เมื่อวาน เวลา 09:51 • นิยาย เรื่องสั้น

### คนที่ไม่เคยบอกว่าไม่รัก

เรื่องสั้นจิตวิทยา | ความปรารถนา ความตาย และความลับในใจมนุษย์
“เขาไม่ได้กลัวคนตายหรอก เขากลัวคนเป็นต่างหาก”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่หมอภาคินเขียนลงในสมุดบันทึก หลังจากพูดคุยกับชายวัยสี่สิบสองปีคนหนึ่ง ซึ่งถูกตำรวจนำตัวมาพบเขาในบ่ายวันฝนตก
ชายคนนั้นชื่อวิทยา
เป็นคนเงียบ ๆ รูปร่างผอม ใบหน้าธรรมดา สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าซีด และมีนิสัยชอบก้มหน้าขณะพูดกับคนอื่น
หากเดินสวนกันในตลาด คงไม่มีใครจดจำเขาได้
เขาทำงานอยู่ในสถานที่เก็บรักษาร่างผู้เสียชีวิตของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมานานกว่าสิบห้าปี ไม่เคยขาดงาน ไม่เคยทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน และแทบไม่เคยมีใครได้ยินเขาพูดเสียงดัง
แต่มีความลับอย่างหนึ่งที่เขาเก็บซ่อนไว้
ความลับที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
เขามีความรู้สึกดึงดูดทางเพศต่อร่างของผู้เสียชีวิต
และวันหนึ่ง ความลับนั้นก็กลายเป็นคดี
“คุณวิทยาเคยมีแฟนไหมครับ”
หมอภาคินถาม ขณะเลื่อนแก้วน้ำไปตรงหน้าชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
วิทยาพยักหน้า
“เคยครับ”
“แล้วทำไมถึงเลิกกัน”
เขาเงียบไปนาน
นานจนได้ยินเสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่าง
“เธอบอกว่าผมเป็นคนดีครับ”
หมอภาคินเงยหน้าขึ้น
“แล้วอย่างไรต่อ”
“เธอบอกว่าผมเป็นคนดี แต่เธอไม่ได้รักผม”
วิทยายิ้มบาง ๆ
เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความสุขอยู่ในนั้นเลย
“ผมไม่เข้าใจครับหมอ ถ้าผมเป็นคนดี ทำไมเธอถึงไม่รัก”
หมอภาคินไม่ได้ตอบทันที
เพราะเขารู้ว่าในความสัมพันธ์ของมนุษย์ ความดีไม่ใช่สัญญาที่ทำให้อีกฝ่ายจำเป็นต้องมอบความรักตอบแทน
แต่บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะยอมรับความจริงข้อนี้ได้
วิทยาเติบโตมาในบ้านไม้หลังเล็กริมคลอง
พ่อเป็นคนเงียบ แม่เป็นคนเจ้าระเบียบ
เขาจำได้ว่าเมื่อยังเด็ก ทุกครั้งที่ทำอะไรผิด แม่จะไม่ตี ไม่ดุด่า
แต่จะหยุดพูดกับเขา
บางครั้งหนึ่งวัน
บางครั้งสามวัน
และบางครั้งนานถึงหนึ่งสัปดาห์
เด็กชายวิทยาจึงเรียนรู้ว่าความเงียบอาจเป็นการลงโทษที่เจ็บปวดกว่าการถูกตี
เขาพยายามเป็นเด็กดี
เรียนหนังสือให้เก่ง
เก็บของให้เรียบร้อย
ไม่เถียงผู้ใหญ่
เพราะคิดว่าถ้าตนเองดีพอ ทุกคนคงรักเขา
แต่ชีวิตไม่เคยทำตามกฎง่าย ๆ เช่นนั้น
เมื่อโตขึ้น เขาพบว่าคนที่เขารักสามารถเลือกคนอื่นได้
คนที่เขาคิดถึงสามารถไม่คิดถึงเขาได้
และคนที่เขาอยากอยู่ด้วยตลอดชีวิต สามารถเดินจากไปโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลที่เขายอมรับได้
แน่นอนว่า ประสบการณ์วัยเด็กเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุของความสนใจทางเพศที่เขามี
แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่วิทยาใช้ทำความเข้าใจตัวเอง
“คุณรู้สึกอย่างไรเวลาทำงานกับผู้เสียชีวิต”
หมอภาคินถามในวันนัดครั้งต่อมา
วิทยามองออกไปนอกหน้าต่าง
“สงบครับ”
“สงบอย่างไร”
“ไม่มีใครตำหนิผม ไม่มีใครมองว่าผมไม่ดี ไม่มีใครเดินหนี”
“แล้วคุณคิดว่าความสงบนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางเพศของคุณหรือเปล่า”
วิทยาส่ายหน้า
“ผมไม่รู้ครับ”
เขาหยุดคิด ก่อนพูดต่อ
“ผมรู้แค่ว่าความรู้สึกบางอย่างมันเกิดขึ้นเอง ผมไม่เคยตั้งใจให้มันเกิด”
หมอภาคินจดข้อความลงในกระดาษ
เขารู้ดีว่าการพยายามอธิบายความปรารถนาที่พบได้ยากด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว อาจทำให้เราเข้าใจมนุษย์ผิดไปมากกว่าที่คิด
บางคนมีจินตนาการโดยไม่เคยลงมือทำ
บางคนมีแรงกระตุ้นที่ตนเองรู้สึกหวาดกลัว
และบางคนก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความคิดกับการกระทำ
เส้นแบ่งนั้นสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะความคิดไม่ใช่อาชญากรรม
แต่การละเมิดร่างของผู้เสียชีวิตเป็นการกระทำที่มีผลต่อศักดิ์ศรีของผู้ตายและสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ที่ยังมีชีวิต
วันหนึ่งหมอภาคินถามคำถามที่ทำให้วิทยานิ่งไปนานที่สุด
“คุณคิดว่าคนตายรักคุณได้ไหม”
วิทยามองหน้าเขา
เป็นครั้งแรกที่ชายคนนั้นสบตาหมอตรง ๆ
“ไม่ได้ครับ”
“แล้วเขายินยอมให้คุณทำสิ่งที่คุณทำได้ไหม”
วิทยาก้มหน้าลง
“ไม่ได้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าความรู้สึกของคุณทำให้คุณมีสิทธิ์เหนือร่างของเขาหรือเปล่า”
ไม่มีคำตอบ
มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศดังเบา ๆ อยู่ในห้อง
ก่อนที่วิทยาจะพูดออกมา
“ไม่มีครับ”
น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนหลังมือ
“ผมรู้ว่าผมทำผิด”
หมอภาคินปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน
เขาไม่ได้บอกว่าการร้องไห้จะลบล้างสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ได้บอกว่าบาดแผลในอดีตทำให้ใครมีสิทธิ์ทำร้ายผู้อื่น
และไม่ได้บอกว่าการเข้าใจสาเหตุจะทำให้ความผิดกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย
เขาเพียงถามว่า
“คุณอยากเข้าใจตัวเองมากขึ้นไหม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก”
วิทยาพยักหน้า
หลายเดือนผ่านไป
วิทยายังคงอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และได้รับการประเมินทางจิตเวชตามความเหมาะสม
หมอภาคินไม่เคยคิดว่าการสนทนาไม่กี่ครั้งจะเปลี่ยนคนคนหนึ่งได้ทั้งหมด
มนุษย์ไม่ใช่นาฬิกาที่เพียงเปิดฝาหลังแล้วหมุนเฟืองสองสามตัวก็กลับมาเดินตรงเวลา
ความปรารถนาบางอย่างมีความซับซ้อน
บางอย่างเกี่ยวข้องกับประสบการณ์
บางอย่างเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
บางอย่างอาจมีปัจจัยทางจิตใจหลายด้านร่วมกัน
และบางอย่างเรายังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะอธิบาย
สิ่งที่ทำได้คือประเมินอย่างรอบคอบ รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และป้องกันไม่ให้มีใครถูกละเมิดอีก
บ่ายวันหนึ่ง วิทยาได้รับอนุญาตให้เขียนจดหมายถึงตัวเอง
เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวเล็ก
ใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเขียน
จดหมายมีข้อความไม่กี่บรรทัด
> ถึงวิทยาฉันเคยคิดว่าการไม่ถูกปฏิเสธหมายถึงการได้รับความรักแต่วันนี้ฉันเพิ่งเข้าใจว่า ความเงียบไม่ได้แปลว่าการยินยอมคนที่ไม่สามารถพูดว่าไม่ ไม่ได้หมายความว่าเขาตอบตกลงและการที่ฉันต้องการใครสักคน ไม่ได้หมายความว่าฉันมีสิทธิ์ครอบครองเขาฉันไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าไรจึงจะเข้าใจตัวเองแต่ฉันอยากเริ่มจากการไม่ทำร้ายใครอีก
เขาพับกระดาษเก็บไว้ในซอง
แล้วนั่งมองแสงแดดยามเย็นที่ค่อย ๆ เลื่อนผ่านขอบหน้าต่าง
หลายปีต่อมา หมอภาคินยังจำชายคนนั้นได้
ไม่ใช่เพราะคดีของเขาผิดไปจากสิ่งที่คนทั่วไปคุ้นเคย
แต่เพราะบทสนทนาครั้งหนึ่งยังคงติดอยู่ในความทรงจำ
วันนั้นวิทยาถามว่า
“หมอครับ คนเราผิดปกติได้แค่ไหน ถึงจะไม่เหลือความเป็นมนุษย์”
หมอภาคินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบว่า
“การมีความปรารถนาที่แตกต่างไม่ได้ทำให้ใครหมดความเป็นมนุษย์ แต่เราทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง”
วิทยานั่งฟังอย่างเงียบงัน
“แล้วผมยังเปลี่ยนแปลงได้ไหมครับ”
“คุณอาจไม่สามารถเลือกความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นในใจได้ แต่คุณเรียนรู้ที่จะจัดการกับมัน และเลือกไม่ละเมิดผู้อื่นได้”
วิทยาไม่ได้ยิ้ม
เพียงพยักหน้าช้า ๆ
ราวกับเพิ่งได้ยินประโยคที่ควรมีใครบอกเขาตั้งนานแล้ว
คืนนั้นหมอภาคินกลับถึงบ้านช้ากว่าปกติ
ภรรยากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง
เธอเงยหน้าขึ้นถาม
“เหนื่อยไหม”
เขาพยักหน้า
เธอขยับตัวให้มีที่ว่างบนโซฟา
เขานั่งลงข้าง ๆ
ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่
ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปจับมือเธอ
เธอหันมายิ้ม
แล้วจับมือตอบ
เป็นเหตุการณ์ธรรมดาเหลือเกิน
ธรรมดาจนคนส่วนใหญ่อาจไม่เคยคิดถึงความหมายของมัน
แต่สำหรับหมอภาคินในคืนนั้น เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งงดงามอย่างประหลาด
เพราะมือที่จับตอบเขา เป็นมือของคนที่มีสิทธิ์จะไม่จับก็ได้
เธอมีสิทธิ์จะปฏิเสธ
มีสิทธิ์จะไม่รัก
มีสิทธิ์จะลุกเดินออกจากห้อง
แต่ในเวลานั้น เธอเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงนั้น
เขาจึงเข้าใจขึ้นมาอีกครั้งว่า สิ่งที่ทำให้ความรักมีความหมาย ไม่ใช่การที่เราสามารถเก็บใครไว้กับตัวได้ตลอดไป
แต่เป็นการที่อีกฝ่ายมีอิสระอย่างเต็มที่
และยังเลือกจะอยู่ด้วยกัน
เพราะความรักไม่ใช่การครอบครองคนที่ไม่อาจปฏิเสธเรา แต่คือการได้รับคำตอบว่า “รัก” จากคนที่มีสิทธิ์จะพูดว่า “ไม่”
หมายเหตุ: เรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องแต่ง ตัวละครและเหตุการณ์เป็นสมมติ โดยนำแนวคิดทางจิตวิทยามาประกอบการเล่าเรื่อง มิได้เสนอว่าความกลัวการถูกปฏิเสธหรือประสบการณ์วัยเด็กเป็นสาเหตุที่พิสูจน์แล้วของ Necrophilia
PS. คุณคิดว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างการถูกคนที่เรารักปฏิเสธ กับการรักใครสักคนจนลืมไปว่าเขามีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง?
#เรื่องสั้นจิตวิทยา #จิตใต้สำนึก #พฤติกรรมมนุษย์ #ความรักและการครอบครอง #เรื่องสั้นสะท้อนชีวิต
โฆษณา