•
1 พ.ย. เวลา 09:39 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 11 วิทยาศาสตร์เหนือศตวรรษ

ชื่อเรื่อง : แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย - จดหมายเหตุผู้อพยพสีขาว Tall Whites: ผู้สังเกตการณ์แห่งเนวาดา
|แฟ้มลับ: TW–011–Ψ
|ระดับชั้นความลับ: OMEGA–BLACK
|หัวข้อ: วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ Tall Whites เปิดเผยต่อโครงการ ORION
|วันที่รวบรวม: 15 มกราคม ค.ศ. 1974 (ปรับปรุงครั้งที่ 4: 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1995)
|ผู้เรียบเรียงหลัก: ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน (นามสมมติ) – หัวหน้าคณะฟิสิกส์ประยุกต์ โครงการ ORION
|คณะทำงานร่วม: หน่วยวัสดุศาสตร์, หน่วยพลังงานขั้นสูง, หน่วยวิเคราะห์การขับเคลื่อน, คณะกรรมการจริยธรรมวิทยาศาสตร์
|สถานะเอกสาร: ยกเลิกการปกปิด (Declassified – Fiction Archive)
*หมายเหตุ: เอกสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนิยาย “แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย” โดยอ้างอิงองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ ฟิสิกส์พลังงาน ดาราศาสตร์ วิศวกรรมอวกาศ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก่อนขยายต่อเป็นสมมติฐานเชิงวิทยาศาสตร์ในโลกนิยาย เนื้อหาต่อไปนี้เป็นการสังเคราะห์จากบันทึกการประชุมร่วมทางวิทยาศาสตร์จำนวน 89 ครั้ง รายงานการวิจัยภายใน และบันทึกส่วนตัวของนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมโครงการ
.
.
I. ของขวัญที่ถูกปฏิเสธ และเหตุผลที่สมควรเป็นเช่นนั้น
หลังจากสนธิสัญญาทะเลทรายมีผลบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 (บทที่ 5) ความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์กับ Tall Whites เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางวิทยาศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายฝ่ายละหกคน
มีการกำหนดวาระการประชุมประจำเดือนทุกวันจันทร์แรก มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในขอบเขตที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันได้ภายใต้กรอบของสนธิสัญญา แต่สิ่งแรกที่คณะผู้แทนจากต่างดาวประกาศอย่างชัดเจน ก่อนที่การแลกเปลี่ยนความรู้ใด ๆ จะเริ่มต้นขึ้น ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะได้ถามคำถามแรกด้วยซ้ำ ก่อนที่กระดานดำจะถูกปกคลุมด้วยสมการและแผนภาพ คือการปฏิเสธ
.
.
พวกเขาจะไม่มอบเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนโลกภายในชั่วข้ามคืน
"ข้าพเจ้าจำวันนั้นได้อย่างแจ่มชัด" ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน หัวหน้าคณะฟิสิกส์ประยุกต์ซึ่งเพิ่งเดินทางจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอสมายังฐานทัพอากาศเนลลิสเมื่อไม่กี่เดือนก่อน บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัวที่เขาเขียนอย่างต่อเนื่องตลอด 29 ปีในโครงการ
"เราเตรียมห้องประชุมใหญ่ไว้อย่างดี ห้องเดียวกับที่ใช้ในการเจรจาสนธิสัญญาทะเลทรายเมื่อปีก่อน มีกระดานดำเต็มผนังทั้งสี่ด้าน มีเครื่องฉายสไลด์ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น มีสมุดบันทึกหนาเตอะวางเรียงอยู่บนโต๊ะ พร้อมสำหรับการจดสูตรและแบบแปลนที่เราคาดว่าจะได้รับ
เราคิดว่ากำลังจะได้รับของขวัญ เทคโนโลยีที่มนุษย์ใฝ่ฝันมานับพันปี การเดินทางข้ามดวงดาว พลังงานไร้ขีดจำกัด วัสดุที่แข็งแกร่งกว่าเพชรแต่เบากว่าอะลูมิเนียม เราคิดว่าในที่สุดเราก็จะได้รู้ว่าพวกเขาสร้างยานที่บินได้โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงอย่างไร เราคิดว่ากำลังจะก้าวกระโดดข้ามศตวรรษแห่งการค้นคว้า แต่แทนที่จะได้รับของขวัญ เราได้รับ... คำถาม"
.
.
เหตุผลของการตัดสินใจดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในรายงานการประชุมหมายเลข OR–42 ลงวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1965 ซึ่งเป็นการประชุมร่วมทางวิทยาศาสตร์ครั้งที่สาม นับเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดฉบับหนึ่งของโครงการตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการอยู่
ในการประชุมครั้งนั้น ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบด้านการถ่ายทอดความรู้และการติดต่อกับมนุษย์โดยตรง ได้ลุกขึ้นยืนต่อหน้าที่ประชุมและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งแต่หนักแน่น ความยาวของคำกล่าวทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในเทปบันทึกเสียงและถอดความเป็นลายลักษณ์อักษรในแฟ้ม OR–42(1)
.
.
"อารยธรรมที่ได้รับคำตอบก่อนที่จะเรียนรู้วิธีตั้งคำถาม มักใช้ความรู้เพื่อทำลายตนเอง เราได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ครั้งเดียว แต่หลายครั้ง กับอารยธรรมอื่นที่เราเคยพบระหว่างการเดินทาง พวกเขาได้รับเทคโนโลยีจากผู้ที่ก้าวหน้ากว่า ได้รับพิมพ์เขียวของเครื่องจักรที่พวกเขาไม่เข้าใจ ได้รับพลังงานที่พวกเขาไม่รู้วิธีควบคุม และพวกเขาใช้มันทำลายตนเองภายในเวลาไม่กี่ชั่วอายุคน บางครั้งเร็วกว่านั้น บางครั้งภายในชั่วอายุคนเดียว"
.
"เราไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับพวกท่าน ไม่ใช่เพราะเราไม่ไว้ใจพวกท่าน แต่เพราะเราเคารพพวกท่านมากเกินกว่าจะมอบของขวัญที่พวกท่านยังไม่พร้อมจะรับ เฉกเช่นที่เราไม่ยอมมอบมีดคมให้เด็กที่ยังไม่รู้วิธีใช้มันอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เพราะเราไม่รักเด็ก แต่เพราะเรารักเด็กมากเกินกว่าจะยอมให้พวกเขาทำร้ายตนเอง"
"เราจะไม่ให้ปลาแก่พวกท่าน แต่เราจะสอนวิธีตกปลาให้ หากพวกท่านยินดีจะเรียนรู้ และหากพวกท่านอดทนพอที่จะเรียนรู้"
.
.
ด้วยเหตุนี้ Tall Whites จึงเลือกแบ่งปัน "หลักการ" มากกว่า "สิ่งประดิษฐ์" แนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มากกว่าพิมพ์เขียวของเครื่องจักร พวกเขาเชื่อว่า หากมนุษย์เข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง เทคโนโลยีจะเกิดขึ้นเองตามลำดับของพัฒนาการ โดยไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบอารยธรรมอื่น และความรู้ที่ได้มาด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะมั่นคงและปลอดภัยกว่าความรู้ที่ได้รับมาโดยไม่เข้าใจรากฐานของมัน
.
"มันน่าหงุดหงิดอย่างยิ่งในตอนแรก" ดร. วอร์เรนยอมรับในบันทึกส่วนตัวที่เขียนขึ้นหลังการประชุมครั้งที่สิบของคณะกรรมการร่วมทางวิทยาศาสตร์
"เราต้องการคำตอบ และพวกเขาให้แต่คำถาม เราต้องการพิมพ์เขียว และพวกเขาให้แต่ปริศนา
เราถามว่า 'จะสร้างยานที่เดินทางข้ามดวงดาวได้อย่างไร' และพวกเขาตอบว่า 'พวกท่านคิดว่าแรงโน้มถ่วงคืออะไร' เราถามว่า 'จะสร้างวัสดุที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้อย่างไร' และพวกเขาตอบว่า 'พวกท่านคิดว่าอะไรทำให้สสารแข็งแกร่ง'
ทุกคำถามของเรา ถูกตอบด้วยคำถามกลับ และในตอนแรก เราคิดว่าพวกเขากำลังถ่วงเวลา หรือไม่เต็มใจที่จะช่วยเรา หรือแค่ชอบตั้งคำถามเชิงปรัชญา"
.
.
"แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจ และเริ่มเห็นคุณค่า ของสิ่งที่พวกเขากำลังทำ เพราะความรู้ที่ได้มาโดยไม่ต้องพยายาม จะถูกลืมได้ง่ายพอกัน เหมือนกับคำตอบข้อสอบที่เราท่องจำโดยไม่เข้าใจ มันอาจช่วยให้เราสอบผ่าน แต่มันไม่เคยกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา แต่ความรู้ที่เกิดจากการดิ้นรน การตั้งคำถาม การทดลองที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า การลุกขึ้นใหม่หลังจากความผิดหวัง ความรู้แบบนั้นจะอยู่ในกระดูก ในเลือด และในจิตวิญญาณของอารยธรรมตลอดไป"
.
"และนั่นคือสิ่งที่ Tall Whites ต้องการให้เราได้รับ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ 'วิธีคิด' ที่จะนำไปสู่เทคโนโลยีนั้น พวกเขาไม่ได้ต้องการให้เราเรียนรู้ที่จะสร้างยานแบบเดียวกับพวกเขา พวกเขาต้องการให้เราเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามแบบเดียวกับพวกเขา และเมื่อเราทำได้ เราก็จะค้นพบทุกสิ่งที่เราต้องการ ด้วยตนเอง"
.
.
.
II. วัสดุที่รู้จักปรับตัว บทเรียนแรกจากต่างดาว
สาขาแรกที่ได้รับความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมคือวัสดุศาสตร์ และมันเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ เพียงข้อเดียว ในการประชุมร่วมทางวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1965 ณ ห้องประชุมใต้ดินของอาคารหมายเลข 7 ภายในฐานทัพอากาศเนลลิส
การประชุมครั้งนี้มีวาระหลักคือการหารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ วิศวกรวัสดุศาสตร์ของโครงการซึ่งถูกคัดเลือกจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ด้วยความเชี่ยวชาญด้านโลหะผสมขั้นสูง ถามคำถามที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความทะเยอทะยานของผู้ที่ต้องการก้าวกระโดดข้ามขีดจำกัดของวิทยาศาสตร์มนุษย์
.
.
"อะไรคือวัสดุที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด ที่พวกท่านรู้จัก"
คำตอบที่เขาได้รับจากผู้แทนสายวิชาการของ Tall Whites ซึ่งรับผิดชอบด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรม ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการเปล่งออกมา แต่ใช้เวลาหลายปีในการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และพลิกความเข้าใจเกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง
"วัสดุที่ดีที่สุดไม่ใช่วัสดุที่แข็งที่สุด แต่วัสดุที่รู้จักปรับตัว"
.
.
"ข้าพเจ้านั่งเงียบไปนานหลังจากได้ยินคำตอบนั้น" ดร. ฟอสเตอร์บันทึกไว้ในสมุดบันทึกการวิจัยซึ่งเขาเขียนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโครงการ
"ข้าพเจ้าจำได้ว่าในห้องประชุมเงียบสนิท ไม่มีใครพูดอะไรอยู่หลายนาที เพราะมันขัดกับทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้มา ในวงการวิศวกรรมวัสดุของมนุษย์ เรามักมองหาวัสดุที่แข็งที่สุด เหล็กกล้าที่ทนแรงดึงได้หลายตัน ไทเทเนียมที่เบาแต่แข็งแกร่ง เพชรที่แข็งที่สุดในธรรมชาติ วัสดุที่ต้านทานการเปลี่ยนแปลง วัสดุที่ยืนหยัดต่อแรงกระทำโดยไม่บุบสลาย
เราวัดความก้าวหน้าของวัสดุศาสตร์ด้วยความแข็ง เราภูมิใจในวัสดุที่ไม่ยอมแพ้ต่อแรงใด ๆ แต่ Tall Whites กำลังบอกข้าพเจ้าว่า เราคิดผิดมาตลอด วัสดุที่ดีที่สุดคือวัสดุที่ 'ยอม' เปลี่ยนแปลง ที่ปรับตัวเข้ากับแรงที่มากระทำ แทนที่จะต้านมันจนแตกหัก"
.
.
จากการสังเกตการณ์ยานขนส่งขนาดเล็กที่ Tall Whites อนุญาตให้คณะนักวิทยาศาสตร์เข้าถึงได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด (บทที่ 10) รวมถึงการที่ ดร. ฟอสเตอร์ และทีมงานได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบพื้นผิวของยานขนส่งด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบพกพาในระยะใกล้เป็นครั้งแรกในการประชุมร่วมครั้งที่ 12 พวกเขาค้นพบคุณสมบัติที่ดูขัดกับความเข้าใจของมนุษย์หลายประการ
.
.
ประการแรก: ความแข็งแรงสูงแต่มวลต่ำ
วัสดุผิวของยานขนส่งของ Tall Whites มีความแข็งแรงมากกว่าโลหะผสมใด ๆ ที่มนุษย์รู้จักในขณะนั้นหรือแม้แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลนี้ไม่ได้มาจากการคาดเดาหรือการประมาณการณ์จากระยะไกล แต่มาจากการทดสอบจริงที่เกิดขึ้นในการประชุมร่วมทางวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1965
.
ในการประชุมครั้งนั้น ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ ได้รับอนุญาตจากผู้แทน Tall Whites เป็นกรณีพิเศษให้นำเครื่องมือวัดความแข็งแบบพกพา (Portable Hardness Tester) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ปลายเพชรกดลงบนพื้นผิววัสดุและวัดแรงต้าน บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในแฟ้ม TW–011–Ψ(2) ว่าเขาสามารถทดสอบพื้นผิวของยานขนส่งได้ในพื้นที่จำกัดขนาดประมาณ 10 ตารางเซนติเมตร ใกล้กับช่องเปิดด้านข้างของยานขณะที่ยานจอดอยู่บนพื้นทรายเพื่อรับการซ่อมบำรุงตามปกติ
.
ผลการทดสอบที่บันทึกไว้ในรายงานฉบับนั้นระบุว่าพื้นผิวของยานสามารถต้านทานแรงกดได้มากกว่า 3,000 เมกะปาสกาล ซึ่งสูงกว่าเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงที่ดีที่สุดของมนุษย์ในขณะนั้นอย่างเหล็กกล้ามาราจิง (Maraging Steel) ที่ใช้ในโครงสร้างเครื่องบินขับไล่และมีความแข็งแรงประมาณ 1,000–1,200 เมกะปาสกาล ถึงเกือบสามเท่า และสูงกว่าไทเทเนียมอัลลอยด์ที่ใช้ในยานอวกาศซึ่งมีความแข็งแรงประมาณ 900–1,100 เมกะปาสกาลในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
.
แต่สิ่งที่ทำให้ ดร. ฟอสเตอร์ และทีมงานประหลาดใจมากกว่าความแข็งแรงคือผลการตรวจวัดความหนาแน่น ในการประชุมครั้งที่ 15 (กรกฎาคม ค.ศ. 1965) Tall Whites อนุญาตให้ทีมของ ดร. ฟอสเตอร์ ใช้เครื่องมือตรวจวัดความหนาแน่นด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic Density Measurement) จากระยะห่างประมาณ 2 เมตร โดยไม่ต้องสัมผัสพื้นผิวของยานโดยตรง
ผลการวัดที่บันทึกไว้ในแฟ้ม TW–011–Ψ(2) ระบุว่าวัสดุดังกล่าวมีความหนาแน่นเพียง 1.8 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งเบากว่าอะลูมิเนียมซึ่งมีความหนาแน่น 2.7 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร และเบากว่าไทเทเนียมซึ่งมีความหนาแน่น 4.5 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรอย่างมาก
.
การที่วัสดุชนิดหนึ่งสามารถแข็งแรงกว่าเหล็กกล้าถึงสามเท่าแต่เบากว่าอะลูมิเนียมได้นั้น ท้าทายความเข้าใจพื้นฐานของวิศวกรรมวัสดุทั้งหมด เพราะโดยทั่วไปแล้วความแข็งแรงกับความหนาแน่นมักจะแปรผันตามกัน วัสดุที่แข็งแรงกว่ามักจะหนักกว่าเสมอ
.
ดร. ฟอสเตอร์ ตั้งสมมติฐานว่าวัสดุของ Tall Whites มีโครงสร้างภายในที่แตกต่างจากวัสดุของมนุษย์โดยสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นผลึกโลหะที่อะตอมเรียงตัวกันอย่างหนาแน่น มันอาจเป็น "โฟมโลหะ" (Metallic Foam) ที่มีโครงสร้างภายในกลวงระดับนาโน ประกอบด้วยผนังบางเฉียบที่แข็งแรงมหาศาลเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายสามมิติคล้ายรังผึ้งแต่ซับซ้อนกว่าหลายเท่า ทำให้วัสดุโดยรวมมีความแข็งแรงสูงเพราะโครงสร้าง แต่มีมวลต่ำเพราะช่องว่างภายใน
.
หลักฐานสนับสนุนสมมติฐานนี้มาจากภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) ของสะเก็ดผิวหนัง Tall Whites ที่หลุดออกมาโดยบังเอิญระหว่างการประชุมครั้งหนึ่ง (บทที่ 1) ซึ่งแสดงให้เห็นโครงสร้างผลึกโฟโตนิกที่มีลักษณะเป็นช่องว่างระดับนาโนเช่นกัน แม้จะไม่เหมือนกับวัสดุของยานโดยตรง แต่หลักการพื้นฐานก็คล้ายคลึงกัน นั่นคือการใช้โครงสร้างมากกว่าเนื้อวัสดุในการสร้างความแข็งแรง
.
"มันแข็งแรงเพราะรูปทรง ไม่ใช่เพราะเนื้อวัสดุ" ดร. ฟอสเตอร์สรุปในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ "และนั่นคือบทเรียนแรกที่ Tall Whites สอนเราเกี่ยวกับวิศวกรรม ธรรมชาติไม่ได้สร้างของแข็งด้วยการอัดอะตอมให้แน่นที่สุด แต่ด้วยการจัดเรียงอะตอมให้ฉลาดที่สุด และนั่นคือสิ่งที่เรายังไม่ได้เรียนรู้"
.
ประการที่สอง: การเปลี่ยนรูปร่างเพื่อรองรับแรงกระแทก
คุณสมบัติประการที่สองของวัสดุที่ใช้สร้างยานของ Tall Whites ซึ่ง ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ และทีมงานค้นพบในเวลาต่อมา คือความสามารถในการเปลี่ยนรูปร่างเพื่อรองรับแรงกระแทกแล้วคืนรูปเดิมได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่เกิดความเสียหายถาวร
.
การค้นพบนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญระหว่างการทดสอบวัสดุในการประชุมร่วมทางวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1965 ตามบันทึกในแฟ้ม TW–011–Ψ(2) ดร. ฟอสเตอร์ ได้รับอนุญาตให้นำเครื่องมือวัดความแข็งแบบพกพามาทดสอบพื้นผิวของยานขนส่งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาสังเกตเห็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไป เมื่อปลายเพชรของเครื่องมือกดลงบนพื้นผิว วัสดุไม่ได้ต้านทานอย่างแข็งทื่อเหมือนครั้งก่อน แต่กลับ "ยืดหยุ่น" ในระดับจุลภาค ราวกับพื้นผิวกำลังปรับตัวเพื่อรองรับแรงกด โดยไม่เกิดรอยบุ๋มถาวรหลังจากนำปลายเพชรออก
.
"ข้าพเจ้ากดปลายเพชรลงบนพื้นผิวด้วยแรงที่มากพอจะทำให้เหล็กกล้าเป็นรอย" ดร. ฟอสเตอร์ บันทึกไว้ในสมุดบันทึกการวิจัย "แต่เมื่อยกปลายเพชรขึ้นและตรวจสอบพื้นผิวด้วยแว่นขยาย กลับไม่พบร่องรอยใด ๆ เลย ไม่มีรอยขีดข่วน ไม่มีรอยบุ๋ม ไม่มีแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของสีหรือความเงา ราวกับว่าพื้นผิวนั้นไม่เคยถูกกดมาก่อน"
.
ในการทดสอบครั้งต่อมา ดร. ฟอสเตอร์ ได้รับอนุญาตให้ใช้กล้องจุลทรรศน์แบบพกพาที่มีกำลังขยายสูงขึ้นเพื่อสังเกตการตอบสนองของวัสดุต่อแรงกดในระดับจุลภาค สิ่งที่เขาค้นพบคือเมื่อถูกแรงกด โมเลกุลของวัสดุไม่ได้แตกหักหรือเสียรูปถาวรเหมือนโลหะของมนุษย์ แต่กลับ "เลื่อนไถล" ไปมาได้โดยไม่สูญเสียการยึดเกาะระหว่างกัน ราวกับเม็ดทรายที่ถูกกดให้แบนราบแล้วค่อย ๆ คืนรูปเดิมเมื่อแรงนั้นหายไป
.
"มันเหมือนกับผิวหนังของสิ่งมีชีวิต" ดร. ฟอสเตอร์ เขียนในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1966 "ที่ไม่แข็งทื่อเหมือนเกราะเหล็ก แต่ยืดหยุ่น ดูดซับแรงกระแทก และสมานตัวเองได้ เมื่อคุณกดนิ้วลงบนผิวหนังของคุณเอง มันจะบุ๋มลงชั่วคราวแล้วคืนรูปเดิมเมื่อคุณยกนิ้วออก วัสดุของ Tall Whites ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ในระดับที่ละเอียดและซับซ้อนกว่ามาก"
.
การค้นพบนี้นำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับปรัชญาการออกแบบของ Tall Whites ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง มนุษย์ออกแบบเกราะให้แข็งที่สุดเพื่อต้านทานการโจมตี แต่ Tall Whites ออกแบบพื้นผิวให้ยืดหยุ่นเพื่อดูดซับและกระจายแรงกระแทก แทนที่จะต้านมันจนแตกหัก
.
ผู้แทนสายวิชาการของ Tall Whites อธิบายหลักการนี้ในการประชุมครั้งต่อมาว่า "ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยอนุภาคฝุ่นระหว่างดาวที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง การสร้างเกราะที่แข็งที่สุดเพื่อต้านทานทุกการชนนั้นสิ้นเปลืองพลังงานและไม่มีประสิทธิภาพ แต่การสร้างพื้นผิวที่รู้จักปรับตัวต่างหากคือทางออกที่ชาญฉลาด เหมือนกับต้นไม้ที่โอนเอนตามลมแทนที่จะต้านลมจนหักโค่น"
.
ประการที่สาม: การซ่อมแซมตัวเอง
คุณสมบัติประการที่สามและน่าทึ่งที่สุดของวัสดุที่ใช้สร้างยานของ Tall Whites คือความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเกิดความเสียหาย
การค้นพบคุณสมบัตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการใต้ดินของอาคารหมายเลข 7 แต่มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญระหว่างการสังเกตการณ์ยานขนส่งลำหนึ่งของ Tall Whites ที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางระยะไกลและกำลังอยู่ในระหว่างการพักตามปกติที่เขตสงวนการติดต่อในทะเลทรายเนวาดา
.
ตามบันทึกในแฟ้ม TW–011–Ψ(2) ลงวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1967 ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ และทีมงานได้รับอนุญาตให้สังเกตการณ์ยานขนส่งลำดังกล่าวจากระยะห่างประมาณ 50 เมตรผ่านกล้องโทรทรรศน์กำลังสูงที่ติดตั้งบนเสาสังเกตการณ์ พวกเขาสังเกตเห็นว่าหลังจากการเดินทางในอวกาศเป็นเวลาหลายปี พื้นผิวของยานมีร่องรอยความเสียหายเล็กน้อยจำนวนมาก รอยขีดข่วนขนาดจิ๋วที่เกิดจากการชนกับอนุภาคฝุ่นระหว่างดาว และรอยหมองคล้ำที่เกิดจากการกัดกร่อนของรังสีคอสมิกพลังงานสูง
.
แต่สิ่งที่ทำให้ทีมของ ดร. ฟอสเตอร์ ตะลึงคือ เมื่อพวกเขากลับมาสังเกตการณ์ยานลำเดิมอีกครั้งในอีกสามวันต่อมา รอยขีดข่วนจำนวนมากได้หายไป พื้นผิวที่เคยหมองคล้ำกลับมาเงางามอีกครั้ง โดยไม่มีใครไปซ่อมแซมมันเลย
"เราเฝ้าดูรอยแตกเล็ก ๆ บนผิวของยานค่อย ๆ หายไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง" ดร. ฟอสเตอร์ บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ "โดยไม่มีใครแตะต้องมัน โดยไม่มีเครื่องมือใด ๆ เข้าไปใกล้ ไม่มีช่างเทคนิค ไม่มีหุ่นยนต์ซ่อมบำรุง ไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวยานเอง ราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังสมานแผลของตนเอง"
.
เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพลวงตาหรือความผิดพลาดของอุปกรณ์สังเกตการณ์ ดร. ฟอสเตอร์ ได้ขออนุญาตผู้แทน Tall Whites เพื่อทำการทดลองควบคุม โดยในการประชุมร่วมครั้งที่ 22 (มกราคม ค.ศ. 1968)
Tall Whites อนุญาตให้ทีมของ ดร. ฟอสเตอร์ ใช้เครื่องมือแกะสลักระดับจุลภาค (Micro-etcher) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ลำแสงเลเซอร์พลังงานต่ำในการสร้างรอยขีดข่วนขนาดเล็กมากบนพื้นผิวของยานขนส่งในพื้นที่จำกัดขนาดประมาณ 1 ตารางเซนติเมตรที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า รอยขีดข่วนนี้มีขนาดกว้างประมาณ 0.1 มิลลิเมตรและลึกประมาณ 0.05 มิลลิเมตร เป็นขนาดที่เล็กพอที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของยาน แต่ใหญ่พอที่จะสังเกตเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์
.
.
จากนั้นทีมของ ดร. ฟอสเตอร์ ได้เฝ้าสังเกตการณ์รอยขีดข่วนนั้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 72 ชั่วโมงผ่านกล้องจุลทรรศน์ที่ถูกติดตั้งไว้กับขาตั้งและเชื่อมต่อกับระบบบันทึกภาพอัตโนมัติ ผลการทดลองที่บันทึกไว้ในแฟ้ม TW–011–Ψ(2) ระบุว่า รอยขีดข่วนเริ่มตื้นขึ้นอย่างช้า ๆ ภายใน 12 ชั่วโมงแรก หลังจาก 24 ชั่วโมง รอยขีดข่วนตื้นขึ้นจนเกือบมองไม่เห็น และหลังจาก 48 ชั่วโมง พื้นผิวกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีร่องรอยของความเสียหายใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย
.
ผู้แทนสายวิชาการของ Tall Whites ซึ่งสังเกตการณ์การทดลองนี้อยู่ด้วย อธิบายหลักการเบื้องหลังการซ่อมแซมตัวเองนี้ว่า โครงสร้างอะตอมของวัสดุถูกออกแบบให้สามารถ "จดจำ" สภาพเดิมของมันได้ และเมื่อมีสนามพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มต่ำซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยระบบภายในของยานผ่านพื้นผิวทั้งหมด อะตอมที่เคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิมเนื่องจากความเสียหายจะค่อย ๆ ถูกดึงกลับไปยังตำแหน่งที่ควรอยู่ ราวกับตะไบเหล็กที่ถูกแม่เหล็กดึงให้เรียงตัวเป็นระเบียบ
.
"เราไม่สามารถสร้างวัสดุแบบเดียวกับพวกเขาได้" ดร. ฟอสเตอร์ สรุปในรายงานฉบับสุดท้าย "เทคโนโลยีของเรายังห่างไกลเกินไป แต่เราได้เรียนรู้หลักการสำคัญ นั่นคือวัสดุที่ดีที่สุดไม่ใช่วัสดุที่แข็งที่สุด แต่วัสดุที่รู้จักปรับตัว และนั่นคือบทเรียนที่มีค่าเกินกว่าพิมพ์เขียวใด ๆ"
.
Tall Whites อธิบายหลักการเบื้องหลังวัสดุนี้ แต่เพียงในระดับแนวคิดตามนโยบายการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จำกัด ว่ามันคือ "โครงสร้างนาโนที่สามารถจัดเรียงตัวใหม่ตามสนามพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า" อะตอมนับล้านล้านอะตอมที่ไม่ได้ถูกตรึงอยู่ในโครงสร้างตายตัวเหมือนผลึกโลหะของมนุษย์ แต่สามารถเคลื่อนที่และจัดเรียงตัวใหม่ได้เมื่อได้รับ "คำสั่ง" ในรูปแบบของสนามพลังงานเฉพาะ ราวกับกองทัพทหารที่พร้อมจะเปลี่ยนรูปแบบขบวนตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
.
"เราใช้เวลาหลายปีในการพยายามทำความเข้าใจ และลอกเลียน แนวคิดนี้" ดร. ฟอสเตอร์ยอมรับในรายงานสรุปที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1978
"เราไม่สามารถสร้างวัสดุแบบเดียวกับพวกเขาได้ เทคโนโลยีของเรายังห่างไกลเกินไป แต่แนวคิดของพวกเขาทำให้เราเริ่มศึกษาโลหะผสมอัจฉริยะ วัสดุจำรูป และโครงสร้างนาโนที่สามารถตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การค้นพบและสิทธิบัตรมากมายในทศวรรษต่อ ๆ มา และเมื่อมีคนถามว่าเราได้แนวคิดเหล่านี้มาจากไหน... เราก็ได้แต่ตอบว่า 'จากการสังเกตธรรมชาติ' ซึ่งเป็นความจริง... เพียงแต่เป็นธรรมชาติของอีกโลกหนึ่ง"
.
.
.
III. การเดินทางโดยไม่สร้างแรงต้าน ปริศนาของระบบขับเคลื่อน
หากวัสดุศาสตร์คือสาขาที่ Tall Whites เต็มใจแบ่งปันแนวคิดมากที่สุด ระบบขับเคลื่อนคือสาขาที่พวกเขาปกปิดมากที่สุด ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษของการติดต่อ คณะนักฟิสิกส์ของโครงการ ORION พยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าใจว่ายานของ Tall Whites เคลื่อนที่ได้อย่างไร แต่พวกเขาไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจนเลย
.
"เราเฝ้าสังเกตยานของพวกเขาเป็นเวลาหลายปี" ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1974
"เราเห็นมันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงกว่ายานบินใด ๆ ของมนุษย์หลายเท่า บางครั้งดูเหมือนมันจะ 'กระโดด' จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่ผ่านช่องว่างระหว่างนั้น ตามที่นักบิน DRAGON 1 รายงานไว้อย่างละเอียดในบทที่ 4
ว่าเมื่อเขาเข้าใกล้ระยะ 10 ไมล์ วัตถุทรงรีขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้า ไร้ปีก ไร้หางเสือ ไร้ห้องนักบิน ไร้ทุกสิ่งที่บ่งบอกว่ามันเป็นอากาศยาน และเมื่อวัตถุนั้นเคลื่อนที่ มันไม่ได้เร่งความเร็วเหมือนเครื่องบินที่ค่อย ๆ ไต่ระดับความเร็วขึ้น แต่มัน 'หายไป' จากตำแหน่งหนึ่งและ 'ปรากฏ' ที่อีกตำแหน่งหนึ่งในชั่วพริบตา โดยไม่มีวิถีการเคลื่อนที่ระหว่างนั้น"
.
.
"แต่เราไม่เคยเห็นเปลวไฟจากเครื่องยนต์" ดร. วอร์เรนเขียนต่อ "ไม่เคยได้ยินเสียงคำรามของไอพ่น ไม่เคยตรวจจับคลื่นกระแทกเหนือเสียง ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่ามีปฏิกิริยาการเผาไหม้หรือการขับเคลื่อนด้วยแรงผลักเกิดขึ้น มันเคลื่อนที่ราวกับว่าอวกาศรอบตัวมันไม่มีแรงต้าน ราวกับมันไม่ได้ 'บิน' ผ่านอากาศ แต่กำลัง 'เลื่อน' ผ่านสุญญากาศที่มันสร้างขึ้นรอบตัวเอง ราวกับมันไม่ได้ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงและแรงเสียดทานของบรรยากาศ แต่เพิกเฉยต่อแรงเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง"
.
การสังเกตการณ์นี้สอดคล้องกับคำให้การของนักบิน DRAGON 2 (ร้อยโทเจมส์ ฟอสเตอร์) ในคืนแห่งการติดต่อครั้งแรก (บทที่ 4) ซึ่งรายงานว่าระบบนำร่องของเครื่องบิน F-106 Delta Dart หยุดตอบสนองชั่วคราวเมื่อเข้าใกล้ยานของ Tall Whites ราวกับว่ากฎฟิสิกส์ที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกเปลี่ยนแปลงไปในบริเวณใกล้เคียงกับยาน
.
เมื่อคณะนักฟิสิกส์ถามถึงหลักการทำงาน หลังจากการร้องขอซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาหลายปีผ่านการประชุมร่วมหลายสิบครั้ง ผู้แทน Tall Whites ตอบเพียงประโยคเดียวที่กลายเป็นหัวข้อถกเถียงในหมู่นักฟิสิกส์ของโครงการไปอีกนาน "พลังงานส่วนใหญ่ของจักรวาลสูญเสียไปกับการเอาชนะแรงต้าน เราเลือกเดินทางโดยไม่สร้างแรงต้านตั้งแต่แรก"
.
"ประโยคนี้ทำให้เราปวดหัวไปหลายปี" ดร. วอร์เรนเขียนในสมุดบันทึกการวิจัย "เพราะมันฟังดูเหมือนปริศนาเซน ไม่ใช่คำอธิบายทางฟิสิกส์ เราถามว่า 'แต่พวกท่านทำอย่างไร' และพวกเขาตอบว่า 'พวกท่านคิดว่าแรงต้านคืออะไร' เราถามว่า 'แต่พวกท่านใช้พลังงานจากไหน' และพวกเขาตอบว่า 'พวกท่านคิดว่าพลังงานคืออะไร' ทุกคำถามของเราถูกตอบด้วยคำถามกลับ เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำในสาขาวัสดุศาสตร์และพลังงาน"
.
"แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่นำเราไปสู่ทฤษฎีใหม่ ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของอวกาศและการเคลื่อนที่ เราเริ่มตั้งคำถามกับสมมติฐานพื้นฐานที่สุดของเราเกี่ยวกับฟิสิกส์ เราถูกสอนมาว่าในการที่จะเคลื่อนที่ คุณต้องผลักอะไรบางอย่างไปข้างหลัง กฎข้อที่สามของนิวตัน แรงกิริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา แต่ Tall Whites กำลังบอกเราว่า มีวิธีอื่น"
.
จากการวิเคราะห์ข้อมูลการสังเกตการณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด และจากการตีความคำกล่าวของผู้แทน Tall Whites ผ่านกรอบฟิสิกส์ทฤษฎี คณะนักฟิสิกส์ของโครงการเสนอแบบจำลองสองประการที่อาจอธิบายระบบขับเคลื่อนของ Tall Whites ได้ โดยย้ำว่าเป็นเพียงการคาดการณ์บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
.
แบบจำลองที่หนึ่งคือการเปลี่ยนคุณสมบัติของปริภูมิรอบยาน (Alcubierre-inspired Metric Engineering) ซึ่งต่อมาได้รับการขนานนามภายในโครงการว่า "แบบจำลองวาร์ป" (Warp Model) ตามแนวคิดเรื่อง Alcubierre Drive ที่เสนอโดยนักฟิสิกส์ทฤษฎี มิเกล อัลคูเบียร์เร ในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งน่าสนใจว่าแนวคิดนี้ถูกตีพิมพ์หลังจากที่ ดร. วอร์เรน เสนอแบบจำลองนี้ภายในโครงการถึง 20 ปี
.
ตามแบบจำลองนี้ ยานไม่ได้ "ผลัก" ตัวเองให้เคลื่อนที่ผ่านอวกาศ แต่เปลี่ยนความโค้งของปริภูมิรอบตัวมันโดยการหดปริภูมิด้านหน้าและขยายปริภูมิด้านหลัง ทำให้ยาน "เคลื่อนที่" ไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอวกาศ โดยตัวยานเองแทบไม่เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับปริภูมิท้องถิ่นของมัน เปรียบเสมือนการยืนบนทางเลื่อนที่พื้นกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยที่คุณไม่ต้องก้าวเดิน
.
"นี่คือแนวคิดที่คล้ายกับ Alcubierre Drive ในฟิสิกส์ทฤษฎีของมนุษย์" ดร. วอร์เรนอธิบายในการบรรยายภายในแก่เจ้าหน้าที่ใหม่ "ยกเว้นว่าพวกเขาดูเหมือนจะทำได้จริง ในขณะที่เรายังติดอยู่กับข้อจำกัดเรื่องพลังงานลบและสสารประหลาดที่เรายังไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่"
.
แบบจำลองที่สองคือการลดมวลเฉื่อยของยาน (Inertial Mass Reduction) ซึ่งเสนอว่า Tall Whites มีเทคโนโลยีที่สามารถลดมวลเฉื่อยของยานลงได้จนเกือบเป็นศูนย์ ทำให้แรงเพียงเล็กน้อยสามารถเร่งความเร็วได้มหาศาล โดยไม่เกิดแรงต้านจากอากาศหรือแรง G ภายในยาน
.
"ถ้าคุณสามารถทำให้วัตถุมีมวลเฉื่อยลดลง 99.999 เปอร์เซ็นต์" ดร. วอร์เรนอธิบาย "แรงเพียงน้อยนิดก็สามารถเร่งมันให้เข้าใกล้ความเร็วแสงได้ โดยแทบไม่ต้องใช้พลังงาน และไม่มีแรง G ที่จะบดขยี้ผู้โดยสาร และนั่นอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่เคยแสดงอาการของแรงเร่ง แม้จะเปลี่ยนความเร็วอย่างฉับพลัน"
.
ข้อมูลสนับสนุนแบบจำลองนี้มาจากการสังเกตการณ์ยานขนส่งขนาดเล็กที่ใช้รับส่งระหว่างยานแม่กับสถานีพักใต้ดิน (บทที่ 6 และ 10) ซึ่งนักฟิสิกส์ของโครงการบันทึกไว้ว่าผู้โดยสารภายในยานไม่เคยแสดงอาการของแรงเร่งหรือแรงเฉื่อยเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ยานจะเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลันหรือเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งเป็นความเร็วสูงภายในเวลาไม่กี่วินาที
"แต่เรายังไม่รู้ว่าพวกเขาลดมวลเฉื่อยได้อย่างไร หรือแม้แต่แบบจำลองใดถูกต้อง และพวกเขาก็ไม่เคยบอกเรา" ดร. วอร์เรนสรุป
.
.
IV. ปรัชญาของพลังงาน ทำไมต้องสร้างดวงอาทิตย์ใหม่
สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักฟิสิกส์ของมนุษย์ประหลาดใจยิ่งกว่าระบบขับเคลื่อน คือการที่ Tall Whites แทบไม่กล่าวถึง "เชื้อเพลิง" หรือ "เครื่องกำเนิดพลังงาน" ในความหมายที่มนุษย์คุ้นเคยเลย ตลอดระยะเวลาหลายปีของการประชุมร่วมทางวิทยาศาสตร์ ไม่เคยมีผู้แทน Tall Whites คนใดพูดถึง "การเติมเชื้อเพลิง" หรือ "การผลิตพลังงาน" หรือ "การเผาไหม้" แม้แต่ครั้งเดียว
.
สำหรับมนุษย์ พลังงานคือสิ่งที่ต้อง "ผลิต" จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ขุดขึ้นมาจากใต้ดิน จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ปลดปล่อยพลังงานที่ถูกกักเก็บไว้ในอะตอม จากเขื่อนพลังน้ำที่เปลี่ยนแรงโน้มถ่วงให้เป็นกระแสไฟฟ้า จากแผงโซลาร์เซลล์ที่เปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน และคำถามสำคัญของวิศวกรรมพลังงานของมนุษย์คือ "เราจะผลิตพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้อย่างไร" แต่สำหรับ Tall Whites คำถามนั้นดูเหมือนจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
.
"พวกเขามองเราด้วยความประหลาดใจเมื่อเราถามว่า 'พวกท่านผลิตพลังงานอย่างไร'" ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1975 "ราวกับเราถามว่า 'พวกท่านผลิตอากาศหายใจอย่างไร' และคำตอบที่เราได้รับคือ 'เราไม่ได้ผลิต เราเก็บเกี่ยว'"
.
ในการประชุมร่วมทางวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 34 (ค.ศ. 1970) ผู้แทนสายวิชาการของ Tall Whites ซึ่งรับผิดชอบด้านฟิสิกส์พลังงาน ได้อธิบายให้คณะนักฟิสิกส์ของมนุษย์ฟังด้วยน้ำเสียงที่อดทนของครูที่กำลังสอนนักเรียนที่ยังไม่เข้าใจบทเรียนพื้นฐาน
"ดาวฤกษ์ทุกดวงในจักรวาล หลายแสนล้านดวงในกาแล็กซีของเราเพียงแห่งเดียว กำลังปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาทุกวินาที แสงที่พวกท่านมองเห็นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังงานนั้น ยังมีรังสีอินฟราเรด อัลตราไวโอเลต เอกซ์เรย์ แกมมา และอนุภาคพลังงานจากลมดาวฤกษ์ที่พัดผ่านอวกาศอย่างต่อเนื่อง"
.
"ปัญหาของอารยธรรมที่ยังไม่เติบโตเต็มที่คือ พวกเขาคิดว่าต้อง 'ผลิต' พลังงานเอง ราวกับเด็กที่พยายามจุดไฟด้วยไม้ขีด โดยไม่รู้ว่าดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอยู่เหนือศีรษะ อารยธรรมที่เติบโตแล้วเรียนรู้ที่จะใช้พลังงานที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะพยายามสร้างมันขึ้นมาจากความว่างเปล่า"
.
ยานของ Tall Whites ตามที่อภิปรายไว้ในบทที่ 10 สามารถรับพลังงานจากรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าได้ในหลายช่วงคลื่น ตั้งแต่แสงที่มองเห็น อินฟราเรด อัลตราไวโอเลต ไปจนถึงอนุภาคพลังงานจากลมสุริยะ ก่อนแปลงทั้งหมดให้กลายเป็นพลังงานมาตรฐานรูปแบบเดียวที่ใช้หล่อเลี้ยงทุกระบบภายในยาน ตั้งแต่ระบบชีวิต ระบบแสงสว่าง ระบบควบคุมสภาพแวดล้อม ไปจนถึงระบบขับเคลื่อนที่ยังคงเป็นปริศนา
.
"พวกเขาไม่ได้ 'ผลิต' พลังงาน พวกเขา 'เปลี่ยนรูป' มัน จากรูปแบบที่กระจัดกระจายในธรรมชาติ ไปสู่รูปแบบที่ใช้การได้" ดร. วอร์เรนอธิบายในการบรรยายภายในแก่เจ้าหน้าที่ใหม่ของโครงการ
"เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่ได้ 'ผลิต' พลังงานจากแสงอาทิตย์ แต่เปลี่ยนมันให้อยู่ในรูปของน้ำตาลที่สิ่งมีชีวิตอื่นนำไปใช้ต่อได้ ต้นไม้ไม่ได้สร้างพลังงานจากความว่างเปล่า มันเพียงแต่เปลี่ยนแสงที่ส่องลงมาจากดวงอาทิตย์ให้กลายเป็นรูปแบบที่สามารถเก็บไว้และใช้ในภายหลัง ยานของพวกเขาก็เช่นกัน พวกเขาเปลี่ยนแสงดาวที่ส่องลงมาบนพื้นผิวของยานให้เป็นพลังงานที่หล่อเลี้ยงอารยธรรมทั้งอารยธรรมที่เดินทางอยู่ในนั้น"
.
.
ในบันทึกการประชุมครั้งหนึ่ง (OR–67, 19 สิงหาคม ค.ศ. 1970) ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในแฟ้ม TW–011–Ψ(4) นักฟิสิกส์หนุ่มของโครงการ ดร. เจมส์ เอฟ. คอลลินส์ ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นหัวหน้าหน่วยวิศวกรรมการแปลและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Semantic Resonance Translator (บทที่ 9) ได้ถามผู้แทน Tall Whites ด้วยความกระตือรือร้นของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัด
"หากพวกท่านมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าถึงเพียงนี้ ทำไมไม่สร้างแหล่งพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง เครื่องกำเนิดพลังงานจากสุญญากาศควอนตัม หรือเทคโนโลยีที่สามารถ 'สร้าง' พลังงานขึ้นมาใหม่โดยไม่ต้องพึ่งพาดาวฤกษ์เลย"
.
คำตอบที่เขาได้รับจากผู้แทนสายวิชาการของ Tall Whites ซึ่งต่อมาถูกจารึกไว้บนแผ่นโลหะที่ผนังห้องปฏิบัติการพลังงานของโครงการ เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างยิ่ง "อารยธรรมที่ฉลาด จะไม่สร้างดวงอาทิตย์ใหม่ หากยังมีดวงอาทิตย์นับแสนล้านดวงที่ยังส่องแสงอยู่"
.
"นั่นคือช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าใจปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขาอย่างแท้จริง" ดร. วอร์เรนเขียนในสมุดบันทึกส่วนตัวหลังการประชุมครั้งนั้น "พวกเขาไม่แข่งขันกับธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้พยายาม 'เอาชนะ' จักรวาลหรือ 'ควบคุม' มัน พวกเขาเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ใช้สิ่งที่จักรวาลมอบให้แล้ว แทนที่จะพยายามสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่จำเป็น"
.
"และเมื่อข้าพเจ้ามองดูอารยธรรมของมนุษย์ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำลายชั้นบรรยากาศของโลกของเรา การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทิ้งกากกัมมันตรังสีไว้เป็นหมื่นปี การขุดเจาะและทำลายผืนดินเพื่อค้นหาแหล่งพลังงานเพิ่ม ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า เราอาจกำลัง 'จุดไฟด้วยไม้ขีด' ในขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอยู่เหนือศีรษะของเรา และเรายังไม่ได้เรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพด้วยซ้ำ"
.
.
.
V. จริยธรรมของเทคโนโลยี เส้นแบ่งที่ Tall Whites ไม่เคยข้าม
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีของความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ ผ่านการประชุมร่วมหลายร้อยครั้งที่บันทึกไว้ในแฟ้มหลายสิบฉบับ การทดลองนับพันครั้งที่ดำเนินการในห้องปฏิบัติการใต้ดินของอาคารหมายเลข 7 และการแลกเปลี่ยนแนวคิดจำนวนนับไม่ถ้วนระหว่างนักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์กับผู้แทน Tall Whites มีรูปแบบหนึ่งที่คณะนักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เริ่มสังเกตเห็นอย่างช้า ๆ และเมื่อพวกเขาประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกัน มันก็เผยให้เห็นบางสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับธรรมชาติของอารยธรรม Tall Whites
.
"ทุกเทคโนโลยีของพวกเขา ทุกชิ้น ทุกอย่างที่เราได้เห็นและได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ" ดร. ซาราห์ เอ็ม. วิลเลียมส์ นักชีววิทยาสิ่งแวดล้อมของโครงการซึ่งเข้าร่วมทีมในปี ค.ศ. 1968 และใช้เวลากว่าสิบห้าปีในการศึกษาระบบนิเวศปิดและเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรของ Tall Whites บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1984 "มีลักษณะร่วมกันอยู่ประการหนึ่งที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ยานแม่ขนาดมหึมาไปจนถึงอุปกรณ์ทรงกระบอกเล็ก ๆ ที่พวกเขาใช้ในการซ่อมแซมวัสดุ"
.
"ไม่มีระบบใดถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งานสั้น ไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างมาเพื่อ 'ใช้แล้วทิ้ง' ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า 'สินค้าหมดอายุ' หรือ 'ล้าสมัยตามแผน' หรือ 'ออกแบบมาให้พังหลังจากหมดประกัน' ทุกสิ่งทุกอย่างที่ Tall Whites สร้างขึ้นสามารถซ่อมแซม ปรับปรุง และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในทางทฤษฎี ตลอดไป"
.
ข้อสังเกตนี้ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบของเทคโนโลยี Tall Whites ทุกชิ้นที่มนุษย์ได้รับอนุญาตให้เข้าถึง ตั้งแต่ยานขนส่งขนาดเล็ก (บทที่ 10) ไปจนถึง Semantic Resonance Translator (บทที่ 9) ไปจนถึงอุปกรณ์ซ่อมแซมวัสดุที่ใช้ในศูนย์ซ่อมบำรุงยาน (บทที่ 6) ทุกชิ้นส่วน ทุกระบบ ทุกกลไก ถูกออกแบบมาให้สามารถถอดประกอบ ตรวจสอบ ซ่อมแซม และประกอบกลับได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องทิ้งส่วนใดส่วนหนึ่งไป
.
"ยานของพวกเขาไม่ได้ถูกออกแบบให้บินได้ 10 หรือ 20 ปีแล้วปลดประจำการเหมือนเครื่องบินขับไล่หรือกระสวยอวกาศของเรา" ดร. วิลเลียมส์เขียนต่อ "มันถูกออกแบบให้บินได้ 1,000 ปี และเมื่อถึงเวลานั้น มันก็ยังซ่อมแซมตัวเองได้และบินต่อไปอีก 1,000 ปี วัสดุที่ใช้สร้างยานสามารถฟื้นฟูตัวเองได้เมื่อได้รับความเสียหาย (บทที่ 10 และ 11) ระบบพลังงานไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงเพราะเก็บเกี่ยวจากแสงดาวโดยตรง (บทที่ 10) และระบบภายในทั้งหมดถูกออกแบบให้สามารถปรับปรุงและอัปเกรดได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรื้อทิ้งและสร้างใหม่"
.
"สำหรับมนุษย์ 'ความก้าวหน้า' มักหมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม แล้วทิ้งสิ่งเก่าไป เราสร้างโทรศัพท์รุ่นใหม่ทุกปีและทิ้งรุ่นเก่าที่ทำงานได้สมบูรณ์ดี เราสร้างตึกใหม่และรื้อตึกเก่าทิ้ง เราสร้างรถยนต์รุ่นใหม่และปลดระวางรุ่นเก่า เราวัดความก้าวหน้าด้วยความเร็วในการผลิตและการบริโภค แต่สำหรับ Tall Whites 'ความก้าวหน้า' หมายถึงการทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องทิ้งอะไรเลย"
.
แนวคิดนี้ซึ่งคณะนักเศรษฐศาสตร์ของโครงการที่ถูกเรียกตัวมาจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันเพื่อศึกษาระบบเศรษฐกิจของ Tall Whites ตั้งชื่อในภายหลังว่า "เศรษฐศาสตร์หมุนเวียนสมบูรณ์" (Perfect Circular Economy) ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 1982 สะท้อนปรัชญาพื้นฐานของ Tall Whites เกี่ยวกับทรัพยากรและพลังงานที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
.
"ในมุมมองของพวกเขา การสร้างสิ่งของเพื่อใช้แล้วทิ้ง คือการสูญเสียพลังงานของจักรวาลโดยไม่จำเป็น" ดร. วิลเลียมส์สรุปในรายงานฉบับเดียวกัน "และในจักรวาลที่ทุกสิ่งมีจำกัด แม้จะดูเหมือนไม่มีขีดจำกัด การสูญเสียโดยไม่จำเป็นคือรูปแบบหนึ่งของความโง่เขลา เป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบต่อทรัพยากรที่มีอยู่"
.
"และเมื่อข้าพเจ้ามองดูอารยธรรมของมนุษย์ พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งและใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลายในมหาสมุทร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ออกแบบให้พังหลังจากหมดประกันหนึ่งปีเพื่อบังคับให้ผู้บริโภคซื้อใหม่ ตึกที่ถูกรื้อทิ้งหลังจากใช้งานเพียง 30 ปีเพื่อสร้างตึกใหม่ที่สูงกว่า ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า Tall Whites มองเราอย่างไร พวกเขาคงมองเราเหมือนกับที่เรามองเด็กที่ทิ้งอาหารลงพื้นโดยไม่รู้ว่าอาหารนั้นมีค่าเพียงใด ด้วยความเสียดาย และหวังว่าสักวันเราจะเรียนรู้ที่จะไม่ทำเช่นนั้นอีก"
.
.
VI. บทสรุป เมล็ดพันธุ์แห่งความคิด
หลังการประชุมทางวิทยาศาสตร์ครั้งสุดท้ายของปี ค.ศ. 1994 ก่อนที่โครงการ ORION จะเริ่มลดขนาดลงอย่างมีนัยสำคัญตามคำสั่งของรัฐบาลกลางที่เห็นว่าหลังจากการจากไปของ Tall Whites (บทที่ 18) ความจำเป็นในการดำรงโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ลดน้อยลง
ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน วัย 68 ปี ซึ่งขณะนั้นเป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นแรกของโครงการไม่กี่คนที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ เขียนข้อสรุปสุดท้ายไว้ในแฟ้ม TW–011–Ψ ด้วยลายมือที่เริ่มสั่นเทาจากอายุที่มากขึ้น แต่ยังคงความคมชัดของความคิดที่ไม่เคยเสื่อมถอย
.
.
"เราใช้เวลาเกือบสามสิบปีในการพยายามเรียนรู้จาก Tall Whites" เขาเขียน
"สามสิบปีแห่งการประชุมในห้องใต้ดินที่ไม่มีหน้าต่าง สามสิบปีแห่งการเฝ้าดูและจดบันทึก สามสิบปีแห่งการถามคำถามและได้รับคำถามกลับเป็นคำตอบ และเราก็ได้เรียนรู้มากมาย เราเรียนรู้เกี่ยวกับวัสดุที่ปรับตัวได้ วัสดุที่ไม่ต้านทานแรงแต่โอนอ่อนตามและคืนรูปเดิมได้
เราเรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานที่เก็บเกี่ยวจากแสงดาว พลังงานที่ไม่ต้องผลิตแต่เพียงเปลี่ยนรูปจากสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ เราเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดของระบบที่ไม่มีวันหมดอายุ ระบบที่ไม่ต้องทิ้งและสร้างใหม่แต่สามารถซ่อมแซมและปรับปรุงได้ตลอดไป และเราได้พัฒนาเทคโนโลยีของเราเองมากมายจากการเรียนรู้เหล่านั้น"
.
.
"แต่ข้าพเจ้าคิดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราเรียนรู้ ไม่ใช่เทคโนโลยีใด ๆ เลย ไม่ใช่วัสดุที่ปรับตัวได้ ไม่ใช่พลังงานที่เก็บเกี่ยวจากแสง ไม่ใช่ระบบที่ไม่มีวันหมดอายุ แต่คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีเหล่านั้น คือปรัชญาที่ทำให้ Tall Whites สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ในขณะที่มนุษย์ยังคงดิ้นรนกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล"
.
"เราค้นพบว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา มนุษย์วัด 'ความก้าวหน้า' ผิดวิธี เราคิดว่าความก้าวหน้าคือการสร้างสิ่งที่เร็วกว่า ใหญ่กว่า แข็งแกร่งกว่า เราภูมิใจในเครื่องบินที่บินได้เร็วกว่าเสียง เราภูมิใจในตึกที่สูงเสียดฟ้า เราภูมิใจในระเบิดที่ทำลายล้างได้มากกว่า และเราทำได้ เราเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการเอาชนะธรรมชาติ เราเปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำ เราเจาะทะลุภูเขา เราดึงพลังงานจากอะตอม"
.
"แต่ Tall Whites ผู้ซึ่งก้าวหน้ากว่าเราหลายพันปี กลับไม่ได้พยายามเอาชนะธรรมชาติเลย พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำ พวกเขาไม่ได้เจาะทะลุภูเขา พวกเขาไม่ได้ดึงพลังงานจากอะตอมด้วยการทำลายพวกมัน พวกเขาพยายามเข้าใจธรรมชาติ และทำงานร่วมกับมัน เหมือนนักดนตรีที่เรียนรู้ที่จะเล่นไปพร้อมกับจังหวะของจักรวาล แทนที่จะพยายามเล่นให้เร็วกว่าจังหวะ"
.
"เราเคยคิดว่าวิทยาศาสตร์คือการแข่งขันเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ก่อนใคร เป็นการแข่งขันระหว่างประเทศ ระหว่างห้องปฏิบัติการ ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ เพื่อประกาศว่าตนเองคือผู้ค้นพบก่อน แต่สำหรับพวกเขา วิทยาศาสตร์คือการเข้าใจธรรมชาติให้ลึกพอ จนไม่จำเป็นต้อง 'ฝืน' ธรรมชาติอีกต่อไป จนสามารถทำงานร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมือนกับที่พวกเขาพูดถึงแรงโน้มถ่วงว่า 'เราไม่ได้สร้างแรงโน้มถ่วง เราเพียงเรียนรู้วิธีสนทนากับมัน'"
.
"ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า Tall Whites จะกลับมาอีกหรือไม่ ไม่รู้ว่ามนุษย์จะได้เรียนรู้จากพวกเขาอีกหรือไม่ ข้าพเจ้าอายุ 68 ปีแล้ว และคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่พวกเขาอาจกลับมา แต่ข้าพเจ้ารู้ว่า พวกเขาได้ทิ้งบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเทคโนโลยีไว้ให้เรา"
.
"พวกเขาไม่ได้ทิ้งพิมพ์เขียวของเครื่องจักร พวกเขาไม่ได้ทิ้งสูตรของพลังงานไร้ขีดจำกัด พวกเขาไม่ได้ทิ้งคู่มือการสร้างยานอวกาศ แต่พวกเขาทิ้ง 'เมล็ดพันธุ์แห่งความคิด' แนวคิดที่ว่า เราอาจก้าวหน้าได้โดยไม่ต้องทำลายธรรมชาติ แนวคิดที่ว่า เราอาจเดินทางไปถึงดวงดาวได้โดยไม่ต้องเป็นศัตรูกับใคร แนวคิดที่ว่า อารยธรรมที่แท้จริง อาจไม่ใช่ผู้ที่มีอาวุธทรงพลังที่สุด หรือยานที่เร็วที่สุด หรือตึกที่สูงที่สุด แต่คือผู้ที่มีปัญญาพอที่จะไม่ต้องใช้มัน"
.
"ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์นี้จะเติบโตหรือไม่ หรือเมื่อใด มนุษย์อาจใช้เวลาอีกหลายร้อยปีในการเรียนรู้บทเรียนที่ Tall Whites พยายามสอนเรา หรือเราอาจไม่มีวันเรียนรู้เลย แต่ข้าพเจ้าหวังว่ามันจะเติบโต ก่อนที่มนุษยชาติจะตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุด นั่นคือการก้าวออกไปสู่จักรวาล"
.
"และเมื่อถึงวันนั้น ข้าพเจ้าได้แต่หวังว่า เราจะจำบทเรียนของ Tall Whites ได้: อารยธรรมที่เดินทางไปถึงดวงดาวด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีปัญญา จะนำพาแต่ความพินาศไปกับตน เหมือนกับอารยธรรมอื่น ๆ ที่ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 เคยกล่าวถึงในการประชุม OR–42 (บทที่ 11) แต่หากเราเดินทางไปพร้อมกับทั้งเทคโนโลยีและปัญญา เราอาจไม่ใช่เพียงผู้มาเยือน แต่อาจเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี สำหรับอารยธรรมอื่นที่ยังคงเรียนรู้ที่จะเติบโต เช่นเดียวกับที่ Tall Whites เคยเป็นให้แก่เรา"
.
▫️สิ้นสุดแฟ้ม TW–011–Ψ
▫️เอกสารอ้างอิงในแฟ้มนี้: บันทึกการประชุมร่วมทางวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 1–89 (ค.ศ. 1965–1994) – แฟ้ม TW–011–Ψ(1) ถึง (5) / รายงานการวิจัยวัสดุศาสตร์ – แฟ้ม TW–011–Ψ(2) / รายงานแบบจำลองระบบขับเคลื่อน – แฟ้ม TW–011–Ψ(3) / รายงานการวิเคราะห์ระบบพลังงาน – แฟ้ม TW–011–Ψ(4) / บันทึกส่วนตัวของ ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน – ภาคผนวก จ.
.
▫️ดูเพิ่มเติม: บทที่ 5 – สนธิสัญญาทะเลทราย (ข้อจำกัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี) / บทที่ 10 – บ้านที่เดินทางได้ (ยานแม่และระบบพลังงาน) / บทที่ 12 – เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนรู้ (ผลกระทบของความร่วมมือต่อวิทยาศาสตร์มนุษย์)
.
.
โฆษณา