประเทศ
ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนหนึ่งจึงใช้นามสกุลไทยที่มีความหมายเป็นมงคล บางครอบครัวนำเสียงของแซ่เดิมมาเป็นส่วนหนึ่งของนามสกุล ขณะที่บางครอบครัวตั้งนามสกุลใหม่โดยไม่ได้คงเสียงแซ่เดิมไว้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น คำที่เกี่ยวข้องกับแซ่ตั้ง ลิ้ม ลี้ และอึ๊ง อาจปรากฏเป็นส่วนประกอบของนามสกุลไทยบางตระกูล แต่ไม่สามารถระบุแซ่ของบุคคลได้อย่างแน่นอนจากคำเพียงคำเดียว
นอกจากนี้ ผู้ที่มีแซ่เดียวกันก็อาจใช้นามสกุลไทยแตกต่างกันได้ แม้จะมีบรรพบุรุษจากตระกูลเดียวกันก็ตาม
เรื่องนี้ทำให้การนับจำนวนผู้สืบสกุลจากนามสกุลไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะแซ่จีนดั้งเดิมหนึ่งแซ่อาจกระจายไปอยู่ในนามสกุลไทยหลายร้อยหรือหลายพันรูปแบบ ขณะที่นามสกุลบางชื่อก็อาจมีที่มาได้มากกว่าหนึ่งสายตระกูล
แซ่เดียวกันหมายความว่าเป็นญาติกันหรือไม่
ตามประเพณีจีน แซ่มีความเกี่ยวข้องกับการสืบเชื้อสายและประวัติครอบครัว แต่การมีแซ่เดียวกันไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นญาติใกล้ชิดกัน
ตัวอย่างเช่น คนไทยเชื้อสายจีนที่มีบรรพบุรุษแซ่ตั้งอาจมีต้นกำเนิดจากคนละหมู่บ้าน คนละเมือง หรือคนละสายตระกูลในประเทศจีน แม้จะใช้แซ่เดียวกัน แต่ก็อาจไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติในช่วงหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา
การตรวจสอบความสัมพันธ์จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ชื่อบรรพบุรุษ ลำดับวงศ์ตระกูล ภูมิลำเนาเดิมของครอบครัว เอกสารประจำตระกูล และบันทึกของสมาคมตระกูลจีน
สำหรับครอบครัวที่ต้องการสืบค้นประวัติของตนเอง การสอบถามผู้สูงอายุในบ้านและรวบรวมเอกสารเก่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีประโยชน์ เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยเชื่อมโยงประวัติของบรรพบุรุษที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยกับครอบครัวในปัจจุบันได้
บทสรุป
หากถามว่าแซ่จีนอะไรมีผู้สืบสกุลมากที่สุดในประเทศไทย ข้อมูลการจัดอันดับที่เผยแพร่ผ่านสื่อไทยระบุว่า แซ่เฉิน หรือแซ่ตั้ง อยู่ในอันดับแรกของรายการแซ่ที่มีผู้ใช้มากในประเทศไทย และแซ่หลินหรือแซ่ลิ้มเป็นอีกแซ่หนึ่งที่อยู่ในอันดับต้น ๆ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะยังไม่มีหลักฐานจากทะเบียนราษฎรที่เปิดเผยต่อสาธารณะและยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการจัดอันดับจำนวนผู้สืบสกุลของแซ่จีนทั้งหมดในประเทศไทย
สิ่งที่กล่าวได้อย่างมั่นใจคือ ประเทศไทยมีชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่หลากหลาย และแซ่ต่าง ๆ เช่น ตั้ง ลิ้ม ลี้ อึ๊ง โง้ว โค้ว เตีย แต้ เล่า และเฮ้ง ล้วนมีส่วนสำคัญต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสังคมไทย
แม้ลูกหลานชาวจีนจำนวนมากจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลไทยและพูดภาษาไทยเป็นหลัก แต่เรื่องราวของบรรพบุรุษยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติครอบครัว
การศึกษาเรื่องแซ่จึงไม่ใช่เพียงการค้นหาว่าแซ่ใดมีคนมากที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การอพยพ ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และการผสมผสานวัฒนธรรมจีนเข้ากับสังคมไทย ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน
แหล่งข้อมูลประกอบการศึกษา
1. พีพีทีวี เอชดี 36 — บทความเรื่อง “เปิด 10 แซ่จีน ที่มีคนไทยเชื้อสายจีนใช้มากที่สุด” เผยแพร่วันที่ 20 มกราคม 2568
2. ฟอร์แบร์ส — ฐานข้อมูลการจัดอันดับนามสกุลในประเทศไทย ซึ่งแสดงชื่อและจำนวนผู้ใช้นามสกุลตามการรวบรวมของเว็บไซต์ ทั้งนี้ ไม่ใช่ทะเบียนราษฎรอย่างเป็นทางการ
"ดูฐานข้อมูลนามสกุลในประเทศไทย" (https://forebears.io/thailand/surnames?utm_source=chatgpt.com)
3. วารสารปัญญาภิวัฒน์ — บทความทางวิชาการเกี่ยวกับชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลและกลุ่มภาษาจีนในประเทศไทย
โดย
โฆษณา