Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
31 ต.ค. เวลา 14:50 • คริปโทเคอร์เรนซี
ปล้นเงียบ 2 แสนล้าน! เจาะลึกแฮกเกอร์ดูดเงิน Binance เกลี้ยงใน 20 นาที
ลองจินตนาการดูว่า ถ้ามีโจรซักคนอยากจะปล้นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก โจรคนนั้นต้องเตรียมตัวขนาดไหน
ต้องหาอาวุธครบมือ วางแผนหนีตำรวจ หรืออาจจะต้องขุดอุโมงค์ใต้ดินเจาะตู้เซฟแบบในหนังแอ็กชัน
แต่เชื่อมั๊ยครับว่าในโลกยุคดิจิทัล การปล้นที่ได้เงินไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กลับไม่ต้องใช้ลูกปืนซักนัด…
ทุกอย่างเกิดขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบเงียบๆ และใช้เวลาแค่ 20 นาทีเท่านั้น
ตัวเลขความเสียหายคือ 5 พันล้านดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินไทยก็เกือบสองแสนล้านบาท
เป้าหมายของการปล้นระดับโลกครั้งนี้คือแพลตฟอร์มกระดานเทรดคริปโตที่ชื่อว่า Binance
คำถามคือ เงินมหาศาลขนาดนี้ถูกขโมยออกไปได้ยังไงโดยที่ไม่มีสัญญาณเตือนภัยดังเลยซักนิดเดียว
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจระบบหลังบ้านของกระดานเทรดกันก่อน ปกติแล้วแพลตฟอร์มพวกนี้จะเก็บเงินลูกค้าไว้สองที่
ที่แรกเราเรียกกันว่า “Hot Wallet” เปรียบเหมือนเครื่องคิดเงินหน้าร้าน ที่ต้องต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาเพื่อรอให้ลูกค้ามากดถอนเงิน
ส่วนที่สองคือ “Cold Storage” อันนี้คือห้องนิรภัยใต้ดินที่ตัดขาดจากโลกภายนอก เอาไว้เก็บเงินก้อนใหญ่ให้ปลอดภัยที่สุด
แน่นอนว่าแฮกเกอร์ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ห้องนิรภัยใต้ดิน แต่พวกเขาเล็งไปที่เครื่องคิดเงินหน้าร้านต่างหาก
สำหรับแพลตฟอร์มระดับเบอร์หนึ่งอย่าง Binance แค่เงินที่วางไว้หน้าร้านก็มีมูลค่ามหาศาลระดับพันล้านดอลลาร์แล้ว…
ไทม์ไลน์เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นตอนเวลา 20 นาฬิกา 24 นาที ตามเวลา UTC
จู่ๆ ก็มีบัญชีปริศนาที่รับเงินมาจากบริการฟอกเงินดิจิทัลอย่าง Tornado Cache เข้ามาทำอะไรบางอย่างกับระบบ
บัญชีนี้ส่งรหัสคอมพิวเตอร์แปลกๆ เข้าไปเกาะติดกับบัญชีฝั่ง “Hot Wallet” ของ Binance
หลังจากนั้นแค่ 3 นาที ความพินาศก็เริ่มต้นขึ้นแบบไม่มีใครตั้งตัวติด…
1
กระเป๋าเงินดิจิทัลใบแรกโอนเหรียญ Ether จำนวน 464 เหรียญ และเหรียญอื่นๆ อีกกว่า 60 ชนิดออกไป
ปลายทางคือบัญชีใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาไม่ถึงชั่วโมง คล้อยหลังไปไม่กี่วินาที กระเป๋าใบที่สองก็โอนเหรียญตามไปอีกเกือบสามหมื่นเหรียญ
เวลาผ่านไปแค่ชั่วอึดใจ เงินคริปโตสารพัดตระกูลทั้ง Bitcoin และ Tron ก็ถูกสูบออกไปอย่างบ้าคลั่ง
เชื่อมั๊ยครับว่าระบบเตือนภัยแรกไม่ได้ดังมาจากตัวแพลตฟอร์มเองด้วยซ้ำ
แต่ดันมาจากนักวิจัยอิสระบนโซเชียลมีเดียที่ชื่อ Spriek ซึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติบนบล็อกเชน
เขาโพสต์ตั้งข้อสังเกตว่า ธุรกรรมพวกนี้อาจจะเป็นแค่การ maintenance ระบบตามปกติ แต่มันดูน่าสงสัยแบบสุดๆ
พอตกค่ำ ข่าวนี้ก็ระเบิดตูมตามไปทั่วโลกออนไลน์ ขาเผือกและนักวิเคราะห์ต่างพากันประเมินตัวเลขความเสียหายกันให้วุ่น…
ทาง Binance เองก็ออกมาโพสต์ข้อความสั้นๆ แค่สี่คำว่ากำลังเจอกับปัญหาความปลอดภัย
แต่สิ่งที่ทำให้วงการเทคถึงกับอ้าปากค้าง คือวิธีการที่แฮกเกอร์ใช้เจาะระบบเข้ามา
เพราะเมื่อนักสืบไซเบอร์เข้าไปแกะรอย พวกเขาไม่พบร่องรอยการงัดแงะหรือการพังประตูหลังบ้านเลยซักนิดเดียว
เงินระดับสองแสนล้านบาทถูกสั่งโอนออกไปด้วยลายเซ็นดิจิทัลที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง
1
พูดง่ายๆ คือเหมือนเจ้าของบัญชีเดินมาเซ็นเช็คสั่งจ่ายด้วยตัวเองเลย…
1
เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปถึงเทคโนโลยีพื้นฐานของเครือข่าย Ethereum ที่มีการอัปเกรดระบบชื่อ Pectra เมื่อกลางปี 2025
การอัปเกรดครั้งนั้นมีชุดคำสั่งตัวนึงที่ชื่อว่า “EIP7702” ซึ่งตั้งใจสร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน
ฟีเจอร์นี้อนุญาตให้กระเป๋าเงินธรรมดาสามารถแปลงร่างเป็น “Smart Contract” ได้ชั่วคราว
แค่เจ้าของกระเป๋าเซ็นมอบอำนาจเพียงครั้งเดียว ก็ยอมให้รหัสคอมพิวเตอร์เข้ามาจัดการธุรกรรมแทนได้
เป้าหมายคืออยากให้คนใช้งานง่ายขึ้น เช่น รวมหลายคำสั่งไว้ด้วยกัน หรือให้คนอื่นช่วยจ่ายค่าธรรมเนียมให้…
แต่ความบรรลัยมันอยู่ตรงที่ การมอบอำนาจนี้มันไม่มีวันหมดอายุในตัวมันเอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบอกเลยว่า เมื่อรหัสถูกแนบเข้าไปแล้ว มันจะอนุมัติการโอนเงินครั้งต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องขอลายเซ็นอีก
ปริศนาล้านดอลลาร์ของคดีนี้จึงไม่ใช่การพังประตู แต่คือแฮกเกอร์ไปเอาลายเซ็นแรกสุดนั้นมาจากไหน
อาจจะเป็นกุญแจเข้ารหัสที่เผลอหลุดไป หรือคอมพิวเตอร์พนักงานถูกแฮก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ความจริง
รู้แค่ว่าคำสั่งอนุมัตินี้เดินทางมาจากบัญชีผีที่ฟอกตัวตนมาแล้วเรียบร้อย…
ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่คนในวงการไม่รู้มาก่อน
1
ก่อนหน้านี้ทีมงานจาก Wintermute เคยออกมาเตือนแล้วว่า การมอบอำนาจลักษณะนี้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์มักจะโยงไปหาโปรแกรมสูบเงิน
โปรแกรมพวกนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อรอจังหวะที่กุญแจหลุด แล้วจะเข้าไปกวาดเงินจนเกลี้ยงกระเป๋าทันที
คำเตือนในวันนั้นกลายเป็นความจริงที่แสนโหดร้ายในวันนี้ การปล้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกจึงดูเหมือนการโอนเงินที่ถูกระเบียบทุกอย่าง
ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมระบบป้องกันที่ล้ำสมัยที่สุดถึงจับสังเกตอะไรไม่ได้เลย…
แต่… เรื่องนี้ยังมีจุดหักมุมที่แฮกเกอร์อาจจะไม่ได้คาดคิดไว้เหมือนกัน
เพราะเงินที่ถูกขโมยไปเกือบครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่เหรียญอิสระอย่าง Bitcoin หรือ Ether
แต่มันคือ “Stablecoins” หรือเหรียญที่ผูกมูลค่าไว้กับเงินดอลลาร์ ซึ่งมีบริษัทตัวกลางคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง
เหรียญพวกนี้มีเจ้าของที่สามารถสวมบทเป็นฮีโร่ มากดปุ่มหยุดฉุกเฉินได้ทุกเมื่อ
ทันทีที่รู้เรื่อง ซีอีโอของบริษัท Tether ก็สั่งแช่แข็งเหรียญของตัวเองมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ทันที
เงินพวกนั้นยังคงนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าของแฮกเกอร์ แต่มันขยับไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย…
ทางฝั่งบริษัท Circle ก็ไวพอกัน รีบประสานงานกับตำรวจและสั่งอายัดเงินอีกกว่า 800 ล้านดอลลาร์
รวมๆ แล้วมีเงินกว่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกล็อกรหัสไว้ได้ทันท่วงที
แต่ก็ยังเหลือเงินอีกราวๆ 3 พันล้านดอลลาร์ ที่ไม่มีใครมีอำนาจไปสั่งอายัดมันได้
แฮกเกอร์รู้ตัวดีว่าต้องรีบฟอกเงินก้อนนี้ให้เร็วที่สุด พวกเขาเลยเอาเหรียญไปวางค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงินสกุลอื่นออกมา
แพลตฟอร์มปล่อยกู้ในโลกคริปโตต้องรีบปิดระบบหนีกันจ้าละหวั่น เพื่อไม่ให้แฮกเกอร์มาใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน
นี่คือสงครามประสาทที่แข่งกันด้วยเวลาหลักนาที ระหว่างโค้ดคอมพิวเตอร์ของโจรกับระบบของบริษัทต่างๆ…
ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ลามไปทั่วทั้งตลาดอย่างรวดเร็ว
ราคา Bitcoin ดิ่งลงทันที เหรียญ Ether ก็ร่วงตาม เหรียญกระดานเทรดอย่าง BNB ก็นิ่งไม่ไหวร่วงไปเกือบ 7 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่เหรียญสายลับที่เน้นปกปิดตัวตนอย่าง Monero กลับมีราคาพุ่งกระฉูดรับข่าวนี้
ถ้าเราลองย้อนดูประวัติศาสตร์ การถูกแฮกของกระดานเทรดมักจะทิ้งแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้ในวงการเสมอ
จำคดีของ Mt. Gox เมื่อสิบกว่าปีก่อนกันได้มั๊ยครับ ครั้งนั้นทำเอาคนสูญเสียความเชื่อมั่นไปพักใหญ่เลย
หรือกรณีเครือข่าย Ronin ของเกมดังที่โดนเจาะไป 600 ล้านดอลลาร์ นั่นก็หนักหนาเอาการ…
แต่ความเสียหายของ Binance ในคืนเดียวนี้ มันใหญ่กว่าทุกคดีที่ผ่านมาเอามารวมกันซะอีก
นำมาสู่คำถามที่ทุกคนอยากรู้ที่สุด ถ้าเงินหายไปแล้ว สรุปว่ามันเป็นเงินของใครกันแน่
ตอนแรกแพลตฟอร์มออกมาบอกว่ายังไม่พบผลกระทบต่อเงินลูกค้า แต่ผ่านไปแป๊บเดียวก็เปลี่ยนคำพูดใหม่
พวกเขายืนยันหนักแน่นว่า เงินทุนของผู้ใช้งานทุกคนปลอดภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ความมั่นใจนี้มาจากกองทุนประกันความเสี่ยงที่ชื่อว่า “Safu” ซึ่งทางบริษัทหักเงินจากค่าธรรมเนียมมาสะสมไว้ตั้งแต่ปี 2018…
กองทุนนี้มี Bitcoin เก็บไว้เพียบ มูลค่าประเมินก็ทะลุหลักพันล้านดอลลาร์ไปแล้ว
แต่ถ้าเอามาเทียบกับเงิน 3 พันล้านที่ถูกขโมยและอายัดไม่ได้ กองทุนนี้ก็จ่ายชดเชยได้แค่ประมาณหนึ่งในสามเท่านั้น
ส่วนที่เหลือบริษัทก็ต้องควักเนื้อตัวเองจ่าย ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกว่าเขามีสายป่านยาวแค่ไหนเพราะเขาไม่ได้เปิดเผยงบการเงิน
บทเรียนราคาแพงที่สุดจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ ไม่ได้มีไว้แค่ให้กระดานเทรดระวังตัว
แต่มันไปสะกิดปรัชญาดั้งเดิมของโลกคริปโตที่หลายคนหลงลืมไป นั่นคือประโยคที่ว่า Not your keys, not your coins
ถ้าเราไม่ได้ถือรหัสผ่านกระเป๋าเงินด้วยตัวเอง เงินนั้นก็ไม่ใช่ของเราแบบเบ็ดเสร็จ…
การเอาเงินไปฝากไว้กับแพลตฟอร์ม มันก็คือการที่เราฝากความเชื่อใจไว้กับคำสัญญาขององค์กร
เมื่อคำสัญญานั้นถูกท้าทายด้วยวิกฤตระดับโลก เราถึงจะได้เห็นว่าเบื้องหลังนั้นแข็งแกร่งอย่างที่คุยโม้ไว้มั๊ย
นอกจากนี้ เรายังได้เห็นดาบสองคมของเทคโนโลยีอย่างชัดเจน
ปุ่มอายัดเงินที่ช่วยเซฟเงินสองแสนล้านรอดพ้นจากมือโจรในวันนี้ มันก็คือปุ่มเดียวกันที่สามารถล็อกเงินของเราเมื่อไหร่ก็ได้ในรูปแบบเงิน fiat นั่นเอง
เหรียญ “Stablecoins” ที่เราคิดว่าเป็นเงินสดดิจิทัล แท้จริงแล้วมันคือสัญญารับสภาพหนี้ที่มีคนถือสวิตช์ทำลายล้างอยู่
เทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบาย ก็มักจะแลกมาด้วยความเสี่ยงที่มองไม่เห็นเสมอ…
แค่การเซ็นอนุมัติสิ่งที่เราอ่านไม่ออกเพียงครั้งเดียว อาจจะพาเงินเก็บทั้งชีวิตปลิวหายไปในอากาศ
ลองนึกภาพตามว่า ถ้าตื่นเช้ามาแล้วเปิดแอปพลิเคชันดูพอร์ตการลงทุนของตัวเอง
ตัวเลขยอดเงินยังโชว์อยู่ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์ แต่เราไม่สามารถกดถอนมันออกมาใช้ได้เลย
ความรู้สึกว้าวุ่นใจแบบนี้แหละที่ผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญในช่วงที่กระดานเทรดสั่งปิดระบบถอนเงินชั่วคราว
มันทำให้เราหวนคิดถึงวิกฤตการเงินในยุคก่อนๆ ที่ธนาคารพากันปิดประตูไม่ให้คนแห่ไปถอนเงิน…
เพียงแต่คราวนี้มันเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ ที่ทุกอย่างวิ่งด้วยความเร็วแสง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการแฮกครั้งนี้ ไม่ใช่แค่จำนวนเงินมหาศาลที่หายไป
แต่มันคือความแนบเนียนของวิธีการโจมตี ที่รอดพ้นสายตาของ AI และระบบป้องกันขั้นสุดยอดของโลกไปได้
เรากำลังอยู่ในยุคที่โจรไม่ต้องสวมไอ้โม่ง ไม่ต้องพกอาวุธ แค่มีความรู้เรื่องโค้ดคอมพิวเตอร์ก็ปล้นข้ามทวีปได้แล้ว
ในอดีตเราเคยเห็นอาชญากรไซเบอร์ใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือฟิชชิงหลอกให้คนกรอกรหัสผ่าน
แต่นี่คือการเล่นกับช่องโหว่ของความสะดวกสบายที่นักพัฒนาระบบตั้งใจสร้างขึ้นมาเอง…
รหัส “EIP7702” ที่ว่านี้ ถูกฝังอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัลของทุกคนที่ใช้เครือข่าย Ethereum
หมายความว่าประตูบานนี้เปิดแง้มรอไว้แล้วสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่กับแพลตฟอร์มรายใหญ่เท่านั้น
มันเป็นบทเรียนที่ราคาแพงลิบลิ่วสำหรับบริษัทเทคโนโลยีว่า การสร้างระบบที่ใช้งานง่าย มักจะสวนทางกับความปลอดภัยเสมอ
ในขณะที่อุตสาหกรรมกำลังพยายามผลักดันให้คนทั่วไปเข้าถึงคริปโตได้ง่ายขึ้น
วิกฤตครั้งนี้กลับเป็นตัวฉุดรั้งความเชื่อมั่นให้ถอยหลังกลับไปอีกหลายก้าว…
หลังจากนี้เราคงได้เห็นการยกเครื่องระบบรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ของทุกกระดานเทรดทั่วโลก
หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศต่างๆ ก็คงจะนั่งไม่ติด และหาทางเข้ามาควบคุมกฎเกณฑ์ให้เข้มงวดกว่าเดิม
วิกฤตใหญ่มักจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เสมอ และตราบใดที่เทคโนโลยียังไม่หยุดพัฒนา สงครามระหว่างผู้สร้างระบบและผู้เจาะระบบก็จะไม่มีวันจบสิ้น
นี่คือการปะทะกันระหว่างโค้ดคอมพิวเตอร์ที่พร้อมจะสูบเงินตลอดเวลา กับองค์กรส่วนกลางที่พยายามวิ่งไล่ตามให้ทัน
หลังจากเรื่องราวสุดระทึกคืนนี้จบลง มันน่าจะทิ้งคำถามตัวโตๆ ไว้ในใจนักลงทุนทุกคน
ระหว่างความเสี่ยงจากการโดนแฮกเกอร์ขโมยเงิน กับความเสี่ยงที่เงินของเราถูกควบคุมด้วยปุ่มอายัดในมือคนอื่น
สิ่งไหนคือความสยองขวัญที่แท้จริงในโลกการเงินยุคใหม่กันแน่
References : [coindesk, cointelegraph, etherscan, binance, theblock]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/a-deep-dive-into-the-hackers-who-drained-funds-from-binance/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
การลงทุน
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
3 บันทึก
11
9
3
11
9
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย