1 ชั่วโมงที่แล้ว • สุขภาพ

‘กฎหมายประกันสังคม(ใหม่)’ ปรับเกมแรงงาน เพิ่มเงินเข้า ชะลอเงินออก คงคนในระบบ

กองทุนประกันสังคมเสี่ยงหมดสภาพปี 2595 รัฐดึงแรงงานสูงวัยเข้าสู่ระบบ รื้อกฎหมายรอบ 36 ปี ขยายอายุแรกเข้าเป็น 65 ปี พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์-เสริมมาตรการ "3 ขอ" ช่วยเหลือรอบด้าน
“เสี่ยงถังแตก” ทุกสำนักวิชาการ และวิจัยให้ข้อมูลตรงกันเกี่ยวกับ “กองทุนประกันสังคม” ทำให้ “ความมั่นคงของกองทุน” จึงเป็นโจทย์สำคัญที่สุด เพราะกุมชะตาของผู้ประกันตนเกือบ 25 ล้านคนเอาไว้ทั้งมิติของเงินชราภาพ สิทธิประโยชน์รักษาพยาบาล และอื่นๆ
แม้สถานะกองทุน ณ สิ้นปี พ.ศ.2568 ประมาณ 2.85 ล้านล้านบาท กองทุนยังคงมีสถานะเป็นบวก โดยรายรับจากเงินสมทบและผลตอบแทนจากการลงทุนในปี 2568 สูงกว่ารายจ่ายบำนาญประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ทำให้ภาพรวมในระยะสั้นยังดูมีเสถียรภาพ
ทว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รายงานผลการศึกษาว่า ในปี 2580 เงินสมทบจะมีไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายเงินบำนาญ โดยรายจ่ายของบำนาญมากกว่ารายรับเงินสมทบ และน่าจะหมดลงในช่วงปี 2595-2601 หรือประมาณอีก 27 ปีข้างหน้า ปัจจัยที่ส่งผลให้กองทุนไม่มั่นคงมี 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. ผลตอบแทนการลงทุนต่ำ 2. เงินสมทบ จากผู้ประกันตนใหม่มีแนวโน้มลดน้อยลง แต่เงินสมทบปัจจุบันมีอัตราคงที่ และ 3. รายจ่ายบำนาญสูงขึ้น
📌 ขยายอายุถึง 65 ปี ปรับเกมแรงงาน
“ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับใหม่” ที่ ครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2569 และรอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานั้น มีการผลักดัน และการเสนอร่างกฎหมายตั้งแต่ปี 2565 แต่มีการยุบสภา และเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง กฎหมายจึงตกไป ซึ่งร่างใหม่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเพิ่มมาตรการ "3 ขอ" รวมถึง ขยายอายุ เป็น 65 ปี และเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายที่ใช้มายาวนาน 36 ปี เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
การขยายขอบเขตอายุแรกเข้าของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากเดิม 60 ปีบริบูรณ์ เป็น 65 ปีบริบูรณ์ นับเป็นการ “เปลี่ยนเกมแรงงาน” ที่สะท้อนถึงการยอมรับศักยภาพ “แรงงานสูงวัย” ให้ยังคงอยู่ในระบบ เพราะหากจะพึ่งพิงเพียง “วัยทำงาน” อาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
จากการเกิดช่องว่างระหว่างจำนวนประชากร คาดการณ์ ปี 2566-2626 โดยประชากรลดลงจาก 66 ล้าน เหลือเพียง 33 ล้าน คนวัยสูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคนเป็น 18 ล้านคน แต่วัยทำงานอายุ 15-64 ปี ลดจาก 46 ล้านคน เหลือ 14 ล้านคน เสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงาน
เท่ากับเปิดโอกาสให้แรงงานสูงอายุช่วงอายุ 60–65 ปี ที่ยังมีความสามารถ และต้องการทำงาน สามารถอยู่ในระบบประกันสังคม และได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครองต่อเนื่อง เช่น กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เป็นต้น
📌 เพิ่มเงินสมทบ ชะลอเงินออก
ไม่เพียงเท่านี้ การขยายอายุการทำงานผู้ประกันตนถึง 65 ปี และส่งเงินสมทบช่วยเพิ่มโอกาสในการรับเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคมจากกลุ่มแรงงานสูงอายุที่ยังมีรายได้ ช่วยชะลอหรือลดทอนภาระผูกพันระยะยาวของกองทุนในสภาวะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
บวกกับก่อนหน้านี้มีการ “ปรับฐานเพดานเงินสมทบแบบขั้นบันได” จากเดิม 5% ของเงินเดือนสูงสูด 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทในปี 2569- 2571 เป็น 20,000 บาทในปี 2572-2574 และ 23,000 บาทในปี 2575 เป็นต้นไป ก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุนมากขึ้นเพื่อนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทนกลับมาจ่ายสิทธิประโยชน์
และเป็นการชะลอเงินออกจากรายจ่ายบำนาญชราภาพออกไปอีก 5 ปี โดยตัวเลขในปี 2565 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ 7.6 แสนคน แต่ในปี 2575 คาดว่าอาจจะมีมากถึง 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 1.5 ล้านคนใน 10 ปี ถึงแม้ในร่างกฎหมายใหม่จะยังคงสิทธิการรับเงินบำนาญไว้ที่ 55 ปี แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ประกันตนจะรับสิทธิต่อเมื่อ “เกษียณ” อายุ 60 ปี หรือ 65 ปีตามร่างใหม่
นอกจากนี้ การที่เปิดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน “เลือกรับเงินบำนาญชราภาพหรือบำเหน็จชราภาพ” เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง เป็นการบริหารจัดการเงินชราภาพที่หลากหลายรูปแบบขึ้น ซึ่งการจ่าย “บำเหน็จก้อนเดียว”ก็เป็นการลดภาระผูกพันทางรายจ่าย และอาจจะใช้เม็ดเงินที่น้อยกว่าจ่ายบำนาญ แต่ก็มีความเสี่ยงหากผู้ประกันตนเลือกรับ “บำเหน็จ” ในปีนั้นๆ จำนวนมากพร้อมๆ กัน
โฆษณา