•
1 พ.ย. เวลา 11:39 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 13 เผ่าพันธุ์อื่นที่เฝ้ามองโลก

ชื่อเรื่อง : แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย - จดหมายเหตุผู้อพยพสีขาว Tall Whites: ผู้สังเกตการณ์แห่งเนวาดา
The White Emigrants: The Tall Whites, Observers of Nevada
[ภาคที่ 5 : เงาของจักรวาล]
|แฟ้มลับ: TW–013–Γ
|ระดับชั้นความลับ: OMEGA–BLACK
|หัวข้อ: ความสัมพันธ์ระหว่าง Tall Whites กับอารยธรรมอื่น และสถานะของโลกในเครือข่ายอารยธรรมระหว่างดวงดาว
|วันที่รวบรวม: 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1976 (ปรับปรุงครั้งที่ 3: 15 มกราคม ค.ศ. 1992)
|ผู้เรียบเรียงหลัก: ดร. เอ็ดเวิร์ด เจ. แลนซิง (นามสมมติ) – นักรัฐศาสตร์เปรียบเทียบ โครงการ ORION
|คณะทำงานร่วม: หน่วยวิเคราะห์อารยธรรมต่างดาว, หน่วยข่าวกรองระหว่างดวงดาว, หน่วยประวัติศาสตร์จักรวาล
|สถานะเอกสาร: ยกเลิกการปกปิด (Declassified – Fiction Archive)
*หมายเหตุ: เอกสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนิยาย “แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย” โดยสร้างโลกสมมติที่มีหลายอารยธรรมอยู่ร่วมกันภายใต้กรอบของสนธิสัญญาและหลักการร่วม เนื้อหาทั้งหมดเป็นการสังเคราะห์จากบทสนทนากับผู้แทน Tall Whites และการวิเคราะห์ของคณะนักวิจัยภายในเรื่อง มิใช่การอ้างข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์
.
I. คำถามที่เปลี่ยนขอบฟ้าของมนุษยชาติ
ตลอดหลายปีที่โครงการ ORION ดำเนินงาน ผ่านการติดต่อครั้งแรกในค่ำคืนเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964 เมื่อพลตรีฮอลลาแมนตัดสินใจไม่สั่งยิง (บทที่ 4) สนธิสัญญาทะเลทรายที่เจรจากันนานแปดเดือน (บทที่ 5)
วิกฤต OR–17 ที่เกือบทำให้ทุกอย่างพังทลายลงภายในเจ็ดนาทีแต่กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความสัมพันธ์แข็งแกร่งขึ้น (บทที่ 8)
และความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องผ่านการประชุมหลายร้อยครั้งและการค้นพบมากมาย (บทที่ 11–12) นักวิเคราะห์ของโครงการเคยตั้งสมมติฐานไว้เงียบ ๆ ในรายงานภายในที่ถูกจัดเก็บในตู้เซฟของอาคารหมายเลข 7
.
.
หาก Tall Whites เดินทางมายังโลกได้ หากพวกเขามีแผนที่การเดินทางระหว่างดวงดาวที่ละเอียดและเก่าแก่หลายพันปี หากพวกเขาใช้โลกเป็นเพียง "สถานีพัก" หนึ่งในหลายแห่งบนเส้นทางผ่านแขนกังหันของกาแล็กซี (บทที่ 5) ก็ย่อมเป็นไปได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีอารยธรรมอื่นเดินทางมาถึงเช่นกัน หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าโลกมีอยู่ รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ รู้ว่ามนุษย์กำลังเริ่มต้นการเดินทางออกสู่อวกาศอย่างช้า ๆ และกำลังถูกจับตามอง
.
แต่คำถามนี้ซึ่งมีนัยยะมหาศาลต่อความมั่นคงของโลก ถูกเก็บงำไว้เป็นเวลาหลายปี ไม่มีใครกล้าถามตรง ๆ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเขียนลงในบันทึกส่วนตัว เพราะกลัวคำตอบ และเพราะกลัวว่าการถามอาจถูกตีความว่าเป็นการไม่ไว้วางใจพันธมิตรที่เพิ่งสร้างมาด้วยความยากลำบาก
"เรากลัวว่าหากเราถามว่า 'มีใครอีกไหมที่รู้ว่าเราอยู่ที่นี่' พวกเขาจะคิดว่าเราไม่ไว้ใจพวกเขา" ดร. เบนจามิน เอช. ครอส บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว "และเรากลัวว่าคำตอบอาจเป็น 'มี และพวกเขาไม่เป็นมิตรเท่าเรา' ซึ่งจะเปลี่ยนทุกอย่างที่เราคิดว่าเรารู้เกี่ยวกับสถานะของเราในจักรวาลไปตลอดกาล"
.
.
คำถามนี้ถูกเลื่อนออกไปปีแล้วปีเล่า ถูกฝังไว้ใต้วาระการประชุมที่เร่งด่วนกว่า ถูกปกปิดด้วยรอยยิ้มและการจับมือทางการทูต จนกระทั่งการประชุมร่วมครั้งที่ 29 วันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1969
"ข้าพเจ้าจำได้ว่าเช้าวันนั้นตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าวันนี้คือวันที่เหมาะสม" ดร. ครอสบันทึกไว้ "ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าทำไม บางทีอาจเป็นเพราะเราเพิ่งส่งมนุษย์ไปลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อสองเดือนก่อน และรู้สึกว่ามนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่เราไม่ใช่แค่ผู้ถูกสังเกตอีกต่อไป แต่คือผู้สังเกตด้วยเช่นกัน"
.
ในห้องประชุมใต้ดินของอาคารหมายเลข 7 ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่ใช้ในการเจรจาสนธิสัญญาทะเลทรายเมื่อห้าปีก่อน ดร. ครอส วัย 56 ปีในขณะนั้น นั่งอยู่ฝั่งมนุษย์ของโต๊ะประชุมไม้ยาวที่มีรอยขีดข่วนจากการใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วน ตรงข้ามกับเขาคือผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ผู้ซึ่งอยู่กับโครงการมาตั้งแต่การติดต่อครั้งแรกและเป็นผู้ที่ ดร. ครอส รู้สึกว่าตนเองรู้จักดีที่สุดในบรรดา Tall Whites ทั้งหมด
.
"ข้าพเจ้าถามว่า 'มีเพียงพวกท่านเท่านั้นหรือที่รู้ว่าโลกมีอยู่' และทันทีที่คำถามหลุดออกจากปาก ห้องประชุมก็เงียบลงอย่างผิดปกติ"
"ไม่ใช่แค่ Tall Whites ที่เงียบ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของเราเองยังดูเหมือนกลั้นหายใจ พันตรีซัลลิแวนซึ่งนั่งอยู่ข้างข้าพเจ้าหยุดจดบันทึกและวางปากกาลงบนโต๊ะอย่างช้า ๆ ดร. หว่องซึ่งปกติจะนั่งตัวตรงเสมอกลับเอนหลังพิงเก้าอี้ราวกับต้องการระยะห่างจากคำถามนั้น"
.
ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 เงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีฟ้าอ่อนของเขาจับจ้องไปที่ ดร. ครอส ด้วยแววตาที่ ดร. ซามูเอล เอฟ. ไคลน์ ซึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ที่มุมห้อง บันทึกว่า "ไม่ใช่ความไม่พอใจ ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่แม้แต่ความประหลาดใจ แต่เป็นความเข้าใจ ราวกับเขารอคอยให้ใครสักคนกล้าถามคำถามนี้มาเป็นเวลานานแล้ว และในที่สุดก็มีคนถาม"
แล้วเขาก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งเช่นเคย
"ไม่... โลกไม่เคยเป็นความลับของจักรวาล เพียงแต่มันยังไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล"
.
ดร. ครอส ถามต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง "ท่านหมายความว่าอย่างไร"
"โลกของพวกท่าน ด้วยตำแหน่งที่เหมาะสมบนเส้นทางการเดินทางที่เราอธิบายไว้แล้วในสนธิสัญญาทะเลทราย (บทที่ 5) ด้วยดาวฤกษ์ที่เสถียรซึ่งให้แสงสว่างและความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยทรัพยากรน้ำของเหลวที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งหาได้ยากยิ่งในกาแล็กซี ถูกบันทึกไว้ในแผนที่การเดินทางของอารยธรรมหลายแห่งมานานก่อนที่มนุษย์จะรู้ว่าโลกกลมเสียอีก นานก่อนที่มนุษย์จะค้นพบว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล"
.
"เราไม่ใช่ผู้มาเยือนกลุ่มแรกที่รู้ว่าโลกมีอยู่ และเราคงไม่ใช่กลุ่มสุดท้าย เราเป็นเพียงกลุ่มแรกที่เลือกจะรอจนกว่ามนุษย์จะพร้อมสำหรับการติดต่อ แทนที่จะเดินทางมาถึงและประกาศตัวทันที"
คำตอบนั้นเปลี่ยนความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับสถานะของตนเองในจักรวาลไปตลอดกาล ก่อนหน้านั้น นักวิทยาศาสตร์ของโครงการคิดว่า Tall Whites เป็น "ผู้มาเยือน" เพียงกลุ่มเดียว เป็นผู้ค้นพบโลกโดยบังเอิญระหว่างการเดินทาง แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าโลกไม่ได้ถูก "ค้นพบ" โดยใคร โลกเป็นที่รู้จักมานานแล้ว และมนุษย์ไม่ได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาลตั้งแต่นานก่อนที่เราจะรู้ตัว
.
คำตอบนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแฟ้ม TW–013–Γ ซึ่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับอารยธรรมอื่นที่ Tall Whites ยินยอมกล่าวถึง แม้รายละเอียดหลายส่วนจะยังถูกปกปิด ด้วยเหตุผลที่ผู้อาวุโสอธิบายในภายหลังว่า
"การรู้ว่ามีใครอยู่ข้างนอก กับการรู้ว่าจะติดต่อกับพวกเขาอย่างไร เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน และสิ่งที่สองต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง เราไม่สามารถสอนท่านได้ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครสามารถสอนเด็กให้เดินได้นอกจากการปล่อยให้เขาล้มและลุกขึ้นด้วยตนเอง"
.
[ดูเพิ่มเติม: บทที่ 14 – การเมืองระหว่างดวงดาว สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับสนธิสัญญาและหลักการไม่แทรกแซง]
.
.
II. ใบหน้าอื่นในเงามืด Greys และความแตกต่างเชิงปรัชญา
กลุ่มแรกที่ถูกกล่าวถึงในการสนทนาครั้งนั้น และเป็นกลุ่มที่คณะนักวิเคราะห์ของมนุษย์ให้ความสนใจมากที่สุด คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกในรายงานภายในว่า "Greys" ตามลักษณะทางกายภาพที่ Tall Whites บรรยายไว้ในการประชุมหลายครั้ง:
รูปร่างเล็กกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ยประมาณ 120 ถึง 150 เซนติเมตร ผิวหนังมีสีเทาอ่อนจนถึงเทาเข้มคล้ายเถ้าถ่าน ศีรษะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของร่างกาย และที่เด่นชัดที่สุดคือดวงตาสีดำขนาดใหญ่ที่ไม่มีตาขาวให้เห็น ลักษณะที่สอดคล้องอย่างน่าขนลุกกับรายงานการพบเห็น "มนุษย์ต่างดาว" จำนวนมากในวัฒนธรรมประชานิยมของมนุษย์ตลอดช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960
.
.
"ข้าพเจ้าถามพวกเขาเกี่ยวกับ Greys อย่างตรงไปตรงมา" ดร. เบนจามิน เอช. ครอส บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัวหลังการประชุมครั้งที่ 29
"ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเราทุกคนในห้องนั้นรู้ดีว่าหาก Tall Whites มีจริง หากพวกเขาอยู่ที่นี่บนโลกมานานหลายปี หากพวกเขาเดินทางข้ามดวงดาวมาได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะคิดว่าพวกเขาเป็นเพียงกลุ่มเดียว และทุกคนก็เคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ 'มนุษย์ต่างดาวสีเทา' มาตลอดหลายสิบปี เรื่องเล่าที่เรามักหัวเราะเยาะและบอกว่าเป็นจินตนาการของคนเมาหรือคนเสียสติ แต่ตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นที่บอกเราว่าเรื่องเล่าเหล่านั้นอาจไม่ใช่จินตนาการทั้งหมด"
.
.
แฟ้ม TW–013–Γ ระบุว่า Tall Whites ไม่ได้มอง Greys ว่าเป็น "ศัตรู" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ ไม่มีการทำสงครามระหว่างสองอารยธรรม ไม่มีการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ แม้แต่ความพยายามที่จะทำลายหรือยึดครองอีกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน Tall Whites ก็ไม่ถือว่า Greys เป็น "พันธมิตร" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจเช่นกัน ไม่มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต ไม่มีการร่วมมือกันในโครงการสำรวจหรือการวิจัย
.
ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายถูกอธิบายโดยผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ว่า "คล้ายรัฐอิสระที่ต่างดำเนินกิจการของตนเองภายใต้กฎเกณฑ์ร่วมบางประการ" เปรียบได้กับประเทศสองประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานและมีการติดต่อทางการทูตเป็นครั้งคราวเมื่อจำเป็น แต่ไม่ได้มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดหรือมีเป้าหมายร่วมกันในระยะยาว
.
ตามคำอธิบายของ Tall Whites ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านการสนทนาหลายครั้งตลอดช่วงทศวรรษ 1970 และถูกบันทึกไว้ในแฟ้ม TW–013–Γ(2) Greys เป็นอารยธรรมที่ให้ความสำคัญกับชีววิทยา พันธุศาสตร์ และการจัดการข้อมูลในระดับที่สูงกว่าปรัชญาสังคมหรือการพัฒนาทางจิตวิญญาณ พวกเขาสนใจการศึกษาและเก็บรวบรวมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์ต่าง ๆ ไม่ใช่เพื่อการรุกรานหรือการล่าอาณานิคมเหมือนที่มนุษย์หวาดกลัว แต่เพื่อทำความเข้าใจ "วิวัฒนาการในระดับจักรวาล" ว่าชีวิตเกิดขึ้นและพัฒนาบนโลกต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกันอย่างไร
.
"Greys มองชีวิตในจักรวาลเหมือนกับที่นักพฤกษศาสตร์มองพืชในป่า" ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 อธิบายในการประชุมครั้งหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1972 "พวกเขาไม่ได้ต้องการทำลายป่า พวกเขาไม่ได้ต้องการครอบครองป่า พวกเขาเพียงต้องการเข้าใจ เก็บตัวอย่าง วิเคราะห์ บันทึก และจากไป แต่วิธีการของพวกเขา การเก็บตัวอย่างโดยไม่ขออนุญาต การเข้าไปในพื้นที่ของสิ่งมีชีวิตอื่นโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า คือสิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหา"
.
เมื่อ ดร. มาร์กาเร็ต เค. หว่อง ถามว่า Tall Whites เคยมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับ Greys หรือไม่ ผู้อาวุโสตอบว่า "หลายครั้ง ในหลายระบบดาว เราพบพวกเขากำลังศึกษาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ที่เราผ่านทาง และทุกครั้งเราเตือนพวกเขาว่า 'จงขออนุญาตก่อนเข้าไป' และทุกครั้งพวกเขาตอบว่า 'เราไม่ได้ทำอันตรายใคร เราแค่ต้องการเข้าใจ'"
.
.
"อารยธรรมหนึ่งมุ่งแสวงหาความรู้ผ่านการทดลอง อีกอารยธรรมให้ความสำคัญกับคุณค่าของประสบการณ์และจริยธรรม" ดร. หว่อง บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ "ทั้งสองสิ่งไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้าม แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และนั่นคือระยะห่างระหว่าง Tall Whites กับ Greys ระยะห่างที่ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่คือความไม่เข้าใจในวิธีคิดของอีกฝ่าย"
เมื่อผู้แทนของมนุษย์ถามว่า หาก Greys มาถึงโลกอีก มนุษย์ควรทำอย่างไร คำตอบของ Tall Whites ถูกบันทึกไว้ในแฟ้ม TW–013–Γ(2) ว่า "พวกเขาไม่ได้มาเพื่อทำร้าย แต่ก็ไม่ได้มาเพื่อขออนุญาต จงระมัดระวัง แต่อย่าเป็นศัตรู เพราะพวกเขาไม่ใช่ศัตรูของท่าน"
.
.
.
III. เครือข่ายที่มองไม่เห็น อารยธรรมอื่นในเงามืด
แฟ้ม TW–013–Γ ยังกล่าวถึงอารยธรรมอีกหลายกลุ่ม แต่ใช้เพียงชื่อรหัสหรือคำอธิบายเชิงกวีที่นักภาษาศาสตร์ของโครงการพยายามถอดความจากภาษา Tall Whites เนื่องจาก Tall Whites ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับอารยธรรมเหล่านี้ ด้วยเหตุผลที่ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 อธิบายว่า "เราไม่มีสิทธิ์เปิดเผยความลับของผู้อื่น เช่นเดียวกับที่เราไม่เปิดเผยความลับของมนุษย์ให้ใคร"
.
"พวกเขาบอกเราว่า การรู้ว่ามีใครอยู่ข้างนอกเป็นสิทธิของเรา" ดร. เอ็ดเวิร์ด เจ. แลนซิง บันทึกไว้ "แต่การรู้รายละเอียดเกี่ยวกับอารยธรรมเหล่านั้น จุดอ่อน ความขัดแย้งภายใน ตำแหน่งที่แน่นอนของดาวบ้านเกิด เป็นสิทธิของอารยธรรมเหล่านั้นที่จะปกปิดหรือเปิดเผย และ Tall Whites จะไม่ละเมิดสิทธิ์นั้น"
จากข้อมูลเท่าที่รวบรวมได้ ซึ่ง ดร. แลนซิง ยอมรับว่ากระจัดกระจายและไม่สมบูรณ์อย่างยิ่ง "เหมือนกับการพยายามสร้างภาพของทวีปจากเศษแผนที่ที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย" คณะนักวิเคราะห์สามารถระบุอารยธรรมอื่นได้อย่างน้อยสี่กลุ่ม
.
▫️"ผู้เดินเรือแห่งแขนกังหันตะวันออก"
ในบรรดาอารยธรรมทั้งหมดที่ Tall Whites กล่าวถึง ไม่มีกลุ่มใดที่สร้างความประหลาดใจและความหวาดหวั่นให้แก่คณะนักวิเคราะห์ของมนุษย์ได้เท่ากับกลุ่มที่ถูกเรียกในรายงานว่า "ผู้เดินเรือแห่งแขนกังหันตะวันออก" (The Navigators of the Eastern Spiral Arm)
.
พวกเขาถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในการสนทนาครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1971 ระหว่างการประชุมร่วมครั้งที่ 38 ซึ่งเดิมทีมีวาระหลักเพียงการหารือเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบระบายอากาศในเขตปฏิบัติการร่วม แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในการประชุมที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโครงการ เมื่อผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดที่ Tall Whites เคยรู้จัก
.
"ข้าพเจ้าจำได้ว่าวันนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการเปิดเผยอะไรที่สำคัญ" ดร. เอ็ดเวิร์ด เจ. แลนซิง บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว "เรากำลังหารือเรื่องทางเทคนิคที่น่าเบื่อที่สุด และทันใดนั้นผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ซึ่งปกติจะนั่งเงียบตลอดการประชุมระดับปฏิบัติการ ก็พูดขึ้นมาว่า 'พวกท่านเคยถามเราว่ามีใครอีกบ้างที่รู้ว่าโลกมีอยู่ วันนี้เราจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับกลุ่มหนึ่ง' และห้องประชุมก็เงียบสนิททันที"
.
Navigators ถูกอธิบายว่าเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาอารยธรรมที่ Tall Whites เคยติดต่อ เก่าแก่มากจน Tall Whites เองก็ยอมรับว่าพวกเขาไม่ทราบประวัติศาสตร์ทั้งหมดของ Navigators ไม่รู้ว่าพวกเขาเริ่มต้นที่ใด วิวัฒนาการมานานเท่าใด หรือมีอายุยืนยาวเพียงใด
.
"เราเคยถามพวกเขาว่าพวกเขาเริ่มเดินทางเมื่อใด" ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวในการประชุมครั้งนั้น "และพวกเขาตอบว่า 'ก่อนที่ดาวฤกษ์ของพวกท่านจะถือกำเนิด'"
ประโยคนี้ทำให้เกิดความเงียบยาวนานในห้องประชุม ดร. วิลเลียม เจ. ครอว์ฟอร์ด ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์และเข้าใจถึงนัยยะของคำกล่าวนี้ดีกว่าใครในห้อง บันทึกไว้ในภายหลังว่า "ดวงอาทิตย์ของเรามีอายุประมาณ 4.6 พันล้านปี หาก Navigators เริ่มเดินทางก่อนที่ดวงอาทิตย์จะถือกำเนิด นั่นหมายความว่าพวกเขามีอายุอย่างน้อย 4.6 พันล้านปี ซึ่งเก่าแก่กว่าโลกของเราเองเสียอีก"
.
Navigators ถูกอธิบายว่าเป็น "ผู้รักษาแผนที่" ของกาแล็กซี เป็นผู้สำรวจและบันทึกเส้นทางการเดินทางระหว่างดวงดาวมานานก่อนที่ Tall Whites จะเริ่มออกเดินทางเสียอีก พวกเขาไม่ได้สร้างอาณาจักร ไม่ได้ตั้งอาณานิคม ไม่ได้แสวงหาทรัพยากรหรืออำนาจ พวกเขาเพียงแต่เดินทางและบันทึก เดินทางและบันทึก เป็นเวลาหลายพันล้านปี จนกระทั่งพวกเขาหยุดเดินทาง
.
"พวกเขาไม่ได้เดินทางอีกต่อไปแล้ว" ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นักแปลภาษาบันทึกว่า "แฝงด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง ปนกับความเศร้าเล็กน้อย" "เราถามพวกเขาว่าทำไมพวกเขาจึงหยุด และกล่าวว่าพวกเขาได้เห็นทุกสิ่งที่ควรค่าแก่การเห็นแล้ว ทุกการเกิดของดาวฤกษ์ ทุกการกำเนิดของชีวิต ทุกการรุ่งเรืองและล่มสลายของอารยธรรมนับพัน พวกเขาได้เห็นทั้งหมดนั้น"
.
"แต่พวกเขายังคงเฝ้าดู และบางครั้งพวกเขาก็ส่งข้อความมา ข้อความที่มักจะสั้น เรียบง่าย และตรงประเด็นอย่างน่าประหลาดสำหรับอารยธรรมที่เก่าแก่ถึงเพียงนั้น ราวกับพวกเขาไม่ต้องการเสียเวลากับคำพูดที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป"
เมื่อ ดร. ครอส ถามว่า Navigators ส่งข้อความอะไรมาบ้าง ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ตอบด้วยประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องประชุมรู้สึกราวกับอุณหภูมิลดลงทันที
.
"ครั้งสุดท้ายที่เราได้รับข้อความจากพวกเขาคือเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนตามเวลาของโลก ข้อความนั้นมีเพียงประโยคเดียว: 'ระวังระบบดาวที่สามของดาวแคระเหลืองในแขนกังหันโอไรออน มันกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ'"
ดร. ครอว์ฟอร์ด ซึ่งนั่งอยู่ในที่ประชุมด้วย บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัวในคืนวันนั้นว่า "เมื่อข้าพเจ้าได้ยินประโยคนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เพราะ 'ดาวแคระเหลืองในแขนกังหันโอไรออน' คือดวงอาทิตย์ของเรา และ 'ระบบดาวที่สาม' คือโลก พวก Navigators รู้ว่าโลกกำลังจะกลายเป็น 'สิ่งที่น่าสนใจ' เมื่อ 300 ปีก่อน"
.
"300 ปีก่อนคือปี ค.ศ. 1671 ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์ยังไม่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ เรายังคงขี่ม้าและใช้เทียนไขให้แสงสว่าง ไม่มีไฟฟ้า เครื่องจักรไอน้ำ แม้แต่สัญญาณวิทยุแรก แต่ Navigators มองเห็นบางสิ่งในตัวเราแล้ว พวกเขามองเห็นว่าโลกกำลังจะกลายเป็น 'สิ่งที่น่าสนใจ' และพวกเขาบอกให้ Tall Whites ระวังเรา"
.
เมื่อถูกถามว่า Tall Whites ตีความคำเตือนนั้นอย่างไร ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ตอบว่า "เราไม่ได้มองว่ามันเป็นคำเตือนให้กลัวมนุษย์ แต่เป็นคำเตือนให้ใส่ใจมนุษย์ และนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เราเลือกจะเดินทางมายังโลก เพื่อเฝ้าดู 'สิ่งที่น่าสนใจ' ที่ Navigators บอกเราถึง"
.
▫️"ผู้ดูแลเครือข่ายสัญญาณ“.
อารยธรรมกลุ่มที่สองที่ถูกกล่าวถึงคือ "ผู้ดูแลเครือข่ายสัญญาณ" (The Keepers of the Signal Network) ซึ่งรับผิดชอบการบำรุงรักษาเครือข่ายการสื่อสารระหว่างดวงดาวที่ Tall Whites และอารยธรรมอื่นใช้ในการติดต่อข้ามระยะทางหลายร้อยปีแสง
ข้อมูลเกี่ยวกับ Keepers ถูกเปิดเผยในการประชุมร่วมครั้งที่ 42 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1972 โดยผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ซึ่งรับผิดชอบด้านการสื่อสารและการติดต่อระหว่างอารยธรรม การประชุมครั้งนั้นถูกเรียกขึ้นหลังจากที่ ดร. เจมส์ เอฟ. คอลลินส์ ถามคำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารของ Tall Whites ว่าพวกเขาสามารถส่งข้อความข้ามระยะทางหลายร้อยปีแสงได้อย่างไรโดยไม่ต้องรอให้สัญญาณเดินทางด้วยความเร็วแสงเป็นเวลาหลายร้อยปี
.
คำตอบของผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ทำให้คณะนักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ต้องคิดใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสารระหว่างอารยธรรม "เราไม่ได้ส่งสัญญาณโดยตรงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง" ผู้อาวุโสอธิบาย "เราส่งสัญญาณผ่านเครือข่าย เครือข่ายที่ไม่ได้สร้างโดยเรา และไม่ได้สร้างโดยอารยธรรมใดที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน"
.
Keepers ถูกอธิบายว่าเป็นอารยธรรมที่อุทิศตนทั้งหมดเพื่อการบำรุงรักษาเครือข่ายการสื่อสารระหว่างดวงดาวที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของกาแล็กซี พวกเขาไม่ได้สร้างเครือข่ายนี้ตั้งแต่แรก แต่รับช่วงต่อมาจาก "อารยธรรมที่ล่วงลับไปแล้ว" อารยธรรมที่เก่าแก่เสียจนแม้แต่ Tall Whites ก็ไม่รู้จักชื่อของพวกเขา
.
"พวกเขารับช่วงต่อเครือข่ายนี้เมื่อหลายหมื่นปีก่อน" ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 กล่าว "และดูแลมันต่อมาโดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทนจากใคร ไม่เคยขอค่าบริการ ไม่เคยขอความช่วยเหลือ ไม่เคยแม้แต่จะขอให้ใครรู้จักชื่อของพวกเขา"
.
Keepers แทบไม่เคยปรากฏกายต่ออารยธรรมอื่นเลย ติดต่อผ่านสัญญาณเท่านั้น และถูกอธิบายว่า "เป็นกลางอย่างสมบูรณ์" ในความสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรม พวกเขาไม่เข้าข้างใครในความขัดแย้งใด ๆ ไม่เคยปฏิเสธการให้บริการแก่ใคร แม้แต่กับอารยธรรมที่กำลังทำสงครามกัน
.
"เราเคยถามพวกเขาว่าทำไมพวกเขาจึงทำเช่นนี้" ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 กล่าวต่อ "อุทิศชีวิตของทั้งอารยธรรม เพื่อรักษาเครือข่ายที่ตนเองไม่ได้สร้างขึ้น เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่ตนเองไม่รู้จัก โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน และพวกเขาตอบว่า 'เพราะการสื่อสารคือรากฐานของสันติภาพ และสันติภาพคือสิ่งที่เราต้องการ'"
"พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่อารยธรรมต่าง ๆ ยังคงพูดคุยกัน ยังคงรับฟังซึ่งกันและกัน ยังคงมีช่องทางในการแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้สึก สันติภาพก็ยังคงเป็นไปได้ และพวกเขายินดีที่จะอุทิศทั้งอารยธรรมเพื่อรักษาช่องทางนั้นให้เปิดอยู่"
.
ดร. เฮนรี เอ. โคแวน ซึ่งนั่งอยู่ในที่ประชุมด้วย บันทึกไว้ในภายหลังว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งในแนวคิดนี้ อารยธรรมทั้งหมดที่อุทิศตนเพื่อรักษา 'สายโทรศัพท์ของจักรวาล' ให้ทำงาน โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน ไม่เคยขอให้ใครรู้จักชื่อของพวกเขา ไม่เคยแม้แต่จะปรากฏกายให้ใครเห็น พวกเขาทำเช่นนี้เพราะพวกเขาเชื่อว่าการสื่อสารคือรากฐานของสันติภาพ และนั่นคือทั้งหมดที่พวกเขาต้องการ"
.
▫️"สหพันธรัฐการค้า"
อารยธรรมกลุ่มที่สามที่ถูกกล่าวถึงคือ "สหพันธรัฐการค้า" (The Trade Federation) ซึ่งเป็นกลุ่มของอารยธรรมหลายแห่งที่รวมตัวกันเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าระหว่างระบบดาว แลกเปลี่ยนทรัพยากร ความรู้ และเทคโนโลยีระหว่างสมาชิก
ข้อมูลเกี่ยวกับสหพันธรัฐการค้าถูกเปิดเผยในการประชุมร่วมครั้งที่ 47 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1973 โดยผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบด้านการต่างประเทศและการติดต่อกับอารยธรรมอื่น การประชุมครั้งนั้นมีวาระหลักคือการหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือทางเทคโนโลยี แต่กลับกลายเป็นการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าระหว่างดวงดาว
.
"สหพันธรัฐการค้าเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกหลายสิบอารยธรรม" ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 อธิบาย "บางกลุ่มเข้าร่วมเพื่อแสวงหาทรัพยากรที่หายากบนดาวของตนเอง บางกลุ่มเข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี บางกลุ่มเข้าร่วมเพื่อสร้างพันธมิตรทางการค้าที่จะปกป้องพวกเขาจากการรุกราน แต่ทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกันคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการแลกเปลี่ยน"
.
Tall Whites ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหพันธรัฐนี้ แต่มีความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับหนึ่ง พวกเขาเคยพบปะกับผู้แทนของสหพันธรัฐหลายครั้งในการเดินทางผ่านระบบดาวต่าง ๆ และเคยเจรจาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางและทรัพยากรในบางโอกาส แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวร
.
"พวกเขามีประโยชน์" ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวัง "การค้าทำให้อารยธรรมต่าง ๆ สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ตนขาดแคลน สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีที่ตนยังไม่ค้นพบ สามารถสร้างความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประชากรของตน แต่การค้าก็มีด้านมืดของมันเช่นกัน"
.
"เพราะการค้าที่ปราศจากจริยธรรมอาจนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์จากอารยธรรมที่อ่อนแอกว่า อารยธรรมที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าอาจใช้ความได้เปรียบของตนเพื่อเอารัดเอาเปรียบอารยธรรมที่ด้อยกว่า อาจขายเทคโนโลยีที่เป็นอันตรายให้แก่ผู้ที่ยังไม่พร้อมจะใช้มัน อาจแสวงหาทรัพยากรจากดาวเคราะห์ของผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น และนั่นคือสิ่งที่เราไม่ยอมรับ"
.
เมื่อ ดร. เบนจามิน เอช. ครอส ถามว่า Tall Whites เคยเห็นตัวอย่างของการค้าที่นำไปสู่หายนะหรือไม่ ผู้อาวุโสตอบด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมลง "เราเคยเห็นอารยธรรมที่ถูกทำลายเพราะได้รับเทคโนโลยีที่พวกเขาไม่เข้าใจผ่านการค้า เราเคยเห็นดาวเคราะห์ที่ถูกทำลายล้างเพราะการขุดเจาะทรัพยากรอย่างไม่รับผิดชอบ เราเคยเห็นสงครามที่เกิดจากการแย่งชิงเส้นทางการค้า และเราเรียนรู้จากสิ่งที่เราเห็น"
.
"เราจึงเลือกที่จะไม่เข้าร่วมสหพันธรัฐการค้า แต่เราก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับพวกเขา เราค้าขายกับพวกเขาเมื่อจำเป็น แต่เราจะไม่มีวันปล่อยให้การค้ามาอยู่เหนือจริยธรรมของเรา"
.
▫️"ผู้สังเกตการณ์เงียบ"
ในบรรดาอารยธรรมทั้งหมดที่ Tall Whites กล่าวถึง ไม่มีกลุ่มใดที่สร้างความพิศวงให้แก่คณะนักวิเคราะห์ของมนุษย์ได้เท่ากับกลุ่มที่ถูกเรียกในรายงานว่า "ผู้สังเกตการณ์เงียบ" (The Silent Observers) เพราะพวกเขาไม่ใช่ "อารยธรรม" ในความหมายที่มนุษย์หรือแม้แต่ Tall Whites เข้าใจอย่างถ่องแท้
.
ข้อมูลเกี่ยวกับ Silent Observers ถูกเปิดเผยในการประชุมร่วมครั้งที่ 52 เมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 1974 โดยผู้อาวุโสลำดับที่ 5 ซึ่งรับผิดชอบด้านการสำรวจและการค้นพบสิ่งผิดปกติในห้วงอวกาศ การประชุมครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่นักดาราศาสตร์ของโครงการ ORION ตรวจพบสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประหลาดจากนอกระบบสุริยะ และถาม Tall Whites ว่าสัญญาณนั้นมาจากอารยธรรมอื่นหรือไม่
.
คำตอบของผู้อาวุโสลำดับที่ 5 ไม่ใช่การยืนยันหรือปฏิเสธ แต่เป็นการเปิดเผยถึงการมีอยู่ของบางสิ่งที่แม้แต่ Tall Whites เองก็ไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์
"มีบางสิ่งในจักรวาลที่เราไม่เข้าใจ" ผู้อาวุโสลำดับที่ 5 กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นักแปลภาษาบันทึกว่า "ผิดปกติสำหรับ Tall Whites มีการลังเลเล็กน้อยก่อนแต่ละประโยค ราวกับเขากำลังพยายามหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่ออธิบายสิ่งที่อยู่เหนือคำอธิบาย" "เราเดินทางข้ามกาแล็กซีมาเป็นเวลาหลายพันปี เราได้พบกับอารยธรรมมากมาย เราได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจรูปแบบของชีวิตทุกรูปแบบที่เราพบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราพบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกที่ที่เราไป และเราไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไร"
.
"สัญญาณ สัญญาณที่ดูเหมือนจะมาจากทุกที่และไม่มีที่ไหนในเวลาเดียวกัน สัญญาณที่คล้ายกับการถูกเฝ้าดูโดยใครบางคนที่อยู่ใกล้มากและไกลมากในเวลาเดียวกัน สัญญาณที่ไม่เคยสื่อสารอะไรโดยตรง ไม่เคยพูด ไม่เคยถาม ไม่เคยตอบ แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง"
.
Tall Whites เรียกสิ่งนี้ว่า "ผู้สังเกตการณ์เงียบ" ไม่ใช่เพราะพวกเขารู้ว่ามันคือใครหรืออะไร แต่เพราะนั่นคือคำอธิบายที่ใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขาสามารถให้ได้
"เรารู้ว่ามีใครบางคนหรืออะไรบางอย่างกำลังเฝ้ามองอยู่" ผู้อาวุโสลำดับที่ 5 กล่าว "เราตรวจจับสัญญาณของพวกเขาได้เป็นครั้งคราว สัญญาณที่ไม่เหมือนสัญญาณของอารยธรรมใดที่เรารู้จัก ไม่มีรูปแบบซ้ำ รหัสให้ถอดความ แม้แต่ความถี่ที่แน่นอน มันเป็นเพียง... การปรากฏตัว การปรากฏตัวที่เงียบงัน ของบางสิ่งที่อยู่ที่นั่นและไม่ได้อยู่ที่นั่นในเวลาเดียวกัน"
.
"แต่พวกเขาไม่ได้แสดงตัว และเราไม่พยายามบังคับให้พวกเขาแสดงตัว เพราะในจักรวาล การเคารพความเป็นส่วนตัวของกันและกันคือกฎข้อแรกของการอยู่ร่วมกัน และหากพวกเขาเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตน นั่นคือสิทธิของพวกเขา และเราจะเคารพสิทธินั้น"
.
ดร. ซามูเอล เอฟ. ไคลน์ ซึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ในที่ประชุม บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็น Tall Whites ยอมรับว่ามีบางสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ ไม่ใช่แค่ไม่รู้ แต่ไม่เข้าใจในระดับพื้นฐาน และข้าพเจ้ารู้สึกถึงความถ่อมตนในน้ำเสียงของผู้อาวุโส ความถ่อมตนของอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่าเราหลายพันปี แต่ก็ยังยอมรับว่ามีบางสิ่งในจักรวาลที่อยู่เหนือความเข้าใจของพวกเขาเช่นกัน"
.
เมื่อ ดร. ครอส ถามว่า Tall Whites คิดว่า Silent Observers คืออะไร พระเจ้า อารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่าทั้งหมด หรืออะไรที่แตกต่างไปจากนั้น ผู้อาวุโสลำดับที่ 5 ตอบด้วยคำพูดที่กลายเป็นหนึ่งในประโยคที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโครงการ
"เรามีทฤษฎี แต่เราไม่รู้ว่าทฤษฎีใดถูกต้อง และเราอาจไม่มีวันรู้ และเราเรียนรู้ที่จะยอมรับสิ่งนั้น เพราะบางที ในจักรวาล การรู้ทุกอย่างอาจไม่ใช่เป้าหมาย และการยอมรับว่าเราไม่รู้ อาจเป็นปัญญาที่สูงที่สุดที่อารยธรรมใดจะเข้าถึงได้"
.
จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด แม้จะไม่สมบูรณ์ นักรัฐศาสตร์ของโครงการโดยการนำของ ดร. แลนซิง เสนอว่า จักรวาลในมุมมองของ Tall Whites ไม่ได้ประกอบด้วย "จักรวรรดิ" ที่ปกครองทุกสิ่ง ไม่มี "จักรพรรดิแห่งกาแล็กซี" หรือ "สหพันธ์ดาวเคราะห์" ที่รวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง หากเป็น "เครือข่าย" ของอารยธรรมอิสระที่อยู่ร่วมกันภายใต้ข้อตกลงพื้นฐานบางประการ เปรียบเสมือนหมู่บ้านในยุคกลางที่แต่ละบ้านมีกฎของตนเอง แต่ทุกบ้านยอมรับกฎร่วมบางข้อเพื่อให้หมู่บ้านอยู่รอด
.
[ดูเพิ่มเติม: บทที่ 14 – การเมืองระหว่างดวงดาว สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับสนธิสัญญาระหว่างอารยธรรมและหลักการไม่แทรกแซง]
.
.
IV. หลักการไม่แทรกแซง กฎข้อแรกของจักรวาล
หนึ่งในหลักการสำคัญที่สุดที่ Tall Whites กล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการประชุมร่วมหลายสิบครั้ง และเป็นหลักการที่อธิบายว่าเหตุใดโลกจึงไม่ถูกเปิดเผยต่ออารยธรรมอื่นอย่างโจ่งแจ้ง เหตุใด Tall Whites จึงเลือกที่จะซ่อนตัวในทะเลทรายแทนที่จะลงจอดที่ทำเนียบขาวหรือหน้าสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ คือ "การไม่แทรกแซงการพัฒนาตามธรรมชาติของอารยธรรมที่ยังไม่พร้อม" (Non-Interference Principle)
.
หลักการนี้ถูกอธิบายอย่างละเอียดเป็นครั้งแรกในการประชุมร่วมครั้งที่ 33 เมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1971 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการทูตของโครงการซึ่งเพิ่งผ่านการฝึกอบรมเรื่องมารยาทและวัฒนธรรมของ Tall Whites (บทที่ 7 และ 9) ถามคำถามที่หลายคนในโครงการสงสัยมาตลอดแต่ไม่มีใครกล้าถามตรง ๆ "เหตุใดพวกท่านจึงไม่เปิดเผยตัวต่อสาธารณะ เหตุใดพวกท่านจึงเลือกที่จะซ่อนตัวในทะเลทรายแทนที่จะประกาศการมาถึงของพวกท่านให้ทั้งโลกได้รับรู้"
.
ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ซึ่งรับผิดชอบด้านการติดต่อกับอารยธรรมอื่น ตอบด้วยคำอธิบายที่ยาวและละเอียดกว่าปกติ ใช้เวลากว่าสี่สิบนาทีในการอธิบายหลักการนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ราวกับกำลังคลี่ภาพวาดขนาดใหญ่ให้ผู้ฟังได้เห็นทีละส่วน
.
"ลองนึกภาพว่าท่านกำลังเดินอยู่ในป่า และท่านพบต้นกล้าเล็ก ๆ ที่เพิ่งงอกขึ้นมาจากดิน มันยังบอบบางมาก ใบแรกของมันยังไม่คลี่ออกเต็มที่ รากของมันยังไม่หยั่งลึกลงในดิน ท่านรู้ว่ามันจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง หากมันได้รับแสงแดดและน้ำอย่างเพียงพอ และหากมันไม่ถูกเหยียบย่ำก่อนที่จะแข็งแรงพอ"
.
"ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะขุดมันขึ้นมาและย้ายไปปลูกในเรือนเพาะชำที่ปลอดภัย ที่ซึ่งมีแสงไฟเทียมและน้ำจากระบบชลประทาน ที่ซึ่งไม่มีสัตว์ป่ามากัดกินใบของมัน ที่ซึ่งทุกอย่างถูกควบคุมและปลอดภัย หรือท่านจะเฝ้าดูมันเติบโตตามธรรมชาติ ปล่อยให้มันเผชิญกับลมและฝนด้วยตนเอง ปล่อยให้มันต้องดิ้นรนเพื่อหยั่งรากให้ลึกขึ้นเพื่อต้านทานพายุ พร้อมที่จะปกป้องมันหากจำเป็น แต่ไม่แทรกแซงจนกว่ามันจะแข็งแรงพอที่จะเติบโตด้วยตนเอง"
.
ผู้อาวุโสหยุดไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้คำถามนั้นลอยอยู่ในอากาศ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลงแต่เต็มไปด้วยน้ำหนัก
"อารยธรรมของพวกท่าน มนุษยชาติ คือต้นกล้านั้น เราเลือกที่จะเฝ้าดู ไม่ใช่เพราะเราไม่สนใจ ไม่ใช่เพราะเราไม่ต้องการช่วยเหลือ ไม่ใช่เพราะเราคิดว่าพวกท่านไม่คู่ควรกับการติดต่อ แต่เพราะเราเชื่อว่าการค้นพบจักรวาลด้วยตัวเอง มีคุณค่ามากกว่าการได้รับคำตอบตั้งแต่ยังไม่ได้ออกเดินทาง"
"การได้รับคำตอบก่อนที่จะเรียนรู้วิธีตั้งคำถาม คือการถูกปล้นโอกาสที่จะเติบโต และเราไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นกับอารยธรรมใด"
.
นักประวัติศาสตร์ของโครงการซึ่งเข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นด้วย ตั้งข้อสังเกตในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ว่า หลักการนี้มีความคล้ายคลึงอย่างผิวเผินกับ "Prime Directive" ในนิยายวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ โดยเฉพาะในซีรีส์ Star Trek ที่เริ่มออกอากาศในปี ค.ศ. 1966 แต่มีความแตกต่างที่สำคัญในระดับรากฐาน
.
"Prime Directive ของมนุษย์เป็น 'กฎ' ที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยหน่วยงานกลาง สหพันธ์ดาวเคราะห์ และถูกบังคับใช้โดยอำนาจของรัฐ แต่หลักการไม่แทรกแซงของ Tall Whites ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยใครคนใดคนหนึ่ง ไม่มีสภากาแล็กซีที่ลงมติเห็นชอบ ไม่มีสนธิสัญญาที่ลงนามโดยผู้แทนจากหลายอารยธรรม มันคือ 'ข้อตกลงร่วม' ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระหว่างอารยธรรมที่ผ่านการเดินทางข้ามดวงดาวมานานพอที่จะเข้าใจว่า การแทรกแซงที่เร็วเกินไปอาจทำลายเส้นทางวิวัฒนาการของสังคมนั้นโดยไม่ตั้งใจ"
.
"เหมือนกับการช่วยผีเสื้อให้ออกจากรังไหม ซึ่งจะทำให้ปีกของมันไม่แข็งแรงพอที่จะบิน การดิ้นรนเพื่อออกจากรังไหมด้วยตนเองคือสิ่งที่ทำให้ปีกของผีเสื้อแข็งแรงพอที่จะบินได้ และหากคุณช่วยมันโดยการตัดรังไหมให้ขาด คุณก็กำลังทำให้มันไม่มีวันบินได้เลย"
.
.
V. โลกในสายตาของผู้อื่น อารยธรรมระหว่างการสังเกต
แฟ้ม TW–013–Γ ยังเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ และในบางแง่มุม น่าขนลุก เกี่ยวกับสถานะของโลกในเครือข่ายอารยธรรมระหว่างดวงดาว ข้อมูลนี้ไม่ได้มาจากการสนทนาเพียงครั้งเดียว แต่ถูกปะติดปะต่อขึ้นจากการแลกเปลี่ยนในการประชุมหลายสิบครั้งตลอดระยะเวลาหลายปี โดยเฉพาะการประชุมร่วมครั้งที่ 55 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 ซึ่งเป็นการประชุมที่ถูกเรียกขึ้นโดยมีวาระเฉพาะเรื่อง "สถานะของโลกในเครือข่ายอารยธรรมระหว่างดวงดาว"
.
การประชุมครั้งนั้นถูกบันทึกไว้ในแฟ้ม TW–013–Γ(3) อย่างละเอียด และมีผู้เข้าร่วมประชุมฝ่ายมนุษย์อย่างครบครัน ทั้ง ดร. เบนจามิน เอช. ครอส ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา ดร. เอ็ดเวิร์ด เจ. แลนซิง ในฐานะนักรัฐศาสตร์เปรียบเทียบ ดร. มาร์กาเร็ต เค. หว่อง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม และพันเอกโรเบิร์ต เอฟ. คาร์ไลล์ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนาม ฝ่าย Tall Whites นำโดยผู้อาวุโสลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3 ซึ่งรับผิดชอบด้านการต่างประเทศและการติดต่อกับอารยธรรมอื่น
.
โลกไม่ได้ถูกมองว่าเป็น "ดาวเคราะห์ด้อยพัฒนา" หรือ "ดาวเคราะห์ป่าเถื่อน" อย่างที่คณะนักวิเคราะห์บางคนหวาดกลัวในช่วงแรกของการติดต่อ ไม่มีใครในเครือข่ายอารยธรรมระหว่างดวงดาวมองมนุษย์ว่าเป็น "สัตว์ป่าที่ต้องถูกกักขัง" หรือ "ภัยคุกคามที่ต้องถูกกำจัด" แต่โลกก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็น "อารยธรรมที่เท่าเทียม" หรือ "สมาชิกใหม่ของชุมชนระหว่างดวงดาว" เช่นกัน
.
โลกถูกจัดอยู่ในสถานะที่ Tall Whites เรียกว่า "อารยธรรมระหว่างการสังเกต" (Civilization Under Observation) ซึ่งผู้อาวุโสลำดับที่ 2 อธิบายว่าเป็นสถานะที่ถูกกำหนดให้กับดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่ยังไม่บรรลุ "วุฒิภาวะระหว่างดวงดาว" (Interstellar Maturity) แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ช่วงที่การตัดสินใจของอารยธรรมนั้นจะกำหนดว่าพวกเขาจะก้าวไปข้างหน้าสู่ดวงดาวหรือถอยหลังสู่การทำลายตนเอง
.
"นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาบอกเรา" ดร. แลนซิง บันทึกไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติในปี ค.ศ. 1976 "โลกไม่ได้ถูกเพิกเฉย เราไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่ไม่มีใครสนใจ เราไม่ใช่จุดเล็ก ๆ บนแผนที่ที่ถูกมองข้าม ตามข้อมูลที่ Tall Whites เปิดเผย มีอารยธรรมอย่างน้อยเจ็ดแห่งที่ทราบถึงการมีอยู่ของโลกและกำลังเฝ้าสังเกตการณ์พัฒนาการของเราอยู่ในระดับที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่การเฝ้าสังเกตจากระยะไกลเป็นครั้งคราว ไปจนถึงการส่งยานสำรวจไร้คนขับเข้ามาในระบบสุริยะชั้นในเป็นระยะ"
.
"แต่ในขณะเดียวกัน โลกก็ไม่ได้ถูกคุกคาม เราไม่ใช่เป้าหมายของการรุกราน ไม่ใช่ทรัพยากรที่รอการขุดเจาะ ไม่ใช่ทาสที่รอการจับกุม เรากำลังถูก 'เฝ้ามอง' โดยอารยธรรมหลายแห่ง เพื่อดูว่าเราจะเลือกเส้นทางใด"
.
ในช่วงเวลาแห่งการสังเกตนี้ ซึ่ง Tall Whites ประเมินว่าอาจกินเวลาอีก 200 ถึง 500 ปีโลก อารยธรรมหลายแห่งกำลังเฝ้าติดตามพัฒนาการของมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อพิพากษาหรือควบคุม แต่เพื่อศึกษาคำถามที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของจักรวาล:
สิ่งมีชีวิตที่มีความขัดแย้งภายในสูงเช่นมนุษย์ ผู้ซึ่งเพิ่งผ่านสงครามโลกสองครั้งภายในสามสิบปี สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปมากกว่า 100 ล้านคน ผู้ซึ่งมีคลังแสงนิวเคลียร์มากพอจะทำลายตนเองทั้งเผ่าพันธุ์ จะสามารถก้าวข้ามการแบ่งแยกภายในเผ่าพันธุ์ของตนเองได้หรือไม่ หรือพวกเขาจะทำลายตนเองก่อนที่จะมีโอกาสก้าวออกไปสู่หมู่ดาว
.
"เราไม่ได้ถูกตัดสินจากเทคโนโลยีของเรา" ดร. แลนซิงสรุป "พวกเขาไม่ได้ตัดสินเราจากยานอวกาศที่เราสร้างหรือระเบิดที่เราคิดค้น พวกเขาตัดสินเราจากการเลือกของเรา ในแต่ละวัน ระหว่างความร่วมมือกับความขัดแย้ง ระหว่างการทำลายกับการอนุรักษ์ ระหว่างความกลัวกับความเข้าใจ และนั่นอาจเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเคยเผชิญ"
.
นักจิตวิทยาของโครงการ ดร. ซามูเอล เอฟ. ไคลน์ ซึ่งใช้เวลาหลายปีในการสังเกตทั้งมนุษย์และ Tall Whites เขียนข้อสังเกตไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมว่า "บางที สิ่งที่อารยธรรมอื่นกำลังเฝ้ามอง อาจไม่ใช่ขีปนาวุธของเรา ไม่ใช่เทคโนโลยีของเรา ไม่ใช่แม้แต่สงครามของเรา แต่เป็นการตัดสินใจเล็ก ๆ ในแต่ละวัน: เราจะเลือกช่วยเหลือคนแปลกหน้าหรือไม่ เราจะเลือกปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่าหรือไม่ เราจะเลือกความจริงเหนือความสะดวกสบายหรือไม่"
.
"และจากการตัดสินใจเล็ก ๆ เหล่านั้น พวกเขาอาจมองเห็นอนาคตของเราชัดเจนกว่าที่เราเห็นตนเอง"
.
.
.
VI. คำถามสุดท้าย เราจะเป็นเพื่อนบ้านแบบใด
ในบันทึกการประชุมครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับหัวข้อนี้ การประชุมร่วมครั้งที่ 78 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1982 ณ ห้องประชุมใต้ดินของอาคารหมายเลข 7 ห้องเดียวกับที่ใช้ในการเจรจาสนธิสัญญาทะเลทรายเมื่อ 18 ปีก่อน ดร. เบนจามิน เอช. ครอส ซึ่งขณะนั้นอายุ 70 ปีและกำลังเตรียมตัวเกษียณจากตำแหน่งหัวหน้าคณะเจรจา ถามคำถามที่ทุกคนในห้องอยากรู้ คำถามที่เขาเก็บไว้ถามเป็นคำถามสุดท้ายในอาชีพการทูตระหว่างดวงดาวของเขา
.
"ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้นด้วยความรู้สึกว่านี่คือการประชุมครั้งสุดท้ายของข้าพเจ้าในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา" ดร. ครอส บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว "ข้าพเจ้ารับใช้ประเทศชาติมาเกือบสี่สิบปี สิบแปดปีในนั้นใช้ไปกับการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างมนุษย์กับ Tall Whites และรู้สึกว่ามีคำถามหนึ่งที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ถาม คำถามที่ไม่เกี่ยวกับสนธิสัญญาหรือเทคโนโลยีหรือกฎระเบียบ แต่เกี่ยวกับอนาคต"
.
ในห้องประชุมวันนั้น มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของโครงการเข้าร่วมเกือบครบทุกคน ทั้งนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกที่อยู่กับโครงการมาตั้งแต่เริ่มต้น นักการทูตที่ผ่านการเจรจาหลายร้อยครั้ง และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่เฝ้าฐานมาหลายพันคืน พวกเขาทุกคนรู้ว่านี่คือการประชุมครั้งสุดท้ายของ ดร. ครอส และพวกเขาทุกคนรู้ว่าเขากำลังจะถามอะไรบางอย่างที่สำคัญ
.
"หากวันหนึ่ง" ดร. ครอส กล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งแต่เต็มไปด้วยน้ำหนักของชายผู้ใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตในการสร้างความสัมพันธ์กับอารยธรรมจากดวงดาว "ในอีกหนึ่งร้อยปีหรือห้าร้อยปีข้างหน้า มนุษย์สามารถเดินทางออกจากระบบสุริยะได้ด้วยตนเอง เราจะได้รับการต้อนรับหรือไม่ เมื่อเราไปถึง... ที่นั่น"
.
ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ซึ่งขณะนั้นอยู่กับโครงการมานานเกือบยี่สิบปี มองออกไปยังหน้าต่างบานเดียวของห้องประชุมใต้ดิน ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่หน้าต่าง แต่เป็นจอภาพความละเอียดสูงที่ติดตั้งบนผนังด้านทิศเหนือของห้อง ฉายภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือทะเลทรายเนวาดาแบบเรียลไทม์จากกล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งบนเทือกเขาโดยรอบ ภาพของดวงดาวนับหมื่นดวงที่ส่องแสงระยิบระยับในความมืด
.
เขาเงียบไปนานผิดปกติ นานจนเจ้าหน้าที่สื่อสารที่บันทึกเทปการประชุมเริ่มคิดว่าเครื่องบันทึกเสีย นานจน ดร. ครอส เริ่มคิดว่าคำถามของเขาอาจเป็นการละเมิดบางสิ่งที่เขาไม่รู้
ตามบันทึกในแฟ้ม TW–013–Γ(4) ความเงียบนั้นยาวนานเกือบหนึ่งนาทีเต็ม 58 วินาทีตามนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังห้องประชุม
แล้วเขาก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่นักแปลภาษาเชิงความหมาย (Semantic Resonance Translator, บทที่ 9) บันทึกว่า "แผ่วเบากว่าปกติ ราวกับคำตอบนี้เป็นสิ่งที่เขาครุ่นคิดมาเป็นเวลานานมาก อาจจะเป็นหลายร้อยปี และในที่สุดก็มีคนถามคำถามที่ถูกต้อง"
.
.
"ในจักรวาลนี้... ไม่มีใครต้อนรับผู้เดินทางด้วยเทคโนโลยี ทุกอารยธรรมต้อนรับกันด้วยความไว้วางใจ"
"หากมนุษย์ไปถึงดวงดาวด้วยใจที่เปิดกว้าง ด้วยความปรารถนาที่จะเรียนรู้และเข้าใจ ด้วยความเคารพต่อผู้ที่แตกต่าง พวกท่านจะได้รับการต้อนรับเสมอ"
"แต่หากมนุษย์ไปถึงดวงดาวด้วยความกลัว ด้วยอาวุธที่พร้อมใช้ ด้วยความปรารถนาที่จะครอบครอง... พวกท่านจะพบกับความเงียบ ประตูทุกบานจะปิด และพวกท่านจะต้องเดินทางต่อไปในความมืด... ตามลำพัง"
.
"ทางเลือกเป็นของพวกท่าน และจะเป็นของพวกท่านเสมอ เราไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อตัดสิน เราไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อกำหนดเส้นทางให้พวกท่านเดิน เราไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อบอกว่าอะไรถูกหรือผิด เราอยู่ที่นี่เพียงเพื่อเฝ้ามอง"
"และหวัง"
.
หลังจากคำตอบนั้น ไม่มีคำถามใดถูกบันทึกต่ออีก ตามบันทึกของ ดร. ครอส "ไม่มีใครในห้องประชุมพูดอะไรต่อไปเป็นเวลาหลายนาที เราเพียงแต่นั่งอยู่กับน้ำหนักของคำตอบนั้น น้ำหนักของความจริงที่ว่า อนาคตของเราไม่ได้ถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีที่เรามี แต่โดยตัวตนที่เราเลือกจะเป็น"
.
.
.
VII. บทสรุป กระจกเงาแห่งจักรวาล
แฟ้ม TW–013–Γ ปิดท้ายด้วยบันทึกของ ดร. เอ็ดเวิร์ด เจ. แลนซิง ซึ่งเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1992 สิบปีหลังการประชุมครั้งที่ 78 และเป็นปีเดียวกับที่เขาเกษียณจากโครงการ ORION หลังจากใช้เวลากว่าสองทศวรรษในการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับอารยธรรมอื่นที่ Tall Whites เปิดเผย บันทึกนี้เขียนขึ้นในห้องทำงานส่วนตัวของเขาภายในอาคารหมายเลข 7 ซึ่งเต็มไปด้วยกองรายงานและแผนที่กาแล็กซีที่เขาพยายามปะติดปะต่อขึ้นจากเศษข้อมูลที่ Tall Whites ให้มา
.
"ตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์มักตั้งคำถามว่า 'มีใครอยู่ข้างนอกหรือไม่' เราแหงนหน้ามองดวงดาวและถามว่า 'เราอยู่เพียงลำพังในจักรวาลหรือไม่' และเรากลัวว่าคำตอบอาจเป็น 'ใช่' หรือแย่กว่านั้น... 'ไม่ใช่'"
"ข้าพเจ้าใช้เวลาสองทศวรรษในการพยายามตอบคำถามนั้น วิเคราะห์ทุกคำพูดของ Tall Whites ทุกการอ้างอิงถึงอารยธรรมอื่น ทุกแผนที่กาแล็กซีที่พวกเขายอมให้เราดู ทุกบันทึกการประชุมที่มีการกล่าวถึง Greys หรือ Navigators หรือ Keepers หรือ Federation หรือ Observers"
.
"และค้นพบว่ามีอารยธรรมมากมายในกาแล็กซี มากกว่าที่เราจะจินตนาการได้ มากกว่าที่ Tall Whites จะบอกเราได้ พวกเขาอยู่ที่นั่น ในเงามืดของดวงดาว ในสัญญาณที่เราไม่เคยฟัง ในความเงียบที่เราไม่เคยได้ยิน พวกเขากำลังเฝ้ามองเราอยู่ และพวกเขากำลังรอ"
"แต่หลังจากศึกษาคำบอกเล่าของ Tall Whites มาหลายสิบปี ได้ตระหนักว่าเราถามคำถามผิดมาตลอด คำถามที่สำคัญกว่าไม่ใช่ 'มีใครอยู่ข้างนอกหรือไม่' แต่คือ 'เมื่อเราออกไปถึงที่นั่น เราจะเป็นเพื่อนบ้านแบบใด'"
.
"เพราะในจักรวาลที่เต็มไปด้วยอารยธรรม ที่ซึ่งมีผู้เดินเรือแห่งแขนกังหันตะวันออกที่เก่าแก่กว่าดวงอาทิตย์ของเรา มีผู้ดูแลเครือข่ายสัญญาณที่อุทิศทั้งอารยธรรมเพื่อให้ทุกคนได้สื่อสารกัน มีสหพันธรัฐการค้าที่แลกเปลี่ยนทรัพยากรและความรู้ระหว่างระบบดาว มีผู้สังเกตการณ์เงียบที่เฝ้ามองเราจากความมืด ความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมหนึ่งไม่ได้วัดจากระยะทางที่เดินทางได้ หรือจำนวนดาวที่พิชิตได้ หรือความเร็วของยาน"
"มันวัดจากความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้ที่แตกต่างจากเรา อย่างสันติ"
"และนั่นคือการทดสอบที่แท้จริง ไม่ใช่สำหรับ Tall Whites แต่สำหรับเรา"
.
.
▫️สิ้นสุดแฟ้ม TW–013–Γ
▫️เอกสารอ้างอิงในแฟ้มนี้: บันทึกการประชุมร่วมครั้งที่ 29 (14 กันยายน ค.ศ. 1969) – แฟ้ม TW–013–Γ(1) / บันทึกการสนทนาเกี่ยวกับ Greys (ค.ศ. 1970–1975) – แฟ้ม TW–013–Γ(2) / บันทึกการวิเคราะห์อารยธรรมอื่น – แฟ้ม TW–013–Γ(3) / บันทึกการประชุมครั้งที่ 78 (มีนาคม ค.ศ. 1982) – แฟ้ม TW–013–Γ(4)
.
▫️ดูเพิ่มเติม: บทที่ 5 – สนธิสัญญาทะเลทราย (ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของโลก) / บทที่ 14 – การเมืองระหว่างดวงดาว (สนธิสัญญาและหลักการไม่แทรกแซง) / บทที่ 15 – โลกในฐานะจุดพัก (บทบาทของโลกในเครือข่ายการเดินทาง)
.
.
โฆษณา