•
4 พ.ย. เวลา 14:30 • ดนตรี เพลง

KLEAR - พระจันทร์ไม่เต็มดวง การเติบโตในความไม่สมบูรณ์

เมื่อทอดสายตาไปยังท้องนภาอันกว้างไกล
แล้วได้พบว่าจันทราดวงเดิมยังคงเปล่งประกาย
พร้อมความรู้สึกมากมายที่พรั่งพรูอยู่ตรงนั้น
แม้คืนนี้จะมันไม่ได้กลมโตเต็มดวง
เหมือนในบางคืนที่ผ่านมา
ทว่ามันก็ยังคงส่องแสงงดงาม
และบางครั้งแสงเพียงเสี้ยวเล็กๆ นั้น
กลับมากพอจะส่งพลังลงมาเติมเต็มหัวใจ
ของใครสักคนที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมน
พระจันทร์เสี้ยวในมุมนี้อาจไม่ได้กำลังพูดถึง
ความไม่สมบูรณ์ของชีวิตเพียงอย่างเดียว
แต่มันกำลังถามเรากลับมาถ้าวันหนึ่ง
ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างที่เคยวาดไว้
ถ้าใครบางคนหายไป ความสัมพันธ์บางอย่างสิ้นสุดลง
ความฝันเปลี่ยนทิศ หรือชีวิตมีร่องรอยบางอย่าง
ที่ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีก
ชีวิตที่เหลืออยู่ยังสามารถงดงามได้รึเปล่า?
ลองดื่มด่ำกับเพลงและเรื่องราวจนตกผลึกออกมา
เป็นบทความนี้ให้ได้รับรู้ในความหมายแท้จริงข้างใน
1. ส่วนที่หายไป อาจไม่ได้บอกว่าเราขาดอะไร แต่บอกว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีอะไร
- เบื้องหลังของเพลงนี้มีรากมาจากความสูญเสียที่อยู่กับ “พี่แพท KLEAR” มายาวนานกว่า 20 ปี จากครั้งหนึ่งเธอเคยมองเหตุการณ์นั้นผ่านสายตาของลูกสาวที่สูญเสียคุณพ่อ และถ่ายทอดความรู้สึกออกมาในเพลง
“แด่เธอที่รัก”
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสูญเสียเดียวกันกลับถูกมองผ่านสายตาอีกคู่หนึ่ง นั่นคือสายตาของคุณแม่ ผู้ที่ยังรัก ยังคิดถึง และยังมีคุณพ่ออยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ของชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันก็ยังสามารถกลับมาใช้ชีวิต หัวเราะ และมีความสุขได้อีกครั้ง
มุมนี้ทำให้คำว่า “พระจันทร์ที่ไม่เต็มดวง” สวยงดงามขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ เพราะเราอาจเคยมองพระจันทร์เสี้ยวแล้วคิดถึงสิ่งที่มันขาดหาย แต่บางที ส่วนที่หายไปอาจไม่ได้มีไว้เพื่อย้ำว่าวันนี้ชีวิตเราเหลือไม่ครบ มันอาจกำลังบอกว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมี “พระจันทร์เต็มดวง” ที่งดงามอยู่ในชีวิตมากแค่ไหน เราถึงได้คิดถึงมันขนาดนี้
หากวันหนึ่งเมื่อคิดถึงคนที่จากไปแล้ว เรายังสามารถยิ้มทั้งที่น้ำตาคลออยู่ได้ นั่นอาจไม่ใช่ความย้อนแย้งของหัวใจเสียทีเดียว แต่มันคือการที่ความสุขและความเศร้าเรียนรู้ที่จะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เราเสียใจที่เขาไม่อยู่
ขณะเดียวกันก็ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ เราเจ็บกับการจากลา แต่ยังรู้สึกโชคดีที่ครั้งหนึ่งได้รัก บางทีการเยียวยาจึงไม่ได้หมายถึงวันที่เราไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป แต่อาจเป็นวันที่เราสามารถคิดถึงเรื่องเดิมได้ ด้วยหัวใจที่มีทั้งน้ำตาและรอยยิ้มอยู่พร้อมกัน
2. พระจันทร์ไม่ได้หายไปในตอนกลางวัน เช่นกันกับบางความรู้สึกที่ไม่เคยหายไปจากใจ
- มีอีกมุมหนึ่งของพระจันทร์ที่ผมชอบมาก เรามักรู้สึกว่าพระจันทร์ปรากฏในยามค่ำคืน แต่ความจริงคือ ในเวลากลางวันพระจันทร์ก็ไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่ตรงนั้น เพียงแต่แสงอื่นที่สว่างกว่าทำให้บางช่วงเวลาเราอาจมองไม่เห็นมันชัดเจนเท่าเดิม
ความรู้สึก ความผูกพัน และความทรงจำของคนเราก็อาจเป็นเช่นนั้น บางวันเราตื่นขึ้นมา ใช้ชีวิต ทำงาน กินข้าว ออกไปพบผู้คน หัวเราะกับเรื่องตลก หรือมีความสุขกับโลกตรงหน้า เราอาจไม่ได้คิดถึงใครคนนั้นเลยตลอดทั้งวัน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราลืม ไม่ได้แปลว่าความรักที่เคยมีหายไป และไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นหมดความหมายกับชีวิตเราแล้ว
บางความรู้สึกเพียงสงบอยู่เงียบๆ เหมือนพระจันทร์ในตอนกลางวัน จนกระทั่งคืนหนึ่ง เพลงบางเพลงดังขึ้น เดินผ่านสถานที่แห่งเดิม ได้กลิ่นบางอย่าง หรือชีวิตเงียบลงมากพอให้หัวใจได้ยินเสียงของตัวเอง พระจันทร์ดวงนั้นก็กลับมาปรากฏอีกครั้ง เราจึงไม่จำเป็นต้องคิดถึงใครทุกนาทีเพื่อพิสูจน์ว่าเขายังมีความหมาย เพราะบางคนอาจไม่ได้อยู่ในความคิดของเราตลอดเวลา แต่ยังคงส่องสว่างดั่งดวงจันทร์ของดวงใจ
3. อีกด้านของพระจันทร์ - สิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่
- แน่นอนว่าพระจันทร์ยังมีอีกด้านหนึ่งที่เราไม่อาจมองเห็นจากจุดที่ยืนอยู่บนโลกได้ตลอดเวลา และผมชอบภาพนี้มากเมื่อเอามาวางข้างชีวิตของคนที่ผ่านความสูญเสีย คนหนึ่งคนอาจดูเหมือนกลับมาเป็นปกติแล้ว ยิ้มได้ ทำงานได้ เที่ยวได้ และกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้แทบทุกอย่าง แต่ข้างในอาจยังมี “อีกด้านหนึ่ง” ที่ไม่มีใครมองเห็น มีความคิดถึง มีคำถาม มีภาพชีวิตที่เคยวาดไว้ หรือมีบางคืนที่ยังรู้สึกว่า ถ้าคนคนนั้นยังอยู่ก็คงดี
เช่นนี้ มันไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนแอ และก็ไม่ได้แปลว่าเขายังเดินต่อไม่ได้ เพราะมนุษย์เราไม่ได้มีด้านเดียว เราสามารถกลับมามีความสุข และยังมีบางส่วนของหัวใจที่โศกเศร้าอยู่ได้พร้อมกัน แสงกับเงาไม่จำเป็นต้องหักล้างกัน บางครั้งทั้งสองอย่างรวมกันต่างหากที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวเราในวันนี้
นี่อาจเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมชื่อเพลง “พระจันทร์ที่ไม่เต็มดวง” ถึงให้ความรู้สึกอ่อนโยนเหลือเกิน มันไม่ได้บอกให้เรารีบเติมส่วนที่หายไป แต่เหมือนกำลังบอกว่า ต่อให้มีบางส่วนอยู่ในเงามืด เราก็ยังสามารถส่องแสงจากส่วนที่เหลืออยู่ได้เหมือนเดิม
4. เมื่อหัวใจของคนคนหนึ่งไม่เต็มดวง แต่รอบตัวยังมีความรักอยู่ข้างกาย
- MV เล่าเรื่องผ่านตัวละครของใหม่ ดาวิกา ผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางครอบครัวตามปกติ
แต่ภายในบ้านกลับมีห้องหนึ่งที่เวลาคล้ายหยุดนิ่งเอาไว้ เตียงเด็กอ่อน โมบาย หนังสือนิทาน ถุงเท้าคู่เล็ก และข้าวของที่เคยเตรียมไว้สำหรับชีวิตหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้เติบโตขึ้นมา ล้วนบอกเราทีละน้อยว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยมีชีวิตน้อยๆ นอนเล่นอยู่ในท้อง เคยรอคอย และสุดท้ายต้องเผชิญกับการสูญเสียลูกที่ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างที่เคยฝันไว้
รอยแผลบริเวณหน้าท้องจึงไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดทางร่างกาย แต่ทำหน้าที่เหมือนหลักฐานของสิ่งที่ “เคยมีอยู่จริง” ต่อให้วันนี้ห้องนั้นว่างเปล่า ต่อให้ไม่มีเสียงเด็กอยู่ในบ้านอีกแล้ว ร่างกายของเธอก็ยังจดจำเรื่องราวนั้นเอาไว้ เหมือนหัวใจที่ถูกพรากบางส่วนออกไปจนไม่อาจกลับมาเต็มดวงในความหมายเดิมได้อีก
แต่ภาพที่เห็นคือเธอไม่ได้อยู่กับความสูญเสียนั้นเพียงลำพัง เมื่อรอบตัวยังมีตา-ยาย มีหลานสาวตัวน้อย และความรักในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “แทนที่” ลูกที่จากไป เพราะบางคนไม่มีใครแทนได้อยู่แล้ว หากเข้ามาเพื่อย้ำว่า แม้หัวใจจะมีช่องว่างหนึ่งที่ไม่มีวันถูกเติมกลับเหมือนเดิม แต่ส่วนอื่นของหัวใจก็ยังสามารถได้รับความรักต่อไปได้
โดยเฉพาะหลานสาวที่ฝากตุ๊กตาพร้อมข้อความเล็กๆ ว่า “ให้คุณน้ายิ้มก่อนนอนนะคะ” นี่อาจเป็นหนึ่งในฉากเล็กๆ แต่กลับยิ่งใหญ่ที่สุดในทางความรู้สึก เพราะเด็กคนนั้นไม่ได้รู้วิธีรักษาบาดแผลอันซับซ้อนของผู้ใหญ่ ไม่ได้มีคำอธิบายเรื่องการสูญเสีย ไม่ได้บอกให้คุณน้าลืม หรือเข้มแข็ง เพียงยื่นความรักเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะให้ได้มาไว้ตรงหน้า
และบางที “ทองคำ” ที่ใช้ประสานหัวใจของคนเราก็อาจมีหน้าตาเรียบง่ายเพียงเท่านี้เอง เป็นคนในครอบครัวที่ยังนั่งอยู่ข้างกัน เป็นมือเล็กๆ ที่ยื่นตุ๊กตามาให้ เป็นคำว่า “ยิ้มหน่อยนะ” หรือเป็นการที่ตาและยายยังช่วยกันประคับประคองบ้านหลังเดิมให้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่ในวันที่สมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวกำลังรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเว้าแหว่งไป
ตรงนี้เองที่ทำให้แจกันคินสึงิใน MV ไม่ได้เป็นเพียงของประกอบฉาก เพราะการซ่อมแจกันไม่ได้เกิดขึ้นด้วยมือของคนคนเดียว ทุกคนช่วยกันหยิบเศษ ช่วยกันประสาน และเด็กยังเติมลวดลายของตัวเองลงไปบนภาชนะใบนั้น เหมือนกำลังบอกว่า ในชีวิตจริง เราเองก็ไม่จำเป็นต้องซ่อมหัวใจที่แตกสลายด้วยตัวคนเดียวเสมอไป บางครั้งคนที่ยังอยู่รอบตัวนี่แหละ คือส่วนหนึ่งของทองคำที่ค่อยๆ ประสานเราให้กลับมายืนอยู่ได้อีกครั้ง
และสิ่งสำคัญคือ พวกเขาไม่ได้ทำให้ลูกที่จากไป “หายไป” จากหัวใจของเธอ พวกเขาเพียงช่วยให้เธอค้นพบว่า นอกจากพื้นที่ว่างที่ยังคิดถึง ยังมีพื้นที่อื่นในหัวใจที่สามารถกลับมารับความรักได้อีกครั้งเช่นกัน
รวมถึงฉากที่คุณตาเกิดล้มลง ในจังหวะเดียวกันแจกันก็ร่วงหล่นแตกกระจายไปพร้อมกัน ภาพนี้เหมือนตั้งใจวาง “ความเปราะบางของมนุษย์” เคียงคู่กับ “ความเปราะบางของสิ่งของ”
เพราะทั้งร่างกายคนและแจกันต่างก็มีวันที่เสียสมดุล มีวันที่แตกร้าว และไม่อาจย้อนเวลากลับไปเป็นเหมือนวินาทีก่อนเกิดเหตุการณ์ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่น่าสนใจ เมื่อแจกันไม่ได้ถูกโยนทิ้งเพียงเพราะมันไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม ทุกคนช่วยกันเก็บเศษขึ้นมา ค่อยๆ ประสานมันด้วยสีทอง
ก่อนที่หลานสาวจะเติมลวดลายของตัวเองลงไป จนแจกันใบเดิมกลับมาใส่ดอกไม้และมีชีวิตในรูปแบบใหม่ได้อีกครั้ง เหมือนกับคนในครอบครัวที่เมื่อใครสักคนล้มลง คนที่เหลือไม่ได้ยืนมองอยู่ห่างๆ แต่ช่วยกันประคับประคองให้กลับมายืนได้อีกครั้ง
ตรงนี้จึงทำให้คินสึงิใน MV ไม่ได้พูดถึงแค่ตัวละครของใหม่ ดาวิกาที่กำลังเยียวยาหัวใจจากการสูญเสียเท่านั้น
แต่เหมือนกำลังพูดถึงมนุษย์ทุกคนในบ้านหลังนี้ เพราะต่างคนต่างมีความเปราะบางของตัวเอง เพียงแต่ในวันที่ใครคนหนึ่งแตกร้าว คนอื่นอาจกลายเป็น “ทองคำ” ที่เข้ามาช่วยเชื่อมรอยนั้นไว้
และบางทีครอบครัวก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับคินสึงิ เราอาจไม่สามารถทำให้คนที่เรารักกลับไปเป็นเหมือนเดิมก่อนวันที่เขาล้มลงได้ แต่เราสามารถช่วยกันประคับประคอง ให้เขากลับมาใช้ชีวิตกับร่องรอยที่เหลืออยู่ได้อย่างงดงามอีกครั้ง ดังนั้น การมีชีวิตต่อของตัวละครจึงไม่ได้เกิดจากการลืม แต่เกิดจากการยอมรับว่า คนที่สูญเสียไปยังมีพื้นที่ของเขาอยู่ ขณะเดียวกันคนที่ยังอยู่ก็สมควรได้รับพื้นที่ในหัวใจของเราด้วยเหมือนกัน
5. “คินสึงิ” ไม่ได้ซ่อมชีวิตให้กลับมาเหมือนเดิม แต่ทำให้รอยร้าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว
- ใน MV เปิดเรื่องด้วยแนวคิดของ “คินสึงิ” หรือ Kintsugi ศิลปะการซ่อมเครื่องปั้นดินเผาของญี่ปุ่นที่ไม่ได้พยายามซ่อนรอยแตกร้าวของภาชนะ แต่กลับประสานมันขึ้นมาใหม่ และทำให้ร่องรอยเหล่านั้นเด่นชัดด้วยสีทอง สิ่งที่ผมชอบมากในวิธีคิดนี้คือ คินสึงิไม่ได้พยายามบอกว่า “ของชิ้นนี้ไม่เคยแตกสลาย” แต่มันยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ครั้งหนึ่งมันเคยแตกสลาย และวันนี้มันยังคงอยู่ตรงนี้
แจกันใบนั้นไม่ได้ย้อนเวลากลับไปเป็นแจกันใบเดิมก่อนวันที่มันแตกร้าว มันกลายเป็นแจกันอีกใบหนึ่งที่มีรอย มีประวัติ มีเรื่องราว และยังสามารถกลับมาใส่ดอกไม้ได้อีกครั้ง ชีวิตของคนเราก็คงคล้ายกัน บางเหตุการณ์ไม่ได้มีวัน “หาย” ในความหมายของการกลับไปเป็นเหมือนเดิม คนที่จากไปไม่ได้กลับมา ร่างกายบางส่วนอาจไม่เหมือนเดิม ความสัมพันธ์ที่จบลงอาจไม่มีวันย้อนคืน หรือบางความฝันอาจต้องถูกวางลงตลอดกาล
ดังนั้นการเยียวยาอาจไม่ใช่การพยายามสร้างตัวเองกลับมาเป็นคนก่อนเกิดเหตุการณ์นั้น แต่อาจเป็นการถามว่า
“หลังจากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราแล้ว เราจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง?”
และมุมนี้อาจไม่ได้ตรงกับเรื่องราวความสูญเสียระหว่างบุคคลในเพลงเสียทั้งหมด เพราะเมื่อฟังเพลงนี้แล้ว ผมนึกถึงรอยแผลบนร่างกายตัวเอง ที่ครั้งหนึ่งผมเคยต้องผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่า (ACL) และในช่วงแรกของการฟื้นตัวเคยมีความคิดเหมือนกันว่า ชีวิตจากนี้จะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกหรือเปล่า?
กิจกรรมง่ายๆ ที่เมื่อก่อนแทบไม่เคยต้องคิด กลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ ฝึกใหม่ การกายภาพก็หนัก มีทั้งวันที่เจ็บ วันที่เหนื่อย วันที่รู้สึกว่าทำไมมันยังไปได้ไม่ไกลกว่านี้ และวันที่แอบคิดว่าเราจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้จริงหรือเปล่า
แต่สุดท้ายก็ค่อยๆ ผ่านมันมา กายภาพอย่างสุดกำลังสม่ำเสมอ จนวันนี้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ กลับไปทำสิ่งต่างๆ ได้ และยังสามารถกลับไปเตะบอลอีกครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่อยู่ในสนามแล้วเผลอมองลงไปเห็นรอยแผลตรงเข่า มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเสียหาย
กลับกัน บางครั้งผมรู้สึกว่ามันก็เป็นร่องรอยที่สวยงาม คือไม่ใช่ว่าเคยเจ็บละมันดี หรืออยากย้อนกลับไปผ่านมันอีกครั้ง แต่เพราะรอยแผลนั้นกำลังบอกว่า ครั้งหนึ่งชีวิตเคยพาผมผ่านช่วงเวลาที่ยากมาก ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม และครั้งหนึ่งเราก็พยายามอย่างหนักจนกลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้จริงๆ รอยแผลเป็นจึงไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานของการผ่าตัด แต่เป็นหลักฐานของความพยายามกายภาพอย่างหนักหน่วงจนกลับมายืนหยัดได้ใหม่
คล้ายแจกันคินสึงิที่ไม่ต้องพยายามปิดบังว่าตัวเองเคยแตกร้าว รอยทองไม่ได้ลบร่องรอยของวันที่มันแตกสลาย แต่กำลังบอกว่า หลังจากวันนั้น มีใครบางคนค่อยๆ เก็บเศษเหล่านั้นขึ้นมา ประกอบมันกลับเข้าด้วยกันทีละชิ้น และสำหรับมนุษย์ คนที่ค่อยๆ ประกอบเราอาจเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก แพทย์ นักกายภาพ เวลา หรือบางครั้งก็คือตัวเราเอง ที่ตื่นขึ้นมาพยายามอีกครั้งในทุกวัน
6. แต่ชีวิตไม่ได้จำเป็นต้องแตกสลายก่อน ถึงจะงดงาม
- อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบชีวิตกับหลักคินสึงิ เราไม่จำเป็นต้องเจ็บ ไม่จำเป็นต้องสูญเสีย และไม่จำเป็นต้องแตกสลายก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าชีวิตของเรามีคุณค่านะครับ เมื่อแจกันที่ไม่เคยแตกร้าวก็งดงามในแบบของมัน พระจันทร์เต็มดวงก็งดงาม และชีวิตที่ราบรื่น มีความสุข ไม่ต้องพบกับเหตุการณ์ใหญ่โตที่ทำให้หัวใจพังทลาย ก็ไม่ได้มีความหมายน้อยกว่าชีวิตของคนที่ผ่านความเจ็บปวดมากมาย
เราไม่จำเป็นต้องขอบคุณทุกบาดแผล บางเรื่องหากเลือกได้ เราก็คงอยากให้มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ คินสึงิจึงไม่ควรถูกตีความว่า “เราต้องแตกสลายก่อน ถึงจะสวยกว่าเดิม” แต่ถ้าวันหนึ่งชีวิตเกิดทำแจกันของเราหล่นลงพื้นจริงๆ หากบางสิ่งพังทลายไปแล้ว บางคนจากไปแล้ว หรือร่องรอยบางอย่างเกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถย้อนเวลาได้ สิ่งที่เหลือให้เราเลือกอาจเป็นว่า เราจะมองเศษเหล่านั้นยังไง จะค่อยๆ ประกอบมันด้วยอะไร และจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับรอยที่ไม่มีวันหายไปแบบไหนมากกว่า
ไม่ใช่เพื่อกลายเป็นคนที่ “ดีกว่าเดิม” เพราะความเจ็บปวดบังคับให้ต้องดีขึ้น แต่เพื่อกลับมาเป็นคนที่ยังสามารถใช้ชีวิตต่อได้อย่างงดงามในแบบของตัวเราเองที่ยังไม่สมบูรณ์
7. พระจันทร์เสี้ยวไม่เคยต้องรู้สึกแย่
- เพราะเวลาที่มันเป็นเสี้ยว เราไม่เคยมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วบอกว่า “วันนี้พระจันทร์ไม่สวยเลย เพราะมันไม่เต็ม” กลับกัน บางคืนพระจันทร์เสี้ยวเล็กๆ บนท้องฟ้ามืดสนิทกลับงดงามจนเราต้องหยุดเดินแล้วเงยหน้ามอง มันไม่ได้พยายามเป็นพระจันทร์เต็มดวง มันเพียงอยู่ในช่วงหนึ่งของตัวเอง
คนเราก็คงไม่ต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกเต็มร้อยทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องรักษาทุกแผลให้หายสนิท และไม่จำเป็นต้องทำเป็นว่าความสูญเสียไม่เคยเกิดขึ้น บางวันเราอาจเป็นเพียงพระจันทร์เสี้ยว มีแสงเท่าที่มี มีแรงเท่าที่เหลือ และใช้ชีวิตเท่าที่หัวใจยังไหว แต่แสงเพียงเท่านั้นก็ยังเป็นแสง ต่อให้ค่ำคืนมืดมนเพียงใด พระจันทร์เสี้ยวก็ยังสามารถงดงามอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าได้
8. บางทีการเยียวยา ไม่ใช่การกลับมา “เต็มดวง” แต่คือการกลับมาส่องแสงเปล่งประกาย
- ท้ายที่สุด ผมจึงรู้สึกว่า “พระจันทร์ที่ไม่เต็มดวง” ไม่ได้กำลังปลอบเราว่า ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม เพราะบางอย่างไม่มีวันเหมือนเดิมจริงๆ คนบางคนจะไม่กลับมา บางความสัมพันธ์ไม่มีภาคต่อ และบางรอยแผลจะอยู่กับเราตลอดชีวิต แต่เพลงกำลังเสนอความหวังอีกแบบหนึ่ง ความหวังที่ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธความจริง แต่เกิดจากการ “ยอมรับ” ในความไม่สมบูรณ์แบบของมัน
ยอมรับว่าหัวใจเราเคยแตกสลาย ยอมรับว่ามีบางส่วนหายไป ยอมรับว่ามีบางคืนที่ยังคิดถึง และยอมรับว่าในตัวเรายังมีด้านที่มืดอยู่ แล้วค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้อยค่าลงเลย เหมือนแจกันที่มีรอยทอง มันไม่ได้งดงามเพราะครั้งหนึ่งเคยแตกสลาย แต่งดงามเพราะหลังจากแตกร้าวลงไปแล้ว มันยังได้รับการประคับประคองให้กลับมายืนอยู่ได้อีกครั้ง เหมือนรอยแผลบนร่างกาย มันไม่ได้สวยเพราะความเจ็บในวันนั้น แต่มันมีความหมาย เพราะวันนี้เราได้ยืนมองมันจากอีกฟากหนึ่งของความเจ็บปวดแล้ว
และเหมือนพระจันทร์ที่ไม่เต็มดวง มันไม่ได้งดงามเพราะขาดหาย แต่งดงามเพราะแม้จะมีส่วนที่เราไม่เห็น แม้จะมีคืนที่เหลือเพียงเสี้ยวเล็กๆ มันก็ยังไม่เคยหยุดส่องแสง เราอาจไม่กลับไปเป็นคนเดิม อาจไม่กลับมาเต็มเหมือนเดิม หรืออาจมีบางส่วนของหัวใจที่เว้าแหว่งอยู่ตลอดไป แต่เมื่อทอดสายตากลับขึ้นไปบฟากฟ้ายามราตรีอันกว้างไกล แล้วเห็นจันทราดวงเดิมยังคงเปล่งประกายอยู่ท่ามกลางความมืดมน เราอาจค่อยๆ ค้นจนเข้าใจว่า ความสมบูรณ์ของชีวิตไม่ได้หมายถึงการไม่เคยสูญเสียอะไรเลย
บางครั้งมันคือการยอมรับทุกส่วนที่ชีวิตมอบให้ ทั้งส่วนที่สว่าง ส่วนที่อยู่ในเงา รอยร้าว รอยแผล ความคิดถึง และความรักที่ยังหลงเหลือ ก่อนค่อยๆ ประกอบมันกลับขึ้นมาเป็นชีวิตของเราอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม เพียงยังเป็นชีวิตที่เราสามารถรักมันได้อีกครั้งก็พอ
และหากคืนนี้หัวใจของใครกำลังรู้สึกเหมือนพระจันทร์ที่ไม่เต็มดวง ก็ไม่เป็นไรเลย เพราะพระจันทร์ไม่เคยจำเป็นต้องเต็มดวงทุกคืน เพื่อพิสูจน์ว่าตัวมันยังงดงาม บางคืนแสงเพียงเสี้ยวเดียวก็อาจมากพอที่จะพาใครบางคนเดินผ่านความมืดไปจนถึงเช้าวันใหม่แล้ว
"ฉันยินดีจะมีชีวิตต่อไป
กับหัวใจที่ไม่เต็มดวงดวงนี้
เสี้ยวพระจันทร์ที่ขาดหายก็ดูสวยดี
อย่างคืนนี้ที่ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน
แม้เจ็บปวดแต่ฉันก็เต็มใจ
เพราะช่องว่างที่เกิดขึ้นในใจของฉัน
มันคือหลักฐานว่าครั้งหนึ่งนั้น
เธอกับฉันเราเคยรักกันหมดทั้งหัวใจ,,,🌙💔"
และบางทีคำตอบของเพลงนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้พระจันทร์กลับมาเต็มดวง แต่อยู่ที่การเรียนรู้ว่า แม้ไม่เต็มดวง พระจันทร์ก็ยังเป็นพระจันทร์ แม้ใจมีรอยร้าว ก็ยังเต้นต่อไปได้ และแม้ชีวิตจะไม่กลับไปเหมือนเดิม มันก็ยังงดงามในนิยามใหม่ได้จวบจนนิรันดร์,,,
โฆษณา