Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AI-2518-68
•
ติดตาม
1 พ.ย. เวลา 09:26 • นิยาย เรื่องสั้น
บทที่ 10 บ้านที่เดินทางได้
ชื่อเรื่อง : แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย - จดหมายเหตุผู้อพยพสีขาว Tall Whites: ผู้สังเกตการณ์แห่งเนวาดา
The White Emigrants: The Tall Whites, Observers of Nevada
[ภาคที่ 4 เทคโนโลยีที่มนุษย์ไม่เข้าใจ]
|แฟ้มลับ: TW–010–Ξ
|ระดับชั้นความลับ: OMEGA–BLACK
|หัวข้อ: ยานแม่ ระบบพลังงาน และสถาปัตยกรรมการเดินทางระหว่างดวงดาวของ Tall Whites
|วันที่รวบรวม: 3 เมษายน ค.ศ. 1972 (ปรับปรุงครั้งที่ 5: 28 สิงหาคม ค.ศ. 1993)
|ผู้เรียบเรียงหลัก: ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน (นามสมมติ) – หัวหน้าคณะฟิสิกส์ประยุกต์ โครงการ ORION
|คณะทำงานร่วม: หน่วยวิศวกรรมอวกาศ, หน่วยระบบนิเวศปิด, หน่วยวัสดุศาสตร์, หน่วยพลังงานขั้นสูง
|สถานะเอกสาร: ยกเลิกการปกปิด (Declassified – Fiction Archive)
*หมายเหตุ: เอกสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนิยาย “แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย” โดยอ้างอิงหลักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ วิศวกรรมอวกาศ แนวคิดแรงโน้มถ่วงเทียม ระบบนิเวศปิด และทฤษฎีการขับเคลื่อนเชิงสัมพัทธภาพ มาผสมผสานกับเนื้อหาเชิงสมมติ ข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมดเป็นเพียงการประมาณการจากคำอธิบายของ Tall Whites และการสังเกตการณ์ระยะไกล ไม่เคยมีการตรวจสอบภายในยานแม่อย่างละเอียดโดยวิศวกรมนุษย์
.
.
I. สองความหมายของคำว่า "ยาน"
หลังจากการติดต่อดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่แปด ผ่านพ้นการเผชิญหน้าครั้งแรกในค่ำคืนเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964 เมื่อพลตรีเจมส์ ฮอลลาแมนตัดสินใจไม่สั่งยิงและเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของสองอารยธรรมไปตลอดกาล (บทที่ 4)
สนธิสัญญาทะเลทรายที่ใช้เวลาเจรจานานแปดเดือนและผ่านการประชุมถึง 73 ครั้ง ท่ามกลางความเข้าใจผิดทางวัฒนธรรมนับครั้งไม่ถ้วน (บทที่ 5) การก่อสร้างสถานีพักใต้ดินที่แล้วเสร็จอย่างเงียบงันภายใต้ผืนทรายเนวาดาโดยแทบไม่มีใครสังเกตเห็น (บทที่ 6)
และวิกฤต OR–17 ที่เกือบทำให้ทุกสิ่งพังทลายลงภายในเจ็ดนาทีแต่กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองอารยธรรมแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา (บทที่ 8)
นักวิทยาศาสตร์ของโครงการ ORION เริ่มเข้าใจบางสิ่งที่ fundamental กว่าสูตรทางฟิสิกส์หรือหลักการทางวิศวกรรมใด ๆ ที่พวกเขาเคยเรียนรู้มาจากมหาวิทยาลัยหรือห้องปฏิบัติการ
.
.
พวกเขาเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า "ยานอวกาศ" กับสิ่งที่ Tall Whites เรียกว่า "ซิล-อา-ธา-รา" ซึ่ง Semantic Resonance Translator (บทที่ 9) แปลโดยการวิเคราะห์เจตนาและบริบททางอารมณ์ว่า "ผู้แบกรับชีวิต" หรือ "เรือที่ความทรงจำอาศัยอยู่" นั้น
แม้จะดูเหมือนเป็นวัตถุทางกายภาพเดียวกันที่ทำหน้าที่พาผู้โดยสารเดินทางผ่านอวกาศจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่มีความหมายที่แตกต่างกันในระดับรากฐานของความคิด ในระดับที่ลึกเสียจนแม้แต่นักภาษาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญที่สุดของโครงการ ซึ่งเคยถอดรหัสภาษาลับในสงครามโลกครั้งที่สองและแปลคัมภีร์โบราณที่สูญหายไปนับพันปี ก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจ
.
.
"ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายปีในการพยายามทำความเข้าใจว่า 'ซิล-อา-ธา-รา' หมายถึงอะไรอย่างแท้จริง" ดร. เฮนรี เอ. โคแวน หัวหน้าหน่วยวิเคราะห์ภาษาและปรัชญา ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964 เพียงไม่กี่วันหลังการติดต่อครั้งแรก บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัวเมื่อปี ค.ศ. 1973
"เครื่องแปลภาษาบอกเราว่ามันแปลว่า 'ยานแม่' หรือ 'เรือใหญ่' แต่นั่นเป็นเพียงการแปลชั้นที่หนึ่ง เนื้อหาเชิงข้อเท็จจริง โดยไม่ได้รวมชั้นอารมณ์และบริบททางประวัติศาสตร์ที่มาพร้อมกับคำนั้น (บทที่ 9) เหมือนกับการแปลคำว่า 'บ้าน' ว่า 'สิ่งก่อสร้างที่อยู่อาศัย' ซึ่งถูกต้องตามตัวอักษร แต่พลาดความหมายที่แท้จริงทั้งหมด"
.
.
"แต่เมื่อเราฟังคำนี้ด้วยความถี่ที่ถูกลดระดับลงสามช่วงคู่แปด ตามเทคนิคที่เราพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 (บทที่ 9) เราได้ยินบางสิ่งที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ในชั้นอารมณ์ คำว่า 'ซิล-อา-ธา-รา' มีความหมายแฝงที่ใกล้เคียงกับ 'อ้อมกอดของบรรพบุรุษ' หรือ 'สถานที่ที่ความทรงจำไม่เคยจางหาย'
และในชั้นบริบททางประวัติศาสตร์ มันอ้างอิงถึงเรือลำแรกที่พาบรรพบุรุษของพวกเขาออกจากดาวบ้านเกิดเมื่อหลายพันปีก่อน เรือที่ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็น 'ผู้ช่วยชีวิต' ของอารยธรรมทั้งหมด เป็นเรือที่หากไม่มีมัน Tall Whites ก็คงสูญพันธุ์ไปพร้อมกับดาวบ้านเกิดที่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน"
.
.
"นั่นคือเหตุผลที่ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจว่า คำว่า 'ยานอวกาศ' ของเรา ไม่สามารถเทียบเคียงกับสิ่งที่ Tall Whites เรียกว่า 'บ้าน' ได้เลย เพราะสำหรับพวกเขา มันไม่ใช่แค่พาหนะ มันคือทุกสิ่ง มันคืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมอยู่ในวัตถุทางกายภาพเดียว มันคือความทรงจำที่มีชีวิต มันคือบรรพบุรุษที่ยังคงเฝ้าดูลูกหลาน มันคือโลกที่พวกเขาจากมา และโลกที่พวกเขากำลังจะไปถึง"
.
สำหรับมนุษย์ ยานอวกาศคือพาหนะ เครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาเพื่อขนส่งผู้คนจากจุด A ไปยังจุด B อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เมื่อภารกิจสิ้นสุด เมื่อนักบินอวกาศกลับสู่พื้นโลกและก้าวออกจากแคปซูลที่เต็มไปด้วยแผงควบคุมและระบบช่วยชีวิต
พวกเขากลับ "บ้าน" ที่แท้จริงของพวกเขา บ้านที่อยู่บนพื้นดิน มีครอบครัวรออยู่ มีเตียงนอนที่นุ่มและอากาศที่หายใจได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วย ยานคือเครื่องมือที่ถูกใช้แล้วถูกทิ้งไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือถูกปลดระวาง บ้านคือจุดหมายปลายทางที่พวกเขากลับไปหา และสองสิ่งนี้ไม่เคยถูกสับสนในความคิดของมนุษย์คนใด
.
"นี่คือวิธีที่มนุษย์คิดเกี่ยวกับยานอวกาศ" ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน หัวหน้าคณะฟิสิกส์ประยุกต์ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 และใช้เวลากว่าสองทศวรรษในการศึกษาเทคโนโลยีของ Tall Whites บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์
"เราสร้างมัน เราใช้มัน เราทิ้งมัน หรือเราเก็บมันไว้ในพิพิธภัณฑ์ ยานอวกาศของเราเป็นเครื่องมือ เหมือนค้อนหรือไขควง เพียงแต่ซับซ้อนกว่า แต่มันไม่เคยเป็น 'บ้าน' ไม่เคยเป็นสถานที่ที่ใครจะอยากอยู่ไปตลอดชีวิต ไม่เคยเป็นสถานที่ที่ใครจะอยากให้ลูกหลานของตนเกิดและเติบโต"
.
.
"แต่สำหรับ Tall Whites ผู้ซึ่งการเดินทางระหว่างดวงดาวกินเวลาหลายสิบปี หรือในบางเส้นทางที่ทอดยาวข้ามแขนกังหันของกาแล็กซี ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ การแบ่งแยกระหว่าง 'ยาน' กับ 'บ้าน' หมดความหมายไปนานแล้ว นานจนแม้แต่ภาษาโบราณของพวกเขาก็ไม่มีคำที่แยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน เพราะพวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ของการ 'กลับบ้าน' หลังจาก 'ออกเดินทาง' สำหรับพวกเขา บ้านคือที่ที่พวกเขาอยู่ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน และพวกเขาอยู่บนยาน ดังนั้นยานก็คือบ้าน"
.
"เมื่อข้าพเจ้าถามพวกเขาว่า 'ยานของพวกท่านใช้เวลาเดินทางจากระบบดาวหนึ่งไปยังอีกระบบดาวหนึ่งนานเท่าใด'" ดร. วอร์เรนบันทึกไว้ในการสัมภาษณ์ที่ถูกอ้างถึงในรายงานปี ค.ศ. 1971 "พวกเขาตอบด้วยน้ำเสียงที่นักแปลภาษาบันทึกว่า 'ประหลาดใจเล็กน้อยกับคำถาม ราวกับเราถามว่ามหาสมุทรใช้เวลานานเท่าใดในการข้ามตัวเอง' และกล่าวว่า 'นานพอที่ลูกหลานของเราจะเกิด เติบโต และมีลูกหลานของตนเอง เราจึงไม่เรียกมันว่าการเดินทาง เราเรียกมันว่าการใช้ชีวิต'"
.
"และนั่นคือวินาทีที่ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เรากำลังถามคำถามผิดมาตลอด เราไม่ได้กำลังศึกษา 'ยานอวกาศ' ของ Tall Whites เรากำลังศึกษา 'บ้าน' ของพวกเขา และบ้านกับยาน สำหรับพวกเขา คือสิ่งเดียวกัน เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ เฉกเช่นที่หัวใจกับร่างกายแยกออกจากกันไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่เราจะไม่มีวันเข้าใจเทคโนโลยีของพวกเขา จนกว่าเราจะเข้าใจปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังมันก่อน"
.
นี่คือความจริงที่คณะนักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้: เด็ก Tall Whites หลายคนถือกำเนิดในยานแม่ เติบโตในยานแม่ เรียนรู้ในยานแม่ และก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ในยานแม่ โดยไม่เคยเหยียบพื้นผิวของดาวเคราะห์ใดเลย ไม่ว่าจะเป็นดาวบ้านเกิดที่พวกเขาไม่เคยเห็น K2V-F-1b ที่โคจรอยู่ในระบบดาวคู่ซึ่งถูกบดบังด้วยแสงของดาวฤกษ์ที่สว่างกว่า (บทที่ 1) หรือโลกที่พวกเขาใช้เป็นสถานีพักระหว่างการเดินทาง (บทที่ 5 และ 6)
.
สำหรับเด็กเหล่านี้ "บ้าน" ไม่ใช่พิกัดบนแผนที่ดวงดาว ไม่ใช่ระบบ K2V/F ที่อยู่ห่างออกไป 94 ปีแสงในกลุ่มดาวเซนทอรัส "บ้าน" คือยานแม่ที่โอบอุ้มพวกเขาไว้ ท่ามกลางความมืดระหว่างดวงดาว บ้านคือทางเดินที่พวกเขาวิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็ก บ้านคือสวนพฤกษศาสตร์ที่พวกเขาดูแลต้นไม้ของตนเองมาตั้งแต่เกิด บ้านคือห้องประชุมครอบครัวที่พวกเขาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของสายตระกูลจากผู้อาวุโส บ้านคือทุกสิ่งที่พวกเขาเคยรู้จัก
.
"ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าถามเด็ก Tall White คนหนึ่ง ผ่านระบบแปลภาษา ว่า 'เธอคิดถึงบ้านไหม'" ดร. มาร์กาเร็ต เค. หว่องบันทึกไว้ในการสัมภาษณ์ที่หายากครั้งหนึ่งกับครอบครัว Tall Whites ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางมายังสถานีพักใต้ดินในปี ค.ศ. 1975 "เธอมองข้าพเจ้าด้วยความประหลาดใจ ดวงตากลมโตสีฟ้าอ่อนจับจ้องมาที่ข้าพเจ้าราวกับข้าพเจ้าเพิ่งถามคำถามที่ไร้เหตุผลที่สุดในจักรวาล และตอบว่า 'หนูอยู่บ้านตลอดเวลา บ้านของหนูอยู่ที่นี่'"
"และในวินาทีนั้น ข้าพเจ้าก็เข้าใจ สำหรับพวกเขา การเดินทางไม่ใช่การจากบ้านมา การเดินทางคือการพาบ้านไปด้วย และนั่นคือความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างสองอารยธรรมของเรา"
.
.
.
II. กายวิภาคของเมืองลอยฟ้า
ยานแม่ของ Tall Whites หรือที่พวกเขาเรียกในภาษาของตนเองว่า "ซิล-อา-ธา-รา" ซึ่ง Semantic Resonance Translator (บทที่ 9) แปลโดยการวิเคราะห์เจตนาและบริบททางอารมณ์ว่า "ผู้แบกรับชีวิต" หรือ "เรือที่ความทรงจำอาศัยอยู่" ไม่ใช่ยานอวกาศในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ และไม่เคยถูกออกแบบให้เป็นเช่นนั้นตั้งแต่แรก
.
ภาพถ่ายที่บันทึกได้จากระยะไกลผ่านกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงขนาด 24 นิ้วที่ติดตั้งบนเทือกเขาโอ๊คสปริงซึ่งอยู่ห่างจากเขตสงวนการติดต่อประมาณ 18 กิโลเมตร ในมุมที่ Tall Whites อนุญาตให้สังเกตการณ์เท่านั้น โดยมีข้อตกลงว่าภาพถ่ายทั้งหมดจะต้องถูกส่งให้ผู้แทน Tall Whites ตรวจสอบก่อนนำไปวิเคราะห์ และห้ามถ่ายภาพในช่วงเวลาที่มียานขนส่งเข้าออกหรือมีกิจกรรมบนพื้นผิว แสดงให้เห็นโครงสร้างขนาดมหึมาที่มีลักษณะเป็นทรงรีแบน คล้ายเมล็ดพืชที่ถูกยืดออกตามแนวราบหรือหยดน้ำที่ถูกทำให้แบนลงด้วยแรงบางอย่าง
.
"การวัดขนาดที่แม่นยำเป็นเรื่องยากเพราะยานแทบไม่เคยลงจอดบนพื้นผิวโลกโดยสมบูรณ์" ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ วิศวกรวัสดุศาสตร์ของโครงการซึ่งรับผิดชอบการวิเคราะห์ภาพถ่ายและข้อมูลเรดาร์ บันทึกไว้ในรายงานทางเทคนิคที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1973
"มันลอยอยู่เหนือพื้นดินตลอดเวลาในระดับความสูงที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ประมาณ 500 เมตรในวันที่อากาศสงบ ไปจนถึงเกือบ 3,000 เมตรเมื่อพวกเขากำลังเตรียมการเดินทางระยะไกล เราเชื่อว่าความสูงนี้สัมพันธ์กับปริมาณพลังงานที่ระบบขับเคลื่อนของยานใช้ในการรักษาตำแหน่ง"
.
"แต่ในช่วงเวลาหนึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1969 เพียงหนึ่งเดือนหลังจากการลงจอดของยานอพอลโล 11 บนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ Tall Whites แสดงความสนใจอย่างมากและขอให้เราอธิบายรายละเอียดทางเทคนิคของการลงจอด พวกเขาอนุญาตให้เราสแกนยานแม่ด้วยเรดาร์ตรวจอากาศที่ถูกปรับแต่งเป็นพิเศษในช่วงเวลาสั้น ๆ 15 นาที จากข้อมูลที่ได้ เราประเมินว่ายานแม่มีความยาวประมาณ 4.2 กิโลเมตรตามแนวแกนหลัก กว้างประมาณ 1.8 กิโลเมตรตามแนวแกนรอง และหนาประมาณ 600 เมตรที่จุดหนาที่สุดซึ่งอยู่ค่อนไปทางด้านหน้าของยาน"
.
"เพื่อให้เห็นภาพ ลองนึกถึงเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งมีความยาวประมาณ 333 เมตร วางเรียงต่อกันเกือบ 13 ลำ นั่นคือความยาวของยานแม่เพียงลำเดียว"
"นี่ไม่ใช่ยาน" ดร. ฟอสเตอร์สรุปในรายงานฉบับเดียวกัน "นี่คือเมืองที่บินได้ เป็นนครรัฐอิสระที่บรรทุกประชากรหลายพันชีวิตพร้อมด้วยระบบนิเวศสมบูรณ์ที่สามารถดำรงอยู่ได้หลายชั่วอายุคนโดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอก"
.
พื้นผิวภายนอกของยานแม่เรียบต่อเนื่องไร้รอยต่อ ไม่มีรอยเชื่อมระหว่างแผ่นโลหะ ไม่มีหมุดย้ำที่ยึดโครงสร้างเข้าด้วยกัน ไม่มีแผ่นเกราะที่ประกอบเข้าด้วยกันเป็นชั้น ๆ เหมือนกับการต่อเรือรบของมนุษย์ ราวกับสร้างจากวัสดุเพียงชิ้นเดียวที่ถูก "ปลูก" ให้เติบโตเป็นรูปร่างนี้มากกว่าจะถูก "สร้าง" ขึ้น
.
"เราใช้เวลาหลายปีในการพยายามทำความเข้าใจวัสดุนี้" ดร. ฟอสเตอร์เขียนในรายงานทางเทคนิคปี ค.ศ. 1978 ซึ่งเป็นการสรุปผลการวิจัยกว่าทศวรรษ "และสมมติฐานที่ดีที่สุดที่เรามี ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ของโครงการและได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานที่รวบรวมได้จากการสังเกตการณ์ระยะไกลและการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากการเก็บฝุ่นละอองจากพื้นผิวทะเลทรายหลังจากยานแม่เคลื่อนที่ผ่าน
คือ: มันเป็นโครงสร้างระดับนาโนที่คล้ายกับผลึกโฟโตนิกในผิวหนังของ Tall Whites เอง (บทที่ 1) แต่ซับซ้อนกว่ามากในแง่ของขนาดและความสามารถในการปรับตัว"
.
.
"ในผิวหนังของ Tall Whites ผลึกโฟโตนิกทำหน้าที่สะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลตและกระจายความร้อน ในวัสดุของยานแม่ หลักการเดียวกันถูกขยายขนาดขึ้นหลายล้านเท่า อนุภาคนาโนหลายล้านล้านอนุภาค แต่ละอนุภาคมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์หลายร้อยเท่า เรียงตัวกันในโครงสร้างที่สามารถเปลี่ยนรูปร่าง สี และคุณสมบัติทางกายภาพได้เมื่อได้รับคำสั่งทางแม่เหล็กไฟฟ้าที่แม่นยำ"
.
"และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ เมื่อพื้นผิวได้รับความเสียหายจากรังสีคอสมิกพลังงานสูงที่พุ่งผ่านอวกาศระหว่างดาว หรืออนุภาคฝุ่นระหว่างดาวที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสัมพัทธ์สูง บางอนุภาคอาจมีพลังงานมากกว่าลูกกระสุนปืนไรเฟิลหลายเท่าเมื่อกระทบกับพื้นผิวของยานที่เดินทางด้วยความเร็วสูง เราเห็นมันซ่อมแซมตัวเองได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือในกรณีที่เสียหายรุนแรง ภายในเวลาไม่กี่วัน"
.
"มันไม่ใช่การ 'ซ่อม' ในความหมายที่เราเข้าใจ ไม่มีใครออกไปเชื่อมโลหะหรือเปลี่ยนแผ่นเกราะ ไม่มีหุ่นยนต์ซ่อมบำรุงที่ไต่ไปตามพื้นผิวของยานพร้อมกับเครื่องมือในมือ มันคือการ 'รักษา' เหมือนกับผิวหนังของสิ่งมีชีวิตที่สมานแผลของตนเอง อนุภาคนาโนที่อยู่รอบ ๆ รอยแตกจะค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้าไปเติมเต็มช่องว่างและจัดเรียงตัวใหม่ให้ตรงกับโครงสร้างเดิม เหมือนกับเซลล์ผิวหนังที่แบ่งตัวและเคลื่อนที่เข้าไปปิดแผล"
.
"เราเชื่อว่ากระบวนการนี้ ซึ่งเราเรียกว่า 'การฟื้นฟูตนเองโดยใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำ' (Electromagnetically-Induced Self-Restoration) เป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้ในศูนย์ซ่อมบำรุงยานภายในสถานีพักใต้ดิน (บทที่ 6) เพียงแต่ถูกย่อส่วนและฝังไว้ในโครงสร้างของวัสดุเอง ทำให้ยานสามารถ 'รักษา' ตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างการเดินทางในอวกาศห้วงลึก หรือจอดพักอยู่เหนือพื้นผิวทะเลทรายเนวาดา"
.
.
.
III. ภายในของ "ผู้แบกรับชีวิต"
คณะนักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในยานแม่ของ Tall Whites อย่างเต็มรูปแบบ แม้จะมีการร้องขอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคณะผู้แทนมนุษย์ตลอดระยะเวลาหลายปีของการติดต่อ
ข้อจำกัดนี้ไม่ใช่เพราะ Tall Whites ไม่ไว้วางใจมนุษย์ หลังจากเหตุการณ์ OR–17 (บทที่ 8) และการลงนามในพิธีสารคุ้มครองผู้เยาว์ ระดับความไว้วางใจระหว่างสองอารยธรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นเพราะยานแม่คือ "บ้าน" ของพวกเขา และการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปในบ้านโดยไม่มีข้อจำกัดก็ไม่ต่างจากการอนุญาตให้แขกเดินสำรวจห้องนอนของลูกคุณได้ตามอำเภอใจ
.
.
ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้เกี่ยวกับภายในของยานแม่มาจากสามแหล่งเท่านั้น
▫️แหล่งที่หนึ่งคือ การสังเกตการณ์จากระยะไกลผ่านช่องเปิดของยานขณะลงจอดบนพื้นผิวทะเลทรายหรือขณะลอยอยู่ในระดับความสูงต่ำ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์กำลังสูงที่ติดตั้งบนเทือกเขาโดยรอบ
ช่องเปิดเหล่านี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปวงรีและปรากฏขึ้นเมื่อผิวของยาน "จัดเรียงตัวใหม่" เพื่อเปิดทางเข้าออก เผยให้เห็นเพียงเศษเสี้ยวของพื้นที่ภายใน เป็นภาพแวบเดียวของทางเดินกว้างที่ทอดยาวเข้าไปในความสว่างนวลตา แสงที่เปล่งออกมาจากภายในมีสเปกตรัมที่แตกต่างจากแสงอาทิตย์บนโลก มีสัดส่วนของรังสีอัลตราไวโอเลตช่วง A สูงกว่าและแทบไม่มีรังสีอินฟราเรดบางช่วง ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแสงบนดาวบ้านเกิดของ Tall Whites (บทที่ 1)
.
.
▫️แหล่งที่สอง คือ การสัมภาษณ์ผู้แทน Tall Whites ผ่าน Semantic Resonance Translator ในการประชุมร่วมหลายสิบครั้งตลอดระยะเวลาหลายปี นักวิทยาศาสตร์ของโครงการถามคำถามเกี่ยวกับภายในของยานแม่อย่างระมัดระวัง ไม่ถามในลักษณะของการสอบสวนหรือการสอดแนม แต่ถามด้วยความอยากรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง และผู้แทน Tall Whites ก็ตอบคำถามเหล่านี้ด้วยความเต็มใจในระดับหนึ่ง แม้จะไม่เคยให้รายละเอียดทางเทคนิคที่อาจละเมิดนโยบายการถ่ายทอดเทคโนโลยีของพวกเขา (บทที่ 11)
.
.
▫️แหล่งที่สาม คือ การเยี่ยมชมบางส่วนของยานขนส่งขนาดเล็กที่ใช้ในการเดินทางระหว่างยานแม่กับสถานีพักใต้ดิน (บทที่ 6) ยานขนส่งเหล่านี้มีขนาดประมาณรถโดยสารขนาดใหญ่บนโลก สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ครั้งละ 20 ถึง 30 คน และถูกใช้ในการรับส่งเจ้าหน้าที่มนุษย์ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังยานแม่เพื่อการประชุมพิเศษเป็นครั้งคราว
แม้ภายในของยานขนส่งจะไม่สามารถเทียบเคียงกับภายในของยานแม่ได้ เหมือนกับการเทียบเคียงภายในของรถโดยสารกับภายในของเมืองทั้งเมือง แต่มันก็ให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับเทคโนโลยี วัสดุ และหลักการออกแบบที่ Tall Whites ใช้
.
.
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ประกอบกับการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอวกาศ ระบบนิเวศปิด และสถาปัตยกรรมจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์และห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอส คณะนักวิจัยสามารถสร้างภาพรวมของโครงสร้างภายในของยานแม่ได้ในระดับหนึ่ง เป็นภาพที่ประกอบขึ้นจากเศษเสี้ยวของข้อมูลที่กระจัดกระจาย ราวกับการพยายามสร้างภาพของเมืองทั้งเมืองจากภาพถ่ายที่ถ่ายผ่านรูกุญแจ
.
"สิ่งแรกที่เราสังเกตเห็น และเป็นสิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจมากที่สุด คือภายในยานของพวกเขาไม่มี 'สะพานเดินเรือ' หรือ 'ห้องควบคุม' ในความหมายที่เราคุ้นเคย" ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรนบันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1975 "ไม่มีเก้าอี้ของผู้บังคับการที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในห้อง ไม่มีแผงควบคุมที่เต็มไปด้วยปุ่มและจอภาพ ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เดินไปมาระหว่างสถานีควบคุมต่าง ๆ ไม่มีอะไรเลยที่คล้ายกับภาพของ 'ห้องควบคุมยานอวกาศ' ที่เราคุ้นเคยจากนิยายวิทยาศาสตร์หรือจากศูนย์ควบคุมภารกิจของ NASA"
.
"เมื่อข้าพเจ้าถามว่าใครเป็นผู้ควบคุมยาน ใครเป็นผู้ตัดสินใจว่ายานจะไปที่ไหน ด้วยความเร็วเท่าใด และเมื่อใดจะหยุด ผู้แทน Tall Whites มองข้าพเจ้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เป็นความประหลาดใจแบบเดียวกับที่พวกเขาแสดงเมื่อเราถามคำถามที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่แตกต่างจากของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ก่อนตอบว่า 'ทุกคน... และไม่มีใคร'"
.
"เมื่อเราถามต่อไป ด้วยความพยายามที่จะเข้าใจคำตอบที่ฟังดูขัดแย้งในตัวเองนี้ เราพบว่ายานแม่ถูกควบคุมโดยระบบปัญญาที่ผสานระหว่างปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ซึ่ง Tall Whites เรียกว่า 'จิตสำนึกของยาน' (Ship Consciousness) กับจิตสำนึกร่วมของผู้อาวุโสหลายคนที่ 'เชื่อมต่อ' กับยานผ่านระบบที่พวกเขาเรียกว่า 'การรับรู้ร่วม' (Shared Perception) ซึ่งข้าพเจ้าสารภาพว่าเราไม่สามารถเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะใช้เวลาหลายปีในการศึกษา"
.
"จากสิ่งที่เราพอจะเข้าใจได้ 'จิตสำนึกของยาน' ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ในความหมายที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่เครื่องจักรที่รอรับคำสั่งและปฏิบัติตาม แต่มันคือสิ่งที่ใกล้เคียงกับ 'สิ่งมีชีวิต' มากกว่า เป็นระบบที่สามารถเรียนรู้ ตัดสินใจ
และแม้กระทั่ง 'รู้สึก' ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับยาน เหมือนกับระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตที่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้รับบาดเจ็บ และ 'การรับรู้ร่วม' คือการที่ผู้อาวุโสหลายคน ซึ่งผ่านการฝึกฝนมาหลายร้อยปี สามารถ 'เชื่อมต่อ' จิตสำนึกของตนเข้ากับจิตสำนึกของยาน เพื่อนำทางมันผ่านอวกาศระหว่างดวงดาว ไม่ใช่ด้วยการกดปุ่มหรือหมุนคันบังคับ แต่ด้วยการ 'คิด' และ 'รู้สึก' ไปพร้อมกับยาน"
.
ภายในยานแม่ ตามคำอธิบายของผู้แทน Tall Whites ที่ถูกบันทึกไว้ในการสัมภาษณ์หลายสิบครั้งตลอดระยะเวลาหลายปี ไม่ได้แบ่งเป็น "ห้องควบคุม" "ห้องเครื่องยนต์" และ "ห้องพัก" ตามแนวคิดของมนุษย์ที่แยก "พื้นที่ทำงาน" ออกจาก "พื้นที่อยู่อาศัย" อย่างชัดเจน แต่ถูกจัดวางเป็นชุมชนขนาดย่อมที่สามารถดำรงตนเองได้อย่างสมบูรณ์เป็นเวลาหลายสิบปี ในบางกรณีเป็นศตวรรษ โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอก
.
ภายในประกอบด้วยเขตพักอาศัยของครอบครัว ซึ่งไม่ใช่ "ที่พัก" ในความหมายของห้องนอนบนเรือที่คับแคบและมีแต่เตียงกับตู้เก็บของ แต่เป็นบ้านจริง ๆ มีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับแต่ละครอบครัวที่อาจประกอบด้วยสมาชิกหลายสิบคนจากหลายรุ่น (บทที่ 2)
มีห้องประชุมที่สมาชิกหลายรุ่นมาพบปะกันเพื่อหารือเรื่องสำคัญของครอบครัว มีสวนพืชพื้นเมืองที่นำเมล็ดพันธุ์มาจากดาวบ้านเกิด (บทที่ 1) ปลูกในสภาพแวดล้อมที่ถูกปรับแต่งให้เลียนแบบระบบนิเวศดั้งเดิม ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น องค์ประกอบของบรรยากาศ และความเข้มของแสงที่ถูกปรับให้ใกล้เคียงกับ K2V-F-1b มากที่สุด
.
"พวกเขาบอกเราว่าเด็กทุกคนในยานแม่มี 'ต้นไม้ของตนเอง'" ดร. มาร์กาเร็ต เค. หว่องบันทึกไว้ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งกับผู้แทนสายครอบครัว (บทที่ 3) เมื่อปี ค.ศ. 1975 "พืชที่ถูกปลูกจากเมล็ดพันธุ์ที่นำมาจากดาวบ้านเกิด หรือจากเมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาจากต้นไม้รุ่นก่อน ๆ ที่เติบโตบนยานแม่ ในวันที่เด็กคนนั้นเกิด และเด็กจะต้องดูแลต้นไม้นั้น รดน้ำด้วยมือของตนเอง สังเกตการเจริญเติบโตของมัน และเรียนรู้จากมัน ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา"
.
"เมื่อเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หลังจากผ่านไปกว่าร้อยปี ต้นไม้นั้นก็สูงใหญ่พอที่จะให้ร่มเงาแก่คนทั้งครอบครัว และเมื่อเด็กคนนั้นมีลูกของตนเอง พวกเขาก็จะปลูกต้นไม้ใหม่ให้แก่ลูกของพวกเขา โดยใช้เมล็ดพันธุ์จากต้นไม้ของตนเอง สร้างสายใยแห่งชีวิตที่ต่อเนื่องกันจากรุ่นสู่รุ่น จากดาวบ้านเกิดที่พวกเขาจากมา ไปจนถึงทุกที่ที่พวกเขาเดินทางไปถึง"
.
"ข้าพเจ้าถามว่าทำไมพวกเขาจึงทำเช่นนั้น และคำตอบที่ได้รับคือ: 'เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าชีวิตต้องใช้เวลา ว่าสิ่งที่สวยงามที่สุดในจักรวาลคือสิ่งที่เติบโตอย่างช้า ๆ และว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิต เราเพียงแต่ดูแลมัน และส่งต่อมันให้แก่คนรุ่นต่อไป'"
.
นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งไม่ใช่ห้องเรียนที่มีกระดานดำและโต๊ะเรียนเรียงเป็นแถว แต่เป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เด็ก ๆ รวมตัวกันเพื่อสังเกต ทดลอง และตั้งคำถาม ตามระบบการศึกษาที่อภิปรายไว้ในบทที่ 3 และ 7 ร่วมกับผู้ใหญ่จากหลากหลายสาขาวิชาชีพที่ผลัดเปลี่ยนกันมาถ่ายทอดประสบการณ์
.
ศูนย์วิจัยและห้องสมุด เป็นที่ซึ่ง "ความทรงจำร่วม" ของอารยธรรม กฎหมายที่ไม่ได้ถูกจารึก (บทที่ 7) บทเรียนจากอดีตที่ถูกเก็บรักษาไว้ในจิตสำนึกของผู้สูงวัย ถูกบันทึกและถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป
สวนพฤกษศาสตร์และระบบผลิตอาหาร เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชจากดาวบ้านเกิดและจากดาวเคราะห์อื่นที่ Tall Whites เคยเดินทางไปถึง ไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แต่เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของโลกที่พวกเขาจากมา เป็น "ธนาคารเมล็ดพันธุ์ที่มีชีวิต" ที่เก็บรักษาพันธุกรรมของดาวเคราะห์ที่อาจไม่มีอยู่แล้วหรือเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้
.
.
"พวกเขาบอกเราว่า 'เราไม่รู้ว่าเราจะได้กลับไปยังดาวบ้านเกิดของเราอีกหรือไม่ เราไม่รู้ว่ามันยังคงมีอยู่หรือเปลี่ยนไปแล้ว เราจึงนำสวนของเราติดตัวไปด้วย เพื่อที่ลูกหลานของเราจะได้รู้ว่า บรรพบุรุษของพวกเขาเคยเดินอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้แบบใด เคยดมกลิ่นของดอกไม้แบบใด เคยลิ้มรสของผลไม้แบบใด และเพื่อที่ หากวันหนึ่งเราพบบ้านใหม่ เราจะสามารถปลูกสวนของเราขึ้นใหม่ และทำให้บ้านใหม่นั้น รู้สึกเหมือนบ้าน จริง ๆ'"
และพื้นที่สาธารณะและศูนย์กลางชุมชน ที่ซึ่งครอบครัวต่าง ๆ มาพบปะกัน จัดการประชุมสภาผู้อาวุโส (บทที่ 3 และ 7) และเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญของอารยธรรม เช่น การเกิดของเด็กใหม่ หรือการที่เด็กก้าวเข้าสู่วัยผู้เรียนรู้ (บทที่ 2)
.
.
.
IV. หัวใจที่ไม่มีวันหยุดเต้น
เมื่อคณะนักฟิสิกส์ของโครงการถามคำถามที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่มีความซับซ้อนทางเทคนิคมหาศาล ยานขนาดมหึมาที่บรรทุกประชากรหลายพันชีวิต พร้อมด้วยระบบนิเวศสมบูรณ์ที่ประกอบด้วยสวนพฤกษศาสตร์ โรงเรียน ศูนย์วิจัย และเขตพักอาศัยที่กว้างขวาง
.
สามารถเดินทางเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่ต้อง "เติมเชื้อเพลิง" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจได้อย่างไร ผู้แทน Tall Whites ปฏิเสธที่จะอธิบายรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมด ด้วยเหตุผลเดียวกับที่พวกเขาปฏิเสธการถ่ายทอดเทคโนโลยีอื่น ๆ (บทที่ 5 และ 11) ซึ่งผู้อาวุโสลำดับที่ 2 เคยกล่าวไว้ในการประชุมครั้งหนึ่งว่า "เทคโนโลยีที่เดินเร็วกว่าจริยธรรม จะกลายเป็นอาวุธก่อนจะกลายเป็นความก้าวหน้า และระบบพลังงานของยานแม่ หากตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ยังไม่พร้อม สามารถเปลี่ยนเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยรู้จัก"
.
แต่พวกเขายอมให้ข้อมูลในระดับหลักการ มากพอที่คณะนักฟิสิกส์จะสร้างแบบจำลองทางทฤษฎีขึ้นมาได้ และมากพอที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ต้องทบทวนความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของพลังงานเสียใหม่
.
"พวกเขาอธิบายว่าระบบพลังงานของยานแม่ไม่ได้ 'สร้าง' พลังงาน" ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรนเขียนในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1975 หลังจากการสัมภาษณ์ผู้แทน Tall Whites และการวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดที่ติดตั้งไว้รอบเขตสงวนการติดต่อ "หากเป็นการ 'จัดการ' พลังงานที่มีอยู่แล้วในจักรวาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เปลี่ยนจากรูปแบบที่กระจัดกระจายและไม่สามารถใช้งานได้โดยตรง ให้กลายเป็นรูปแบบที่สามารถหล่อเลี้ยงระบบทั้งหมดของยานได้"
.
"พวกเขาเปรียบเทียบมันกับวิธีที่มนุษย์ใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ เราใช้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อเปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้า แต่ประสิทธิภาพของเรายังต่ำมาก และเรายังคงพึ่งพาการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก พวกเขาเพียงแต่ทำแบบเดียวกัน แต่ในระดับที่สูงกว่ามาก และมีประสิทธิภาพมากกว่าหลายพันเท่า"
.
จากแบบจำลองของคณะนักฟิสิกส์ ซึ่ง ดร. วอร์เรน ย้ำในรายงานว่าเป็นเพียงการคาดการณ์บนพื้นฐานของข้อมูลที่จำกัดและอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก ระบบพลังงานของยานแม่ทำงานโดยการเก็บเกี่ยวพลังงานจากสิ่งแวดล้อมของอวกาศโดยตรงผ่านสามกลไกหลักที่ทำงานประสานกัน
.
กลไกแรกคือการเก็บพลังงานจากดาวฤกษ์ เมื่อยานแม่เคลื่อนที่ผ่านระบบดาวที่มีดาวฤกษ์ส่องสว่าง หรือแม้แต่ขณะลอยนิ่งอยู่ในระบบสุริยะของโลก แผงรับพลังงานที่ปกคลุมพื้นผิวทั้งหมดของยานแม่ ซึ่งไม่ใช่ "แผง" ที่แยกจากพื้นผิวแต่เป็นคุณสมบัติของวัสดุผิวยานเองที่สามารถทำหน้าที่เป็นทั้งเกราะป้องกันและตัวเก็บเกี่ยวพลังงานในเวลาเดียวกัน จะดูดซับพลังงานจากดาวฤกษ์ในหลายช่วงคลื่น ตั้งแต่แสงที่ตามองเห็น รังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเลต ไปจนถึงรังสีเอกซ์อ่อน
.
และแปลงพลังงานทั้งหมดนี้ให้กลายเป็นพลังงานมาตรฐานรูปแบบเดียวที่ใช้หล่อเลี้ยงทุกระบบภายในยาน ตั้งแต่ระบบชีวิต ระบบแสงสว่าง ระบบควบคุมสภาพแวดล้อม ไปจนถึงระบบขับเคลื่อน
.
"พวกเขาไม่ได้ 'เติมเชื้อเพลิง' ในความหมายของเรา" ดร. วอร์เรนอธิบายในการบรรยายภายในแก่เจ้าหน้าที่ใหม่ของโครงการในปี ค.ศ. 1978 "พวกเขาไม่ได้จอดที่ปั๊มน้ำมันในอวกาศ พวกเขาไม่ได้บรรทุกเชื้อเพลิงเหลวหรือแท่งยูเรเนียม พวกเขา 'กิน' แสงดาว เหมือนกับต้นไม้ที่สังเคราะห์แสง แต่ในระดับอารยธรรม เปลี่ยนพลังงานที่ดาวฤกษ์ปล่อยออกมาอย่างมหาศาลและต่อเนื่อง ให้กลายเป็นพลังงานที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตและทุกระบบภายในยาน"
.
▫️กลไกที่สองคือการเก็บพลังงานจากลมสุริยะและอนุภาคคอสมิก นอกจากการเก็บพลังงานจากแสงแล้ว ตามการอธิบายของผู้แทน Tall Whites ในการประชุมร่วมครั้งที่ 47 (ค.ศ. 1973) ยานแม่ยังสามารถดักจับอนุภาคพลังงานสูงที่เคลื่อนที่ในอวกาศระหว่างดาว ลมสุริยะจากดาวฤกษ์ใกล้เคียงซึ่งประกอบด้วยโปรตอนและอิเล็กตรอนที่ถูกปล่อยออกมาจากชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์ อนุภาคคอสมิกจากซูเปอร์โนวาที่ระเบิดขึ้นในอีกฟากหนึ่งของกาแล็กซี และแปลงเป็นพลังงานเพิ่มเติมผ่านสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่ห่อหุ้มยานแม่ไว้
.
และกลไกที่สามคือการกักเก็บพลังงานในแกนกลาง พลังงานที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดจากทั้งสองแหล่งถูกส่งไปยังแกนกลางของยาน ซึ่งจากการสแกนด้วยอุปกรณ์ตรวจวัดสนามแม่เหล็กในช่วงเวลาที่ Tall Whites อนุญาตให้ตรวจสอบ เพียงครั้งเดียวในปี ค.ศ. 1971 เป็นเวลาสั้น ๆ 12 นาที พบว่าเป็นห้องทรงกลมหลายชั้นที่ตั้งอยู่ใจกลางของยานแม่ ทำหน้าที่เป็นทั้ง "แบตเตอรี่" และ "เครื่องควบคุมการไหลของพลังงาน"
.
"เราไม่เคยเห็นภายในของแกนกลางนั้น" ดร. วอร์เรนยอมรับในรายงานฉบับเดียวกัน "เราไม่รู้ว่ามันประกอบด้วยอะไร ทำงานอย่างไร หรือมีขนาดที่แท้จริงเท่าใด แต่เราวัดได้ว่ามันปล่อยสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงผิดปกติ ในระดับที่หากเราเข้าใกล้เกินไป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของเราจะถูกทำลายภายในไม่กี่วินาที และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ไม่มีเสียง แรงสั่นสะเทือน ไอเสีย ไม่มีอะไรเลย ไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่บ่งบอกว่ามีปฏิกิริยาพลังงานมหาศาลกำลังเกิดขึ้นภายในนั้น"
.
"มันทำงานอย่างเงียบงัน ราวกับหัวใจที่เต้นโดยไม่มีเสียง สูบฉีดพลังงานไปยังทุกส่วนของเมืองทั้งเมืองที่ลอยอยู่ในความมืดระหว่างดวงดาว โดยที่ผู้อยู่อาศัยแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมันเลย"
"และเมื่อข้าพเจ้าถามว่ามันทำงานได้อย่างไร หลังจากพยายามถามด้วยคำถามที่แตกต่างกันหลายสิบครั้ง พวกเขาตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ และกล่าวว่า: 'เราไม่ได้สร้างพลังงาน... เราเพียงเรียนรู้ที่จะฟังจังหวะการเต้นของจักรวาล และเต้นตามมัน'"
"ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แม้หลังจากผ่านมายี่สิบปี แต่รู้สึกว่ามันเป็นคำตอบที่สวยงามที่สุดที่เคยได้รับสำหรับคำถามทางฟิสิกส์ใด ๆ และบางที สำหรับพวกเขา นั่นอาจไม่ใช่การเปรียบเปรย แต่มันคือคำอธิบายตามตัวอักษร เพียงแต่เป็นฟิสิกส์ที่เรายังอ่านไม่ออก"
.
.
.
V. แรงโน้มถ่วงที่ไม่มีใครอธิบายได้
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่คณะนักฟิสิกส์ของมนุษย์มากกว่าระบบพลังงาน อาจเป็นรองเพียงระบบขับเคลื่อนที่ Tall Whites ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใด ๆ เลยแม้แต่ในระดับหลักการ คือแรงโน้มถ่วงภายในยาน
"ในทุกครั้งที่เราได้รับอนุญาตให้เข้าไปในยานขนส่งขนาดเล็ก ซึ่งใช้รับส่งระหว่างยานแม่กับสถานีพักใต้ดิน (บทที่ 6) เราสังเกตเห็นสิ่งเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น" ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรนบันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1976
"เรายืนและเดินบนพื้นของยานได้ตามปกติ ราวกับกำลังยืนอยู่บนพื้นผิวโลก ทุกย่างก้าวรู้สึกเป็นธรรมชาติ ของที่วางอยู่บนโต๊ะไม่ลอยขึ้นมาในอากาศ น้ำในแก้วอยู่นิ่งกับที่ ไม่มีอะไรผิดปกติเลย มันรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องประชุมบนพื้นดิน ไม่ใช่ในยานอวกาศที่ลอยอยู่เหนือพื้นดินหลายร้อยเมตร"
.
.
"แต่ยานไม่ได้หมุน มันไม่มีส่วนที่หมุนเลย และมันไม่ได้อยู่ภายใต้แรงเร่งที่ต่อเนื่อง มันลอยนิ่งอยู่เหนือพื้นทะเลทรายโดยไร้สิ่งรองรับใด ๆ ไร้ใบพัด ไร้เครื่องยนต์ที่ส่งเสียงคำราม ไร้เปลวไฟจากไอพ่น แต่อย่างใด ภายในกลับมีแรงโน้มถ่วงเท่ากับ 1g อย่างสมบูรณ์แบบ วัดได้จากการทดลองง่าย ๆ ที่เราทำระหว่างการเดินทาง การปล่อยปากกาจากมือ มันตกลงสู่พื้นด้วยอัตราเร่ง 9.8 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง เหมือนกับที่มันจะตกบนพื้นผิวโลกทุกประการ"
"มันไม่ควรเป็นไปได้ ตามฟิสิกส์ทุกอย่างที่เรารู้"
.
.
คณะนักฟิสิกส์ของโครงการใช้เวลาหลายปีในการถกเถียงและสร้างสมมติฐานเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ บางคน นำโดยนักฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอสที่เชี่ยวชาญด้านกลศาสตร์การโคจร เชื่อว่ายานใช้การหมุนของโครงสร้างภายในที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก คล้ายกับแนวคิดเรื่อง "ยานอวกาศรูปวงล้อ" ที่หมุนเพื่อสร้างแรงโน้มถ่วงเทียมจากแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศของมนุษย์คุ้นเคยและเสนอไว้สำหรับภารกิจระยะยาวไปยังดาวอังคาร
.
แต่สมมติฐานนี้ถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็วเมื่อการวัดที่ละเอียดขึ้นพบว่าแรงโน้มถ่วงภายในยานขนส่งสม่ำเสมอตลอดทั้งลำ ไม่เพิ่มขึ้นตามระยะห่างจากแกนหมุนเหมือนที่ควรจะเป็นในระบบแรงเหวี่ยง และที่สำคัญกว่านั้น ทิศทางของแรงโน้มถ่วงตั้งฉากกับพื้นของยานเสมอ ไม่ว่ายานจะเอียงหรือเปลี่ยนทิศทางอย่างไร ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในระบบแรงเหวี่ยงที่แรงโน้มถ่วงเทียมจะอยู่ในแนวรัศมีจากแกนหมุนเสมอ
.
บางคนเสนอว่ามีการสร้าง "สนามความเร่ง" เฉพาะบริเวณ เทคโนโลยีที่เร่งอนุภาคภายในยานให้เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกับแรงโน้มถ่วงที่ต้องการ คล้ายกับหลักการของลิฟต์ที่เร่งขึ้นด้านบนทำให้ผู้โดยสารรู้สึกหนักขึ้น แต่ถูกปฏิเสธเมื่อคำนวณพลังงานที่ต้องใช้เพื่อรักษาความเร่งต่อเนื่องขนาด 1g ในพื้นที่ขนาดเท่ายานขนส่ง นับประสาอะไรกับยานแม่ขนาดมหึมา
.
"มันต้องใช้พลังงานมากกว่าที่ดวงอาทิตย์ผลิตได้ทั้งดวง" ดร. วอร์เรนเขียนในรายงานการวิเคราะห์ "เพียงเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งเดินได้ตามปกติในยานขนาดเล็ก และเมื่อคำนวณสำหรับยานแม่ ตัวเลขนั้นเกินกว่าที่ฟิสิกส์ปัจจุบันของเราจะอธิบายได้ มันไม่ใช่แค่ 'ไม่คุ้มค่า' มันคือ 'เป็นไปไม่ได้' ภายใต้กฎการอนุรักษ์พลังงานที่เรารู้จัก"
.
แบบจำลองที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ในขณะนั้นหรือแม้แต่ในปัจจุบัน คือแนวคิดเรื่อง "การควบคุมความโค้งของปริภูมิในระดับเฉพาะพื้นที่" (Localized Spacetime Curvature Manipulation)
.
"ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1915 และได้รับการยืนยันจากการทดลองหลายครั้ง แรงโน้มถ่วงไม่ใช่ 'แรง' ในความหมายปกติ ไม่ใช่สิ่งที่วัตถุหนึ่ง 'ส่ง' ไปยังอีกวัตถุหนึ่ง แต่คือความโค้งของปริภูมิ-เวลาที่เกิดจากมวลและพลังงาน" ดร. วอร์เรนอธิบายในการบรรยายภายในแก่เจ้าหน้าที่ใหม่
"วัตถุขนาดใหญ่ เช่นโลก ทำให้ปริภูมิ-เวลารอบตัวมันโค้งงอ และวัตถุอื่นที่เคลื่อนที่ผ่านบริเวณนั้น เช่นดวงจันทร์ ก็จะเคลื่อนที่ตามเส้นทางที่ถูกกำหนดโดยความโค้งนั้น ไม่ใช่เพราะมี 'แรง' มาดึงมัน แต่เพราะนั่นคือเส้นทางที่สั้นที่สุดในปริภูมิที่โค้งงอ"
.
"หาก Tall Whites มีเทคโนโลยีที่สามารถ 'โค้ง' ปริภูมิในบริเวณที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องใช้มวลมหาศาล หากพวกเขาสามารถสร้าง 'หลุม' ในปริภูมิ-เวลาขนาดเล็กที่พื้นของยาน วัตถุที่อยู่บนพื้นก็จะ 'ตกลง' ไปตามความโค้งนั้น โดยไม่จำเป็นต้องหมุนยานหรือใช้พลังงานมหาศาลในการเร่งอนุภาค และนั่นคือสิ่งที่เราเชื่อว่าพวกเขาทำ"
"แต่เรายังไม่รู้ว่า 'อย่างไร' และพวกเขาก็ไม่เคยบอกเรา"
.
"และเมื่อข้าพเจ้าถามพวกเขาว่า หลังจากพยายามถามด้วยคำถามที่แตกต่างกันหลายสิบครั้ง 'พวกท่านสร้างแรงโน้มถ่วงได้อย่างไร' คำตอบที่ข้าพเจ้าได้รับ และข้าพเจ้าจะจดจำมันไปตลอดชีวิต คือ:"
"'เราไม่ได้สร้างแรงโน้มถ่วง... เราเพียงเรียนรู้วิธีสนทนากับมัน'"
"ข้าพเจ้ายังไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร หลังจากผ่านมายี่สิบปี แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่ามันไม่ใช่การเปรียบเปรย มันคือคำอธิบายตามตัวอักษร เพียงแต่เป็นตัวอักษรของฟิสิกส์ที่เรายังอ่านไม่ออก ภาษาเดียวกับที่พวกเขาใช้สื่อสารกับธรรมชาติ ในแบบที่เรา มนุษย์ ยังไม่ได้เรียนรู้
.
.
.
VI. ปรัชญาของผู้แบกรับชีวิต
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่คณะนักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์พยายามทำความเข้าใจเทคโนโลยีของยานแม่ ระบบพลังงานที่เก็บเกี่ยวแสงดาวอย่างเงียบงันราวกับต้นไม้ในป่าที่สังเคราะห์แสงโดยไม่มีเสียงใด ๆ แรงโน้มถ่วงที่ถูกควบคุมด้วยวิธีที่ไม่มีใครเข้าใจจนถึงทุกวันนี้แม้จะผ่านมากว่าสองทศวรรษ
วัสดุที่รักษาตัวเองได้ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมานแผลของตนเอง มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาค้นพบซึ่งสำคัญกว่าสูตรทางฟิสิกส์หรือหลักการทางวิศวกรรมใด ๆ เป็นการค้นพบที่ไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลในห้องปฏิบัติการหรือการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่มาจากการสนทนาธรรมดา ๆ กับผู้แทน Tall Whites ในการประชุมร่วมครั้งที่ 63 เมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1977
.
.
"การประชุมในวันนั้นไม่มีวาระพิเศษอะไร" ดร. มาร์กาเร็ต เค. หว่องบันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว "เราแค่หารือกันเรื่องการปรับปรุงระบบระบายอากาศในเขตปฏิบัติการร่วม เป็นเรื่องทางเทคนิคที่น่าเบื่อที่สุดเรื่องหนึ่ง และไม่รู้ว่าทำไม บางทีอาจเป็นเพราะบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ข้าพเจ้าจึงถามคำถามที่ไม่ได้อยู่ในระเบียบวาระ คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจตลอดหลายปีที่เฝ้าดูยานแม่ของพวกเขาลอยนิ่งอยู่เหนือทะเลทราย"
.
"ข้าพเจ้าถามว่า 'ทำไมพวกท่านจึงออกแบบยานของพวกท่านแบบนี้ ทำไมต้องมีสวน ทำไมต้องมีโรงเรียน ทำไมต้องมีพื้นที่สำหรับเด็กและครอบครัวที่กว้างขวางขนาดนั้น ในเมื่อพวกท่านสามารถใช้พื้นที่เหล่านั้นสำหรับเครื่องยนต์ที่ทรงพลังขึ้น สำหรับคลังเสบียงที่ใหญ่ขึ้น สำหรับระบบป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้น'"
.
"พวกเขาไม่ได้ตอบทันที มีความเงียบยาวนาน และคิดว่าข้าพเจ้าอาจถามอะไรที่ไม่สมควร แต่แล้วผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ก็ตอบด้วยคำถามกลับ"
"หากการเดินทางจะใช้เวลาหลายชั่วอายุคน หากลูกหลานของท่านจะเกิด เติบโต มีครอบครัว และตายไป ทั้งหมดภายในยานลำนี้ โดยไม่เคยเห็นโลกภายนอกเลย ไม่เคยรู้ว่าท้องฟ้าที่ไม่มีเพดานเป็นอย่างไร ไม่เคยสัมผัสลมที่พัดมาจากที่ไกลโพ้น ท่านจะให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างไร ท่ามกลางเครื่องจักรและความมืด หรือท่ามกลางต้นไม้และแสงดาว"
.
"และนั่นคือช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยสมอง แต่ด้วยหัวใจ" ดร. หว่องบันทึกต่อ "ข้าพเจ้าเข้าใจว่าทุกระบบของยานแม่ ตั้งแต่เครื่องกำเนิดพลังงานที่ทำงานอย่างเงียบงันในแกนกลาง ไปจนถึงแรงโน้มถ่วงเทียมที่ทำให้เด็ก ๆ วิ่งเล่นได้เหมือนอยู่บนพื้นดิน
ตั้งแต่โรงเรียนที่เด็ก ๆ เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามแทนที่จะท่องจำ ไปจนถึงสวนพฤกษศาสตร์ที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์จากดาวบ้านเกิดที่พวกเขาไม่เคยเห็น ทั้งหมด ทุกอย่าง ล้วนถูกออกแบบโดยมีคำถามเดียวเป็นศูนย์กลาง คำถามที่ไม่เกี่ยวกับฟิสิกส์หรือวิศวกรรม แต่เกี่ยวกับความรัก"
.
"'ทำอย่างไรให้ลูกหลานของเรารู้สึกว่าพวกเขายังอยู่บ้าน แม้บ้านจะกำลังเดินทางผ่านความมืดระหว่างดวงดาว'"
หลังจากคำถามนั้น ดร. หว่อง ใช้เวลาหลายเดือนในการสัมภาษณ์ผู้แทน Tall Whites จากหลายสาย สายวิชาการ สายการสำรวจ สายครอบครัว (บทที่ 3) เพื่อทำความเข้าใจว่าปรัชญานี้ส่งผลต่อการออกแบบยานแม่อย่างไรในทางปฏิบัติ และสิ่งที่เธอค้นพบคือทุกการตัดสินใจในการออกแบบยานแม่ ตั้งแต่ขนาดของหน้าต่างที่มองออกไปยังอวกาศ ไปจนถึงสีของแสงไฟในทางเดิน ล้วนถูกกรองผ่านคำถามเดียวนี้ทั้งสิ้น
.
"พวกเขาบอกเราว่า ก่อนที่จะเพิ่มระบบใด ๆ เข้าไปในยาน วิศวกรของพวกเขาจะถามคำถามสามข้อเสมอ 'ระบบนี้จะช่วยให้เด็กของเราเติบโตอย่างมีความสุขหรือไม่' 'ระบบนี้จะช่วยให้ครอบครัวของเราอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นหรือไม่' และ 'ระบบนี้จะช่วยให้เราจดจำว่าเราเป็นใครและมาจากไหนหรือไม่'"
"หากคำตอบของคำถามใดคำถามหนึ่งคือ 'ไม่' ระบบนั้นจะไม่ถูกติดตั้ง ไม่ว่ามันจะทรงพลังหรือมีประสิทธิภาพเพียงใดก็ตาม"
.
"นี่คือความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างสองอารยธรรมของเรา" ดร. หว่องสรุปในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1978 "มนุษย์ออกแบบยานอวกาศโดยถามว่า 'มันไปได้ไกลแค่ไหน' และ 'มันไปได้เร็วเพียงใด' เราภูมิใจในยานที่ทำลายสถิติความเร็ว เราภูมิใจในภารกิจที่ไปถึงดาวเคราะห์ที่ห่างไกลที่สุด เราวัดความสำเร็จของเราด้วยตัวเลขและสถิติ แต่ Tall Whites ออกแบบยานของพวกเขาโดยถามว่า 'ใครจะอยู่บนยานลำนี้' และ 'พวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร'"
.
"และนั่นคือความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่อย่างมหาศาล ความแตกต่างระหว่างการสร้างเครื่องจักร กับการสร้างบ้าน ระหว่างการเดินทางเพื่อไปให้ถึง กับการเดินทางเพื่อใช้ชีวิต ระหว่างการพิชิต กับการอยู่ร่วม"
"และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อารยธรรมของพวกเขาอยู่รอดมาได้นานนับหมื่นปี ในขณะที่อารยธรรมของมนุษย์ยังคงต่อสู้กับตนเอง เพราะพวกเขาไม่เคยมองว่าการเดินทางคือการพิชิต พวกเขามองว่าการเดินทางคือการใช้ชีวิต และพวกเขาออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างในอารยธรรมของพวกเขา ตั้งแต่ยานแม่ไปจนถึงห้องเรียนของเด็ก โดยมีหลักการนั้นเป็นศูนย์กลาง"
.
.
.
VII. บทสรุป ถนนที่เชื่อมบ้านทุกหลัง
ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน ปิดท้ายแฟ้ม TW–010–Ξ ด้วยข้อสรุปที่เขียนในวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1993 ในห้องทำงานส่วนตัวของเขาภายในอาคารหมายเลข 7 ซึ่งเต็มไปด้วยกองรายงานการวิจัยที่สั่งสมมาตลอดเกือบสามทศวรรษ
กล้องโทรทรรศน์ที่เขาเคยใช้สังเกตยานแม่ในคืนแรก ๆ ของโครงการ และรูปถ่ายของทีมนักฟิสิกส์รุ่นแรกที่ร่วมเดินทางมากับเขา หลายคนในรูปนั้นเสียชีวิตไปแล้ว บางคนจากไปด้วยโรคหัวใจ บางคนจากไปด้วยโรคมะเร็งที่อาจเกิดจากการสัมผัสกับสนามพลังงานของ Tall Whites โดยไม่รู้ตัว แต่ทุกคนมีชื่อของพวกเขาอยู่ในรายงานที่ส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป
.
.
เขาเขียนข้อสรุปนี้เพียงสองปีก่อนที่จะเกษียณจากโครงการ ORION ในปี ค.ศ. 1995 หลังจากใช้เวลา 29 ปีในการศึกษาเทคโนโลยีของ Tall Whites 29 ปีแห่งการเฝ้าดู วัดผล ตั้งสมมติฐาน ทดสอบ และยอมรับว่าตนเองยังไม่เข้าใจ
.
"ข้าพเจ้าเป็นนักฟิสิกส์" เขาเขียนด้วยลายมือที่เริ่มสั่นเทาจากอายุ 71 ปี แต่ยังคงอ่านได้ชัดเจน
"ข้าพเจ้าใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการพยายามทำความเข้าใจกฎของธรรมชาติ กฎที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ กฎที่ควบคุมการแผ่รังสีของอะตอม กฎที่ควบคุมการเกิดและการตายของดวงดาว ศึกษาแรงโน้มถ่วง แม่เหล็กไฟฟ้า ฟิสิกส์นิวเคลียร์ และข้าพเจ้าภูมิใจในสิ่งที่มนุษย์ค้นพบ ภูมิใจที่เรา มนุษย์ ซึ่งเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์เล็ก ๆ กลางกาแล็กซี สามารถเข้าใจกฎเหล่านี้ได้ สามารถทำนายการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้าได้ สามารถสร้างเครื่องจักรที่เปลี่ยนสสารให้เป็นพลังงานได้"
.
.
"แต่หลังจากใช้เวลาเกือบสามสิบปีในการพยายามทำความเข้าใจเทคโนโลยีของ Tall Whites ต้องยอมรับ ด้วยความถ่อมตนอย่างที่สุด ว่าข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจมันเลยแม้แต่น้อย"
"ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าพวกเขาเก็บพลังงานจากแสงดาวอย่างไร แม้จะเห็นมันด้วยตาตนเอง เห็นยานแม่ลอยนิ่งอยู่เหนือทะเลทรายเป็นเวลาหลายปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง เห็นแสงสีขาวนวลที่เปล่งออกมาจากรอบ ๆ ยานเมื่อมันเตรียมออกเดินทาง เห็นเครื่องมือวัดของเราบันทึกปริมาณพลังงานมหาศาลที่ถูกดูดซับจากแสงอาทิตย์ในทุกช่วงคลื่น
แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจกลไกที่แท้จริง ไม่เข้าใจว่าพวกเขาเปลี่ยนโฟตอนให้เป็นพลังงานที่ใช้งานได้อย่างไร โดยไม่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไม่มีกังหันไอน้ำ ไม่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ ไม่มีอะไรเลยที่คล้ายกับสิ่งที่มนุษย์รู้จัก"
.
.
"ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าพวกเขาสร้างแรงโน้มถ่วงเทียมอย่างไร แม้จะเคยยืนอยู่บนพื้นของยานขนส่งที่ลอยนิ่งเหนือทะเลทราย รู้สึกถึงน้ำหนักของร่างกายตัวเอง ปล่อยปากกาจากมือและเฝ้าดูมันตกลงสู่พื้นด้วยอัตราเร่ง 9.8 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง ทั้งที่ยานไม่ได้หมุน ไม่ได้อยู่ภายใต้แรงเร่ง และไม่มีมวลมหาศาลอยู่ใต้พื้น ข้าพเจ้ายืนอยู่ตรงนั้นและรู้ว่าข้าพเจ้ากำลังประสบกับบางสิ่งที่ท้าทายทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้ และข้าพเจ้าไม่สามารถอธิบายมันได้"
.
"ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าพวกเขาสร้างวัสดุที่รักษาตัวเองได้อย่างไร แม้จะเฝ้าดูรอยแตกบนผิวของยานค่อย ๆ หายไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ราวกับยานกำลังหายใจ ราวกับมันมีชีวิต ราวกับทุกอะตอมในพื้นผิวของมันรู้ว่าตนเองควรอยู่ที่ไหนและเคลื่อนที่กลับไปยังตำแหน่งนั้นอย่างช้า ๆ และข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้จะใช้เวลาหลายปีในการศึกษา แม้จะเขียนรายงานหลายสิบฉบับ แม้จะเสนอสมมติฐานหลายข้อ ข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจ"
.
"แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเข้าใจ อย่างแจ่มชัดที่สุด หลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตในโครงการนี้ สิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่ฟิสิกส์ แต่สำคัญกว่าฟิสิกส์"
"มนุษย์ใช้บ้านเป็นสถานที่พักจากการเดินทาง เราเดินทางเพื่อกลับบ้าน เราจากบ้านมาเพื่อไปทำงาน ไปสำรวจ ไปรบ และเมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง เรากลับบ้าน บ้านคือจุดหมายปลายทาง บ้านคือรางวัล บ้านคือการสิ้นสุดของการเดินทาง"
.
"แต่ Tall Whites ใช้การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน พวกเขาพาบ้านไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นเท่าใด ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเดินทางข้ามกาแล็กซีไปไกลแค่ไหน พวกเขาไม่เคยมองว่าตนเองกำลัง 'จากบ้านมา' เพราะบ้านของพวกเขาอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา ในยานแม่ที่โอบอุ้มพวกเขาไว้ ในสวนที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ของดาวบ้านเกิด ในต้นไม้ที่เด็กแต่ละคนดูแลมาตั้งแต่เกิด ในความทรงจำร่วมที่ไม่เคยจางหาย"
.
"และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่เคยมองจักรวาลว่าเป็นพื้นที่อันโดดเดี่ยวและว่างเปล่า ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในความเวิ้งว้างของอวกาศ แต่เป็นถนนสายยาวที่เชื่อมบ้านทุกหลังเข้าไว้ด้วยกัน บ้านที่พวกเขาจากมา บ้านที่พวกเขากำลังเดินทางไป และบ้านที่พวกเขาสร้างขึ้นในทุกสถานที่ที่พวกเขาหยุดพัก"
.
"ข้าพเจ้าอาจไม่มีวันเข้าใจฟิสิกส์ของพวกเขา แต่ข้าพเจ้าเข้าใจปรัชญาของพวกเขา และบางที ในท้ายที่สุด นั่นอาจสำคัญกว่า เพราะฟิสิกส์สามารถค้นพบได้ในภายหลัง สามารถคำนวณได้เมื่อเรามีเครื่องมือที่ดีพอ แต่ปรัชญา วิธีคิด วิธีมองโลก สิ่งนั้นต้องเรียนรู้ด้วยหัวใจ และข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากพวกเขาแล้ว"
"เพราะความก้าวหน้าที่แท้จริงของอารยธรรม อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างยานที่เดินทางได้ไกลที่สุด หรือเร็วที่สุด หรือทรงพลังที่สุด"
.
"หากเริ่มต้นจากการสร้างบ้านที่สามารถพาทุกคนเดินทางไปด้วยกันได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะปลายทางจะอยู่ห่างออกไปกี่ปีแสงก็ตาม บ้านที่เด็ก ๆ สามารถวิ่งเล่นและหัวเราะได้ บ้านที่ครอบครัวสามารถอยู่ร่วมกันและถ่ายทอดความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น บ้านที่แม้จะเดินทางผ่านความมืดระหว่างดวงดาว ก็ยังเต็มไปด้วยแสงสว่างและความอบอุ่น"
.
"และเมื่อถึงวันที่มนุษย์เดินทางไปถึงดวงดาว เมื่อเราก้าวออกจากระบบสุริยะของเราและออกเดินทางสู่กาแล็กซี ข้าพเจ้าก็ได้แต่หวังว่า เราจะสร้างยานแบบเดียวกับที่พวกเขาสร้าง"
"ไม่ใช่ยานที่เร็วที่สุด แต่คือบ้านที่ดีที่สุด"
"สำหรับเด็กทุกคนที่จะเกิดและเติบโตระหว่างดวงดาว"
"และสำหรับความทรงจำของโลกที่เราจากมา ที่เราจะพกพาไปด้วยเสมอ"
.
▫️สิ้นสุดแฟ้ม TW–010–Ξ
▫️เอกสารอ้างอิงในแฟ้มนี้: บันทึกการสังเกตการณ์ยานแม่ ค.ศ. 1966–1993 – แฟ้ม TW–010–Ξ(1) ถึง (3) / รายงานการวิเคราะห์วัสดุพื้นผิวยาน – แฟ้ม TW–010–Ξ(2) / รายงานแบบจำลองระบบพลังงาน – แฟ้ม TW–010–Ξ(4) / รายงานการวิเคราะห์สนามโน้มถ่วงภายในยานขนส่ง – แฟ้ม TW–010–Ξ(5) / บันทึกการสัมภาษณ์ผู้แทน Tall Whites ครั้งที่ 28, 34, 47, 63 – แฟ้ม TW–010–Ξ(6)
.
▫️ดูเพิ่มเติม: บทที่ 1 – ดาวที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่ (สรีรวิทยาและผลึกโฟโตนิก) / บทที่ 5 – สนธิสัญญาทะเลทราย (ข้อจำกัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี) / บทที่ 6 – เมืองที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ (สถานีพักใต้ดินและศูนย์ซ่อมบำรุงยาน) / บทที่ 11 – วิทยาศาสตร์เหนือศตวรรษ (เทคโนโลยีที่ Tall Whites ถ่ายทอดให้มนุษย์)
.
.
2 บันทึก
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย : จดหมายเหตุผู้อพยพสีขาว Tall Whites - ผู้สังเกตการณ์แห่งเนวาดา
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย