เมื่อวาน เวลา 02:09 • ธุรกิจ

มหากาพย์ Acer เอาชนะ Dell ก่อนถูก Apple สกัดดาวรุ่งแบบตั้งตัวไม่ทัน

ย้อนกลับไปที่เมืองลู่กัง ในไต้หวัน เด็กชาย Stan Shih โตมาในครอบครัวที่ทำอาชีพขายธูป พอคุณพ่อเสียชีวิต คุณแม่ก็ต้องเปิดร้านขายของชำเล็กๆ
ร้านของคุณแม่ขายทุกอย่างตั้งแต่เครื่องเขียน ลอตเตอรี่ ไปจนถึงไข่เป็ด ซึ่งในช่วงวัยเด็ก Stan ชอบมานั่งเฝ้าหน้าเคาน์เตอร์เป็นประจำ
และที่เคาน์เตอร์นั้นเอง เขาก็ได้ค้นพบสัจธรรมบางอย่างที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ไหนเลย
เครื่องเขียนกำไรดีมาก แต่วางฝุ่นจับเป็นเดือนกว่าจะขายออกซักชิ้น ในขณะที่ไข่เป็ดกำไรบางเฉียบ แต่คนต้องซื้อกินทุกวัน เลยขายเกลี้ยงในพริบตา
เม็ดเงินที่เลี้ยงครอบครัวจริงๆ มาจากของที่กำไรน้อยแต่หมุนไวต่างหาก ปรัชญาไข่เป็ดนี้แหละที่ฝังหัวเขามาตลอด
และมันจะกลายมาเป็นท่าไม้ตายที่ใช้เขย่าวงการเทคโนโลยีในเวลาต่อมาแบบที่คู่แข่งก็คาดไม่ถึง…
พอโตขึ้น Stan กลายเป็นวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ เขาไปทำงานบริษัทผลิตเครื่องคิดเลขชื่อ Qualitron แล้วก็เจอความจริงที่โคตรเจ็บปวด
บริษัทของเขาทำงานหนักแทบตายคาโรงงานผลิต แต่พวกแบรนด์อเมริกาแค่เอาชื่อมาแปะหน้ากล่อง กลับกวาดกำไรและลูกค้าไปเรียบ
ชื่อแบรนด์บนกล่องมันมีค่ามากกว่าโรงงานผลิตมหาศาล พอรู้แบบนี้ ปี 1976 Stan กับภรรยาเลยควักเงินเก็บตั้งบริษัทตัวเองเลย
พวกเขาตั้งชื่อบริษัทว่า Multitech เริ่มจากการเป็นแค่ตัวแทนจำหน่ายไมโครชิปนำเข้า และรับจ้างออกแบบผลิตภัณฑ์
จนกระทั่งปี 1981 พวกเขาปล่อยของด้วยการทำคอมพิวเตอร์สำหรับฝึกหัดชื่อ Microprofessor MPF I ตัดราคาคู่แข่งยับเยินจนฮิตถล่มทลาย
พอบริษัทเริ่มโตและอยากจะบุกตลาดโลก ชื่อ Multitech ดันไปซ้ำกับบริษัทอื่นเต็มไปหมด ขืนใช้ต่อมีหวังโดนฟ้องร้องแน่ๆ
พวกเขาเลยให้คอมพิวเตอร์สุ่มชื่อใหม่ จนมาจบที่คำละตินสั้นๆ ว่า Acer ที่แปลว่าเฉียบแหลมและเปี่ยมพลัง
1
แถมตัว A ยังทำให้ชื่อแบรนด์โผล่เป็นอันดับแรกในหน้านิตยสารเวลาจัดเรียงตามตัวอักษรอีกด้วย
ความฝันของ Stan คือการดัน Acer ให้เป็นแบรนด์ระดับโลก เขาถึงขั้นจ้างอดีตผู้บริหารจาก IBM เข้ามาคุมทัพ
หวังจะให้องค์กรมีภาพลักษณ์ดูอินเตอร์แบบตะวันตก มีการทุ่มเงินซื้อกิจการและสร้างโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำใหญ่โต
แต่ก้าวเร็วไปก็สะดุดยอดหญ้า การขยายตัวแบบกะซวกทุกอย่างทำให้บริษัทขาดทุนยับเยินในปี 1991 หุ้นร่วงระนาวแบบดิ่งพสุธา
Stan ต้องกลับมาคุมบังเหียนเองอีกรอบ และจังหวะนี้นี่แหละที่เขาคิดค้นทฤษฎีที่จะเปลี่ยนโลกคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล
เขาวาดกราฟขึ้นมา ปลายซ้ายคือการวิจัย ปลายขวาคือแบรนด์และการตลาด ส่วนตรงกลางที่กราฟดิ่งลงสุดคือการประกอบเครื่อง
กราฟนี้หน้าตาเหมือนรอยยิ้ม เขาเลยเรียกว่า “Smiling Curve” ซึ่งกลายเป็นทฤษฎีที่คนทำธุรกิจต้องรู้จัก
เขาตระหนักว่าการแบกโรงงานประกอบเครื่องเอาไว้คือตัวถ่วงบริษัท เขาเลยรื้อโครงสร้างใหม่ใช้โมเดลฟาสต์ฟู้ดแทน
ให้ส่งชิ้นส่วนแยกกันไปประกอบที่ประเทศปลายทาง เหมือนทำเบอร์เกอร์ร้อนๆ สดใหม่ โมเดลนี้ทำให้ Acer ลดต้นทุนได้มหาศาล
นี่มันคือการเอาปรัชญาไข่เป็ดของคุณแม่มาใช้ในสเกลระดับโลกชัดๆ…
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกรอบคือตอนที่เขาแยกธุรกิจรับจ้างผลิตออกไปตั้งเป็นบริษัท Wistron ทำให้ Acer ไม่ต้องมีโรงงานขนาดใหญ่ของตัวเอง
พอไม่ต้องห่วงเรื่องหาออเดอร์มาป้อนโรงงานตัวเอง Acer ก็มีอิสระที่จะไปช้อปปิ้งชิ้นส่วนจากใครก็ได้ที่ให้ราคาถูกที่สุด
แล้วคนที่เข้ามารับไม้ต่อพุ่งชนความสำเร็จคือ Gianfranco Lanci ผู้บริหารชาวอิตาลี ที่เข้าใจเกมค้าปลีกแบบทะลุปรุโปร่ง
ตอนนั้นยักษ์ใหญ่อย่าง Dell ใช้โมเดลขายตรง ลูกค้าสั่งผ่านเว็บแล้วค่อยประกอบส่ง โมเดลนี้ดีตรงที่ไม่ต้องสต็อกของ
แต่มันก็เข้าไม่ถึงคนทั่วไปที่ชอบเดินห้าง Lanci เลยเดินเกมสวนทาง เขาดันคอมพิวเตอร์ Acer เข้าทุกร้านค้าปลีก
เน้นขายง่าย ราคาเข้าถึงได้ ร้านค้าก็ชอบเพราะของมันออกไว ไม่จมทุน ปรัชญาไข่เป็ดทำงานของมันอย่างสมบูรณ์แบบ
Acer ยึดพื้นที่หน้าร้านทั่วยุโรป แถมยังไปไล่ซื้อแบรนด์ Gateway และ Packard Bell มาสกัดดาวรุ่งคู่แข่งอย่าง Lenovo อีกด้วย
และแล้วจุดพีคของเรื่องก็มาถึง ช่วงปลายปี 2007 ตอนที่ Asus เปิดตัวแล็ปท็อปจิ๋วราคาถูกที่เรียกว่า Netbook
แบรนด์ตะวันตกส่วนใหญ่มองว่ามันคือภัยคุกคามที่จะมาแย่งยอดขายแล็ปท็อปตัวแพง แต่ Acer มองเห็นขุมทรัพย์ขนาดมหึมา
นี่มันคือสุดยอดของไข่เป็ดชัดๆ เดือนมิถุนายน 2008 พวกเขาเปิดตัว Aspire One แล็ปท็อปหน้าจอ 8.9 นิ้ว น้ำหนักเบาหวิว
ที่สำคัญคือราคาแค่ 199 ปอนด์ จังหวะนั้นโลกกำลังเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจพอดี คนไม่มีเงินซื้อแล็ปท็อปแพงๆ
เจ้า Aspire One เลยกลายเป็นของที่ใครก็เอื้อมถึง เครือข่ายมือถือถึงกับเอาไปจัดโปรโมชันแจกฟรีพ่วงแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต
ยอดขาย Acer พุ่งกระฉูดถึง 35% ในสหราชอาณาจักร ในขณะที่แบรนด์อื่นยอดร่วงระนาว กลยุทธ์นี้ทำงานแบบท็อปฟอร์มสุดๆ
สถิติระดับโลกตอนนั้นยืนยันว่า Acer ก้าวข้าม Dell ขึ้นไปเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เบอร์สองของโลกเรียบร้อยแล้ว เป็นรองแค่ Hewlett-Packard เท่านั้น
Dell เลือกรักษาราคาเพื่อรักษาผลกำไร ในขณะที่ Acer เลือกกดราคาให้ต่ำสุดเพื่อกวาดวอลลุ่มให้มิดแผ่นดิน…
แต่โลกไอทีมันโหดร้ายและหมุนเร็วกว่าที่คิด ความรุ่งโรจน์อยู่ได้ไม่นาน สิ่งประดิษฐ์พลิกโลกก็ปรากฏตัวขึ้นมาดับฝัน
เดือนพฤษภาคม 2010 Apple วางขาย iPad แม้จะแพงกว่า ไม่มีคีย์บอร์ด ไม่มีพอร์ต USB แต่พฤติกรรมคนมันเปลี่ยนไปแล้ว
คนกลับชอบหยิบแท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสมาไถเล่นบนโซฟามากกว่าเน็ตบุ๊ก เปิดปุ๊บติดปั๊บ แบตเตอรี่ก็อยู่ได้ทั้งวัน
ยอดขายเน็ตบุ๊กดิ่งเหวแบบกู่ไม่กลับ Acer ที่ออกแบบโครงสร้างมาเพื่อเน้นขายวอลลุ่มเยอะๆ เจอฝันร้ายเข้าอย่างจัง
สินค้าขายไม่ออก สต็อกบานเบอะเต็มหน้าร้าน บริษัทเจอผลขาดทุนระดับไตรมาสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ขาดทุนยับเยินจน Lanci ต้องยอมยื่นใบลาออก พนักงานทั่วโลกโดนปลดระนาว สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตสุดๆ
จังหวะชี้เป็นชี้ตาย Stan ในวัย 68 ปี ต้องลงจากหลังเสือมาช่วยกู้วิกฤตบริษัทที่ตัวเองปั้นมากับมือ
เขาดึง Jason Chen เข้ามาเป็นซีอีโอคนใหม่ งานนี้ไม่ใช่การร่ายเวทมนตร์ แต่คือการยอมรับความจริงและลดต้นทุน
เลิกบ้าบิ่นไล่ล่าอันดับโลก หันมาหาพื้นที่ใหม่ที่บริษัทยังไปต่อได้ พวกเขาเจอว่าจิตวิญญาณเน็ตบุ๊กยังไม่ตาย
มันแค่กลายร่างไปเป็น Chromebook แล็ปท็อปราคาประหยัดที่พึ่งพาอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก Acer บุกตลาดนี้อย่างหนัก
จนกลายเป็นเจ้าพ่อ Chromebook ยึดครองตลาดการศึกษาได้สำเร็จ แถมยังฉีกไปลุยตลาดไฮเอนด์อย่างฝั่งเกมมิ่งด้วยแบรนด์ Predator
วันนี้ Acer อาจจะหล่นมาอยู่อันดับหกของโลก แต่พวกเขายังกำไรและยืนหยัดมาได้ถึงครึ่งศตวรรษ
โดยที่พวกเขายังคงรักษาโมเดลธุรกิจที่ไม่มีโรงงานผลิตยักษ์ใหญ่เป็นของตัวเองเอาไว้ได้จนถึงทุกวันนี้
ตำนานของเน็ตบุ๊กไม่ได้จบแค่ตัวเลขบนงบการเงิน แต่มันเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมของมนุษย์เราไปอย่างสิ้นเชิง
จากที่คอมพิวเตอร์ต้องตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะทำงาน มันกลายมาเป็นสิ่งที่เราหยิบมาไถเล่นบนโซฟาได้แบบชิลๆ
ใครจะไปคิดว่าความยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นมาจากความช่างสังเกตของเด็กชายตัวน้อยหน้าร้านขายของชำในไต้หวัน
ปรัชญาไข่เป็ดราคาถูกที่ขายออกไวๆ วันหนึ่งมันก็สามารถสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่พอจะไปเขย่าบัลลังก์โลกได้เหมือนกัน…
References : [gartner, theregister, bloomberg, forbes, wsj]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-acer-saga/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา