Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
2 พ.ย. เวลา 01:48 • ปรัชญา
ทาน ศีล ภาวนา
“เมื่อก่อนผมสวดมนต์เพราะอยากให้ชีวิตดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ผมสวดมนต์เพื่อให้ใจตัวเองดีขึ้นครับ” 🙂
หลายปีที่ผ่านมา ผมเริ่มสนใจธรรมะมากขึ้น จากเดิมที่ไม่ได้เป็นคนเคร่งเรื่องการปฏิบัติอะไรมากนัก
จุดเริ่มต้นก็มาจากความไม่แน่นอนในชีวิตนี่แหละครับ
บางช่วงมีเรื่องให้กังวล มีปัญหาที่พยายามแก้แล้วก็ยังไม่คลี่คลาย จนมีผู้ใหญ่ที่ผมเคารพแนะนำให้ลองสวดมนต์ดู
ช่วงแรกก็ไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งนะครับ เพียงแต่ลองทำตาม แล้วก็มีเหตุการณ์เล็กๆ บางอย่างที่ทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจ เหมือนหลายเรื่องค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
ตอนนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือการสวดมนต์จะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงๆ
“จากการขอพร สู่การกลับมามองตัวเอง”
หลังจากนั้น พอช่วงไหนชีวิตไม่ค่อยราบรื่น ผมก็เคยหันไปไหว้พระ ขอพร หรือเดินทางไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามที่คนแนะนำกัน
ที่ไหนเขาว่าดี ที่ไหนรีวิวว่าไปแล้วปัง ก็มีความสนใจอยากลองไปดูเหมือนกันครับ 😅
แต่พอผ่านมาหลายแห่ง หลายเหตุการณ์ ผมกลับพบว่าผลลัพธ์ไม่ได้ชัดเจนอย่างที่หลายรีวิวบอกเสมอไป
บางแห่งมีเรื่องราวและศรัทธาที่สืบทอดกันมายาวนาน ขณะที่บางแห่งก็ดูจะได้รับความนิยมจาก Marketing และ Influencer มากเป็นพิเศษ
ผมไม่ได้หมายความว่าสถานที่ไหนจริงหรือไม่จริงนะครับ เพราะเรื่องความศรัทธาเป็นเรื่องส่วนบุคคล และความดังหรือความเงียบก็ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์อะไร
แต่ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเริ่มกลับมาทบทวนว่า ที่ผ่านมาเราสวดมนต์ ทำบุญ หรือขอพร เพราะต้องการอะไรกันแน่?
ถ้าเราทำทุกอย่างโดยหวังว่าปัญหาจะหายไป หรือชีวิตจะพลิกไปในทางที่ดีทันที ก็คงมีโอกาสผิดหวังได้ง่าย เพราะชีวิตยังมีเหตุปัจจัยอีกมากที่เราไม่สามารถควบคุมได้
ผมยังมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเทพเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของตัวเองครับ
เพียงแต่เริ่มมองว่า ต่อให้เราเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยเกื้อหนุน ชีวิตก็ยังขึ้นอยู่กับการกระทำ การตัดสินใจ และความพยายามของเราเองด้วย
เราอาจขอพรให้พบโอกาสที่ดีได้ แต่คนที่ต้องมองเห็นโอกาสและลงมือทำ ก็ยังเป็นตัวเราเอง
“ทาน ศีล ภาวนา กับความหมายที่เปลี่ยนไป?”
หลังๆ ผมจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากการสวดมนต์หรือทำบุญเพื่อหวังผลบางอย่าง มาเป็นการพยายามฝึก “ทาน ศีล ภาวนา” ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
* ทาน — จากเดิมที่อาจนึกถึงการบริจาคเงินหรือทำบุญที่วัด ผมเริ่มมองว่าเป็นการฝึกให้ตัวเองรู้จักให้ แบ่งปัน และลดความยึดติดกับสิ่งที่มี
* ศีล — เรื่องนี้ผมเพิ่งมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงอายุ 40 กลางๆ ครับ โดยเฉพาะการพยายามรักษาศีล 5 ให้ได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อก่อนเราอาจมองว่าศีลเป็นเพียงข้อห้ามทางศาสนา แต่พออายุมากขึ้น ผมกลับมองเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
เช่น อย่างการไม่พูดโกหก ก็ช่วยให้เราไม่ต้องคอยปกปิดหรือจดจำว่าตัวเองเคยพูดอะไรไว้กับใคร และช่วยสร้างความไว้วางใจในความสัมพันธ์กับคนรอบตัว หรือการไม่ดื่มสุรา ซึ่งผมเลิกดื่มมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพโดยตรง ลดความเสี่ยงจากแอลกอฮอล์ และช่วยให้เราไม่ต้องเสี่ยงตัดสินใจผิดพลาดในช่วงที่ขาดสติ รวมถึงการไม่เบียดเบียน ไม่เอาเปรียบ และไม่ทำอะไรที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น สิ่งเหล่านี้ช่วยลดปัญหาที่เราอาจเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง
“พอมองแบบนี้ ผมเริ่มเห็นว่าศีล 5 ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้เราเป็นคนดีตามหลักศาสนา แต่ยังเป็นหลักในการใช้ชีวิตที่ช่วยดูแลทั้งกาย ใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบตัวด้วย”
* ภาวนา — ทั้งการสวดมนต์และการฝึกสติ เป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้ผมได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ทบทวนความคิด และสังเกตอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น
ผมไม่ได้คิดว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วปัญหาจะหายไปนะครับ
งานก็ยังมีเรื่องให้คิด ชีวิตก็ยังมีวันที่ไม่เป็นอย่างใจ และบางปัญหาก็ยังต้องใช้เวลาแก้ไขเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่เริ่มสังเกตได้คือ “เมื่อใจเรานิ่งขึ้น เรามักไม่รีบตอบสนองต่อปัญหาด้วยความกลัว ความโกรธ หรือความกังวลเหมือนแต่ก่อน”
พอใจไม่วุ่นวายจนเกินไป เราก็มีโอกาสมองสถานการณ์ได้ชัดขึ้น เห็นทางเลือกที่อาจเคยมองข้าม และตัดสินใจได้อย่างมีสติมากขึ้น
ผมว่าเรื่องนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าการได้พรตามที่ขอเสียอีก
“ชีวิตดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีปาฏิหาริย์”
ทุกวันนี้ผมยังสวดมนต์ ทำบุญ และพยายามรักษาศีลอยู่ครับ แต่ไม่ได้ทำด้วยความคาดหวังว่าจะต้องมีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้น
แน่นอนว่าผมก็ยังทำไม่ได้ดีทุกวัน ยังมีวันที่ใจไม่นิ่ง หงุดหงิด หรือเผลอทำอะไรตามอารมณ์เหมือนกัน 😅
แต่ผมเริ่มเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องของการต้องทำให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก หากเป็นการค่อยๆ ฝึกและกลับมารู้ตัวให้ได้บ่อยขึ้น
พอมาถึงวันนี้ ผมจึงค่อนข้างเชื่อประโยคที่ว่า “สวดมนต์ ทำบุญ รักษาศีล แล้วชีวิตจะดีขึ้น”
เพียงแต่ความหมายของคำว่า ชีวิตดีขึ้น สำหรับผมเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน
มันอาจไม่ใช่การมีโชคลาภมากขึ้น ได้ทุกอย่างตามที่ขอ หรือมีปัญหาน้อยลงอย่างอัศจรรย์
แต่เป็นการมีสติมากขึ้น ดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีขึ้น ทำสิ่งที่ไม่ควรทำน้อยลง และรับมือกับเรื่องที่ไม่เป็นไปตามหวังได้ดีขึ้น
“เมื่อก่อนผมอาจหวังให้การสวดมนต์ช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต แต่วันนี้ผมเห็นคุณค่าของการปฏิบัติธรรมที่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่ตัวเองใช้ชีวิตและรับมือกับปัญหามากกว่า”
นี่แหละครับ เหตุผลที่ผมยังอยากหมั่นทำ “ทาน ศีล ภาวนา (และกตัญญู)” ต่อไป
เพราะเราอาจเลือกไม่ได้ว่าจะต้องเจอเรื่องอะไรในชีวิต แต่เราค่อยๆ ฝึกได้ว่าจะรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร
“การปฏิบัติธรรมอาจไม่ได้ทำให้ชีวิตไม่มีทุกข์ แต่ช่วยให้เรามีสติพอที่จะไม่สร้างทุกข์เพิ่มให้ตัวเองครับ” 🙂
#วันละเรื่องสองเรื่อง
พุทธศาสนา
ศีล
ทาน
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย