การศึกษาความฉลาดของมนุษย์อย่างเป็นระบบในจิตวิทยาเริ่มให้ความสำคัญกับคำถามว่า เหตุใดคนที่ทำแบบทดสอบทางปัญญาประเภทหนึ่งได้ดีจึงมักมีแนวโน้มทำแบบทดสอบประเภทอื่นได้ดีด้วย Charles Spearman เสนอแนวคิดเรื่อง general factor หรือ g จากรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผลการทดสอบทางปัญญาหลายประเภท โดยเสนอว่าความสามารถในการทำงานทางปัญญาที่แตกต่างกันมีองค์ประกอบร่วมบางอย่างอยู่เบื้องหลัง
งานของ John Carroll ในเวลาต่อมาได้สังเคราะห์ข้อมูลจากชุดการศึกษาความสามารถทางปัญญาจำนวนมากและนำไปสู่ Three-Stratum Model ซึ่งอธิบาย intelligence ในลักษณะลำดับชั้น โดยชั้นบนสุดเป็น general intelligence หรือ g ชั้นกลางประกอบด้วยความสามารถกว้าง ๆ
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องแยกออกจากกันคือ intelligence ไม่เท่ากับ IQ แม้ IQ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ แต่คะแนน IQ เป็นผลจากแบบทดสอบที่ถูกออกแบบเพื่อประมาณความสามารถบางกลุ่มภายใต้เงื่อนไขและประชากรที่กำหนด ไม่ใช่เครื่องมือที่สามารถวัดทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ intelligence ได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ไม่ได้หมายความว่าระบบจะเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้เสมอไป ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบมนุษย์กับ AI เพราะระบบสามารถปรับรูปแบบการตอบสนองจากข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจในความหมายแบบเดียวกับมนุษย์
ปัญหานี้เป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของระบบ AI เพราะผลการทดสอบที่สูงใน benchmark หนึ่งไม่ได้รับประกันว่าระบบจะสามารถทำงานได้ดีในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
.
การแก้ปัญหายังเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง การถ่ายโอนความรู้ หรือ transfer ซึ่งหมายถึงความสามารถในการนำสิ่งที่เรียนรู้จากบริบทหนึ่งไปใช้ในอีกบริบทหนึ่ง มนุษย์สามารถเรียนรู้หลักการจากประสบการณ์หนึ่งแล้วนำไปประยุกต์กับปัญหาที่มีโครงสร้างแตกต่างกันได้ในระดับหนึ่ง เช่น หลักการเรื่องแรงหรือสมดุลที่เรียนรู้จากสถานการณ์หนึ่งสามารถนำไปใช้ทำความเข้าใจสถานการณ์ใหม่ได้
.
ความสามารถลักษณะนี้ทำให้ intelligence มีความยืดหยุ่นมากกว่าการตอบสนองต่อรูปแบบข้อมูลที่เคยเห็นโดยตรง สำหรับ AI การถ่ายโอนความรู้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการพัฒนาระบบที่สามารถทำงานได้ทั่วไป เพราะระบบที่มีความสามารถสูงเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ถูกกำหนดไว้จะมีความแตกต่างจากระบบที่สามารถนำหลักการจากงานหนึ่งไปใช้กับงานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระบวนการเหล่านี้เป็นความสามารถเชิงปัญญาที่แตกต่างจากการเก็บรักษาข้อมูล หากโจทย์เปลี่ยนรูปแบบไปเล็กน้อย บุคคลที่อาศัยการจำเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถหาคำตอบได้ ขณะที่บุคคลที่เข้าใจหลักการเบื้องหลังสามารถสร้างวิธีแก้ใหม่จากความรู้เดิมได้ ความแตกต่างระหว่างสองกรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างของความแตกต่างระหว่าง having knowledge กับ being able to use knowledge intelligently
งานของนักวิจัยด้าน AI จึงให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่อง generalization และความสามารถในการทำงานนอกข้อมูลหรือสถานการณ์ที่ระบบเคยพบ โดยเฉพาะเมื่อระบบถูกนำไปใช้ในโลกจริง ซึ่งสภาพแวดล้อมไม่ได้ถูกกำหนดให้เหมือนกับชุดข้อมูลที่ใช้ในการฝึกเสมอไป รายงาน AI Index 2026 ของ Stanford แสดงให้เห็นลักษณะของความสามารถที่ไม่สม่ำเสมอของระบบ AI รุ่นแนวหน้าอย่างชัดเจน
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญมากเมื่อพิจารณา AI เพราะระบบสามารถแสดงความสามารถทางปัญญาหลายประเภทได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานว่าเกิดประสบการณ์ภายใน ตัวอย่างเช่น AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูล สร้างภาษา แก้ปัญหา หรือวางแผนการทำงานได้