•
2 พ.ย. เวลา 09:26 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 17 เอกสารที่หายไป

ชื่อเรื่อง : แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย - จดหมายเหตุผู้อพยพสีขาว Tall Whites: ผู้สังเกตการณ์แห่งเนวาดา
|แฟ้มลับ: TW–017–Χ
|ระดับชั้นความลับ: OMEGA–BLACK
|หัวข้อ: บันทึกที่สูญหาย เอกสารที่ไม่สมบูรณ์ และช่องว่างของประวัติศาสตร์ในโครงการ ORION
|วันที่รวบรวม: 7 ธันวาคม ค.ศ. 1991 (ปรับปรุงครั้งที่ 2: 14 เมษายน ค.ศ. 2001)
|ผู้เรียบเรียงหลัก: ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ เอ็ม. ฮาร์เปอร์ (นามสมมติ) – หัวหน้าหอจดหมายเหตุ โครงการ ORION
|คณะทำงานร่วม: หน่วยสืบค้นเอกสาร, หน่วยนิติวิทยาศาสตร์เอกสาร, คณะกรรมการประเมินความถูกต้องทางประวัติศาสตร์
|สถานะเอกสาร: ภาคผนวกการสืบค้น (Historical Reconstruction – Fiction Archive)
*หมายเหตุ: เอกสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนิยาย “แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย” โดยใช้รูปแบบการสืบค้นเอกสารประวัติศาสตร์และการวิเคราะห์หลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อสร้างบรรยากาศของแฟ้มลับในโลกสมมติ เนื้อหาทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องสมมติ มิใช่การกล่าวอ้างถึงเอกสารจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
.
I. สิ่งแรกที่เราพบ คือสิ่งที่เราไม่พบ
เมื่อคณะผู้เรียบเรียงเริ่มรวบรวมเอกสารทั้งหมดของโครงการ ORION ในปี ค.ศ. 1998 สามสิบสี่ปีหลังจากค่ำคืนแห่งการติดต่อครั้งแรก (บทที่ 4) และสิบสี่ปีหลังจาก Tall Whites เดินทางออกจากโลก (บทที่ 18) สิ่งที่พวกเขาพบเป็นสิ่งแรกไม่ใช่ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่คาดว่าจะเจอหลังจากโครงการลับที่ดำเนินมานานกว่าสามทศวรรษ
.
สิ่งแรกที่พวกเขาพบคือ "ความเงียบ"
"ข้าพเจ้าเปิดตู้เอกสารเหล็กตู้แรกในห้องใต้ดินของอาคาร 7" ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ เอ็ม. ฮาร์เปอร์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุของโครงการ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ในปี ค.ศ. 1997 หลังจากใช้เวลาสามสิบปีในการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและเขียนหนังสือเกี่ยวกับการจัดการเอกสารลับของรัฐบาลสหรัฐฯ หลายเล่ม บันทึกไว้ในรายงานการสืบค้นเบื้องต้นที่ส่งให้คณะกรรมการกำกับดูแลการเปิดเผยเอกสาร
.
"ข้าพเจ้าคาดว่าจะพบแฟ้มหนาเตอะ เรียงรายเป็นระเบียบตามระบบการจัดเก็บเอกสารของกองทัพอากาศ บันทึกการประชุมหลายร้อยฉบับที่บันทึกทุกการสนทนาระหว่างมนุษย์กับ Tall Whites รายงานทางวิทยาศาสตร์หลายพันหน้าที่อัดแน่นด้วยข้อมูลและการวิเคราะห์ ภาพถ่ายและแผนผังที่ถูกห้ามไม่ให้เผยแพร่ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าพบกลับไม่ใช่ข้อมูลจำนวนมหาศาล"
"สิ่งที่ข้าพเจ้าพบคือช่องว่าง"
.
หมายเลขแฟ้มเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบ TW–001, TW–002, TW–003 ต่อไปจนถึง TW–018 ดูเผิน ๆ เหมือนครบถ้วนสมบูรณ์ แต่เมื่อพลิกดูอย่างละเอียด ระหว่างแฟ้ม TW–007 กับ TW–009 กลับมีช่องว่างที่เห็นได้ชัด ราวกับมีบางสิ่งที่ควรอยู่ระหว่างนั้นแต่ไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไป ระหว่าง TW–011 กับ TW–013 ก็เช่นกัน มีร่องรอยของแฟ้มที่เคยอยู่ตรงนั้น แต่ถูกดึงออกไปจนหมด
.
แฟ้มบางฉบับมีปกหน้าและปกหลังครบถ้วน หน้าสุดท้ายยังอยู่ แต่เนื้อหาภายในกลับหายไป หน้ากระดาษหลายสิบหรือหลายร้อยหน้าถูกฉีกออกตามแนวสันอย่างประณีต ฝีมือของใครบางคนที่รู้วิธีดึงกระดาษออกจากแฟ้มโดยไม่ทำให้ปกเสียหาย เหลือเพียงเศษกระดาษที่ขอบสันเป็นร่องรอยว่าครั้งหนึ่งเคยมีอะไรอยู่ตรงนี้
.
บางฉบับมีเพียงสารบัญ รายชื่อบทและหัวข้อที่ละเอียดและน่าสนใจยิ่ง "บทที่ 4: การวิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อเยื่อ Tall Whites," "บทที่ 7: ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานสู่ภาคพลเรือน," "ภาคผนวก ค: บันทึกการสนทนาระหว่างประธานาธิบดีกับผู้อาวุโสลำดับที่ 1" แต่เมื่อพลิกไปยังหน้าที่อ้างถึง กลับพบว่าหน้านั้นไม่มีอยู่จริง หรือมีตราประทับสีแดงว่า "ไม่พบต้นฉบับ" หรือ "ถูกย้ายไปจัดเก็บในแฟ้มสงวนหมายเลข..." โดยไม่มีใครรู้ว่าแฟ้มสงวนนั้นอยู่ที่ไหน
.
"มันเหมือนกับการเดินเข้าไปในห้องสมุดที่หนังสือทุกเล่มถูกยืมออกไป" ศ. ฮาร์เปอร์เขียน "และไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนยืม หรือยืมไปเมื่อใด หรือว่าจะถูกส่งคืนเมื่อใด ที่แย่กว่านั้นคือ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหนังสืออะไรอยู่ในห้องสมุดนี้บ้างก่อนที่พวกมันจะหายไป"
.
จากการตรวจสอบทะเบียนเอกสารอย่างเป็นระบบ ซึ่งใช้เวลากว่าสองปีเต็มในการทำรายการเอกสารทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่และเปรียบเทียบกับรายการอ้างอิงในเอกสารที่ยังคงอยู่ คณะผู้เรียบเรียงพบว่ามีแฟ้มอย่างน้อย 23 ฉบับที่ถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรายงานหลายฉบับ แต่ไม่เคยพบต้นฉบับ
.
ในจำนวนนี้รวมถึงรายงานการประชุมร่วมครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1964 ซึ่งควรจะมีรายละเอียดการพบปะครั้งแรกหลังจากการติดต่อในค่ำคืนนั้น การสนทนาครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างมนุษย์กับ Tall Whites ที่อาจให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเจตนาและจุดประสงค์ของพวกเขา แต่สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงบันทึกสั้น ๆ ของ ดร. เบนจามิน เอช. ครอส ที่เขียนด้วยลายมือบนกระดาษสมุดบันทึกว่า "วันนี้เราได้พบกับพวกเขาเป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าไม่มีคำพูดใดจะอธิบาย"
.
บันทึกการประเมินด้านชีววิทยาฉบับสมบูรณ์ ค.ศ. 1967 ซึ่งถูกอ้างถึงในบทที่ 1 และ 2 ของแฟ้มชุดนี้ว่าเป็นแหล่งข้อมูลหลักเกี่ยวกับสรีรวิทยาของ Tall Whites วงจรชีวิต และระบบครอบครัว แต่ต้นฉบับทั้งหมดถูกระบุในทะเบียนเอกสารว่า "ส่งคืนไปยัง Tall Whites ตามข้อตกลงการแลกเปลี่ยนข้อมูล มาตรา 7.3 แห่งสนธิสัญญาทะเลทราย" โดยไม่มีสำเนาเก็บไว้เลย
.
และผลการทดสอบวัสดุที่ไม่เคยเผยแพร่ระหว่างปี ค.ศ. 1969–1971 ซึ่งควรจะมีข้อมูลการวิเคราะห์โครงสร้างนาโนของวัสดุผิวยาน การทดสอบความแข็งแรงและความทนทาน และการพยายามลอกเลียนคุณสมบัติของวัสดุ แต่แฟ้มทั้งหมดถูกประทับตราสีแดงว่า "ยกเลิกการเข้าถึง คำสั่งโดยตรงจากคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ ลงวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1972"
.
และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น ทุกครั้งที่มีการอ้างถึงแฟ้มเหล่านี้ในรายงานที่ยังหลงเหลืออยู่ จะมีเพียงประโยคสั้น ๆ ต่อท้ายว่า "อ้างอิงตามเอกสารต้นฉบับที่สงวนไว้" โดยไม่มีข้อมูลว่าต้นฉบับดังกล่าวถูกเก็บไว้ที่ใด ใครเป็นผู้เก็บ หรือผู้ใดมีอำนาจในการอนุญาตให้เข้าถึง ราวกับมีใครบางคนต้องการลบร่องรอยของเอกสารเหล่านี้ออกจากประวัติศาสตร์ แต่ไม่สามารถลบการอ้างอิงถึงมันได้ทั้งหมด
.
.
II. ความผิดปกติ ร่องรอยของผู้ที่อยู่ก่อนเรา
นักประวัติศาสตร์ของโครงการ ภายใต้การนำของ ศ. ฮาร์เปอร์ ใช้เวลาหลายปีในการเปรียบเทียบสำเนาของเอกสารที่หลงเหลืออยู่จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เคยมีส่วนร่วมในโครงการ ORION ภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเอกสารของโครงการไม่ได้ถูกเก็บไว้ในที่เดียว แต่กระจัดกระจายอยู่ในห้องนิรภัยของหน่วยงานอย่างน้อยหกแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา
.
กองทัพอากาศเก็บเอกสารชุดของตนเองไว้ในห้องใต้ดินของอาคารหมายเลข 7 ที่ฐานทัพอากาศเนลลิส กระทรวงกลาโหมเก็บสำเนาอีกชุดหนึ่งไว้ในตู้เซฟของห้องข่าวกรองที่เพนตากอน สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) มีเอกสารของตนเองที่แลงลีย์ รัฐเวอร์จิเนีย กระทรวงการต่างประเทศเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทูตระหว่างดวงดาวไว้ในห้องนิรภัยชั้นใต้ดินของอาคารแฮร์รี เอส. ทรูแมน และยังมีเอกสารอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกพบในห้องนิรภัยส่วนตัวของอดีตเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยครอบครัวของพวกเขาส่งมอบให้หอจดหมายเหตุตามคำขอ
.
ศ. ฮาร์เปอร์ และทีมงานใช้เวลากว่าสี่ปีในการเดินทางไปยังสถานที่เหล่านี้ทั้งหมด ถ่ายเอกสาร สแกนไมโครฟิล์ม และสร้างฐานข้อมูลดิจิทัลของเอกสารทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ เมื่อพวกเขานำเอกสารทั้งหมดมาเปรียบเทียบกันทีละหน้า พวกเขาพบความผิดปกติที่ยากจะอธิบายด้วยความบังเอิญหรือความผิดพลาดของระบบราชการ
.
▫️สำเนาที่ไม่ตรงกัน
รายงานฉบับเดียวกัน เช่น รายงานการประชุมร่วมครั้งที่ 34 (17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1971) ซึ่งเป็นครั้งที่ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 วาดวงกลมบนกระดาษและอธิบายว่าทำไมจักรวาลจึงไม่เต็มไปด้วยสงคราม (บทที่ 14) ถูกพบในตู้เอกสารของกองทัพอากาศที่เนลลิส และในห้องนิรภัยของกระทรวงกลาโหมที่เพนตากอน
.
เมื่อวางรายงานทั้งสองฉบับเทียบกัน ทีมของ ศ. ฮาร์เปอร์ พบว่ามีเนื้อหาบางย่อหน้าที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ความแตกต่างที่เกิดจากการพิมพ์ผิดหรือการแก้ไขเล็กน้อยอย่างตัวสะกดหรือเครื่องหมายวรรคตอน แต่เป็นย่อหน้าทั้งย่อหน้าที่มีเนื้อหาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
.
ในฉบับของกองทัพอากาศ มีย่อหน้าหนึ่งที่กล่าวถึง "ความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีของ Tall Whites เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร" โดยมีการประเมินศักยภาพของระบบขับเคลื่อนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ และการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีพลังงานของ Tall Whites อาจทำให้สหรัฐอเมริกามีความได้เปรียบเหนือสหภาพโซเวียตอย่างเด็ดขาด
แต่ในฉบับของกระทรวงกลาโหม ย่อหน้านั้นถูกลบออกทั้งหมด และแทนที่ด้วยข้อความสั้น ๆ ว่า "ส่วนนี้ถูกสงวนไว้เพื่อการพิจารณาในภายหลัง"
.
ศ. ฮาร์เปอร์ บันทึกไว้ในรายงานการสืบค้นว่า "ข้าพเจ้าตรวจสอบบันทึกการประชุมของกระทรวงกลาโหมย้อนหลังไปห้าปีหลังจากวันที่ในรายงาน และไม่พบว่ามีการประชุมใดที่ 'พิจารณาในภายหลัง' เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย 'ภายหลัง' นั้นไม่เคยมาถึง"
.
▫️วันที่ที่สับสน
วันที่ในบันทึกบางชุดไม่ตรงกันในแบบที่อธิบายไม่ได้ด้วยความผิดพลาดทางการพิมพ์ บันทึกการประชุมฉบับหนึ่งระบุว่าเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1968 แต่เนื้อหาในบันทึกกลับมีการอ้างถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ราวกับว่าบันทึกนี้ถูกเขียนย้อนหลังหกเดือนหลังจากวันที่ที่ระบุไว้บนปก
ในอีกกรณีหนึ่ง บันทึกการประชุมที่ระบุวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1972 กลับมีการอ้างถึงการเสียชีวิตของอดีตประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ซึ่งเสียชีวิตในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1972 ซึ่งห่างจากวันที่ในบันทึกถึงหกเดือน
.
"เป็นไปได้สองทาง" ศ. ฮาร์เปอร์ เขียน "หนึ่ง วันที่ในบันทึกผิดพลาด และบันทึกนี้ถูกเขียนขึ้นจริงในปี ค.ศ. 1973 แต่ถูกประทับวันที่ผิด หรือสอง มีใครบางคนเพิ่มข้อความเกี่ยวกับการเสียชีวิตของทรูแมนเข้าไปในบันทึกภายหลัง โดยไม่รู้ว่าวันที่จะขัดแย้งกัน ข้าพเจ้าไม่มีทางรู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร"
.
▫️เลขหน้าที่ถูกจัดเรียงใหม่
บางหน้ามีร่องรอยของการจัดเรียงเลขหน้าใหม่ หมายเลขหน้าที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดถูกขูดลบด้วยของมีคมและพิมพ์ทับด้วยตัวเลขใหม่ หน้ากระดาษมีรอยลบที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อส่องด้วยแสงไฟจากด้านหลัง
.
ในแฟ้มฉบับหนึ่งซึ่งเป็นรายงานการวิเคราะห์ทางเทคนิคของระบบขับเคลื่อน Tall Whites (ค.ศ. 1970) หน้าหลายหน้าถูกดึงออกและหน้าที่เหลือถูกจัดเรียงใหม่ โดยมีหมายเลขหน้าที่ถูกแก้ไขให้ต่อเนื่องกันโดยไม่มีช่องว่าง แต่เมื่อตรวจสอบเนื้อหา จะพบว่าบางย่อหน้าถูกตัดกลางคันและต่อด้วยเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกันในหน้าถัดไป ราวกับมีข้อความบางส่วนถูกลบออกและหน้าที่เหลือถูกเย็บต่อกันเพื่อปกปิดช่องว่าง
.
"ข้าพเจ้าตรวจสอบร่องรอยเหล่านี้ด้วยกล้องจุลทรรศน์" ศ. ฮาร์เปอร์ เขียน "และพบว่าในบางหน้า หมึกที่ใช้แก้ไขหมายเลขหน้าเป็นหมึกคนละชนิดกับหมึกที่ใช้พิมพ์เอกสารต้นฉบับ หมึกของต้นฉบับเป็นหมึกดำมาตรฐานของเครื่องพิมพ์ดีด IBM Selectric แต่หมึกที่ใช้แก้ไขเป็นหมึกสีน้ำเงินของปากกาลูกลื่น แสดงว่ามีใครบางคนมาแก้ไขเอกสารนี้ด้วยมือ หลังจากที่มันถูกพิมพ์และจัดเก็บไปแล้ว"
.
"ข้าพเจ้าไม่สามารถสรุปได้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร" ศ. ฮาร์เปอร์ เขียนในบทสรุปของรายงานการสืบค้น "มีความเป็นไปได้หลายประการ การปกปิดโดยเจตนาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือหลายหน่วยงาน ที่ต้องการซ่อนบางสิ่งจากประวัติศาสตร์ ความผิดพลาดของระบบจัดเก็บเอกสารที่ดำเนินการโดยมนุษย์ซึ่งอาจทำเอกสารสูญหายหรือสลับหน้ากันโดยไม่ตั้งใจ หรือการสูญหายตามกาลเวลา เอกสารที่ถูกทำลายโดยความชื้น แมลง หรือการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ"
.
"แต่ข้าพเจ้าสารภาพว่า จำนวนของ 'ความบังเอิญ' เหล่านี้ ความถี่ที่เกิดขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความจริงที่ว่าเอกสารที่ 'หายไป' มักเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ละเอียดอ่อนที่สุด เทคโนโลยีที่ Tall Whites ปฏิเสธที่จะให้ อาวุธที่คณะทหารต้องการ และคำถามที่ผู้อาวุโสปฏิเสธที่จะตอบ ทำให้ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า มีใครบางคน หรือหลายคน จงใจลบบางส่วนของประวัติศาสตร์ออกไป"
.
.
III. บันทึกส่วนตัว เสียงกระซิบจากอดีต
นอกจากเอกสารทางการแล้ว แฟ้ม TW–017–Χ ยังกล่าวถึง "บันทึกส่วนตัว" ของเจ้าหน้าที่หลายคนที่ถูกพบภายหลังการเกษียณอายุหรือการเสียชีวิตของพวกเขา บันทึกเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในตู้เอกสารเหล็กของอาคารหมายเลข 7 ไม่ได้ถูกประทับตราระดับความลับ ไม่ได้อยู่ในทะเบียนเอกสารของหอจดหมายเหตุใด ๆ พวกมันถูกซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่บ้าน ในกล่องลังที่ถูกย้ายจากบ้านหนึ่งไปอีกบ้านหนึ่ง ในตู้เซฟส่วนตัวที่ครอบครัวเปิดดูหลังจากเจ้าของเสียชีวิตไปแล้ว
.
"บันทึกส่วนตัวเหล่านี้ แตกต่างจากรายงานราชการ" ศ. ฮาร์เปอร์ เขียนในบทนำของแฟ้ม TW–017–Χ(4) "รายงานราชการเขียนด้วยน้ำเสียงที่ควบคุมอารมณ์ ใช้ภาษาทางการ หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า 'ผม' หรือ 'ข้าพเจ้า' หลีกเลี่ยงการแสดงความรู้สึก แต่บันทึกส่วนตัวเขียนด้วยน้ำเสียงของมนุษย์ที่กำลังพูดกับตนเอง
พวกเขาเขียนถึงสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าพูดในที่ประชุม ความกลัวที่พวกเขาไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน ความสงสัยที่พวกเขาไม่กล้าถามนักวิทยาศาสตร์อาวุโส ความรู้สึกผิดที่พวกเขาแบกรับไว้เงียบ ๆ ความพิศวงที่พวกเขาไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังได้"
"และบางครั้ง พวกเขาเขียนถึงสิ่งที่พวกเขาเห็นหรือได้ยิน แต่ถูกสั่งไม่ให้บันทึกในรายงานทางการ"
.
▫️สมุดบันทึกของอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
สมุดบันทึกเล่มหนึ่งถูกพบในกล่องลังที่ตลาดขายของเก่าในลาสเวกัส ห่างจากฐานทัพเนลลิสไปทางใต้เพียง 80 ไมล์ ในปี ค.ศ. 1995 มันเป็นสมุดปกหนังสีน้ำตาลเข้ม ขนาดพกพา หน้ากระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลืองตามกาลเวลา เจ้าของสมุดไม่เคยระบุชื่อของตนเองในสมุดเลย แต่จากหมายเลขประจำตัวที่เขียนไว้บนหน้าแรก นักสืบของหอจดหมายเหตุสามารถระบุได้ว่าเขาเป็นอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโครงการ ORION ซึ่งประจำการอยู่ที่ฐานระหว่างปี ค.ศ. 1968–1976
.
สมุดบันทึกส่วนใหญ่ถูกฉีกออก เหลือเพียงไม่กี่หน้าที่มีข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ด้วยปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน
"วันนี้เราได้พบแขกจากดวงดาวอีกครั้ง พวกเขาดูเหมือนเดิมทุกครั้ง สูง สงบ และมองเราราวกับเราคือเด็กที่กำลังหัดเดิน ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับเรา แต่ข้าพเจ้าหวังว่าพวกเขาจะอดทนกับเราต่อไป"
.
"ผมถามจ่าไมค์ว่าทำไมเราถึงไม่บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่บอกครอบครัวของเรา ไม่บอกเพื่อนของเรา ไม่บอกใครเลย เขาบอกว่า 'เพราะพวกเขายังไม่พร้อม' แต่ผมนอนไม่หลับทั้งคืนและสงสัยว่า ใครกันแน่ที่ยังไม่พร้อม พวกเขา หรือเรา"
"คืนนี้ฝันว่าพวกเขาจากไปแล้ว ยานแม่หายลับไปในท้องฟ้าเหมือนกับที่มันปรากฏตัวครั้งแรก ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ไม่มีร่องรอย ตื่นมาพบว่ามันเป็นแค่ความฝัน แต่ความรู้สึกนั้นไม่หายไปไหน ความรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างที่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร"
.
▫️สมุดบันทึกของนักวิทยาศาสตร์นิรนาม
สมุดบันทึกอีกเล่มหนึ่งถูกพบในห้องใต้หลังคาของบ้านหลังหนึ่งในเมืองโบลเดอร์ รัฐโคโลราโด โดยบุตรสาวของอดีตนักวิทยาศาสตร์ของโครงการหลังจากเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1991 เจ้าของสมุดไม่ได้ระบุชื่อของตนเองเช่นกัน แต่จากเนื้อหาในสมุด นักวิเคราะห์ของหอจดหมายเหตุเชื่อว่าเขาเป็นนักฟิสิกส์คนหนึ่งของโครงการ ORION ที่ทำงานในหน่วยวิจัยระบบขับเคลื่อน
.
สมุดบันทึกเล่มนี้มีภาพร่างของวัตถุทรงรีที่วาดด้วยมืออย่างประณีต แสดงให้เห็นเส้นโค้งของพื้นผิวที่เรียบเนียน มีลูกศรและเส้นแรงที่วาดรอบวัตถุ บ่งชี้ถึงสนามพลังงานหรือแรงบางอย่างที่กระทำต่อมัน รอบภาพเต็มไปด้วยตัวเลขและสมการที่เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ หนาแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง
.
นักฟิสิกส์ของโครงการที่ได้รับเชิญให้มาตรวจสอบสมุดบันทึกนี้ในภายหลังยืนยันว่าสมการเหล่านี้ "คล้ายคลึงกับสมการสนามของไอน์สไตน์ แต่มีการปรับเปลี่ยนในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน" มีการเพิ่มพจน์ที่ดูเหมือนจะอธิบายถึง "แรงผลัก" หรือ "การต่อต้านแรงโน้มถ่วง" แต่สมการเหล่านี้ไม่สมบูรณ์ ขาดหายไปบางส่วน ราวกับผู้เขียนกำลังพยายามหาทางออกจากปัญหาที่เขาไม่สามารถแก้ได้
.
"ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ประกอบ ชื่อ วันที่ บริบท" ศ. ฮาร์เปอร์ เขียน "มีเพียงภาพและสมการที่ดูเหมือนจะเป็นความพยายามของใครบางคนในการทำความเข้าใจบางสิ่งที่ใหญ่เกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ ความพยายามที่อาจกินเวลาหลายปี และอาจไม่เคยประสบความสำเร็จเลย"
.
▫️สมุดบันทึกที่หยุดเขียนกะทันหัน
และสมุดบันทึกอีกหลายเล่มที่ถูกพบในสภาพที่คล้ายคลึงกัน หยุดเขียนกะทันหันในหน้าถัดไป เหลือเพียงวันที่เขียนไว้บนหัวกระดาษ โดยไม่มีข้อความใดเพิ่มเติมเลย
วันที่นั้นเมื่อถูกตรวจสอบกับปฏิทินของโครงการ ตรงกับวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1984 ซึ่งเป็นวันที่ Tall Whites เดินทางออกจากโลก (บทที่ 18)
"มันเหมือนกับว่า หลังจากพวกเขาจากไป ไม่มีอะไรเหลือให้เขียนอีกแล้ว" ศ. ฮาร์เปอร์ตั้งข้อสังเกต "หรือบางที สิ่งที่เหลืออยู่นั้น ยากเกินกว่าจะถ่ายทอดเป็นภาษา เกินกว่าที่คำพูดใด ๆ จะบรรยายได้ ความรู้สึกของมนุษย์ที่เฝ้าดูอารยธรรมจากดวงดาวเดินทางจากไปหลังจากอยู่ร่วมกันมายี่สิบปี โดยรู้ว่าพวกเขาอาจไม่มีวันกลับมาอีก"
.
.
IV. เมื่อความทรงจำไม่ตรงกับเอกสาร
การขาดหายของข้อมูลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเอกสารเท่านั้น หากยังเกิดขึ้นในความทรงจำของผู้คนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ในระหว่างการสัมภาษณ์พยานเพื่อรวบรวมแฟ้ม TW–016–Δ (บทที่ 16) พันเอกโรเบิร์ต เอฟ. คาร์ไลล์ และทีมผู้สัมภาษณ์ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่มากกว่าหนึ่งร้อยคนที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในโครงการ ORION ระหว่างปี ค.ศ. 1964–1988 พวกเขาเป็นทหารยาม นักบิน วิศวกร เจ้าหน้าที่สื่อสาร แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ธุรการ แต่ละคนมีมุมมองของตนเองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ละคนมีความทรงจำของตนเอง
.
สิ่งที่คณะผู้เรียบเรียงพบเมื่อนำคำให้การทั้งหมดมาเปรียบเทียบกันคือความสอดคล้องในภาพรวม ภาพใหญ่ของเรื่องราวนั้นตรงกัน Tall Whites มาถึงโลกในปี ค.ศ. 1964 พวกเขาสร้างสถานีพักในทะเลทรายเนวาดา พวกเขาทำงานร่วมกับมนุษย์ภายใต้สนธิสัญญาทะเลทราย พวกเขามีเทคโนโลยีที่เหนือกว่ามนุษย์หลายศตวรรษ พวกเขาจากไปในปี ค.ศ. 1984 แต่เมื่อเจาะลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย ความทรงจำของพยานแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างน่าประหลาดและในบางกรณีขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
.
▫️สีของยาน
หนึ่งในความแตกต่างที่พบบ่อยที่สุดคือสีของยาน Tall Whites พยานหลายคนยืนยันว่ายานมีสีขาวนวลดังหิมะที่เพิ่งตกใหม่ "เหมือนกับเมฆที่ถูกปั้นเป็นรูปทรง" พยานคนหนึ่งกล่าว "ขาวจนเกือบเรืองแสงภายใต้แสงอาทิตย์"
แต่พยานอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเช่นกันกลับอธิบายว่ายานมีสีเงินวาวดังปรอท "เหมือนกับกระจกที่ทำจากโลหะเหลว" พยานคนหนึ่งกล่าว "สะท้อนภาพของทะเลทรายและท้องฟ้าจนคุณแทบมองไม่เห็นรูปร่างของมัน"
.
และยังมีพยานกลุ่มที่สามซึ่งอธิบายว่ายานไม่มีสีที่แน่นอนเลย แต่มันคือ "แสงสว่าง" ที่มองไม่เห็นรูปร่างได้ชัดเจน "เหมือนกับพยายามมองดวงอาทิตย์ผ่านหมอกบาง ๆ" พยานคนหนึ่งกล่าว "คุณรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แต่คุณไม่สามารถบอกได้ว่ามันมีรูปร่างอย่างไร"
.
ศ. ฮาร์เปอร์ ตั้งข้อสังเกตในรายงานการสืบค้นว่า "ความแตกต่างนี้อาจไม่ได้เกิดจากความทรงจำที่คลาดเคลื่อน แต่อาจเกิดจากคุณสมบัติของวัสดุพื้นผิวของยานเอง ตามที่ ดร. เรย์มอนด์ ซี. ฟอสเตอร์ บันทึกไว้ในบทที่ 10 และ 11
วัสดุของยาน Tall Whites สามารถเปลี่ยนคุณสมบัติการสะท้อนแสงได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและคำสั่งทางแม่เหล็กไฟฟ้า ยานลำเดียวกันอาจดูเป็นสีขาวนวลในวันที่มีเมฆมาก แต่ดูเป็นสีเงินวาวในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส หรืออาจ 'เรืองแสง' ในเวลากลางคืน ดังนั้นพยานทุกคนอาจพูดถูก พวกเขาเพียงแต่เห็นยานในสภาพที่แตกต่างกัน"
.
▫️ระยะเวลาของเหตุการณ์
ความแตกต่างที่แปลกประหลาดกว่านั้นคือระยะเวลาของเหตุการณ์ พยานบางคนยืนยันว่าการสนทนากับ Tall Whites กินเวลาหลายชั่วโมง "เราอยู่ในห้องประชุมนั้นตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายแก่ ๆ" พยานคนหนึ่งกล่าว "ผมจำได้ว่าผมหิวมากเพราะไม่ได้กินอาหารกลางวัน" ในขณะที่นาฬิกาของอีกคนในเหตุการณ์เดียวกันบันทึกเวลาเพียงไม่กี่นาที
ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคำให้การของพยานที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันหลายครั้ง การประชุมที่พยานคนหนึ่งจำได้ว่าใช้เวลาสามชั่วโมง กลับถูกบันทึกในนาฬิกาของพยานอีกคนว่าใช้เวลาเพียงสี่สิบห้านาที
.
หน่วยฟิสิกส์ประยุกต์ของโครงการภายใต้การนำของ ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน ได้ศึกษาเรื่องนี้และเสนอสมมติฐานในรายงานที่แนบไว้ในแฟ้ม TW–016–Δ(6) ว่า
"สนามพลังงานที่ยานของ Tall Whites ใช้ในการลดแรงเฉื่อยหรือเปลี่ยนคุณสมบัติของปริภูมิรอบยาน (บทที่ 10–11) อาจมีผลข้างเคียงต่อการรับรู้เวลาของมนุษย์ที่อยู่ใกล้สนามนั้น หากสนามพลังงานสามารถทำให้เวลาเคลื่อนที่ในอัตราที่แตกต่างจากภายนอกได้ตามที่ปรากฏในเหตุการณ์ 'นาฬิกาที่คลาดเคลื่อน' (บทที่ 16) ก็เป็นไปได้ที่สมองของมนุษย์ซึ่งรับรู้เวลาผ่านกระบวนการทางชีวเคมีอาจได้รับผลกระทบเช่นกัน"
.
▫️การปรากฏตัวของผู้อาวุโส
ความแตกต่างที่ตรวจสอบได้ชัดเจนที่สุดคือการปรากฏตัวของผู้อาวุโสในเหตุการณ์ต่าง ๆ พยานหลายคนจำได้ว่าผู้อาวุโสลำดับที่ 2 พูดกับพวกเขาโดยตรงในการประชุมครั้งหนึ่ง ให้คำแนะนำหรือตอบคำถาม แต่เมื่อตรวจสอบกับรายงานการประชุมอย่างเป็นทางการที่ถูกบันทึกโดยเจ้าหน้าที่สื่อสาร กลับพบว่าผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ไม่ได้อยู่ในห้องนั้นในวันนั้นเลย
.
"ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเคยถูกสอนว่า ความทรงจำของมนุษย์ไม่ใช่เครื่องบันทึกภาพ ไม่ใช่เทปบันทึกเสียงที่สามารถกดปุ่มเล่นซ้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ" ศ. ฮาร์เปอร์ เขียนในรายงานการสืบค้น
"มันคือกระบวนการสร้างเรื่องราวขึ้นใหม่ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์เดิม สมองของเราไม่ได้ดึง 'ไฟล์' ของความทรงจำออกมาเปิดดู แต่มัน 'ประกอบสร้าง' ความทรงจำนั้นขึ้นใหม่จากชิ้นส่วนที่กระจัดกระจาย และทุกครั้งที่ประกอบสร้าง มันอาจแตกต่างจากครั้งก่อนเล็กน้อย ได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ของเราในขณะนั้น จากความเชื่อของเรา จากประสบการณ์ที่เราได้รับภายหลัง และแม้แต่จากคำถามที่ผู้สัมภาษณ์ถาม"
.
"ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่พยานแต่ละคนจะจดจำรายละเอียดต่างกัน แม้ทั้งหมดจะอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ความแตกต่างนั้น แต่มันคือความสอดคล้องในภาพรวมต่างหาก"
.
"แต่มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับความทรงจำของพยานในโครงการนี้ที่ทำให้ข้าพเจ้าสงสัยว่า มีปัจจัยอื่นที่เราไม่เข้าใจเข้ามาเกี่ยวข้อง บางทีอาจเป็นผลกระทบของเทคโนโลยีการสื่อสารของ Tall Whites (บทที่ 9) ซึ่งอาจส่งข้อมูลโดยตรงไปยังสมองของมนุษย์ผ่าน Semantic Resonance Translator หรือ Visual Intent Encoding
และในกระบวนการนั้น อาจเปลี่ยนแปลงหรือรบกวนการบันทึกความทรงจำตามปกติ หรือบางทีอาจเป็นผลกระทบของ 'การอยู่ใกล้สิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง' ที่ทำให้สมองของมนุษย์ประมวลผลและจัดเก็บความทรงจำแตกต่างไปจากปกติ เมื่อคุณเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นที่มีอายุขัยยาวนานหลายศตวรรษ สมองของคุณอาจไม่รู้ว่าจะบันทึกประสบการณ์นั้นอย่างไร"
.
.
"หรือบางที และนี่เป็นสมมติฐานที่น่ากังวลที่สุด ความทรงจำบางส่วนของพวกเขาถูกต้อง และเอกสารทางการต่างหากที่ถูกแก้ไข"
ศ. ฮาร์เปอร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า "หากมีใครบางคน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐบาลหรือบุคคลในโครงการ ต้องการปกปิดบางสิ่ง พวกเขาอาจแก้ไขเอกสารทางการเพื่อลบร่องรอยของเหตุการณ์บางอย่างออกไป แต่พวกเขาไม่สามารถแก้ไขความทรงจำของพยานทุกคนได้ พวกเขาไม่สามารถลบสิ่งที่มนุษย์เห็นด้วยตาของตนเอง ได้ยินด้วยหูของตนเอง และจดจำด้วยสมองของตนเอง"
.
.
"ดังนั้นเมื่อความทรงจำของพยานขัดแย้งกับเอกสารทางการ เราจึงไม่สามารถตัดสินได้ว่าฝ่ายใดถูกต้อง สิ่งเดียวที่เราทำได้คือบันทึกทั้งสองฝ่ายไว้ และปล่อยให้ผู้อ่านในอนาคตตัดสินด้วยตนเอง"
แม้จะมีคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ คณะผู้เรียบเรียงตัดสินใจที่จะไม่ลบความขัดแย้งออกจากแฟ้ม แต่เก็บไว้ทั้งหมด ไม่แก้ไข ไม่ทำให้ "เรียบร้อย" ไม่พยายามหาความจริงเพียงชุดเดียว เพราะธรรมชาติของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงไม่เคยมีความจริงเพียงชุดเดียว
มันประกอบด้วยเสียงของผู้คนหลายมุมมอง หลายความทรงจำ หลายการตีความ บางเสียงสอดคล้องกัน บางเสียงขัดแย้งกัน และเมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน มันอาจเผยให้เห็นภาพที่ใหญ่กว่าที่ผู้เห็นเหตุการณ์แต่ละคนเคยรับรู้ ภาพที่ไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้น แต่รวมถึงสิ่งที่ผู้คนรู้สึก สิ่งที่พวกเขาเชื่อ และสิ่งที่พวกเขากลัว ซึ่งทั้งหมดนั้นคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เช่นกัน
.
.
.
V. หน้าสุดท้ายของหอจดหมายเหตุ และหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า
ในหน้าสุดท้ายของแฟ้ม TW–017–Χ ก่อนที่จะถึงหน้ากระดาษสีขาวที่เป็นปริศนา มีรายงานสั้น ๆ จาก ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ เอ็ม. ฮาร์เปอร์ ซึ่งเขียนขึ้นในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 2001 หลังจากใช้เวลาเกือบสิบปีในการพยายามรวบรวมและจัดระบบเอกสารทั้งหมดของโครงการ ORION
.
"ข้าพเจ้าใช้เวลาหนึ่งทศวรรษในการพยายามค้นหาความจริง" เธอเขียน "ข้าพเจ้าเดินทางไปยังห้องนิรภัยของหน่วยงานรัฐบาลหกแห่ง สัมภาษณ์อดีตเจ้าหน้าที่หลายสิบคน ตรวจสอบเอกสารหลายหมื่นหน้า และสิ่งที่ข้าพเจ้าพบคือ... เราไม่อาจยืนยันได้ว่าเอกสารทุกฉบับที่หายไป เคยมีอยู่จริงในรูปแบบที่เราคิด หรือเป็นเพียงข่าวลือที่ถูกพูดซ้ำจนกลายเป็น 'ความจริง'"
.
"เราไม่อาจยืนยันได้ว่าการหายไปของเอกสารเกิดจากการปกปิดโดยเจตนาของหน่วยงานรัฐบาลที่ต้องการซ่อนความลับบางอย่างจากสาธารณะ หรือเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อของระบบราชการที่ทำเอกสารสูญหายเพราะไม่มีใครใส่ใจจะเก็บรักษามันไว้อย่างถูกต้อง หรือเป็นผลจากนโยบายการทำลายเอกสารตามอายุที่กำหนดให้ทำลายเอกสารลับหลังจากผ่านไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง"
.
"และเราไม่อาจยืนยันได้ว่า ความทรงจำที่ขัดแย้งกันของพยานเกิดจากความผิดพลาดตามธรรมชาติของความทรงจำมนุษย์ ซึ่งได้รับการบันทึกไว้ในงานวิจัยทางจิตวิทยามากมาย หรือเกิดจากอิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารของ Tall Whites (บทที่ 9) ที่อาจรบกวนการบันทึกความทรงจำของมนุษย์โดยไม่ตั้งใจ หรือเกิดจากทั้งสองอย่าง หรือเกิดจากสิ่งที่เราไม่รู้เลยด้วยซ้ำ"
.
"แต่สิ่งที่เรายืนยันได้ โดยปราศจากข้อกังขาใด ๆ คือ: ช่องว่างในประวัติศาสตร์มีอยู่จริง ช่องว่างระหว่างแฟ้ม TW–007 กับ TW–009 ช่องว่างในรายงานการประชุมที่หน้ากระดาษถูกฉีกออก ช่องว่างในความทรงจำของพยานที่จำเหตุการณ์แตกต่างกัน และช่องว่างเหล่านั้น ปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบ คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เช่นกัน"
.
"ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่สิ่งที่เรารู้ มันคือสิ่งที่เราไม่รู้ด้วย มันคือคำถามที่เรายังตอบไม่ได้ มันคือเอกสารที่เราหาไม่พบ มันคือความทรงจำที่เราไม่สามารถยืนยันได้ ทั้งหมดนั้นคือประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่เศษซากที่ต้องถูกกำจัดออกไปจนเหลือแต่เรื่องราวที่สมบูรณ์แบบ"
.
"หน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเชื่อ ไม่ใช่การเติมช่องว่างด้วยความเชื่อของตนเอง ด้วยทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่มีหลักฐาน หรือด้วยจินตนาการที่สร้างเรื่องราวให้สมบูรณ์แบบ แต่คือการระบุอย่างซื่อสัตย์และกล้าหาญว่า ตรงนั้น ตรงที่เอกสารหายไป ตรงที่ความทรงจำขัดแย้งกัน เรายังไม่มีคำตอบ และบางที เราอาจไม่มีวันได้คำตอบนั้นเลย"
"และบางครั้ง การยอมรับว่าเราไม่รู้ คือจุดเริ่มต้นของความรู้ที่แท้จริง เพราะมันเปิดประตูให้เราค้นหาต่อไป แทนที่จะปิดประตูด้วยคำตอบที่เราสร้างขึ้นเอง"
.
หลังจากบันทึกของ ศ. ฮาร์เปอร์ แฟ้ม TW–017–Χ ปิดลงด้วยหน้ากระดาษสีขาวเพียงแผ่นเดียว
ไม่มีหมายเลขหน้า หัวข้อ วันที่ ลายเซ็นของใคร ไม่มีตราประทับของหน่วยงานใด ไม่มีอะไรเลยนอกจากกระดาษขาวที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองตามกาลเวลา กระดาษที่ถูกเก็บไว้ในแฟ้มมานานหลายสิบปีโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนใส่ไว้ หรือใส่ไว้ตั้งแต่เมื่อใด หรือใส่ไว้ด้วยจุดประสงค์ใด
.
ที่มุมล่างขวาของหน้ากระดาษ พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นเก่าที่หมึกเริ่มจางจนเกือบอ่านไม่ออก มีข้อความเพียงบรรทัดเดียว:
"บางครั้ง สิ่งที่หายไปจากเอกสาร อาจบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่"
และเมื่อคณะผู้เรียบเรียงปิดแฟ้มฉบับสุดท้ายลง หลังจากเดินทางผ่านทั้งสิบเจ็ดบทของจดหมายเหตุชุดนี้ หลังจากอ่านบันทึกการประชุมหลายร้อยฉบับ รายงานทางวิทยาศาสตร์หลายพันหน้า และคำให้การของพยานหลายสิบคน พวกเขาพบว่า หนังสือเล่มนี้ไม่เคยพยายามพิสูจน์ว่ามีผู้มาเยือนจากดวงดาวจริงหรือไม่
.
ไม่เคยพยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่บันทึกไว้ และไม่เคยพยายามเติมช่องว่างด้วยทฤษฎีหรือข้อสันนิษฐานเพื่อให้เรื่องราวสมบูรณ์แบบ หากแต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ทำ คือการชวนผู้อ่านให้สำรวจคำถามที่ใหญ่กว่านั้น เมื่อประวัติศาสตร์มีช่องว่าง เมื่อเอกสารหายไปและความทรงจำขัดแย้งกัน มนุษย์ควรเติมช่องว่างนั้นด้วยสิ่งใด
.
ด้วยอคติที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว หรือด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เปิดกว้างและพร้อมจะรับหลักฐานใหม่ในอนาคต
ด้วยความเชื่อว่าเรารู้ดีที่สุด หรือด้วยความถ่อมตนที่ยอมรับว่าเราอาจยังไม่รู้
และบางที ในท้ายที่สุด คำตอบของคำถามนั้น อาจสำคัญกว่าคำถามที่ว่า Tall Whites มีอยู่จริงหรือไม่เสียอีก
.
.
▫️สิ้นสุดแฟ้ม TW–017–Χ
▫️เอกสารอ้างอิงในแฟ้มนี้: รายงานการสืบค้นเอกสารโครงการ ORION ฉบับสมบูรณ์ (ค.ศ. 1998–2001) – แฟ้ม TW–017–Χ(1) / ทะเบียนเอกสารสูญหาย – แฟ้ม TW–017–Χ(2) / บันทึกการเปรียบเทียบสำเนาจากหน่วยงานต่าง ๆ – แฟ้ม TW–017–Χ(3) / รวบรวมบันทึกส่วนตัวของอดีตเจ้าหน้าที่ – แฟ้ม TW–017–Χ(4) / รายงานวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของพยาน – แฟ้ม TW–017–Χ(5)
.
▫️ดูเพิ่มเติม: บทที่ 16 – บันทึกของพยาน (คำให้การและความทรงจำของผู้อยู่ในเหตุการณ์) / บทที่ 18 – วันที่พวกเขาจากไป (บทสรุปของโครงการ ORION) / ภาคผนวก – เอกสารอ้างอิงและข้อสังเกตของคณะผู้เรียบเรียง
.
.
โฆษณา