•
2 พ.ย. เวลา 07:04 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 16 บันทึกของพยาน

ชื่อเรื่อง : แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย - จดหมายเหตุผู้อพยพสีขาว Tall Whites: ผู้สังเกตการณ์แห่งเนวาดา
The White Emigrants: The Tall Whites, Observers of Nevada
[ภาคที่ 6 จดหมายเหตุที่ไม่ควรถูกเปิดเผย]
|แฟ้มลับ: TW–016–Δ
|ระดับชั้นความลับ: OMEGA–BLACK
|หัวข้อ: คำให้การของเจ้าหน้าที่ฐานทัพ นักบิน วิศวกร และบันทึกเหตุการณ์ผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ Tall Whites
|วันที่รวบรวม: 19 มีนาคม ค.ศ. 1983 (ปรับปรุงครั้งที่ 3: 5 กันยายน ค.ศ. 1997)
|ผู้เรียบเรียงหลัก: พันเอกโรเบิร์ต เอฟ. คาร์ไลล์ (นามสมมติ) – หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามและผู้ประสานงานการรวบรวมคำให้การ
|คณะทำงานร่วม: หน่วยสัมภาษณ์พยาน, หน่วยวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ, หน่วยจดหมายเหตุ
|สถานะเอกสาร: ยกเลิกการปกปิด (Declassified – Fiction Archive)
*หมายเหตุ: เอกสารฉบับนี้เป็นงานเขียนเชิงนิยาย โดยนำรูปแบบของบันทึกภาคสนาม รายงานเหตุการณ์ และคำให้การของพยานมาประกอบกัน เพื่อสร้างบรรยากาศสมจริง เนื้อหาทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนิยาย “แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย” มิใช่การอ้างว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง ชื่อและรหัสประจำตัวของพยานทั้งหมดเป็นนามสมมติ
I. หลักฐานอีกประเภทหนึ่ง
หลังจากศึกษาความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับ Tall Whites ผ่านเอกสารทางการ บันทึกการประชุมหลายร้อยฉบับ รายงานทางวิทยาศาสตร์หลายพันหน้า และแฟ้มวิเคราะห์จากทุกสาขาวิชาที่โครงการ ORION เคยจัดตั้งขึ้น คณะผู้เรียบเรียงแฟ้มเห็นว่า ยังมีหลักฐานอีกประเภทหนึ่งที่ไม่อาจละเลยได้
.
นั่นคือ "คำให้การของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์" ชายและหญิงที่ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักการทูต แต่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนเฝ้าฐานท่ามกลางความมืดของทะเลทราย นักบินที่ขับเครื่องบินไล่ตามวัตถุที่ไม่ควรมีอยู่บนท้องฟ้า วิศวกรที่เฝ้าดูโลหะรักษาตัวเองได้ราวกับสิ่งมีชีวิต เจ้าหน้าที่สื่อสารที่รับฟังสัญญาณจากดวงดาว และแพทย์ที่ตรวจร่างกายผู้ที่กลับจากพื้นที่ติดต่อ
.
"รายงานราชการบันทึกข้อเท็จจริง" พันเอกโรเบิร์ต เอฟ. คาร์ไลล์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามและผู้ประสานงานการรวบรวมคำให้การ เขียนไว้ในบทนำของแฟ้ม TW–016–Δ
"รายงานจะบอกคุณว่าใครอยู่ที่ไหนเมื่อใดและเกิดอะไรขึ้น แต่มันจะไม่บอกคุณว่ามนุษย์คนหนึ่งรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นเดินผ่านไปในทะเลทรายตอนเที่ยงคืน มันจะไม่บอกคุณว่ามือของนักบินสั่นหรือไม่เมื่อเรดาร์ตรวจพบวัตถุที่บินได้โดยไม่ใช้เชื้อเพลิง มันจะไม่บอกคุณว่าวิศวกรที่ใช้เวลายี่สิบปีในการเรียนรู้อาชีพของตนรู้สึกอย่างไรเมื่อเฝ้าดูโลหะรักษาตัวเองได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง"
.
"แต่คำให้การของพยานบันทึก 'ความรู้สึก' เหล่านั้น ความกลัว ความประหลาดใจ ความพิศวง และบางครั้ง ความรู้สึกเหล่านั้นก็บอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าข้อมูลดิบใด ๆ เพราะในท้ายที่สุด ประวัติศาสตร์ไม่ได้ประกอบด้วยตัวเลขและวันที่เท่านั้น แต่มันประกอบด้วยประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีชีวิต"
.
แม้คำให้การของพยานจะไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์โดยตรง ความทรงจำอาจคลาดเคลื่อน การรับรู้อาจถูกบิดเบือนด้วยอคติหรือความกลัว แต่ในทางประวัติศาสตร์ เอกสารประเภทนี้มักช่วยเติมเต็มรายละเอียดที่รายงานราชการไม่เคยบันทึกไว้
.
สีหน้าในวินาทีที่มนุษย์เห็น Tall White เป็นครั้งแรกในคืนเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964 น้ำเสียงของนักบินที่รายงานวัตถุที่ไม่ควรมีอยู่บนท้องฟ้าด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้สงบแต่แฝงด้วยความตื่นเต้น ความรู้สึกของวิศวกรที่เฝ้าดูโลหะรักษาตัวเองได้ราวกับสิ่งมีชีวิตโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ รายละเอียดเหล่านี้คือ "เนื้อ" และ "เลือด" ของประวัติศาสตร์ที่รายงานราชการซึ่งถูกชำระล้างให้ปราศจากอารมณ์ไม่อาจถ่ายทอดได้
.
ด้วยเหตุนี้ แฟ้ม TW–016–Δ จึงรวบรวมบันทึกส่วนบุคคลจากเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายที่เคยปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการ ORION ระหว่างปี ค.ศ. 1964–1988 โดยปกปิดชื่อจริงและใช้เพียงรหัสประจำตัวเพื่อรักษาความปลอดภัย ตามระเบียบการคุ้มครองบุคลากรที่ยังมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน
.
คำให้การทั้งหมดถูกบันทึกภายใต้เงื่อนไขที่พยานแต่ละคนให้การโดยอิสระ ไม่มีโอกาสปรึกษาหารือหรือเปรียบเทียบบันทึกกับพยานคนอื่น ๆ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของคำให้การแต่ละชิ้น พันเอกคาร์ไลล์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการสัมภาษณ์ด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์แบบปลายเปิด ไม่ถามนำ ไม่ชี้นำ ไม่แสดงความเห็นส่วนตัว ปล่อยให้พยานแต่ละคนเล่าเรื่องราวของตนเองด้วยคำพูดของตนเอง
.
.
II. บันทึกที่ 1: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
|รหัสพยาน: G–12
|ตำแหน่ง: เจ้าหน้าที่ลาดตระเวน เขตทิศเหนือของฐาน
|วันที่ให้การ: 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1971
|สถานที่: ห้องสัมภาษณ์หมายเลข 3 อาคาร 7
.
"ผมได้รับคำสั่งง่าย ๆ ว่า หากพบบุคคลในชุดสีขาว ให้หยุดอยู่กับที่และรอเจ้าหน้าที่ประสานงาน ห้ามเข้าใกล้โดยเด็ดขาด และห้ามใช้อาวุธไม่ว่ากรณีใดก็ตาม"
พยาน G–12 เป็นอดีตทหารราบนาวิกโยธิน อายุ 34 ปีในวันที่ให้การ เขาประจำการในสงครามเวียดนามระหว่างปี ค.ศ. 1965–1967 ในหน่วยลาดตระเวนระยะไกล ก่อนถูกคัดเลือกเข้าสู่โครงการ ORION ในปี ค.ศ. 1968 เนื่องจากประวัติการรักษาความปลอดภัยที่ไร้ที่ติและความสามารถในการควบคุมตนเองภายใต้ความกดดันที่พิสูจน์แล้วในสนามรบ,
เขาปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนบริเวณแนวรอบนอกด้านทิศเหนือของเขตสงวนการติดต่อ (บทที่ 5) มาเป็นเวลาสามปีเต็ม โดยไม่เคยพบเห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ เลยนอกจากกิ้งก่าทะเลทรายและงูหางกระดิ่งเป็นครั้งคราว จนกระทั่งคืนหนึ่งของเดือนมกราคม ค.ศ. 1970
.
"คืนนั้นอุณหภูมิภายนอกต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ประมาณลบสองหรือลบสามองศา ลมสงบ ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆ พระจันทร์เกือบเต็มดวงส่องสว่างไปทั่วทะเลทรายจนคุณสามารถมองเห็นได้ไกลหลายร้อยหลาโดยไม่ต้องใช้ไฟฉาย"
"ผมอยู่คนเดียว กำลังตรวจสอบแนวรั้วรอบนอกตามปกติ ตอนนั้นประมาณตีสองกว่า ๆ อากาศหนาวมากจนลมหายใจเป็นไอออกมาเป็นกลุ่ม ๆ และทันใดนั้น ผมก็เห็นเขา"
.
"ร่างสูง สูงมาก เกือบสามเมตรหรืออาจจะมากกว่านั้น เดินอยู่ริมทะเลทราย ห่างจากผมไปประมาณสองร้อยหลา ชุดของเขาขาวซีดแทบจะเรืองแสงใต้แสงจันทร์ราวกับทำจากเส้นใยที่สะท้อนแสงได้เอง เขาไม่ได้เดินเหมือนมนุษย์ ผมเคยเห็นคนเดินมาทุกรูปแบบในชีวิต ทั้งทหารที่เดินลาดตระเวนในป่าเวียดนาม ทั้งคนเมาที่เดินโซเซออกจากบาร์ แต่นี่ไม่ใช่การเดิน มันเหมือนกับเขากำลังลอยอยู่เหนือพื้น ทุกก้าวช้าและนุ่มนวลราวกับไม่มีน้ำหนัก ราวกับแรงโน้มถ่วงทำงานแตกต่างกันสำหรับเขา"
.
"ผมหยุดอยู่กับที่ตามคำสั่ง แต่ผมอดไม่ได้ที่จะเปิดไฟฉาย แค่แวบเดียว เพื่อให้แน่ใจว่าผมไม่ได้ฝันไป ไฟฉายส่องกระทบเขา และเขาก็หันมามอง"
"วินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุ ไม่ใช่แค่ร่างกายของผม แต่เป็นความคิดของผม เหมือนกับเขากำลังอ่านทุกสิ่งที่อยู่ในหัวของผมภายในเสี้ยววินาที รู้ว่าผมเป็นใคร รู้ว่าผมทำงานอะไร รู้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจทำร้าย รู้ว่าผมแค่ตกใจ"
"แล้วเขาก็พยักหน้า เพียงเล็กน้อย เหมือนกับการรับรู้ว่าผมอยู่ตรงนั้น แล้วหันกลับไปเดินต่อไป หายลับไปในความมืดของทะเลทราย โดยไม่พูดอะไรเลย ไม่ทำอะไรเลย เพียงแค่รับรู้ และจากไป"
"ผมไม่รู้สึกถึงความเป็นศัตรูเลย แม้แต่น้อย ทั้งที่ผมรู้ว่าเขาสามารถทำอะไรกับผมก็ได้ถ้าต้องการ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือความสงบ ความสงบที่แปลกประหลาด เหมือนกับผมเพิ่งได้รับการยืนยันว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร และผมไม่รู้ว่าทำไม"
.
.
*หมายเหตุผู้เรียบเรียง: คำให้การของ G–12 สอดคล้องกับรายงานของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอีกอย่างน้อย 4 นายที่พบเห็น Tall Whites ในลักษณะคล้ายคลึงกันในช่วงเวลาที่แตกต่างกันระหว่างปี ค.ศ. 1968–1975 การเคลื่อนไหวที่ "ราวกับไร้น้ำหนัก"
ซึ่งสอดคล้องกับคำอธิบายทางสรีรวิทยาในบทที่ 1 เกี่ยวกับการปรับตัวของกล้ามเนื้อภายใต้แรงโน้มถ่วงต่ำ การตอบสนองด้วยการพยักหน้าซึ่งอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของ Visual Intent Encoding (บทที่ 9) และความรู้สึก "สงบ" หลังการพบเห็นซึ่งถูกบันทึกไว้ในรายงานทางการแพทย์ของโครงการ (บทที่ 16) ปรากฏซ้ำในคำให้การหลายฉบับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
.
.
III. บันทึกที่ 2: นักบินทดสอบ
|รหัสพยาน: A–07
|ตำแหน่ง: นักบินเครื่องบินลาดตระเวน
|วันที่ให้การ: 28 ตุลาคม ค.ศ. 1973
|สถานที่: ห้องบรรยายสรุปนักบิน ฐานทัพอากาศเนลลิส
.
"ผมบินมาแล้วเกือบทุกอย่างที่กองทัพอากาศมี F-4, F-105, F-111 และผมคิดว่าผมรู้แล้วว่าอากาศยานทุกลำบนโลกหน้าตาเป็นอย่างไรและบินอย่างไร แต่สิ่งที่ผมเห็นในวันนั้น มันไม่ใช่ของโลกนี้"
พยาน A–07 เป็นนักบินทดสอบอาวุโสของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อายุ 41 ปีในวันที่ให้การ มีชั่วโมงบินมากกว่า 4,000 ชั่วโมงในเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินลาดตระเวนมากกว่าสิบชนิด เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนักบินทดสอบของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ และได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในนักบินที่มีทักษะสูงสุดในหน่วยของเขา,
.
เขาปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศเหนือเขตสงวนการติดต่อเป็นประจำตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 ภารกิจของเขาคือการบินวนรอบพื้นที่ในระดับความสูงประมาณ 25,000 ฟุต และตรวจสอบด้วยเรดาร์และสายตาว่าไม่มีอากาศยานพลเรือนหรืออากาศยานของศัตรูหลงเข้ามาในเขตหวงห้าม
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1972 ระหว่างการบินตรวจการณ์ตามปกติในเวลากลางวัน ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆ เขาและนักบินผู้ช่วยพบวัตถุที่ไม่ควรมีอยู่ในน่านฟ้าใด ๆ ของโลก
.
"เรากำลังบินที่ระดับ 25,000 ฟุต ท้องฟ้าแจ่มใสจนคุณสามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้าได้ชัดเจนเป็นร้อย ๆ ไมล์ เรดาร์ของเราเป็นรุ่นที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น AN/APG-59 ที่สามารถตรวจจับวัตถุขนาดเล็กได้ในระยะหลายสิบไมล์"
"และทันใดนั้น เรดาร์ก็ตรวจพบวัตถุทรงรีขนาดใหญ่ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มันไม่ควรเป็นไปได้ มันเร่งจาก 0 ไปเป็นมากกว่า 2,000 น็อตภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที"
"ผมขอย้ำว่า 2,000 น็อตคือประมาณ 3,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่าเครื่องบินขับไล่ที่เร็วที่สุดในโลกถึงสามเท่า และการเร่งความเร็วจาก 0 ไปถึงระดับนั้นในสามวินาทีหมายความว่าผู้โดยสารภายในจะต้องเผชิญกับแรง G มากกว่า 60G ซึ่งมากพอที่จะฆ่ามนุษย์ได้ทันที"
.
.
"แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุกไม่ใช่ความเร็วของมัน แต่คือการที่มันไม่มีคลื่นกระแทกเหนือเสียง ไม่มีโซนิคบูม ไม่มีอะไรเลย ราวกับอากาศรอบตัวมันไม่สามารถต้านทานมันได้ ราวกับมันไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านอากาศ แต่อากาศถูกผลักให้หลีกทางให้มัน"
"เราหันหัวเครื่องไปทางวัตถุนั้น ระยะห่างประมาณ 8 ไมล์ และทันใดนั้น ระบบนำร่องของเราก็หยุดทำงาน หน้าจอทั้งหมดว่างเปล่า เข็มทิศหมุนติ้ว ระบบสื่อสารขาดหาย แต่เครื่องยนต์ยังทำงานเป็นปกติ เราไม่ตก เราแค่ไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนหรือกำลังไปทางไหน อยู่ประมาณห้าวินาที"
.
"ห้าวินาทีนั้นรู้สึกเหมือนห้าชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบินของผม ผมไม่รู้ว่าระบบควบคุมการบินจะกลับมาทำงานอีกหรือไม่ ผมไม่รู้ว่าเครื่องยนต์จะดับหรือไม่ สิ่งเดียวที่ผมรู้คือเรากำลังลอยอยู่ในอากาศโดยไม่รู้ทิศทาง"
"แล้วทุกระบบก็กลับมาเป็นปกติ ราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น หน้าจอกลับมาสว่าง เข็มทิศหยุดหมุน ระบบสื่อสารกลับมา และวัตถุนั้นเคลื่อนห่างออกไปและหายลับไปจากจอเรดาร์ภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที"
"การตรวจสอบเครื่องบินภายหลังไม่พบความเสียหายใด ๆ ไม่มีความผิดปกติของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีอะไรเลย เหมือนกับห้าวินาทีนั้นไม่เคยเกิดขึ้น แต่ผมรู้ว่ามันเกิดขึ้น และผมจะไม่มีวันลืมมัน"
.
.
*หมายเหตุผู้เรียบเรียง: คำให้การของ A–07 สอดคล้องกับรายงานของนักบิน DRAGON 1 และ DRAGON 2 ในคืนแห่งการติดต่อครั้งแรก (บทที่ 4) ในประเด็นเรื่องการไม่มีคลื่นกระแทกเหนือเสียงและการรบกวนระบบนำร่องชั่วคราวเมื่อเข้าใกล้ยานของ Tall Whites
หน่วยวิเคราะห์ของโครงการสันนิษฐานว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับ "สนามพลังงาน" ที่ยานของ Tall Whites ใช้ในการลดแรงเฉื่อยหรือเปลี่ยนคุณสมบัติของปริภูมิรอบยาน (บทที่ 10–11) ซึ่งมีผลข้างเคียงต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ของอากาศยานที่เข้าใกล้ แต่ไม่เคยมีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจาก Tall Whites ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนของตน
.
.
IV. บันทึกที่ 3: วิศวกรระบบพลังงาน
|รหัสพยาน: E–21
|ตำแหน่ง: วิศวกรประจำอาคารซ่อมบำรุง
|วันที่ให้การ: 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1977
|สถานที่: ห้องปฏิบัติการวัสดุศาสตร์ อาคาร 12
.
“ผมเป็นวิศวกรเครื่องกล ใช้เวลายี่สิบสองปีกับการออกแบบและซ่อมเครื่องจักร เชื่อว่าตนเองเข้าใจวัสดุทุกชนิดที่มนุษย์รู้จัก กระทั่งวันนั้น”
พยาน E–21 วัย 47 ปีในวันที่ให้การ สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ใช้เวลาสองทศวรรษแรกของอาชีพในห้องปฏิบัติการเครื่องยนต์ไอพ่นของกองทัพอากาศ เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่มนุษย์ไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้สังเกตการณ์กระบวนการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ของ Tall Whites จากระยะปลอดภัยตามที่ระบุไว้ในบทที่ 6 และ 10
.
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1976 ระหว่างการสาธิตที่ Tall Whites จัดให้คณะวิศวกรของมนุษย์ตามคำร้องขอของ ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ เขาได้เห็นบางสิ่งที่ทำให้ความเข้าใจด้านวัสดุศาสตร์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตพังทลายลงภายในห้านาที
.
“พวกเขานำแผ่นวัสดุที่แตกร้าวมาให้เราดู รอยแตกยาวประมาณสิบเซนติเมตร พาดผ่านพื้นผิวสีขาวนวลแบบเดียวกับที่ใช้สร้างยานของพวกเขา น้ำหนักเบาจนแทบไม่น่าเชื่อเมื่อยกขึ้น เมื่อเคาะด้วยเล็บ มันส่งเสียงทึบคล้ายแก้วหนา ผิดจากเสียงกังวานของโลหะที่ข้าพเจ้าคุ้นเคย”
“แล้วพวกเขาก็ถามว่า ‘พวกท่านจะซ่อมสิ่งนี้อย่างไร’”
“เราตอบตามความจริงว่า ซ่อมไม่ได้ ต้องหลอมใหม่ เปลี่ยนชิ้นส่วน รอยแตกขนาดนั้นบนปีกเครื่องบินหมายถึงการเปลี่ยนปีกทั้งแผ่น วัสดุที่เสียหายในระดับนี้ไม่มีทางคืนสภาพเดิมได้”
.
“พวกเขายิ้มบาง ๆ แล้ววางอุปกรณ์ทรงกระบอกขนาดเล็ก ขนาดพอ ๆ กับกระป๋องเครื่องดื่ม ไว้ใกล้กับรอยแตก แท่งโลหะเรียบสีขาวนวล ไม่มีปุ่ม ไม่มีหน้าจอ ไม่มีสายไฟ ไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ว่ามันคือเครื่องมือ”
“จากนั้นสนามแสงสีฟ้าอ่อนก็แผ่ปกคลุมบริเวณนั้น ไร้เสียง ไร้ความร้อน ไร้สัญญาณใด ๆ ที่อุปกรณ์ตรวจวัดของเราจะตรวจจับได้ ไม่มีการแผ่รังสี ไม่มีความเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็ก ไม่มีอะไรเลยนอกจากแสงที่นุ่มตาจนคุณอาจลืมไปว่ามันอยู่ตรงนั้น”
“และรอยแตกก็เริ่มปิดตัวลง”
.
“ขอบของรอยแตกค่อย ๆ ชิดเข้าหากันทีละน้อย เนื้อวัสดุประสานกลับเข้าที่อย่างเชื่องช้าแต่ต่อเนื่อง ราวกับอะตอมที่ขอบทั้งสองด้านกำลังยื่นมือไขว่คว้าและดึงกันและกันกลับสู่ตำแหน่งเดิม ราวกับบาดแผลบนผิวหนังที่สมานตัวเองโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น”
“ภายในห้านาที พื้นผิวกลับมาเรียบสนิท ไม่มีรอยต่อ ไม่มีร่องรอยของความเสียหายใด ๆ หลงเหลืออยู่ คุณไม่สามารถบอกได้ว่าตรงไหนเคยเป็นรอยแตก”
“ข้าพเจ้านั่งนิ่ง อ้าปากค้าง ความรู้ที่สะสมมายี่สิบสองปี ในห้องเรียน ในห้องปฏิบัติการ ในโรงซ่อมเครื่องบิน ทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของสสาร ถูกทำให้ไร้ความหมายด้วยแสงสีฟ้าอ่อนที่ยังคงริบหรี่อยู่ตรงหน้า”
“เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นไม่ใช่การซ่อม ไม่ใช่การเชื่อม ไม่ใช่การเปลี่ยนชิ้นส่วน ข้าพเจ้ากำลังมองดูวัสดุที่กำลังรักษาตัวเอง ราวกับมันมีชีวิต ราวกับมันรู้ว่าตนเองเคยสมบูรณ์อย่างไร และกำลังพยายามกลับไปสู่สภาพนั้น”
.
.
*หมายเหตุผู้เรียบเรียง: คำให้การของ E–21 สอดคล้องกับรายงานของ ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ (บทที่ 11) เกี่ยวกับคุณสมบัติการฟื้นฟูตนเองของวัสดุ Tall Whites
ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “การฟื้นฟูตนเองโดยใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำ” (Electromagnetically-Induced Self-Restoration) หน่วยวัสดุศาสตร์ของโครงการใช้เวลาหลายปีในการพยายามทำความเข้าใจและลอกเลียนคุณสมบัตินี้ แม้ไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ แต่รายงานภายในระบุว่าแนวคิดนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการวิจัยวัสดุสมานตัวเอง (Self-Healing Materials) ในห้องปฏิบัติการของ MIT และ Caltech ในทศวรรษต่อมา (บทที่ 12)
.
.
V. บันทึกที่ 4: เจ้าหน้าที่สื่อสาร
|รหัสพยาน: C–03
|ตำแหน่ง: ศูนย์ควบคุมการสื่อสาร
|วันที่ให้การ: 3 เมษายน ค.ศ. 1980
|สถานที่: ห้องบันทึกเสียง อาคาร 4
“เครื่องบันทึกเสียงของเราทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เราใช้มันบันทึกการประชุมหลายร้อยครั้ง มันไม่เคยมีปัญหา ยกเว้นเมื่อ Tall Whites อยู่ในห้อง”
พยาน C–03 วัย 38 ปีในวันที่ให้การ รับผิดชอบการบันทึกและถอดเทปการประชุมร่วมระหว่างคณะผู้แทนมนุษย์กับ Tall Whites ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 เขาได้รับการฝึกอบรมด้านวิศวกรรมเสียงจากห้องปฏิบัติการเบลล์โดยเฉพาะสำหรับภารกิจนี้ และเป็นผู้พัฒนาเทคนิคการลดระดับเสียงสามช่วงคู่แปดที่ทำให้มนุษย์สามารถได้ยินภาษา Tall Whites ได้เป็นครั้งแรก (บทที่ 9)
.
ในระหว่างการประชุมร่วมครั้งที่ 56 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1976 การประชุมเดียวกับที่ถูกกล่าวถึงในบทที่ 9 ว่าด้วยช่วงเวลาแห่งความเงียบระหว่าง ดร. เฮนรี เอ. โคแวน กับผู้อาวุโสลำดับที่ 2 เขาพบความผิดปกติที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการบันทึกเสียงใด ๆ ที่เขาเคยเรียนรู้มา
.
“ผมบันทึกการประชุมตามปกติ ใช้ไมโครโฟนความไวสูงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับห้องประชุมนี้โดยเฉพาะ ติดตั้งไว้สี่จุดรอบห้องเพื่อบันทึกเสียงจากทุกทิศทาง ทุกอย่างดูปกติระหว่างการประชุม เราได้ยินคำสนทนาชัดเจนผ่านเครื่องแปลภาษา ทุกคนในห้องสนทนากันอย่างราบรื่น ไม่มีใครบ่นว่าไม่ได้ยินอะไร”
.
“แต่เมื่อเรานำเทปมาเปิดฟังในภายหลัง หลายช่วง โดยเฉพาะช่วงที่ผู้อาวุโสกำลังพูด กลับมีเพียงเสียงคล้ายลมพัดผ่านซอกหิน และเสียงหวีดความถี่สูง เหมือนกับที่เราได้ยินในการบันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี 1966 (บทที่ 9) ไม่มีคำพูดใด ๆ ที่สามารถแยกแยะได้ ไม่มีแม้แต่พยางค์เดียวที่ฟังดูเหมือนภาษา”
“ผมตรวจสอบอุปกรณ์บันทึกเสียงทั้งหมด ไมโครโฟนทุกตัวทำงานปกติ สายสัญญาณทุกเส้นเชื่อมต่อครบถ้วน เทปบันทึกเสียงไม่มีรอยเสียหาย ไม่มีสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า ไม่มีอะไรผิดปกติเลย”
.
“และที่แปลกที่สุดคือ เมื่อเราสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนหลังการประชุม ทีละคน แยกกัน ไม่ให้มีโอกาสปรึกษากัน ทุกคนจำบทสนทนาในช่วงที่เทปบันทึกไม่ได้ ได้ตรงกัน พวกเขาได้ยินอะไรบางอย่าง ได้ยินชัดเจนด้วยซ้ำ แต่เครื่องบันทึกไม่สามารถเก็บมันไว้ได้”
“ราวกับเสียงนั้นไม่ได้เดินทางผ่านอากาศในแบบที่คลื่นเสียงปกติทำ ราวกับมันเดินทางตรงจากผู้พูดไปยังสมองของผู้ฟัง โดยไม่ผ่านตัวกลาง”
.
รายงานของ C–03 ถูกส่งต่อไปยังฝ่ายประสาทวิทยาเพื่อศึกษา ดร. ซามูเอล เอฟ. ไคลน์ (บทที่ 8) ตั้งสมมติฐานว่า Tall Whites อาจใช้การสื่อสารนอกช่วงความถี่ที่หูมนุษย์ได้ยินร่วมกับการส่งข้อมูลผ่าน Visual Intent Encoding (บทที่ 9) และสิ่งที่มนุษย์ “ได้ยิน” ในการประชุมอาจเป็น “การแปล” ในระดับสมองผ่าน Semantic Resonance Translator มากกว่าการได้ยินด้วยหูโดยตรง
.
“แต่เราไม่เคยมีข้อสรุปที่แน่ชัด” พยาน C–03 กล่าวในช่วงท้ายของการให้การ “และผมก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องประชุมนั้นจริง ๆ สิ่งเดียวที่ผมรู้คือ ทุกครั้งที่ Tall Whites อยู่ในห้อง เครื่องบันทึกเสียงของเราจะบันทึกได้เพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เกิดขึ้น และเศษเสี้ยวที่เหลือ ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้”
.
.
*หมายเหตุผู้เรียบเรียง: คำให้การของ C–03 เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบว่า Tall Whites สื่อสารในช่วงความถี่ที่สูงกว่าที่มนุษย์ได้ยิน (บทที่ 9) และนำไปสู่การพัฒนาไมโครโฟนความไวสูงพิเศษที่สามารถบันทึกเสียงในช่วงอัลตราโซนิกได้ในปี ค.ศ. 1977 อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถบันทึกเสียงความถี่สูงได้ แต่ก็ไม่สามารถถอดความหมายจากเสียงเหล่านั้นได้หากปราศจาก Semantic Resonance Translator
.
.
VI. บันทึกที่ 5: แพทย์ประจำฐาน
|รหัสพยาน: M–11
|ตำแหน่ง: แพทย์ทหาร
|วันที่ให้การ: 21 มกราคม ค.ศ. 1982
|สถานที่: ห้องตรวจสุขภาพ อาคารแพทย์ ฐานทัพอากาศเนลลิส
.
“ในฐานะแพทย์ ผมถูกสอนให้เชื่อในสิ่งที่ตรวจวัดได้ ความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ ตัวเลขคือภาษาของการวินิจฉัย ตัวเลขคือเครื่องมือบอกว่าร่างกายทำงานปกติหรือไม่ ตัวเลขคือสิ่งที่ผมใช้บอกคนไข้ว่าพวกเขาป่วยหรือแข็งแรง แต่สิ่งที่ผมพบในผู้ป่วยของผม มันไม่มีตัวเลขใดอธิบายได้”
.
พยาน M–11 เป็นแพทย์ทหารยศพันตรี อายุ 44 ปีในวันที่ให้การ สำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ และผ่านการฝึกอบรมด้านเวชศาสตร์การบินจากโรงเรียนแพทย์การบินของกองทัพอากาศ เขารับผิดชอบการตรวจสุขภาพประจำปีของเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานในโครงการ ORION ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา หน้าที่ของเขาครอบคลุมการตรวจร่างกายประจำปีตามระเบียบ การตรวจพิเศษก่อนและหลังการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ติดต่อ และการดูแลสุขภาพฉุกเฉิน
.
ตลอดระยะเวลากว่าสิบสองปีที่ปฏิบัติหน้าที่ เขาสังเกตเห็นรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหมู่เจ้าหน้าที่ที่กลับจากพื้นที่ติดต่อโดยตรงกับ Tall Whites เป็นรูปแบบที่เขาไม่เคยพบในผู้ป่วยกลุ่มอื่น และไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่มีอยู่
.
“ผมตรวจร่างกายพวกเขาอย่างละเอียด ตามระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดที่สุด เลือด ปัสสาวะ คลื่นสมอง คลื่นหัวใจ ระดับฮอร์โมนความเครียด ทุกอย่างที่เครื่องมือของเราสามารถวัดได้ และผลตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ เลย พวกเขามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ตามมาตรฐานทางการแพทย์ทุกประการ บางคนแข็งแรงกว่าก่อนเข้าไปในพื้นที่ด้วยซ้ำ ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย อัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอขึ้น”
.
“แต่เมื่อผมถามพวกเขาว่ารู้สึกอย่างไร นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม ไม่ใช่ในฐานะแพทย์กับคนไข้ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งถามอีกมนุษย์หนึ่ง พวกเขาให้คำตอบที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาด”
“‘ผมรู้สึกสงบ’ ‘ผมนอนหลับได้ดีขึ้น ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน’ ‘ผมมีสมาธิดีขึ้น อ่านรายงานยาว ๆ ได้โดยไม่วอกแวก’ ‘ผมไม่รู้สึกวิตกกังวลเหมือนเมื่อก่อน เรื่องที่เคยทำให้ผมนอนไม่หลับ ตอนนี้มันดูเหมือนไม่สำคัญอีกต่อไป’”
“และผลนี้คงอยู่หลายวัน บางครั้งหลายสัปดาห์ ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป ราวกับอะไรบางอย่างที่พวกเขาได้รับระหว่างการติดต่อกำลังค่อย ๆ เลือนหายจากร่างกาย”
.
“ข้าพเจ้าตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองหาสาเหตุทางชีววิทยา เคมีในสมองที่เปลี่ยนไป ฮอร์โมนที่ผิดปกติ คลื่นสมองที่แตกต่าง สิ่งใดก็ตามที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ที่ข้าพเจ้าร่ำเรียนมา แต่ไม่พบอะไรเลย ไม่มีหลักฐานทางชีวภาพ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกายที่เราตรวจจับได้ ไม่มีอะไรที่เครื่องมือของเราจะวัดได้”
“มีเพียงความสงบ”
“และข้าพเจ้าในฐานะแพทย์ที่ถูกสอนมาให้รักษาโรคและอธิบายอาการด้วยวิทยาศาสตร์ ต้องยอมรับกับคนไข้ของข้าพเจ้าว่า ‘บางทีคุณอาจเพิ่งได้รับบางสิ่งที่วิทยาศาสตร์ของเรายังไม่เข้าใจ’”
“นั่นคือทั้งความอัศจรรย์และความอึดอัดใจที่สุดในอาชีพแพทย์ของข้าพเจ้า”
.
.
*หมายเหตุผู้เรียบเรียง: ปรากฏการณ์ “ความสงบหลังการติดต่อ” (Post-Contact Calm) ถูกบันทึกไว้ในแฟ้มทางการแพทย์ของโครงการมากกว่า 200 รายการระหว่างปี ค.ศ. 1965–1988 จากเจ้าหน้าที่ที่แตกต่างกัน โดยไม่มีโอกาสปรึกษาหารือกัน
หน่วยจิตวิทยาของโครงการภายใต้การนำของ ดร. ซามูเอล เอฟ. ไคลน์ ตั้งสมมติฐานว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับ Visual Intent Encoding (บทที่ 9) หรือรูปแบบการสื่อสารผ่านคลื่นความถี่ที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้โดยตรง แต่ไม่เคยมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบเนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึง Tall Whites เพื่อการทดลองทางการแพทย์
.
.
VII. เหตุการณ์ที่ไม่มีคำอธิบาย
นอกเหนือจากคำให้การส่วนบุคคลแล้ว แฟ้ม TW–016–Δ ยังรวบรวมเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษ เหตุการณ์ที่ไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัด แต่มีรูปแบบที่สอดคล้องกันจนไม่อาจมองข้ามได้
▫️นาฬิกาที่คลาดเคลื่อน
เจ้าหน้าที่อย่างน้อย 17 นายรายงานว่านาฬิกาข้อมือของพวกเขาคลาดเคลื่อนไปหลังจากออกจากพื้นที่จอดยานของ Tall Whites ระยะเวลาที่คลาดเคลื่อนอยู่ระหว่าง 3 ถึง 12 วินาที โดยนาฬิกาบางเรือนเดินเร็วขึ้น บางเรือนเดินช้าลง รูปแบบการคลาดเคลื่อนดูเหมือนจะสัมพันธ์กับระยะห่างจากยานขณะปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ยานมากกว่ามักรายงานความคลาดเคลื่อนที่มากกว่า
.
.
นาฬิกาทุกเรือนที่ได้รับผลกระทบกลับมาทำงานเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากออกจากพื้นที่ โดยไม่มีเรือนใดเสียหายถาวร สิ่งที่น่าสนใจคือนาฬิกาที่ใช้ระบบควอตซ์ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับนาฬิกาไขลานแบบกลไก แสดงว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เทคโนโลยีการบอกเวลาแบบใดแบบหนึ่ง
.
รายงานของหน่วยฟิสิกส์ประยุกต์ที่แนบไว้ในแฟ้ม TW–016–Δ(6) ระบุว่าได้ทำการทดลองควบคุมโดยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่จอดยานพร้อมกับนาฬิกาอะตอมแบบพกพาที่เทียบเวลากับนาฬิกาอะตอมของหอดูดาวกองทัพเรือสหรัฐฯ ก่อนและหลังการเข้าไป ผลการทดลองพบความคลาดเคลื่อนในระดับ 4 ถึง 8 วินาทีเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของเจ้าหน้าที่ที่ใช้นาฬิกาทั่วไป
.
ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน บันทึกไว้ในรายงานวิเคราะห์ที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ว่า "ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์ที่นาฬิกาคลาดเคลื่อนไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของกลไกนาฬิกา แต่เกิดจากการที่ 'เวลา' ในบริเวณใกล้ยานของ Tall Whites เคลื่อนที่ในอัตราที่แตกต่างจากเวลาภายนอก ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่ทำนายว่าสนามแรงโน้มถ่วงหรือสนามพลังงานความเข้มสูงสามารถทำให้เวลาเดินช้าลงหรือเร็วขึ้นได้"
.
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งประจำการอยู่ในพื้นที่จอดยานเป็นเวลาหลายชั่วโมงให้การว่า "มันเหมือนกับว่าเวลาผ่านไปแตกต่างกันในบริเวณใกล้ยานของพวกเขา หลังจากนั้นผมกลับมาที่หอนาฬิกาของฐาน และนาฬิกาของผมช้ากว่าเวลาจริงไป 7 วินาที และนั่นทำให้ผมคิดว่า บางทีสิ่งที่ไอน์สไตน์พูดเกี่ยวกับการขยายของเวลาอาจไม่ใช่แค่ทฤษฎี สำหรับพวกเขา มันคือชีวิตประจำวัน"
.
.
▫️ภาพถ่ายที่ว่างเปล่า
กล้องถ่ายภาพอย่างน้อย 5 ตัว ทั้งกล้องฟิล์ม 35 มม. และกล้องโพลารอยด์แบบ instant ถูกนำมาใช้ในการพยายามบันทึกภาพยานของ Tall Whites ในระยะใกล้ระหว่างปี ค.ศ. 1966–1974 โดยเจ้าหน้าที่ที่แตกต่างกันและในโอกาสที่แตกต่างกัน
.
ผลลัพธ์ที่ได้เหมือนกันทุกราย: ภาพถ่ายแสดงเพียง "เงาสว่าง" หรือ "แสงจ้า" สีขาวนวลที่กลืนรายละเอียดทั้งหมดของยานจนมองไม่เห็นรูปร่างที่ชัดเจน ทั้งที่ผู้ถ่ายภาพทุกคนยืนยันว่าพวกเขาเห็นยานขนาดใหญ่ลอยอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า ในระยะที่ใกล้พอจะมองเห็นรายละเอียดของพื้นผิว
.
หน่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายของโครงการพยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยสมมติฐานหลายประการ แสงที่สะท้อนจากพื้นผิวของยานอาจมีความเข้มสูงเกินไปในช่วงความยาวคลื่นเฉพาะที่ฟิล์มถ่ายภาพไวต่อแสงเป็นพิเศษ ทำให้เกิด "overexposure" เฉพาะจุด วัสดุพื้นผิวของยานอาจมีคุณสมบัติในการเบี่ยงเบนหรือดูดซับแสงในช่วงความถี่ที่กล้องจับได้ ในขณะที่ยังคงสะท้อนแสงในช่วงที่ตามนุษย์มองเห็น หรืออาจมี "สนามพลังงาน" บางอย่างรอบยานที่รบกวนการทำงานของกล้องถ่ายภาพ แต่ไม่ส่งผลต่อการมองเห็นของมนุษย์
.
ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ ตั้งสมมติฐานในรายงานที่ส่งให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ว่า "หากวัสดุพื้นผิวของยานมีโครงสร้างผลึกโฟโตนิก (photonic crystal) คล้ายกับผิวหนังของ Tall Whites เอง (บทที่ 1) มันอาจถูกออกแบบให้สะท้อนหรือหักเหแสงในช่วงความถี่ที่กล้องถ่ายภาพไวต่อแสงเป็นพิเศษ ในขณะที่ยังคงยอมให้แสงในช่วงที่ตามนุษย์มองเห็นผ่านได้ตามปกติ ซึ่งจะอธิบายได้ว่าทำไมเราจึงมองเห็นยานด้วยตาเปล่า แต่กล้องถ่ายภาพกลับบันทึกได้เพียงแสงจ้า"
.
.
▫️ความเงียบของทะเลทราย
เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและนักชีววิทยาภาคสนามที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รอบเขตสงวนการติดต่อรายงานตรงกันถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า: สัตว์ในทะเลทราย โดยเฉพาะจิ้งหรีดทะเลทราย จิ้งจกหางแส้ และนกเค้าแมวทะเลทราย มักเงียบเสียงลงพร้อมกันอย่างฉับพลัน ประมาณ 30 ถึง 60 วินาทีก่อนที่ยานของ Tall Whites จะปรากฏตัวในพื้นที่
.
ความเงียบนี้ไม่เหมือนกับความเงียบตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อมีผู้ล่าเข้ามาใกล้ มันเป็นความเงียบที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีแม้แต่เสียงปีกของแมลงหรือเสียงลมผ่านพุ่มไม้ จากนั้นสัตว์จะกลับมาส่งเสียงอีกครั้งหลังจากยานจากไปแล้วประมาณ 3 ถึง 5 นาที ราวกับต้องใช้เวลาในการ "มั่นใจ" ว่าสิ่งที่ผ่านไปนั้นจากไปแล้วจริง ๆ
.
ดร. ซาราห์ เอ็ม. วิลเลียมส์ นักชีววิทยาสิ่งแวดล้อมของโครงการ บันทึกไว้ในรายงานภาคสนามปี ค.ศ. 1973 ว่า "ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นสม่ำเสมอจนเราสามารถใช้มันเป็น 'ระบบเตือนภัยล่วงหน้า' ได้ เรารู้ว่าเมื่อใดที่ทะเลทรายเงียบลงอย่างฉับพลัน เราควรเงยหน้ามองท้องฟ้า เพราะยานของ Tall Whites กำลังจะมาถึงภายในหนึ่งนาที"
.
"สัตว์ได้ยินอะไรบางอย่างที่เราไม่ได้ยิน หรือรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้สึก บางทีอาจเป็นคลื่นความถี่สูงที่ Tall Whites ใช้ในการนำทางยาน (บทที่ 9) หรือการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในพื้นที่ที่เกิดขึ้นก่อนยานจะปรากฏตัว หรือบางทีพวกเขาแค่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสภาพแวดล้อมที่เรามนุษย์สูญเสียความสามารถในการรับรู้ไปนานแล้ว ระหว่างการวิวัฒนาการที่ทำให้เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากกว่าประสาทสัมผัส"
.
.
▫️ความผิดปกติของสนามแม่เหล็ก
นักธรณีฟิสิกส์ของโครงการพบว่าบริเวณจุดลงจอดของยาน Tall Whites มีความผิดปกติของสนามแม่เหล็กโลกในระดับเล็กน้อย โดยวัดค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงไปประมาณ 0.5 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์จากค่าพื้นหลังปกติของพื้นที่
ความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นก่อนยานลงจอด แต่เกิดขึ้นหลังจากยานลงจอดแล้ว และคงอยู่เป็นเวลา 3 ถึง 6 ชั่วโมงหลังจากยานออกจากพื้นที่ ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงกลับสู่ค่าปกติอย่างช้า ๆ โดยไม่มีร่องรอยหลงเหลืออยู่
.
การตรวจสอบตัวอย่างดินและหินจากบริเวณจุดลงจอดไม่พบการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติทางแม่เหล็กของแร่ธาตุในพื้นที่ แสดงว่าความผิดปกติของสนามแม่เหล็กไม่ได้เกิดจากการทำให้หินหรือดินกลายเป็นแม่เหล็ก แต่เกิดจาก "สนามพลังงาน" บางอย่างที่ยานของ Tall Whites สร้างขึ้นรอบตัวมันเองหรือทิ้งไว้เบื้องหลัง
.
ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน บันทึกไว้ในรายงานวิเคราะห์ว่า "มันเหมือนกับสนามแม่เหล็กโลก 'จดจำ' ว่ามีบางสิ่งที่มีพลังงานมหาศาลเคยอยู่ที่นี่ และค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพปกติ เหมือนกับผิวน้ำที่ค่อย ๆ สงบลงหลังจากมีวัตถุขนาดใหญ่ผ่านไป เราไม่รู้ว่ากลไกที่แท้จริงคืออะไร แต่มันเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่บ่งชี้ว่าเทคโนโลยีของ Tall Whites สามารถส่งผลกระทบต่อแรงพื้นฐานของธรรมชาติในระดับที่เราไม่สามารถทำได้"
.
ไม่มีปรากฏการณ์ใดในทั้งหมดนี้ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของ Tall Whites โดยตรง Tall Whites เองก็ไม่เคยให้คำอธิบายใด ๆ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านี้ โดยตอบเพียงว่า "มีบางสิ่งที่พวกท่านจะเข้าใจเมื่อถึงเวลา"
.
แต่เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว นาฬิกาที่คลาดเคลื่อน ภาพถ่ายที่ว่างเปล่า ความเงียบของสัตว์ ความผิดปกติของสนามแม่เหล็ก นักวิจัยของโครงการเห็นว่ามีรูปแบบบางอย่างที่บ่งชี้ว่า Tall Whites มีเทคโนโลยีที่สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในระดับพื้นฐาน เวลา แสง เสียง สนามแม่เหล็ก ในแบบที่มนุษย์ยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
.
.
VIII. บทสรุป เมื่อเสียงของพยานรวมเป็นหนึ่งเดียว
ในหน้าสุดท้ายของแฟ้ม TW–016–Δ มีบันทึกของพันเอกโรเบิร์ต เอฟ. คาร์ไลล์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามซึ่งใช้เวลากว่าสิบห้าปีในการสัมภาษณ์พยานมากกว่าหนึ่งร้อยคน เขาเขียนข้อความนี้ด้วยลายมือของตนเองเมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1997 สองปีก่อนเกษียณอายุจากโครงการ ORION
"ข้าพเจ้าไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ข้าพเจ้าเป็นทหาร ผ่านสงครามมาสามครั้ง ถูกสอนให้เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ หลักฐานที่จับต้องได้ ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ข้าพเจ้าเชื่อในสิ่งที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู สัมผัสด้วยมือ"
.
.
"แต่ในการสัมภาษณ์พยานแต่ละคน ข้าพเจ้าพบบางสิ่งที่ท้าทายความเชื่อนั้น"
"เพราะเมื่อชายและหญิงที่ไม่รู้จักกัน ผู้ซึ่งไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกัน ผู้ซึ่งมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน บางคนเป็นทหารเกณฑ์ที่ไม่จบมหาวิทยาลัย บางคนเป็นวิศวกรจาก MIT บางคนเป็นแพทย์จากจอห์นส ฮอปกินส์ ต่างให้การที่สอดคล้องกันในรายละเอียดที่แปลกประหลาดและเฉพาะเจาะจง ข้าพเจ้าในฐานะผู้สัมภาษณ์ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตั้งคำถามกับสมมติฐานของตนเอง"
.
"คำให้การแต่ละชิ้นอาจคลาดเคลื่อน ความทรงจำของมนุษย์ไม่ใช่เครื่องบันทึกเทป และความกลัวหรือความประหลาดใจอาจบิดเบือนการรับรู้ แต่เมื่อพยานคนที่หนึ่งซึ่งเป็นทหารนาวิกโยธินจากนอร์ทแคโรไลนาบอกท่านว่าร่างของ Tall Whites เคลื่อนไหว 'ราวกับไร้น้ำหนัก' และพยานคนที่สิบห้าซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์จากแคลิฟอร์เนียใช้คำพูดเดียวกันเป๊ะโดยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อพยานคนที่สามบอกท่านว่าเขารู้สึก 'สงบ' หลังการพบเห็น และพยานคนที่ยี่สิบเจ็ดบอกท่านแบบเดียวกันโดยไม่เคยอ่านรายงานของคนอื่น"
.
"นั่นไม่ใช่ความบังเอิญอีกต่อไป"
"นั่นคือหลักฐาน"
"หลักฐานที่อาจไม่สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถพิสูจน์ซ้ำได้ในห้องทดลอง ไม่อาจตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่กระนั้นก็เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักของมันเอง น้ำหนักของประสบการณ์มนุษย์"
"และประวัติศาสตร์ย่อมมีหน้าที่รับฟัง แม้จะยังไม่อาจสรุปได้ว่าทุกสิ่งเป็นความจริง แต่ก็ไม่ควรเพิกเฉยเพียงเพราะมันยังอธิบายไม่ได้"
.
.
▫️สิ้นสุดแฟ้ม TW–016–Δ
▫️เอกสารอ้างอิงในแฟ้มนี้: บันทึกการสัมภาษณ์พยาน G–12 – แฟ้ม TW–016–Δ(1) / บันทึกการสัมภาษณ์พยาน A–07 – แฟ้ม TW–016–Δ(2) / บันทึกการสัมภาษณ์พยาน E–21 – แฟ้ม TW–016–Δ(3) / บันทึกการสัมภาษณ์พยาน C–03 – แฟ้ม TW–016–Δ(4) / บันทึกการสัมภาษณ์พยาน M–11 – แฟ้ม TW–016–Δ(5) / รายงานรวบรวมเหตุการณ์ผิดปกติ – แฟ้ม TW–016–Δ(6)
.
▫️ดูเพิ่มเติม: บทที่ 4 – ผู้มาเยือนที่ประตูฐานทัพ (คำให้การของนักบิน DRAGON 1) / บทที่ 8 – เด็กคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (คำให้การของจ่าสิบเอกคูเปอร์) / บทที่ 9 – ภาษาแห่งเสียงสูง (การสื่อสารนอกช่วงความถี่มนุษย์) / บทที่ 10 – บ้านที่เดินทางได้ (เทคโนโลยีที่อาจส่งผลต่อเวลาและสนามแม่เหล็ก)
.
.
โฆษณา