Spirits of Siam

tonmon
ศิลปะ
ประวัติศาสตร์
ความรัก
จันทร์เจ้าขาตอนพิเศษ เล่ม (1.5)
Spirits of Siam
7 ตอน
#จันทร์เจ้าขาตอนพิเศษ, (31/10/2020) สวัสดีครับ เพื่อนๆ คืนวันเสาร์นี้ ขอส่งจันทร์เจ้าขา ตอนพิเศษให้เพื่อนๆได้อ่านเพลิดเพลินก่อนนอนกันนะครับ 😇❤️💙💚🎶🎵 สุขสันต์วันลอยกระทงนะครับ .. .. #งานลอยประทีปวัดปทุมฯ สามปีก่อน..การคัดสรรข้าหลวงตัวน้อย.. “คุณเจ้าขา.. คุณเจ้าขา รอหนูพาด้วยสิเจ้าคะ ฮึ!!” คุณหนูพาวิ่งกระเตงของ ตามคุณพีระ พลางส่งเสียงร้องเรียก อย่างขัดใจ.. มือซ้ายคุณหนูพา กำลังถือถาดตุ๊กตาชาววัง ที่เพิ่งปั้นและอบเสร็จ..สำหรับใส่ในเรือลอยประทีป.. ส่วนใบตองและสารพัดของเล่นในจินตนาการก็หอบพะรุงพะรัง..ห้อยกระโตงกระเตงอยู่ข้างๆ.. คุณพีระ หันหลังกลับมามองคุณหนูพา แล้วจึงค่อยๆเดินย้อนมาหา พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใจดี สบายๆว่า.. “มาๆ..เดี๋ยว พีระช่วยคุณหนูพา ถือแล้วกัน..เราจะได้ไปจองที่นั่งแถวหน้ากันได้ทันดูการแสดง..” คุณหนูพายิ้มตาหยี มองคุณพีระที่เดินมาหา และกำลังจะก้มตัวลงช่วยหยิบของในมือของคุณหนูพา.. จากนั้นคุณหนูพาจึงหรี่ตา ลงทำตาเล็กน่าสงสาร แล้วร้องอ้อนต่อว่า.. “คุณเจ้าขา..หนูพาขอขี่หลังจากตรงนี้ไปจนถึงริมน้ำสักหน่อยเถิดนะเจ้าคะ..หนูพาจะเดินไม่ไหว แล้วจริงๆเจ้าค่ะ..สงสารหนูพาเถิดนะเจ้าคะ” คุณพีระ หัวเราะเอ็นดูกับเสียงอ้อนหวานใส และตาหรี่เล็กของคุณหนูพา..จึงแกล้งพูดหยอกว่า “วันนี้ พีระอุ้มหนูพาไม่ไหวแล้ว..เมื่อวานพีระวิ่งแข่งกับพี่ผาด แล้วชนกับพี่ผาดหลายครั้ง จนแขนช้ำเสียหลายที่..” หนูพาทำหน้าตกใจ แล้วรีบก้มมองหารอยช้ำที่แขนคุณพีระ แล้วพูดขึ้นอย่างขัดเคือง ว่า.. “เจ้าผาด ..มันแกล้งคุณเจ้าขาตรงไหนนะเจ้าคะ.. บอกหนูพามาเถิดนะเจ้าคะ เดี๋ยวหนูพาจะไปกำราบให้เจ้าค่ะ..” คิ้วขมวดชิด และสายตาของคุณหนูพาที่เขม้นมอง ตรวจแขนถ้วนถี่ อย่างเป็นห่วง.. ทำให้คุณพีระ หัวเราะเบาๆ และพูดว่า.. “พี่ผาดแก่กว่าพีระอีก.. คุณหนูพา ก็ต้องเรียกพี่ผาดว่า พี่สิ ..” คุณหนูพา เงยหน้าขึ้นทำสีหน้าจริงจังจ้องคุณพีระนิ่งครู่หนึ่ง.. แล้วจึงยื่นหน้ามากระซิบเบาๆ บอกพีระว่า..”อ่านปากหนูพาดีๆนะเจ้าคะ คุณเจ้าขา”.. (หนูพา) . (ไม่) . (เรียกว่า) . (ไอ่ผาด) . (ก็บุญโขนัก แล้วนะเจ้าคะ) . . “อย่ามาถืออาวุโส ทำเป็นไม่รู้จักกาลเทศะ นะเจ้าคะ..เป็นพี่ แล้วจะมาทำเช่นนี้กับคุณเจ้าขาไม่ได้นะเจ้าคะ..หนูพาไม่ใจดี อย่างคุณพีระ กับเรื่องแบบนี้หรอกนะเจ้าคะ ” “ถ้าหนูพาเจอ เจ้าผาด หนูพาจะจัดการให้ได้อายแน่ๆ เจ้าค่ะ” หนูพาพูดเสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือก แต่ใบหน้าและแก้มกลมนั้นกลับแดงด้วยอารมณ์ขัดใจ.. จนคุณพีระรู้สึกเกรงในที จึงเปลี่ยนบทสนทนา เล่าถึงงานลอยประทีปในคืนนี้ และยอมให้ คุณหนูพาขึ้นขี่หลัง..เพื่อที่จะรีบไปยังที่ตั้งขบวนบริเวณริมน้ำ.. คุณพีระเล่าถึงความสนุกในงานลอยประทีป ให้คุณหนูพาที่อยู่บนหลังฟัง ในระหว่างที่กำลังเดินไปว่า.. “ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ งานที่วัดปทุมฯ นับว่าเอิกเกริกโกลาหลยิ่งใหญ่ .. ก็ด้วยเรือประทีปของพระบรมวงศานุวงศ์ ..และข้าราชการที่แต่งเรือผ้าป่า ตามแต่ผู้ใดจะแต่งอย่างไร บ้างก็ทําเป็นรูปยักษ์รูปสัตว์ต่างๆ บ้างก็เป็นกระจาดซ้อนกันสามชั้นห้าชั้น ประกวดประขันกันโดยความคิด .. แล้วมีเรือการเล่นต่างๆ ละคร มอญรำ ขับแพน เพลง เสภารำ พิณพาทย์หลายสำรับ ..ชักผ้าป่าผ่านหน้าพระที่นั่งชลังคณพิมาน เป็นกระบวนแห่ มีเรือราษฎรมาช่วยแห่ผ้าป่าหลายร้อยลํา .. การชักผ้าป่าก็มีแต่เวลากลางวันจนเวลาค่ำ จึงได้ถึงปทุมวัน แล้วจอดเรือผ้าป่าเรียงรายอยู่ตามในสระตอนข้างหน้าวัด ..วางเรือการเล่นเป็นระยะไปรอบสระ มีเรือราษฎรเข้าไปขายของกินต่างๆ ตามแต่ผู้ใดจะไป .. ในเวลาค่ำวันนี้เรือราษฎรที่ไปดูผ้าป่าเต็มแน่นไปทั้งสระ..” “นี่หนูพา เรามาถึงบริเวณสระน้ำกันแล้วนะ..” คุณพีระ เอี้ยวหันร้องเรียก คุณหนูพา ก่อนที่จะได้ยินเสียงตอบจากนักเลงโต ลอยมาเบาๆ ว่า.. “ฟรี้.. คร่อก..ฟรี้” คุณพีระอมยิ้ม และยืนอุ้มกระชับนิ่ง ให้คุณหนูพานอนหลับอยู่บนแผ่นหลังอย่างสบายต่อไป.. สายตาคุณพีระ ทอดยาวไกลไปยังดวงจันทร์งามพร้อมกับร้องเพลงกล่อมเบาๆ ว่า “จันทร์เจ้าขา คล้ายดังแววตา ..นวลเจ้า ดาวพร่างพราว เผลอมองดูเจ้า..นอนฝัน” .. .. จบจันทร์เจ้าขา ตอนพิเศษ #เกร็ดเพิ่มเติม #ลอยประทีปในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ครั้นภายหลังมาถึงว่าการที่เกณฑ์กระทงใหญ่นั้นเลิกแล้ว ท่านผู้ใหญ่ทั้งปวงก็ปรึกษากันเห็นว่าการซึ่งข้าราชการตามเสด็จลงไปอยู่หลังตําหนักแพนั้นเป็นการสมควร ด้วยประเพณีจะเสด็จออกจากพระราชวังไปในที่แห่งใด มีเสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมไข้ และพระราชทานเพลิงเป็นต้น ท่านเสนาบดีและข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ต้องไปรับเสด็จพระราชดําเนินทุกแห่ง การลอยพระประทีปนี้เป็นเวลาเสด็จออกจากพระราชวังเวลากลางคืน ก็สมควรจะมีข้าราชการลงไปรักษาอยู่ด้านหลังให้เป็นการมั่นคงแข็งแรงยิ่งกว่าเวลาอื่น เมื่อท่านผู้ใหญ่ปรึกษาพร้อมกันดังนี้แล้วก็ได้มาคอยเฝ้าประจำอยู่จนเวลาเสด็จขึ้นทุกวัน ทั้งเดือนสิบเอ็ดเดือนสิบสอง จนตลอดอายุของท่านผู้ต้นปรึกษาทั้งปวงนั้น ครั้นตกมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านเสนาบดีสำรับเก่ายังอยู่บ้าง สำรับใหม่ก็ทําตามกันเป็นธรรมเนียมยั่งยืนมา ในฤดูเดือนสิบเอ็ดมักจะยังไม่ขาดฝน ข้าราชการที่มาคอยรับเสด็จต้องเปียกฝน จึงโปรดให้ต่อเฉลียงเป็นหลังคาเก๋งออกมาจากฉนวน เป็นที่สำหรับข้าราชการเฝ้า แต่เฉลียงนั้นเป็นอย่างเตี้ยๆ สำหรับหมอบ ครั้นแผ่นดินปัจจุบันนี้เปลี่ยนเป็นยืน ข้าราชการเข้าไปยืนในนั้นก็ไม่แลเห็นหน้า ครั้นเมื่อปีจออัฐศกกีดทางแห่ลงสรงจึงได้รื้อเสีย ยังหาได้ทําขึ้นใหม่ไม่ แต่ท่านเสนาบดีที่มาเฝ้าอยู่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ครั้นภายหลังลงมาเสด็จลงลอยพระประทีปดึกๆ หนักเข้า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าเสนาบดีอยู่ในเวลานั้น นอนหัวค่ำเว้นไม่ได้ มาบ้างไม่มาบ้าง จนปลายๆ ลงมา พอเกิดเลิกธรรมเนียมเสนาบดีเข้าวังก็เลยหายสูญไปด้วยกันทั้งหมด คงมาอยู่แต่ปลัดทูลฉลองและข้าราชการที่หมั่นๆ เฝ้าประจำอยู่ จนตลอดมาถึงแผ่นดินปัจจุบันนี้[๓] กำหนดที่หมายในการเสด็จลงลอยพระประทีป พอเสด็จพระราชดำเนินถึงเกย ก็ชักโคมสัญญาณขึ้นที่เสาธง เมื่อโคมขึ้นแล้วจึงประโคมพิณพาทย์กลองแขกและแตรวงทั่วกัน เมื่อเสด็จลงประทับในเรือบัลลังก์แล้วรออยู่จนเรือตํารวจออกจับทุ่น จึงได้เสด็จพระราชดําเนินออกประทับที่ชานเรือบัลลังก์ พระเจ้าลูกเธอที่ทรงพระเยาว์บางองค์ออกประทับด้วย แต่มักใช้รัดตะคดรัดบั้นพระองค์ไว้กับเสาพนัก ข้างขวาเป็นที่สมเด็จพระบรมราชเทวี พระราชเทวี ประทับจุดเทียนข้างตอนท้ายเรือกระทงข้างซ้าย ธรรมเนียมในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า มีพระเจ้าลูกเธอพระองค์หนึ่งบ้างสองพระองค์บ้าง คือกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเป็นต้น ต่อนั้นไปเจ้าจอมอยู่งานที่เป็นคนโปรดผลัดเปลี่ยนกันอีก ๔ คน ครั้นมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า แต่แรกเจ้าจอมอยู่งานจุด แต่ครั้นเมื่อมีเหตุการณ์ถ้อยความขึ้น ก็เปลี่ยนเป็นพระเจ้าน้องนางเธอ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอจุด แล้วก็กลับเป็นเจ้าจอมอยู่งานบ้าง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ พระเจ้าน้องนางเธอจุดเสมอตลอดมา คงอยู่อย่างเช่นเมื่อในปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอันใด เมื่อจุดเรือกระทงไปถึงเรือสำเภามาเป็นกําหนดจุดดอกไม้ จึงทรงจุดดอกไม้ชนวน เมื่อเรือดอกไม้เห็นดอกไม้ชนวนที่เรือบัลลังก์ จึงได้จุดดอกไม้มีพุ่ม, กระถาง, ระทา, พุ่มตะไล, พะเนียงมะพร้าว, กรวด, พลุ, มะพร้าว และมีเรือทหารในจุดดอกไม้น้ำในทุ่นชั้นในไปกว่าจะเสด็จขึ้น ในเรือบัลลังก์มีดอกไม้น้ำถวายทรงจุดสองตะลุ่ม อนึ่ง ในเดือนสิบสองนี้ มีเรือผ้าป่าของหลวงเรียกว่าผ้าป่าบรรดาศักดิ์คืนละ ๘ ลํา ยึดทุ่นสายกลางอยู่ข้างเหนือน้ำ ผ้าป่านี้พระราชทานแด่พระราชาคณะ พระครูหัวเมือง ที่เข้ามาในการฉลองไตรเปลี่ยนไปวันละ ๘ รูป เวลาลอยพระประทีปแล้วทรงพระเต้าษิโณทกแล้วเสด็จขึ้น ลดโคมสัญญาณเป็นกําหนด อนึ่ง การทอดผ้าป่าวิเศษซึ่งเป็นของหลวง แต่ก่อนเคยมีมาบ้างเป็นครั้งเป็นคราว แต่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีผ้าป่าวัดปทุมวันติดๆ กันไปหลายปี พึ่งมาขาดตอนในปลายแผ่นดิน ในการผ้าป่านั้นเสด็จพระราชดําเนินโดยเรือกระบวนอย่างพระราชทานพระกฐิน เวลาบ่ายพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ในพระอุโบสถ มีเรือกระจาดผ้าป่าจอดเรียงรายอยู่ในน้ำหน้าพระอุโบสถ มีเครื่องประโคมพิณพาทย์และการเล่นคือเพลงและลาวขับแพนเป็นต้น เล่นในเรือเวลาสวดมนต์จบ ประทับแรมที่พระที่นั่งเก๋งที่ริมสระนั้นคืนหนึ่ง เวลารุ่งเช้าพระสงฆ์รับบิณฑบาตเรือในสระ ๓๐ รูป เวลาเพลรับพระราชทานฉันแล้ว เสด็จพระราชดําเนินกลับ ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ มีที่วัดปทุมวันครั้งหนึ่ง เป็นการเอิกเกริกโกลาหลยิ่งใหญ่ สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้ ร้อยเรียงจันทร์เจ้าขา (T.Mon) 31/10/2020
#จันทร์เจ้าขาบทที่5ตอนที่3, (21/12/2020) #DreamALittleDreamOfMe, สวัสดีครับ เพื่อนๆ คืนวันจันทร์นี้ ขอส่งจันทร์เจ้าขา ตอนใหม่ให้เพื่อนๆได้อ่านเพลิดเพลินก่อนนอน พร้อมกับคลิปส่งงานเพลงซาเล้งให้มัมแทนกู๊ดนะครับ.. Dream a Little Dream of Me เป็นเพลงที่มีท่อนนึงกล่าวถึงดวงดาว ที่ผมกับครูโต๊ะ จินตนาการถึงดวงดาวที่สุกสว่าง และนำโหราจารย์มาถึงพระกุมารครับ ผมเลยขออนุญาตครูโต๊ะ ทางเพจนี้ ขอส่งบทเพลงนี้ ร้องแทนกันนะครับ 😇❤️💙💚🎶🎵 และขอขอบคุณกู๊ดที่ร่วมบริจาคสนับสนุนในกิจการโรงพยาบาล ด้วยนะครับ ❤️🎵🎶💙 สุขสันต์วันจันทร์ นะครับ 🎶🎵❤️💙💚💓😇 บทที่ 5 นาคราบาดาล ตอนที่ 3 สายธารวายุ #ณ.บริเวณใกล้ปากถ้ำดอยศิลาจังหวัดเชียงใหม่หลายปีก่อนหน้าปีพุทธศักราช 2426, คณะผู้แสวงบุญ ในตระกูลร่างทรงสายเลือดบริสุทธิ์นัตกะต่อว์แห่งราชอาณาจักรล้านนา ได้เข้าร่วมทำพิธีค้นหา ตำแหน่งประตูบาดาล ในถ้ำดอยศิลา.. เพื่อบวงสรวง สักการะ ..ปลุกเหล่าพญานาคราช ให้ขึ้นมาช่วยร่วมรบ กับล้านนา ต่อ ศึกที่จะเกิดขึ้นกับล้านนา ในภายภาคหน้า .. เฉกเช่นเดียวกับ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในรัชสมัยของ บะยิ่นเหน่าว์ (บุเรงนอง).. ที่คณะร่างทรงแห่งราชวงศ์ตองอูสามารถอัญเชิญ ให้วิสุทธิภุชงค์นาค และเหล่ากองทัพนาค ร่วมลงสัตยาบันในราชพิธีที่พระธาตุมุเตา ..จนเป็นที่สำเร็จ เพื่อเข้าช่วยร่วมรบกับทัพมนุษย์ของบะยิ่นเหน่าว์ (บุเรงนอง) ..ในการปราบเหล่ากบฏที่นำโดยสมิงสอตุต ..ผู้กระทำทุรยศ ต่อคำสัตย์สาบาน สังหารพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และยังไล่ตามล่าสังหารบะยิ่นเหน่า.. และกระทำให้ราชวงศ์ของ บะยิ่นเหน่าว์ (บุเรงนอง) ถูกยกก้าวขึ้นเป็นใหญ่สูงสุดเหนือทุกราชอาณาจักร .. .. .. “ทิพย์..ตะวัน..” คุณหนูดี หันกลับไปมองที่เบื้องล่างของถ้ำลึกมืดสนิท อย่างสงสัย..และยืนนิ่ง คอยเงี่ยหูฟัง พร้อมกับ มองหา ต้นเสียงเรียกชื่อ ที่แว่วมา ตามลมนั้น.. “ทิพย์..ตะวัน นั่นเจ้าเองรึ? ” เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง และราวกับเป็นเหมือนมนต์สะกด ..ให้คุณหนูดี ต้องเดินกลับลงไปที่ด้านล่างของถ้ำนั้น.. จนเกือบจะพ้น กับสมาชิกกลุ่มสุดท้ายขบวนของ คณะผู้แสวงบุญ..ตระกูลนัตกะต่อว์.. แต่ทันใดนั้น แม่นมของคุณหนูดี ที่เดินตามหลังอยู่รั้งท้ายขบวน ก็รีบวิ่งตามคว้าข้อมือคุณหนูดี ไว้.. ได้ทัน “จะไปไหน รึเจ้าคะ คุณหนู” แม่นม เอ่ยถาม.. คุณหนูดี ค่อยๆหมุนคอ หันมามองด้วยดวงตาโกรธสีแดงก่ำ..แล้วตอบด้วยเสียงผู้ชายก้องกังวาน ว่า “ จงปล่อยมือข้า..บัดเดี๋ยวนี้..” ทันใดนั้น คุณหนูดี ก็สะบัดข้อมือ อย่างแรงจนแม่นมนางนั้น ล้มลงกับพื้น.. เสียงหวีดร้องของแม่นม สร้างความตื่นตระหนก โกลาหล วุ่นวายให้กับคณะผู้แสวงบุญ .. จนนัตกะต่อว์อาวุโสของตระกูล ต้องเอ่ยห้าม ด้วยเสียงอันทรงอำนาจ ว่า.. “ด้วยสิทธิอำนาจ แห่งตะจามิน (ท้าวสักกะ) ขอวิญญาณผู้สถิตย์อยู่ณ.ที่แห่งนี้.. โปรดจงหยุดการคุกคาม มะตีริน้อย เถิด!!” ทันใดนั้น ความวุ่นวายของคณะผู้แสวงบุญก็หยุดสงบเงียบเสียงลง .. แทบจะทันที แต่ในขณะเดียวกันบรรยากาศในถ้ำนั้น ก็ค่อยๆเย็นยะเยียบ และเงียบเสียงลง จนน่าขนลุก.. .. .. และทันใดนั้นเอง..ร่างของคุณหนูดี ก็เกร็งเหยียดตัวขึ้น ด้วยความโกรธ และเบิ่งตากว้าง อย่างที่สุด พลางชี้หน้านัตกะต่อว์อาวุโส แล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า.. “ บังอาจนัก.. เจ้าร่างทรงตระกูลนัตกะต่อว์ ที่กล้า เอ่ยอ้างชื่อ ตะจามิน ขึ้นมาขู่ข้า.. ถ้าเช่นนั้น เรามาลองดูกันหน่อยสิ ว่าตะจามิน จะฟังเจ้า จริงๆ รึไม่.. หึหึ..” นัตกะต่อว์อาวุโส รู้สึกถึงความโกรธและอำนาจ ที่แผ่ซ่าน สั่นสะเทือนออกมาจนเต็มทั่วบริเวณนั้น จนเท้าทั้งสองตั้งกดจิกลงกับพื้น และอุทานออกมา ว่า.. “..หรือนี่จะเป็น นัตโยนบะเยง หนึ่งในปฐมกษัตริย์ของราชอาณาจักรแห่งนี้.. แต่ทำไมกัน..??!??” ร่างของคุณหนูดีค่อยๆ เดินถอยไปชิดกับขอบถ้ำลึก พร้อมกับสายตาที่จับจ้อง นัตกะต่อว์อาวุโส ..ก่อนที่จะเอ่ยบทโองการ สั่นปฐพี พร้อมเหยียดมือทั้งสองข้างออกขึ้นชี้เพดานถ้ำ.. แล้วจึงฟาดมือทั้งสอง ตบมือเข้าหากัน อย่างแรง.. จนภายในถ้ำบริเวณที่คณะผู้แสวงบุญยืนอยู่นั้น.. สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ..และในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเอง.. ผนังถ้ำบริเวณนั้น ก็แตกร้าว และถล่มลงใส่ คณะผู้แสวงบุญตระกูล นัตกะต่อว์.. .. .. เสียงหวีด กรีดร้อง ดังระงมขึ้น อย่างน่าเวทนา ในขณะที่หินถล่มลงมาทับ .. และเงียบเสียงลง เมื่อฝุ่นหินนั้นค่อยๆซาลง.. สายตาของนัตโยนบะเยงในร่างของคุณหนูดี ค่อยๆกวาดตาค้นหาร่างผู้รอดชีวิต เพื่อหมายจะขยี้ซ้ำปลิดชีวิต... แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้านั้น กลับเป็นภาพของนัตกะต่อว์อาวุโสยกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ สร้างครอบแก้วกำแพงมนตราของตะจามิน ขึ้นคุ้มกันไม่ให้หินตกกระทบ ถูกผู้ใด.. นัตโยนบะเยงในร่างคุณหนูดี กำหมัดด้วยความโกรธ.. พร้อมกับก้าวถอยหลังจนสุดขอบเหว และ ดีดตัว ออกจากขอบเหวในถ้ำนั้น.. ร่างโปร่งแสงของนัตโยน บะเยงค่อยๆแยก ออกจากร่างคุณหนูดี ..พร้อมกับสายตาที่จ้อง และรอยยิ้มงามบางที่ปรากฏอยู่มุมปากนั้น.. “หึหึ.. ขอข้าดูสักหน่อยสิ ร่างทรงเฒ่า.. ว่าเจ้าจะเลือกช่วยใคร ระหว่างคนในตระกูลเจ้า กับมะตีริน้อย เด็กพิเศษ คนนี้ ..หึหึหึ..” ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ร่างของมะตีริน้อย จะลอยละลิ่วตกลงไปในเหวลึกในถ้ำ.. นัตกะต่อว์อาวุโส ก้มลงมองคนในตระกูลนัตกะต่อว์ คนอื่นๆ ที่หลบภัยอยู่ใต้ครอบแก้วกำแพงมนต์ แล้วพูดขึ้น ว่า .. “ข้าต้องขอโทษ พวกเจ้าทุกคนจริงๆ.. ขอจงอภัยให้ข้าด้วยเถิด “ บรรดาเหล่าสมาชิกในตระกูล ต่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ และยกมือขึ้นไหว้สาธุ พร้อมกับรอยยิ้มสุดท้าย.. ก่อนที่นัตกะต่อว์อาวุโส จะลดแขนลงมา ..แล้วยื่นส่งภูตลม พร้อมวาโยกสิณ พุ่งไปยังร่างของคุณหนูดี.. ในทันทีที่วาโยกสิณเข้าสู่ร่างของคุณหนูดี .. ครอบแก้วกำแพงมนต์ ก็สลายลง .. และหินทั้งหลายก็ถล่มทับตระกูลนัตกะต่อว์ มิมีผู้เหลือรอดชีวิต สักคนเดียว.. .. .. “เมกุฏิ์ .. นี่เจ้า..” เสียงองค์แม่ อุทานดังขึ้นอย่างตกใจออกมา จากในประตูนาคบาดาล บริเวณด้านล่างส่วนที่ลึกที่สุดของถ้ำนั้น.. .. #ณ.ป่ากรุงชิงอำเภอท่าศาลานครศรีธรรมราชในปีพุทธศักราช2426, คุณหนูน้อยซ์ ค่อยๆปรับสายตาให้ชินกับความมืดภายในถ้ำ .. จากนั้น จึงค่อยๆย่อตัวลงนั่ง..ใช้มือข้างหนึ่งแตะลงที่พื้นถ้ำอันเย็นยะเยียบ และ ใช้มืออีกข้าง โบกสัมผัส อากาศเย็นอันแปลกประหลาด ..ที่กำลังเคลื่อนไหว..วนเวียนอยู่รอบตัว.. ในขณะนี้ คุณหนูน้อยซ์หันมองซ้ายขวา แล้วจึงรำพึงขึ้นว่า.. “นี่เราอยู่ที่ไหนกันนะ เจ้าคะ.. มันไม่ใช่เมืองสงขลา ตามที่หม่อมท่านบอกไว้เลยนะเจ้าคะ..” ทันใดนั้น อากาศเย็นในถ้ำก็วนไหลม้วนตัว ไปมา ..คล้ายเหล่านางระบำอัปสรสวรรค์ กำลังร่ายรำ.. และส่งเสียงกระซิบกระซาบเบาๆ ว่า “คิกคิก คิก.. เมขลาองค์นี้ เธอจำภูตลมอย่างพวกเราไม่ได้..คิกคิก..” “ฟู่วววว” .. .. จบบทที่ 5 ตอนที่ 3 #เกร็ดเพิ่มเติม, #ฤทธิ์แห่งวาโยกสิณ, วาโยกสิณ โดยอธิษฐานจิตให้ตัวลอยตามลม หรืออธิษฐานให้ตัวเบา เหาะไปในอากาศก็ได้ หรือสถานที่ใดไม่มีลม ก็อธิษฐานให้มีลมได้.. การฝึกควรอยู่ในการดูแลและแนะนำของครูบาอาจารย์ โดยวาโยกสิณ (ธาตุลม) นั้น จะกำหนดจิตเพ่งอยู่กับลม นึกถึงภาพลม โดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นลม หายใจเข้าให้ภาวนาว่า "วาโย" หายใจออกภาวนาว่า "กสิณัง".. สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ ร้อยเรียงจันทร์เจ้าขา (T.Mon) 21/12/2020

นิยายจันทร์เจ้าขา
Spirits of Siam
94 ตอน
#เรื่องสั้นย้อนยุค,#จันทร์เจ้าขาบทที่1ตอนที่1 สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้ขออนุญาตส่งคลิป เพลงแสงเดือน และเรื่องสั้นทดลองเขียนของผม ให้เพื่อนๆเพลิดเพลินในวันหยุดนี้นะครับ, สุขสันต์วันหยุดนะครับเพื่อนๆ :) บทที่ 1 อรุณรุ่ง, ตอนที่ 1 หม่อมทินกร, อากาศยามเช้าวันนี้ กลับแปลกยิ่งนัก ช่างร้อนอบอ้าว ผิดกับทุกๆวัน .. ร้อนจนกระทั่ง .. หรีดหริ่งยังต้องถนอมเสียงร้อง ไม่ส่งเสียงระงมดังเช่นเคย ร้อนจนกระทั่ง.. แขนซ้ายที่วางบนโต๊ะเขียนหนังสือของพีระนั้น ดูประหนึ่งคล้ายดั่งเรือ ที่ทอดสมอนิ่ง อยู่ในทะเลเหงื่อยามเช้า, . . สายตาที่มองเหม่อของพีระ มองไกลออกไปจนถึงขอบรั้วปูนเสริมเหล็กที่บริเวณท่าน้ำ ที่กิ่งใหญ่ของต้นลำพูยื่นออกไปนอกรั้ว โผล่พ้นไปใน ริมคลองบางหลวง เวลาที่บ่าวตัวน้อยในเรือนนี้ ปีนขึ้นขย่มที่กิ่งลำพูนี้แต่ละครั้ง, กิ่งยิ่งโน้มลงมาที่น้ำ จนรูปร่างของมัน ราวกับเป็นมือที่กำลังวักน้ำอยู่ น่าแปลกยิ่งนัก, พีระค่อยๆไล่สายตามองบ่าวที่กำลังป่ายปีนทีละคนสองคนขึ้นบนกิ่งลำพูนั้น ในใจของพีระ นึกสนุกอยากไปโหนตัว กระโดดเต้นเหยงๆ อยู่บนกิ่งนั้น และกำลังลังเลว่า.. ถ้าพีระ อยู่บนกิ่งนั้นจริงๆ จะกล้ากระโดดตาม เจ้าพวกบ่าวเด็กๆในเรือน ลงไปในคลองที่ใสเย็นนั่น หรือไม่, “..พีระเองยังว่ายน้ำไม่แข็งเท่าใดนัก แต่ถ้าโดดลงไป แล้ว พวกบ่าวคงจะตกใจรีบดำลงไปช่วยพีระ อย่างน่าสนุกแน่ๆ.. “พีระแอบนึกในใจ อย่างสนุก ..จนกระทั่ง “เปรี้ยะ..” . . เสียงดังแถวๆ แขนซ้าย ทำเอาใจพีระ ล่วงวูบไปอยู่ตาตุ่ม . . สายตาพีระจ้องไป ที่รอยแดงปื้นยาวพาด อยู่บนผิวขาวนุ่มเรื่อชมพูของพีระอย่าง งงงวย รอยแดงนั้น ขึ้นค่อยๆนูนขึ้นชัดราวกับตะเกียบเซียมซีคู่สีแดงของวัดจีนในตลาดนั้น วางพาดอยู่บน ซาลาเปาสีขาวนวล.. ก่อนที่พีระจะปาดน้ำตาที่เล็ดออกมา ด้วยความเจ็บนั้น . . “..คุณเจ้าขา ครูช้อย เรียกคุณเจ้าขาให้ส่งงานปั้นตุ๊กตาชาววังอยู่นานแล้ว, หนูพา เห็นคุณเจ้าขาใจลอย เลยตีแขนเบาๆเรียกสติคุณเจ้าขา เองแหละ เจ้าค่ะ..” เสียงใสของเด็กผู้หญิงเกล้าจุก ที่นั่งพับเพียบข้างๆ พีระ ดังกังวาลทั่วห้อง จนคนในห้องนั้น หันมามองทั้งสองคน พร้อมทำเสียงเอ็ดเบาๆ ให้ลดเสียงลง, พีระจึงถามนางกลับ ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงขุ่นมัวว่า “แล้วคุณหนูพา ทำไม ต้องตีพีระแรงแบบนี้ ฮึ?!?” หนูพา กลับทำตาแบ๊ว จ้องหน้าพีระ กลับ ก่อนที่จะนิ่งครู่หนึ่ง แบบไม่กระพริบตา แล้วยื่นหน้ามากระซิบเบาๆ บอกพีระว่า..”อ่านปากหนูพาดีๆนะเจ้าคะ คุณเจ้าขา”.. (หนูพา) . (ไม่) . (ตบ) . (ศีรษะ) . (คุณเจ้าขา) . (ก็บุญโขแล้วนะเจ้าคะ) . . . “หนูพาเรียกคุณเจ้าขา.. นานหลายเพลานักแล้ว” นางกล่าวด้วยเสียงยะเยือกเย็นจนพีระรู้สึกเกรงในทีจนต้องลดเสียงลง ว่า “พีระไม่ได้ยิน คุณหนูพา เรียกชื่อพีระ เลย” “ถูกแล้วเจ้าค่ะ คุณเจ้าขา หนูพาเรียกว่า คุณเจ้าขาครั้งแรก ก็แล้ว เรียกคุณเจ้าขา สองครั้งก็แล้ว, ครั้งที่สามเลยลองเรียกว่า.. คุณเป็ด คุณเป็ดแทน แล้วก็ตีเรียกที่แขนเบาๆ นี่ละเจ้าค่ะ” “หนูพาขอโทษที่ตีเรียกคุณเจ้าขา แรงไปนะเจ้าคะ” “ก็หนูพา เห็นคุณเจ้าขา ไม่ตั้งใจเรียน วันๆเอาแต่มองออก ไปริมคลองบางหลวง อย่างกับเป็ด อยากลงเล่นน้ำนี่เจ้าคะ..” “ครูช้อย..ตีเด็กดื้อ เด็กซนแรงกว่าหนูพา เยอะนะเจ้าคะ.หนูพาเคยโดนกับตาบั๊ค ครั้งนึง เข็ดไปนานเลยเจ้าค่ะ” หนูพาพูดพลางก็ยื่นมือมาหยิบตุ๊กตาชาววังบนโต๊ะของพีระ ไปดูใกล้ๆอย่างสนใจ.. . . “คุณเจ้าขาปั้นอะไรส่ง ครูช้อย ละนี่เจ้าคะ หนูพาไม่รู้จักเจ้าสิ่งนี้เลย เจ้าค่ะ” หนูพาถามด้วยความสงสัย . . พีระค่อยยิ้มได้ และตอบเบาๆอย่างภูมิใจว่า “พีระ ปั้นรถถีบจิ๋ว น่ะคุณหนูพา พีระปั้นไว้หลายสีเลยนะ.. “ . . หนูพาทำตาโตแป๋วจ้องพีระ ก่อนจะกระซิบเบาๆว่า “แต่ครูช้อยสั่งให้ทุกคนปั้นข้าหลวงกำลังทำงานในหน้าที่ต่างๆ ของตำหนักนะเจ้าคะ..” “คุณเจ้าขา ปั้นแบบนี้.. จะตอบครูช้อย ว่ากระไรเจ้าคะ..คุณเจ้าขารีบปั้นใหม่ ยังพอทันนะเจ้าคะ..” . . พีระอมยิ้มน้อยๆ อีกครั้งก่อนตอบหนูพาว่า “..ทุกคนปั้นตุ๊กตาข้าหลวงทำงานกันเยอะขนาดนั้น ตุ๊กตาข้าหลวงเหล่านั้นคงได้เงินขวัญถุง กันมากโข, พอมีเงินก็มักจะชอบซื้อของแปลกๆใหม่ๆ.. พีระเลยปั้นรถถีบวางขาย รถถีบของพีระก็ต้องขายดี แน่ๆ คุณหนูพา.. และทีนี้ครูช้อยต้องอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกแน่ๆ ..”พีระหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะถามหนูพาว่า.. “แล้วคุณหนูพาปั้นอะไร รึ? พีระถามและอมยิ้มรอฟังคำตอบ..คุณหนูพาอย่างตั้งใจ” และแอบนึกในใจถึงคราวที่แล้ว ที่คุณหนูพาปั้นส่งครูช้อย มันเป็นแมวรูปร่างประหลาด หูกางใหญ่ๆ และไม่มีขน คุณหนูพาเรียกมันว่า “สฟิงซ์” และก็ลงไปคลานกับพื้นกระดานเรือนครูช้อย และส่งเสียงร้องของ “แมวสฟิงซ์” ว่าร้องยังไง อย่างน่าเอ็นดู.. . . เสียงใสๆ ดังกังวาล ของหนูพา ตอบพีระอย่างฉาดฉานว่า “หนูพาปั้น..หม่อมทินกรกำลังอ่านตำราพยากรณ์ เจ้าค่ะ” “หม่อมทินกร?!?” พีระนึกสงสัยชื่อนี้ และถามคุณหนูพาว่า “คุณหนูพา เคยพบ หม่อมทินกรคนนี้ ที่ใดรึ? หนูพา เอามือจุ๊ปาก แล้วบอกพีระว่า “คุณเจ้าขา พูดเบาๆสิเจ้าคะ..หม่อมทินกร ท่านไม่ให้หนูพาบอกใคร” “หม่อมทินกร ท่านชอบมาตอนกลางคืน แล้วชะโงกหน้าขาวๆ ยิ้มหวานตรวจดูเด็กๆที่นอนบนเรือน แล้วก็ขีดเขียนในตำราพยากรณ์ ทำนายเด็กแต่ละคน เจ้าค่ะ” “ตอนนั้น หนูพายังไม่หลับ เห็นท่านเลยชวนท่านคุย จนใกล้ย่ำรุ่ง เลยเจ้าค่ะ..หม่อมทินกรท่านใจดีมากเลยนะเจ้าคะ แต่ท่านไม่ให้หนูพาบอกใคร ด้วยท่านเกรงว่า เด็กๆจะตื่นมาคุยกับท่าน จนท่านจะทำงานของท่านไม่เสร็จ ทันเวลา น่ะเจ้าค่ะ” พีระฟังหนูพาอย่างงงๆ และลุกขึ้นจูงหนูพา เดินออกจากห้องนั้นไปยังเรือนครูช้อย.. อย่างเงียบๆ ระหว่างทางเดิน ช่วงที่ผ่านต้นปีบ ช่วงโค้งทางเดินในที่ลับตาคนนั้น พีระหันมามองหนูพา ก่อนกำชับกับหนูพาว่า “คราวหน้า ถ้าหม่อมทินกรมาอีก .. คุณหนูพาไม่ต้องเรียกพีระมาเจอหม่อมทินกรนะ ..พีระไม่ชอบเจอใครยืนจ้องหน้าพีระตอนดึกๆ..” หนูพามองหน้าพีระ แล้วยิ้มจนตาหยี พลางมองรูปปั้นตุ๊กตาชาววังหม่อมทินกร ในมือ พร้อมกับคิดในใจ ว่า “หม่อมท่านชอบคุณเจ้าขาจะตาย ท่านเล่าเรื่องอนาคตของคุณเจ้าขาให้หนูพาฟังตั้งเยอะแยะ..แต่หนูพาจะบอกท่านให้ว่า คุณเจ้าขากลัวหม่อม หม่อมท่านคงจะเข้าใจล่ะเจ้าค่ะ” แดดยามเช้า ยิ่งทำให้เงาจูงมือของพีระและคุณหนูพา ทอดยาวกับพื้นกระเบื้องดินเผาระหว่างทางไปเรือนครูช้อย จนเหมือนราวกับ คู่หนุ่มสาวจูงมือกัน เข้าสู่ตำหนักอย่างไรอย่างนั้น เสียจริงๆ จบตอนที่ 1 #เกร็ดเพิ่มเติม, #หม่อมทินกรกับครั้งแรกของสยามที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพ, -เมื่อตอนปลายรัชกาลที่ 3 เพราะคนอยากรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือไม่,หม่อมเจ้าทินกรเป็นผู้รู้ตำราหมอดูพยากรณ์ว่า “คงไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วยพระชันษาจะสั้น”, -ความทราบถึงรัชกาลที่4 ก็ไม่ทรงนำพา, จนเมื่อเสด็จเสวยราชย์ก็ทรงชุบเลี้ยงตลอดมาจนสิ้นชีพตักษัย, แต่ก่อนมา ไม่มีประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพ, จะมีเพียงทรงจุดเทียนให้ข้าราชการเอาเพลิงกับเครื่องขมาไปพระราชทาน, -แต่เมื่อรัชกาลที่4 ทรงเห็นกระดาษบอกนามศพหม่อมเจ้าทินกรที่พานเครื่องขมา ก็ทรงเสด็จเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามไปยังเมรุที่วัดอัมรินทร์ ,ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและ คราเมื่อจะพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าทินกรด้วยพระหัตถ์ จึงทรงขออโหสิกรรม และตรัสว่า “เจ้าทินกรแกตายก่อนข้านะ”, #รถถีบ, รถจักรยานใน สยาม ที่รู้จักกันในนาม "รถถีบ" มีเข้ามาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ตอนปลายแล้ว โดยเยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษระดมความคิดสร้างสรรค์จักรยาน ประดิษฐกรรม
ก่อนเปิดยุคอุตสาหกรรมพัฒนาถึงขั้นผลิตส่งออกขายได้ทั่วโลกในปี พุทธศักราช 2428, #แมวสฟิงซ์ เป็นแมวไร้ขน พบปรากฏในบันทึกของรัสเซีย เทียบกับช่วงรัชกาลที่ 3, แต่มีการพัฒนาการเลี้ยงจนเป็นที่รู้จักในช่วงปี 1960 ที่ประเทศแคนาดา สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ ร้อยเรียงข้อมูล และฝึกเขียนเรื่องสั้น (T.Mon) 5/5/2020
เรื่องสั้นย้อนยุค (ตอนที่2) สวัสดีครับเพื่อนๆ ขณะที่เขียนเรื่องสั้นทดลองในตอนที่ 2 นี้ ,เปรมอยากจะให้มีธีมเพลงประกอบ เนื้อเพลงและทำนองจึงผุดขึ้นมา ในชื่อเพลง “จันทร์เจ้าขา” (เนื้อร้อง/ทำนอง/ร้อง: T.Mon+Prame) วันนี้ ผมจึงขออนุญาตส่งเรื่องสั้นทดลองเขียน และคลิปเพลง”จันทร์เจ้าขา” ให้เพื่อนๆ นะครับ :) บทที่ 1 ตอนที่ 2 จันทร์เจ้าขา พรุ่งนี้แล้ว ที่เจ้าคุณสันติ จะมารับเด็กๆ ที่ครูช้อย คัดสรรไว้ เพื่อไปถวายเสด็จ ท่าน ในตำหนักต่างๆ . . คืนนั้น หนูพาจึงตื่นเต้น นอนไม่หลับกระสับกระส่าย อาการดูคล้าย “เต่าใหญ่ไข่กลบ” พลิกไป พลิกมา นึกอยากให้ถึงรุ่งพรุ่งนี้ เร็วๆ . . มิใช่ หนูพา ตื่นเต้นอยากจะเข้าตำหนัก เหมือนอย่างเด็กคนอื่นๆ ดอก.. แต่ทุกครั้งที่เจ้าคุณสันติ มารับเด็กๆ ..ท่านเจ้าคุณก็มักจะเอา ขนม ของเล่นแปลกๆ มาฝากที่เรือน และเอาเรื่องการเดินทางอันน่าตื่นเต้นของท่านมาเล่าให้เด็กๆ ฟังอย่างสนุกสนาน .. หนูพา ติดใจอยากฟังเรื่องสนุกของเจ้าคุณท่าน เสียจนอยากจะเป็นหนุมาน โจนขึ้นไปเร่งพระอาทิตย์ ให้รุ่งเช้าไวๆ เสียนี่กระไร.. . . ระหว่างที่ หนูพากำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น ก็มีเสียงเรียกเบาๆ อยู่ข้างเรือน . “หนูพา.....หนูพา” . . พอชะโงกหน้า ออกไป ก็เห็นหม่อมทินกร ยืนนิ่งสว่าง ราวกับมีหิ่งห้อย บินรายรอบเรืองแสง อยู่อย่างนั้น, ใบหน้าหม่อมท่านขาวซีด แต่ยังคงยิ้มกว้าง อย่างใจดี มีเมตตาให้หนูพา เสมอเหมือน ในทุกๆครั้งที่เจอ . . เสียงหม่อมท่าน เรียกเบาๆอีกครั้ง ว่า “อย่าเอะอะไปนะหนูพา..เดินเบาๆ ไปเจอข้าที่ เฉลียงฝั่งตึกเหลือง ใกล้เรือนครูช้อยนะ ข้ามีเรื่องจะวานหนูพา สักหน่อย..” . . “ได้เจ้าค่ะ” หนูพา พยักหน้ารับ แล้วหันกลับ ค่อยๆ ย่องออกทางประตู กึ่งวิ่งกึ่งเดินรีบไปพบหม่อมท่านที่ตึกเหลือง.. . . เมื่อไปถึงเฉลียงใหญ่ หน้าตึกแล้ว หนูพาก็ลงหมอบค่อยๆ คลานเข้าไปหา หม่อมทินกรที่นั่งอยู่บนตั่งกลางเฉลียง.. พอเข้าไปใกล้หม่อมทินกร ก็ลงกราบค้างไว้ อย่างเรียบร้อย งดงาม แล้วก้มหน้า นิ่งอย่างนั้น ... แต่ก็ยังไม่วาย ที่จะเอามือเล็กซนๆ เขี่ยแคะพื้นเฉลียงเล่น... ระหว่างที่รอฟังว่า หม่อมท่านจะพูดว่า อย่างไร.. . . . จนอึดใจหนึ่ง จึงมีเสียงกระแอม เรียกให้หนูพาเงยหน้า และคลานเข้ามาใกล้อีก.. หนูพาจึงคลานเข้าไปหาใกล้ขึ้น ..ใกล้ขึ้น.. จนได้กลิ่นหอม ดอกไม้ และกลิ่นอบร่ำ กำจรกระจาย อยู่รอบๆ หม่อมทินกร.. และเมื่อมองไปรอบๆ ตั่งที่นั่ง หนูพาก็เห็นหีบสมบัติจำนวนมาก อัดแน่นด้วยชุดเครื่องทองของเก่า และกำปั่นเหล็กอีกหลายๆใบ บรรจุเครื่องเพชร แก้วแหวน เครื่องถมลงยา ในลักษณะต่างละลานตา ส่งแสงเรือง หลากสีสวยงามจนยากที่จะละสายตา.. หนูพาตาโต และเผลอพูดเบาๆ รัวๆ อย่างตื่นเต้น ว่า.. . . “หม่อมท่าน เป็นเจ้าของคณะลิเกด้วย รึเจ้าคะ?” “ลิเกออกภาษา หรือลิเกทรงเครื่อง ก็ไม่เคยยอมบอกหนูพาเลยนะ เจ้าคะ” “หนูพา เคยเห็นแต่เพชรวิบวับ คราเมื่อลิเกเล่น วันนี้มาเห็นใกล้ๆ งามจริง เลยนะ เจ้าคะ” . . หม่อมทินกร ฟังพลาง ก็หัวเราะพลาง ด้วยเสียงดังกังวาล แล้วจึงกล่าวกับหนูพา ด้วยเสียงเอ็นดู ว่า “..จิตใจเจ้า ใสงามยิ่ง จนเติบใหญ่, ไม่เปลี่ยนไป สักเท่าใด เพราะบุญเจ้า, ตั้งสติ เจริญไว้ ภัยบางเบา, ทำสิ่งใด ให้ตั้งเป้า เพื่อสยาม..” . . “..ข้าอยากวาน ให้หนูพารับสิ่งนี้จากข้า ไปมอบให้เจ้าพีระ..หนูพิมและหนูพลอย พี่สาวของเจ้า ในวันพรุ่งนี” หม่อมท่านพูดพลาง กับหยิบเหรียญรูปประหลาด ด้านนึงของเหรียญเป็นรูปนกใหญ่(ที่ไม่ใช่ครุฑ) คาบงูไว้ในปาก และขาทั้งสองข้าง ก็จับงูไว้เช่นกัน ส่วนด้านหลังเป็นภาษาต่างชาติ ล้อมรอบ สัญลักษณ์บางอย่างคล้ายภูเขาที่มีรัศมีออกมา จำนวน 3 เหรียญ ใส่มือของหนูพา.. พร้อมกำชับว่า “คาถาบูชาเหรียญนี้ คือ วางพระทัยไว้..ข้างที่พระบรรทม” ไหนหนูพา ลองทวนซ้ำให้ข้าฟังสักเที่ยว เถิด.. หนูพา ยิ้มรับจนตาหยี และร้องทวนเสียงดัง คล้ายบทลิเก ว่า “หม่อมท่านสอน คาถาบูชาว่าไว้ คือ.. วางพระทัย ไว้ข้างที่พระบรรทม..ชะ เอิงเอย” หม่อมทินกร พยักหน้ายิ้มรับอย่างเอ็นดู และกล่าวว่า.. “พรุ่งนี้ เจ้าคุณสันติ เค้าจะยังไม่เลือกเจ้าไปถวายเสด็จคราวนี้ดอกนะ” . . “แต่เค้าจะคัดสรร หนูพิม หนูพลอย พี่สาวของเจ้าไปถวายในสำนักสมเด็จท่าน” “และนำ เจ้าผาด เจ้าไกรสรและเจ้าพีระ เข้าถวายในเสด็จ อีกพระองค์หนึ่ง” หนูพา หลุดอุทานเบาๆ “คุณเจ้าขา” . . คล้ายเวลาจะหยุดไปชั่วขณะ แม้ภาพของหม่อมท่านก็ค่อยๆพร่าลง วูบด้วย . . “ส่วนเจ้านั้น..” หม่อมทินกรยังพูดไม่ทันจบ พลันเหลือบสายตาไปเห็น หนูพากำมือแน่นนิ่ง พยายามกลั้นสะอื้น กลั้นน้ำตา ที่ค่อยๆไหล ออกมาไม่ขาดสายจากดวงตาโตคู่นั้น . . “หนูพากระเถิบเข้ามานั่งข้างๆ ข้าตรงนี้สักหน่อย จะให้ดูอะไร” หม่อมทินกรกล่าวด้วยเสียงเจือเมตตา แต่ไว้ซึ่งสิทธิอำนาจ . คุณหนูพา จึงค่อยๆปาดน้ำตาช้าๆ และค่อยๆขยับคลานเข้าไปชิดตั่งที่นั่ง ขณะที่หม่อมทินกรเอื้อมมือไปหยิบหีบเล็กๆ และเปิดฝาขึ้น.. ที่ด้านในฝาบุด้วยกำมะหยี่สีน้ำเงิน มีกระจกเงาติดอยู่ และหอมกลิ่นอบร่ำ อยู่จางๆ... . . “หนูพา เลิกร้องไห้เถิด ดูนี่สิ” หม่อมทินกรชี้ให้หนูพาดูหน้าตัวเองในกระจก หนูพาดูหน้าในกระจก ก็รีบเช็ดน้ำตาให้แห้ง พลางฉงนกับภาพที่เห็นข้างหน้า.. ที่ปรากฏเป็น ใบหน้างามของหญิงสาวชาววัง ดวงตาดำขลับ กลมโตใส รับกับคิ้วเรียงสวย และ จมูกที่ขึ้นสันงาม กำลังมองมาที่หนูพา และที่คอของหญิงสาวชาววังนั้น ก็สวมสร้อยลายพิกุลจี้ตลับ ลักษณะเดียวกันกับที่เจ้าคุณพ่อให้หนูพา ..และ ที่ด้านหลังของหญิงสาวชาววัง ยังมีชายหนุ่มสูงสง่า หน้าตาเกลี้ยงเกลาหมดจด ยืนรออยู่ กับคณะ คล้ายกำลังจะเดินทางไปที่ใด... และก่อนที่หนูพาจะเอ่ยถาม, หม่อมทินกร ก็หยิบขนนกเขียนหนังสือ ออกมา แล้วจึงปิดฝาหีบเล็กนั้นลงช้าๆ ก่อนเอ่ย ขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ว่า “หนูพา หยุดร้องแล้ว นะเจ้า”.. “เอ้างั้น ข้าให้ค่าจ้างเลิกร้องไห้เป็นของสิ่งนี้..” หม่อมทินกร ยื่นขนนกเขียนหนังสือส่วนตัว ของท่านให้ ที่ก้านมีสลักคำว่า “This too shall pass”.. หนูพารู้สึกวูบด้วยความปิติ ที่ได้ของประทานพิเศษชิ้นนี้ .. จึงก้มลงกราบที่ปลายเท้าของหม่อมท่านอีกครั้ง ครั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมา หนูพา กลับสะอื้นขึ้นอีกครั้ง .. หม่อมทินกรจึงลูบศีรษะ หนูพาด้วยความเอ็นดู และ กล่าวอีกครั้งว่า “สงสัยจะไม่พอ”.. คราวนี้ หม่อมท่านจึงยื่นมือไปทางพระจันทร์ และโบกมือ คว้าอากาศอยู่สองสามครั้ง แล้วนำมาบริกรรมคาถางึมงำบางอย่าง.. ก่อนนำมาเป่าลงบนกระหม่อมหนูพา และสวดให้พรด้วยทำนองสวดอะไรบางอย่าง, หนูพา ก้มกราบรับพรนั้นและค่อยๆรู้สึกง่วงนอน ร่างกายเบาโปร่ง คล้ายจะบินได้ ก่อนจะได้ยินทำนองเสียงเพลง เนื้อความว่า “..จันทร์เจ้าขา คล้ายดังแววตา ..นวลเจ้า ดาวพร่างพราว เผลอมองดูเจ้า..นอนฝัน หลับตาลงครั้งใด อุ่นในใจอย่างนั้น.. คิดถึงกัน บ้างไหมนะ เจ้านวลจันทร์ จันทร์เจ้าขา ขอช่วยส่งความ..คิดถึง ดาวพร่างพราย คิดครวญ คนึง..เฝ้าหา หลับตาลงครั้งใด อบอุ่นใจหนักหนา ยามที่คิดถึงครา เมื่อเราเจอกัน..” ก่อนที่ หนูพาจะเคลิ้มหลับสนิทประโยคสุดท้าย ก็ได้ยินเสียงจาก หม่อมทินกร แว่วมาในภวังค์ แห่งฝัน ว่า . . “แม่หนูพา เอ๋ย, เจ้าจะได้ยินเพลงนี้ อีกครั้งโดย คนที่เจ้ารัก .. ร้องเพลงนี้ให้เจ้าฟัง, และจะได้ยินอีกครั้งเมื่อคนที่รักเจ้า..ขอให้เจ้าร้องเพลงนี้ให้ฟัง.. หนูพา อมยิ้มแล้วพลางรำพึงเบาๆ ก่อนจะเข้าสู่ภวังค์นิทรา ว่า “คุณเจ้าขา .. จะเป็นคนไหนกันนะ” จบตอนที่2 #เกร็ดเพิ่มเติม, #การแต่งสำเภาโดยหม่อมทินกร, -ข้อความตอนหนึ่งในบันทึกมีว่า “สืบถามพวกเชื้อวงศ์ได้ความว่า เมื่อในรัชกาลที่ 3 นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้กรมหลวงเสนีบริรักษ์มีหน้าที่แต่งสำเภาหลวงไปค้าขายเมืองจีนด้วยสามลำ (ฤาจะได้แต่งมาแต่ในรัชกาลที่ 2 แล้วก็จะเป็นได้) หม่อมเจ้าทินกรได้เป็นผู้ช่วยพระบิดาแต่งสำเภา ครั้นกรมหลวงเสนีบริรักษ์สิ้นพระชนม์ จึงโปรดให้หม่อมเจ้าทินกรเป็นผู้แต่งสำเภานั้นต่อมา” หม่อมเจ้าทินกร จึงเป็นกำลังสำคัญในสยามสมัยรัชกาลที่3, #เต่าใหญ่ไข่กลบ หมายถึง อาการพยายามกลบเกลื่อนปิดบัง ไม่ให้คนอื่นรับรู้ ซึ่งใช้ได้ทั้งลักษณะการกลบเกลื่อนปิดบังความผิด หรือ การกลบเกลื่อนอาการต่างๆที่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้” #ลิเกออกภาษา คือ ลิเกนำเพลงออกภาษาของการบรรเลงปี่พาทย์ และการสวดคฤหัสถ์ในงานศพสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการแสดงล้อเลียนชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพระนครขณะนั้น ด้วยการนำการแต่งกาย น้ำเสียงในการพูดภาษาไทยปนกับภาษาของตน, #“This too shall pass” แปลว่า “สิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน” วลี ที่เป็นที่นิยม ของ ประธานาธิบดี อัมบราฮัม ลินคอนในช่วงรัชสมัย รัชกาลที่ 4 สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ ร้อยเรียงข้อมูล และฝึกเขียนเรื่องสั้น (T.Mon) 10/5/2020

11 แชร์
อัศจรรย์พระบรมสารีริกธาตุในบันทึกประวัติศาสตร์
Spirits of Siam
1 ตอน
ประวัติศาสตร์นอกตำรา, #เทวดาอารักษ์ที่พระปฐมเจดีย์ในบันทึกช่วงรัชกาลที่4-6, #พระบรมสารีริกธาตุ (ตอนที่ 1) สวัสดีครับ เพื่อนๆ, วันนี้ขอตามใจ ANA เล่าเรื่องบันทึกเหตุการณ์ อัศจรรย์ ”เทวดา” ในประวัติศาสตร์ โดยจะโยงถึงการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุครั้งสำคัญ ด้วยนะครับ :) #เทวดาอารักษ์ที่พระปฐมเจดีย์, -ปรากฏการณ์อัศจรรย์นี้ถูกบันทึกโดยสมเด็จพระพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ 6) ซึ่งเหตุเกิดเมื่อเหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) โดยทรงบันทึกอย่างละเอียด ไว้ใน “จดหมายเหตุรายวัน รัตนโกสินทร์ศก 128 เล่มที่ 2”, -โดยมีประจักษ์พยานทั้งหมด 68 คน ได้แก่ พระองค์เอง, นายวรการบัญชา (เทียบ), หม่อมหลวงเฟื้อ หม่อมหลวงฟื้น บุตรพระยาประสิทธิศุภการ (ม.ร.ว.ลม้าย),หลวงอภิรักษ์ราชฤทธิ (นกยูง), หม่อมเจ้าชัชวลิต ในกรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์, หลวงพิทักษ์มานพ (น้อย), หม่อมเจ้าแววจักร ในกรมหมื่นอนุพงษ์จักรพรรดิ, นายเดชน์ บุตรนายสิน เป็นต้น -นอกจากนี้ยังมีคนที่อยู่ในเมือง เช่น คนจีนที่ทำงานที่ศาลารัฐบาล ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก, คนที่ตลาดบางคนซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ก็เห็นปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์เช่นกัน, -โดยใน เวลา 2 ยาม 55 นาที นายวรการมาชวนพระองค์ท่าน ให้ไปดูพระปฐมเจดีย์ จึ่งได้แลเห็นว่าองค์พระเจดีย์มีเปนแสงสว่างโพลงไปทั้งองค์ เหมือนตามไฟ แต่สีเปนสีคล้ายหิ่งห้อย ผู้ที่อยู่ด้วยกันในที่นั้นได้แลเห็นด้วยกันทุกคน ครั้นเอากล้องส่องก็ยิ่งแลเห็นถนัดขึ้น มีประดุจเปลวต่อจากยอดขึ้นไปอีกทีหนึ่ง เมื่อก่อนที่จะเห็นรัศมีนี้ ฝนได้ตก แต่ขณะที่แลเห็นนั้นฝนหายแล้ว และเวลานั้นเดือนจวนตก, ถ้าแม้จะลองอธิบายไปตามวิชาอย่างใหม่ ก็คงจะมีได้แต่ว่าองค์พระปฐมนั้นเปียกฝนอยู่ พอแสงเดือนทอพอเหมาะจึ่งทำให้เห็นเปนรัศมีโพลงไปเช่นนั้น แต่ทางด้านตะวันตก ซึ่งเปนด้านที่เห็นได้จากสนามจันท์นี้ ยังหาได้ประดับกระเบื้องไม่ และปูนก็เก่าจนดำ เพราะฉะนั้นไม่น่าจะทำให้แสงเดือนจับเปนเงาขึ้นเช่นนั้นได้, -ดูกันอยู่เป็นนาน จนเวลา 7 ทุ่ม 12 นาที รัศมีตอนบนคือตั้งแต่ยอดมงกุฎจนหมดปล้องฉนัยจึ่งวูบหายไป ต่อนั้นมาอีกประมาณกึ่งนาที ตอนที่คอระฆังจึ่งหายไป ได้สังเกตดูแสงเดือนยังสว่างดีไม่มีเมฆบังเลย บรรดาผู้ที่ดูอยู่ที่นั้นต่างพากันร้องว่าขนลุกขนพอง ใจคอชอบกลเหลือที่จะอธิบายได้, -ลักษณะอากาศ ในวันที่ 24 ตุลาคม (เป็นวัน 10 ค่ำ เดือน 10 ปีระกา เอกศก จุลศักราช 1271) ฝนตกตลอดวัน และก่อนหน้านั้นก็ตกอยู่ 3 วัน 3 คืน, #พระราชหัตถเลขารัชกาลที่5ทรงตอบในเรื่องนี้, -ด้วยอัศจรรย์ อันยากจะหาคำอธิบาย พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธจึงทรงทูลถามพระพุทธเจ้าหลวง, -และในวันที่ 28 ตุลาคม พุทธศักราช 2452 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชหัตถเลขาตอบเรื่องพระปฐมเจีย์ปาฏิหาริย์แก่รัชกาลที่ 6 ว่า “เรื่องพระปฐมเจดีย์กระทำปาฏิหารย์ตามลักษณะที่เล่ามานี้ ช่างไม่มีผิดกับที่ (พระองค์ทรง) เคยเห็น 2 คราวแต่สักนิดหนึ่งเลย -เวลาที่ได้เห็นนั้น คนมากยิ่งกว่าที่นับมา เวลาเพียงยามเดียว กําลังเสด็จออกคนเฝ้าแน่น ๆ อยู่ ก็ได้เป็นเช่นนี้ เห็นปรากฏด้วยกันหมด จึงได้มีเรื่องตรวจตรา ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ พ่อเข้าใจชัดเจนลักษณะที่เล่านั้นเป็นอย่างไร และเชื่อว่าได้เป็นเช่นนั้นจริง เพราะเคยเห็น(เช่นกัน) แต่จะเป็นด้วยอันใดเหลือที่จะยืนยันฤารับรองให้คนอื่นเห็นจริงด้วยได้ จึงไม่ได้เล่าให้ใครฟังในชั้นหลังๆ นี้ เพราะห่างจากเวลาที่ได้เห็นนั้นมาก เฃ้าใจว่าการเป็นเช่นนี้จะได้เป็นอยู่เนืองๆ แต่หากคนที่นั่นตกค่ำลงก็เข้านอนเสียไม่ได้สังเกต แปลกอยู่หน่อยหนึ่งแต่ที่เวลาเปนมักจะเปนเดือน 11 เดือน 12 เดือนยี่ เวลาเดินบกมาที่นั้นฤาเสด็จ”, #เกร็ดเพิ่มเติม, -นับจากปรากฏการณ์อัศจรรย์ขององค์พระปฐมเจดีย์ที่รัชกาลที่6 ทรงทอดพระเนตรในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2452 เวลา 2 ยาม 55 นาที, -อีกหนึ่งปีต่อมา ในวันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2453 รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเสด็จสวรรคตลง ในเวลา 2 ยาม 45 นาที, -และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเหล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา, สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ, ร้อยเรียงเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ (T.Mon) 1/5/2020 ภาพ และข้อมูลสนับสนุนส่วนหนึ่ง: “จดหมายเหตุรายวัน รัตนโกสินทร์ศก 128 เล่มที่ 2”

ข้าหลวงตัวน้อยในพระราชสำนัก
Spirits of Siam
3 ตอน
ประวัติศาสตร์รำลึก, #ตำหนักสมเด็จพระนาง, #สำนักสมเด็จพระตำหนัก, (ตอนที่ 1) สวัสดีครับ เพื่อนๆ, สืบเนื่องในโพสต์วันก่อน มีหนูน้อยปริศนาจากตำหนักฟากโน้น มาส่งเสียงทักทายตลกๆ แล้วรีบวิ่งจู๊ด จับโจงกระเบน กลับตำหนักไป, วันนี้เลยขออนุญาตสมมุติ ว่า หาก SoS เป็น “หมวกคัดสรร” จัดสรรเด็กน้อยทั้งหลายใน BD เข้าถวายตัวในตำหนักที่เหมาะสม จะเป็นอย่างไร และเล่าเกร็ดสนุกๆของแต่ละตำหนัก ให้ฟังกันครับ, ส่วนคลิปเพลงในวันนี้ ขอส่งความสุขด้วยเพลง“เพื่อนรัก” ที่เรียกได้ว่า เป็น”ใจบันดาลเพลง”จากเรื่องสั้นของคุณบี นะครับ :) 1)#ตำหนักสมเด็จพระนางฯ -เหตุที่เรียกว่าตำหนักสมเด็จพระนางฯ เนื่องจาก พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงเป็นพระภรรยาเจ้าชั้นลูกหลวง พระองค์เดียวที่ดำรงพระอิสริยยศชั้น “พระราชเทวี” จึงออกพระนามนำหน้าเพียงแค่ “พระนางเจ้า” มิใช่ “สมเด็จ”  -สำหรับลักษณะพิเศษ บางประการของตำหนักนี้ สืบเนื่องจากพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ โปรดทางอักษรศาสตร์ ทั้งพระองค์เอง และพระราชธิดาคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ต่างทรงเป็น “ราชเลขานุการินี” ในรัชกาลที่ 5, -ดังนั้น ข้าหลวงสำนักนี้จึงขึ้นชื่อว่ามีความรู้อ่านเขียนทางอักษรศาสตร์ ชอบภาษา ธุรกิจการค้า และความรู้รอบตัว อย่างมาก, ขณะเดียวกัน ก็ยังถนัดงานฝีมือสมัยใหม่ แบบยุโรป เช่น การถักไหมพรม นิตติ้ง โครเชต์ เป็นต้น, จึงไม่น่าแปลกใจ หากข้าหลวงประจำสำนักนี้มักอ่าน เขียน (หรือ Podcast ในภาษาต่างประเทศ) :) -ในด้านการแต่งกาย ก็เป็นที่สะดุดตา โก้เก๋ แต่งตัวฉูดฉาด ช่างเจรจาพาที กล้าหาญ ดังนั้นเมื่อกราบทูลลาไปออกเรือน ส่วนใหญ่จึงมักเป็นภรรยาของข้าราชการทหาร หรือ กระทรวงต่างประเทศ เป็นต้น, โดยข้าหลวงประจำสำนักนี้มักมาจากตระกูลบุนนาค เนื่องจากพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ ทรงมีเชื้อสายสกุลบุนนาค นอกจากนี้ยังมีข้าหลวง เช่นในสายสกุลชูโต, ณ บางช้าง และตระกูลศิริสัมพันธ์ เป็นต้น, 2)#สำนักสมเด็จพระตำหนัก, สำนักสมเด็จพระตำหนักคือตำหนักของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เหตุที่เรียกสำนักนี้ว่าสำนักสมเด็จพระตำหนัก เนื่องจากพระตำหนักที่ประทับของพระองค์เป็นพระตำหนักประธานในฝ่ายในและมีขนาดใหญ่, -ลักษณะพิเศษ ของ สำนักสมเด็จพระตำหนัก คือเชี่ยวชาญในเรื่องการเย็บผ้าทอผ้า เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ ทรงมีความสนพระทัยในการเย็บผ้าทอผ้า พระบรมวงศานุวงศ์ที่อยู่ในตำหนัก แม้แต่พระราชธิดาในพระอุปถัมภ์ก็ต้องทรงหัดทอผ้าเป็นทุกพระองค์, -ดังนั้น ข้าหลวงประจำสำนักนี้จะเป็นผู้เคร่งครัด เจ้าระเบียบ มีมารยาท แต่งกายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ฉูดฉาด เมื่อกราบทูลลาออกไปมีครอบครัวมักมีผู้สรรเสริญว่าใจคอหนักแน่น มีความรู้ความสามารถ ปราดเปรื่อง และไม่ฟุ้งเฟ้อ โดยข้าหลวงประจำสำนักนี้มักมาจากตระกูลที่ใกล้ชิดสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ เช่น ตระกูลสุจริตกุล, ตระกูลชูโต เป็นต้น, -เพื่อนๆ คิดว่า ใครใน BD น่าจะอยู่ตำหนักนี้บ้างนะครับ, กระซิบบอก “หมวกจัดสรร” กันหน่อยสิครับ :) แต่อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจนะครับ เพราะยังมีความสนุกอีกในหลายตำหนัก รออยู่ในตอน ต่อๆไปครับ, 3)#เกร็ดเพิ่มเติม, -เมื่อได้ถวายตัวเข้าในพระตำหนักใด พระตำหนักหนึ่ง แล้ว ก็จะอยู่ในพระอุปการะของเจ้านายพระตำหนักนั้น ในทุกสิ่ง ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน เสื้อผ้าเครื่องใช้ ตลอดจนเครื่องประดับอันมีค่าต่างๆ เหล่าเด็กน้อยก็จะทรงพระราชทานพี่เลี้ยง ให้คอยดูแลเลี้ยงดู อีกที, เมื่อพอจะเข้าเรียนได้ ก็ทรงจัดการให้ได้รับการศึกษา เงินค่าเล่าเรียนจิปาถะ และมีรถหลวงรับส่ง, การถวายตัวนั้น จึงเป็นบ่อเกิดแห่งคุณสมบัติ ในการรู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รักประเทศชาติและก่อเกิด จิตใจอันบริสุทธิ์ที่จะถวายการรับใช้ ในหน้าที่ในราชการแผ่นดิน สืบไป, -นอกจากนี้ เราได้เห็นถึงบทบาทสำคัญของตำหนักสมเด็จพระนางฯ ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย อย่างยิ่ง ซึ่งปรากฏบันทึก โคลงสี่สุภาพ โดยพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯได้ทรงพระนิพนธ์ถวายตอบ โคลงที่ส่งเจาะจง มาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงตรอมพระราชหฤทัยมาก จากเหตุการณ์ ร.ศ.112 ความว่า “สรวมชีพข้าบาทผู้ ภักดี พระราชเทวีทรง สฤษฎ์ให้ สุขุมาลมารศรี เสนอยศ นี้นา ขอกราบทูลท่านไท้ ธิราชเจ้าจอมสยาม ประชวรหนักอกข้า ทั้งหลาย ยิ่งแล ทุกทิวาวันบวาย คิดแก้ สิ่งใดซึ่งจักมลาย พระโรค เร็วแฮ สุดยากเท่าใดแม้ มากม้วยควรแสวง หนักแรงกายเจ็บเพี้ยง เท่าใด ก็ดี ยังบหย่อนหฤทัย สักน้อย แม้พระจะด่วนไกล ข้าบาท ปวงแฮ อกจะพองหนองย้อย ทั่วหน้าสนมนา..” ซึ่งโคลงนี้เอง เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงฟื้นกำลัง กลับขึ้นมาได้ในที่สุด, สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ, ร้อยเรียงข้อมูล (T.Mon) 12/4/2020, ภาพและข้อมูลสนับสนุนส่วนหนึ่ง: หอมติดกระดาน ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย,สมุดตราสะสมเจ้าจอมเลียมในรัชกาลที่ 5, พระราชประวัติส่วนพระองค์ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เล่ม 1 กรุงเทพ : องค์การค้าคุรุสภา, บันทึกความทรงจำบางเรื่องของหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม บริพัตร ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต (พ.ศ. 2499)
ประวัติศาสตร์รำลึก, #ตำหนักสมเด็จที่บน, #ในความเรียบย่อมมีผ้าแอบยับลักษณะพิเศษ, (ตอนที่ 2) สวัสดีครับ, วันนี้เรามาให้ “หมวกคัดสรร” ได้จัดสรรพระตำหนักที่เหมาะสมให้ข้าหลวงตัวน้อยของ BD กันต่อนะครับ, สำหรับคลิปเพลงในวันนี้ คือ เพลง “Close to You” ครับ, 1) #สำนักสมเด็จที่บน, -คือ ตำหนักของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระมเหสีที่พระอิสริยยศสูงที่สุดในรัชกาลที่ 5, -เหตุที่เรียกสำนักของพระองค์ว่า “ที่บน” อันเนื่องมาจากสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ประทับ ณ พระที่นั่งสุทธาศรีอภิรมย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ที่บน” หรือพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท, -คุณลักษณะพิเศษที่ขึ้นชื่อของ สำนักสมเด็จที่บน นี้คือเรื่องการทำดอกไม้ มีฝีมือการทำงานดอกไม้อย่างปราณีต สวยงาม และแปลกใหม่ อย่างเช่น พวงมาลัยโซ่ที่ใช้คล้องคอม้าในวันเปิดพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 โดยสำนักนี้, รวมถึงการจัดดอกไม้บนโต๊ะอาหาร และประดับห้องเสวยเมื่อมีพระราชพิธีสำคัญ หรืองานเลี้ยงต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ จะทรงเป็นผู้ตกแต่งด้วยดอกไม้สดอย่างสวยงาม ซึ่งข้าหลวงประจำสำนักนี้มักจะเป็นลูกผู้ดีชั้นหนึ่ง มีความรู้การงานสูง การศึกษาสูง และมีลักษณะมักไว้เนื้อไว้ตัว แต่งตัวอย่างภูมิฐาน โก้และเก๋, -เมื่อกราบทูลลาออกไปมีครอบครัวมักออกไปเป็นคุณหญิงหรือท่านผู้หญิง  โดยข้าหลวงประจำสำนักนี้มักมาจากราชนิกูลและตระกูลขุนนางสำคัญ เช่น ราชสกุลสุทัศน์, ตระกูลสุจริต, ตระกูล ณ นคร, ตระกูล ณ ระนอง, ตระกูลบุณยรัตพันธุ์ หรือ ตระกูลโชติกเสถียร เป็นต้น, 2)#ในความเรียบร้อยย่อมมีผ้าที่รีดไม่เรียบอันมีเอกลักษณ์เฉพาะ, -เป็นที่ทราบกันดีว่า การซักรีดของราชสำนัก ขึ้นชื่อด้านการทำให้ผ้ายับสกปรก กลับมาสะอาดกลายเป็นผ้าพับเรียบร้อย ที่ส่งกลิ่นหอม ความงามและความดี ประเภทที่เรียกกันว่า “หอมติดกระดาน” , -แต่กระนั้นแล้ว ผ้าที่ทรงคุณค่าที่สุด อันได้แก่ “ผ้ายกทองหรือเงิน” กลับไม่สามารถรีดและพับแบบปกติได้, เวลาเก็บต้องวางลงบนผ้าขาว แล้วเอาผ้าขาววางปิดทับอีกชั้นหนึ่งแล้วนำมาม้วนกับแกนกระดาษ กลมโตแบบท่อน้ำ วางไว้ในตู้อบด้วยเครื่องหอม แยกไว้จาก “ผ้าที่พับและรีดได้ แบบทั่วไป”, -ดังนั้น ราชสำนักจึงทำความเข้าใจในรายละเอียดของผ้าแต่ละชนิด ก่อนที่จะรังสรรค์ อุปกรณ์และวิธีการทำความสะอาด จัดเก็บ ของแต่ละผ้าแต่ละชนิด โดยไม่ฝืน ที่จะบังคับทำให้ผ้าเรียบแต่ในลักษณะเดียว, -เช่นเดียวกัน กับคุณลักษณะพิเศษของข้าหลวงตัวน้อยหลายๆคน ที่ต้องใช้วิธีดูแล สั่งสอนด้วยความเอาใจใส่ อย่างเข้าใจ และมองผ่านความไม่เรียบร้อย แก่นกะโหลกเข้าไปถึงแก่นอันบริสุทธิ์กลางใจ เพื่อจะเจียระไนให้ข้าหลวงน้อยเหล่านั้นเติบโต มาแข็งแกร่ง และส่องสว่างอย่างเพชร แห่ง ”ตำหนักสมเด็จที่บน”, 3)#เกร็ดเพิ่มเติม, -ถึงแม้จะเป็นสำนักที่ขึ้นชื่อในความเนี้ยบ ดุและเป็นระเบียบอย่างที่สุด, แต่วีรกรรมเด็ดๆของเด็กๆในสำนักนี้ กลับถูกบันทึกอย่างสนุกสนาน ดังเช่น, “...การละเล่นซนของบรรดาเด็กๆที่อยู่ในอุปการะ อย่างหนึ่ง คือ เล่นเขาวงกต ซึ่งเลียนแบบจากงานในวัดเบญจมบพิตร เล่าโดยหม่อมศรีพรหมา ว่า ในคืนหนึ่งเมื่อเกิดไฟดับ เด็กก็เริ่มดำริเล่นเขาวงกต โดยเอาผ้าห่มมาผูกต่อกันเป็นผืนยาว แล้วผูกวกไปวนมาตามแบบเขาวงกต, จากนั้น เด็กๆก็ทยอยเข้าไปในโปงผ้าที่สมมุตินั้น วิ่งวนชนกันหาทางออก พลางร้องกู่กันวู้วู้ เอ็ดตะโรดังลั่น พอเจอกันก็สนุกร้อง กรี๊ดๆ พร้อมเสียงหัวเราะสนุกสนานดังสนั่นไปทั่วพระที่นั่ง ด้วยความลืมตัว, จนสมเด็จฯท่านสงสัย ใช้ให้ข้าหลวงลงมาดูว่าเด็กๆเป็นอะไรกัน, พอข้าหลวงมา เด็กทั้งหลาย ก็เงียบกริบอยู่ในโปง แลไม่เห็นเด็กๆ พอคล้อยหลังเด็กก็เริ่มเล่นกันอีก, คราวนี้คนที่ลงมาดูจึงล้อมจับตลบผ้าห่มหุ้มตัวเด็กได้หลายคน..” -เพื่อนๆคิดว่า จะจับเด็กคนไหนได้มั่งครับ แน่นอนที่สุดครับ จับ”คุณบี น้องบั๊ค” ได้ทันเพราะความเป็นสุภาพบุรุษตัวน้อยที่ปล่อยให้เพื่อนๆสาวๆวิ่งหนีไป ซึ่งคุณพา และคุณหมอหนอนน๊อยซ์ วิ่งจู๊ด จับโจงกระเบนขึ้นไปนอนคลุมโปงบนที่นอนอย่างสนุกสนาน..สบอารมณ์ที่สุด, เหตุการณ์การเล่นเขาวงกตในครั้งนี้ ในบันทึกของหม่อมศรีพรหมา เล่าว่า ...สมเด็จฯทรงเพียงแต่ดุ และคาดโทษเอาไว้เพียงเท่านั้น,(อาจเพราะสายตาคู่นั้นของคุณบี ก็เป็นได้ โทษจึงทุเลาเบาบางลงขนาดนี้), เหตุการณ์ในคืนนั้น โจษจันไปทั่วทุกตำหนัก จนข้าหลวงตัวน้อยในตำหนักฟากโน้น อย่างกู๊ดตั้งท่าจะปีนเข้ามาร่วมวงในตอนหน้า :) สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ, ร้อยเรียงข้อมูล (T.Mon) 13/4/2020, ภาพและข้อมูลสนับสนุนส่วนหนึ่ง: ฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์. (2561). การเมืองในราชสำนักฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ 5. กรุงเทพฯ: มติชน, หอมติดกระดาน ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, พระอภิเนาว์นิเวศน์ พระราชนิเวศน์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, สำนักพิมพ์มติชน, 2549, เรื่องเล่าชีวิตสาวชาววัง, ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ,พระราชปฏิพัทธ์ในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง-พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ,

แก้ต่างข้อกล่าวหาบ้านฟากข้างโน้น
Spirits of Siam
3 ตอน
ช่วงเล่าให้คิด, #เรื่องราวความหวาดระแวงของราชสำนักกับบ้านฟากข้างโน้น,#แก้ต่างการกล่าวหาบ้านฟากข้างโน้นของสื่อต่างชาติด้วยหลักฐานและไทม์ไลน์ใหม่, อรุณสวัสดิ์ครับ :) ช่วงเล่าให้คิด.. ในเรื่องนี้ จะมี 3 ตอน นะครับ,จะเป็นการแก้ความ ในลักษณะวิพากษ์เปรียบเทียบหลักฐานประวัติศาสตร์และไทม์ไลน์นะครับ, ฟังเพลินแบบหลับสบาย แนะนำฟังคลิป 3 ตอนนี้ครับ :) (เกริ่นนำซักเล็กน้อยนะครับ) #ปฐมบทโดยย่อบ้านฟากข้างโน้น, -ซีค อะหมัดหรือเฉกอะหมัดลงเรือสำเภาจากเมืองกุม อิหร่านเข้ามาเป็นพ่อค้าในกรุงศรีอยุธยาตั้งเเต่สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ จนต่อมามั่งคั่งร่ำรวยขึ้นเเละคุ้นเคยกับเจ้านายขุนนางมากหน้าหลายตาจนได้เป็นผู้นำมุสลิม ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และได้ช่วยทางราชการปราบกบฏญี่ปุ่นจนมีความดีความชอบจึงได้เป็นเจ้าพระยาบวรราชนายก, เฉกอะหมัดผู้นี้เป็นปฐมบรรพบุรุษของสกุลบุนนาค เมื่อเสียชีวิตศพได้ฝังไว้ที่อยุธยา ณ ป่าช้าแขก -ผู้สืบเชื้อสายท่านเฉกอะหมัดในชั้นที่ 6 นั้นมีท่านหนึ่งที่ถือเป็นต้นสกุลบุนนาค คือ “นายบุนนาค” เป็นบุตรเจ้าพระยามหาเสนา (เสน) เมื่อตอนเด็ก ๆ นั้นนายบุนนาคเคยเป็นเพื่อนสนิทกับ นายสินบุตรจีนแต้ไหฮอง (ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี) ส่วนเพื่อนอีกคนคือนายทองด้วง บุตรหลวงพินิจอักษร ,เมื่อนายทองด้วงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก นายบุนนาคทำหน้าที่เป็นทนายหน้าหอ รับใช้ใกล้ชิดร่วมทำศึกกับพม่าหลายครั้ง, -ภายหลังภรรยาเสียชีวิต,นายบุนนาคได้สมรสกับคุณนวล ซึ่งเป็นน้องสาวของท่านผู้หญิงนาคภรรยาสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงมีความสนิทสนมผูกพันเพิ่มขึ้นตามลำดับนอกจากความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนแล้วยังได้กลายเป็นญาติสนิทกันไปโดยปริยายในฐานะเขย, -เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ปราบดาภิเษกเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ นายบุนนาคได้สนองพระเดชพระคุณและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหม และได้ถวายธิดาคนโตที่เกิดจากภรรยาเก่า คือ คุณตานี เป็นเจ้าจอม ทำให้ความผูกพันของราชวงศ์จักรีและบุนนาคยิ่งกระชับแน่นแฟ้นเป็นทวีคูณ บุตรหลานที่เกิดในยุคนั้นถือว่าเป็นฝ่ายข้างราชินิกูล ได้เข้ารับราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งราชสำนักฝ่ายหน้าและฝ่ายใน, -และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งนายก้อนแก้ว หลานพระยาเพ็ชรพิไชย (ใจ)ให้เป็นพระยาจุฬาราชมนตรี คนแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 1,ส่วนการเรียกตระกูลบุนนาคว่า “บ้านฟากข้างโน้น” เนื่องด้วยขณะนั้นบ้านเรือนของตระกูลบุนนาคซึ่งเป็นตระกูลใหญ่อยู่ฝั่งกรุงธนบุรี ดังนั้นชาวฝั่งพระนครจึงเรียกว่า “บ้านฟากข้างโน้น”, #เกร็ดเพิ่มเติม, -พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดารวมทั้งสิ้น 51 พระองค์ โดยประสูติก่อนบรมราชาภิเษก 38 พระองค์ และประสูติหลังจากบรมราชาภิเษก 13 พระองค์, สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ ร้อยเรียงข้อมูลเก่ามาเล่าใหม่ (T.Mon) 31/3/2020 ข้อมูลและรูปภาพสนับสนุนส่วนหนึ่ง:ลายพระหัตถ์สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ฯ. พิมพ์ในงานพระเมรุ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓.ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔.หอจดหมายเหตุแห่งชาติ,
มองประวัติศาสตร์อย่างนิยาย,#เรื่องราวความหวาดระแวงของราชสำนักกับบ้านฟากข้างโน้น,#ปฐมบทบ้านฟากข้างโน้นโดยย่อ, (ตอนที่ 2) อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้ขอนำเสนอคลิป ในรูปแบบมุมมองเสมือนเชิงนิยายนักสืบอ้างอิงหลักฐานประวัติศาสตร์ กันต่อนะครับ, ปอลอ:อดทนกับเนื้อหากันอีกสักนิดนะครับ ตอนหน้าเป็นตอนสุดท้าย และจะเข้าเรื่องสนุกๆของสาวชาววัง ลานหน้าตำหนัก และประตูดูสาวชาววังของหนุ่มๆในสมัยนั้น กันต่อละครับ :) 1)#เบาะแสข้อกล่าวหาอันเป็นเหตุให้เกิดเรื่องราวความหวาดระแวงของราชสำนักกับบ้านฟากข้างโน้น, -ปรากฏในหนังสือพิมพ์ Illustrated Times. London, 6 December 1856. และฉบับอื่นๆ, -เรื่องราวในสมัยอยุธยา พระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรม คือ พระเชษฐาธิราช และพระอาทิตยวงศ์ ต่างก็ทรงถูกจับกุมสำเร็จโทษและ แย่งชิงราชบัลลังก์โดย ออกญาศรี วรวงศ์ ซึ่งต่อมาก็คือ พระเจ้าปราสาททองใน,(พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต), -“ดังนั้น...จะเห็นถึงตัวอย่างการที่ขุนนางในตำแหน่ง เจ้าพระยากลาโหม ผู้ทรงอำนาจ อาจเป็นผู้ตั้งตนขึ้นแย่งชิงราชบัลลังก์จากพระเจ้าแผ่นดินในที่สุด อันมีมาตั้งแต่ในสมัยอยุธยา...” -ในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น,มีหลักฐานบันทึกปรากฏในหนังสือข่าวในเมืองสิงคโปร์ (หนังสือพิมพ์สิงคโปร์ ฟรี เปรส) พ.ศ. 2394 พิมพ์ในงานทำบุญหน้าพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร ครบ 50 วัน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2474 ขนาด 8 หน้ายก 22 หน้า จัดพิมพ์โดยราชบัณฑิตยสภา, กล่าวว่า “...พระเจ้าแผ่นดิน (รัชกาลที่ 3,มีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรส 1 ใน 12 พระองค์ขึ้นครองราชย์ แต่ขุนนางใหญ่ไม่เห็นชอบและทูลเชิญ ท.ญ.(ท.ญ. นั้นย่อมาจากทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่ ปรากฏในพระราชหัตถเลขาในภาษาอังกฤษ T.Y. Chau Fa Mongkut) เจ้าฟ้ามงกุฎ กับทูลกระหม่อมกรมขุนอิศเรศร์ ขึ้นเป็นรัชทายาทสืบจากพระเจ้าแผ่นดินปัจจุบัน” ขณะนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า รัชกาลที่4 ทรงผนวชเป็นเวลานานและเพิ่งจะลาผนวช ขึ้นครองราชย์ตามคำทูลเชิญและยังไม่มีขุนนาง เสนาบดี ที่เป็นฐานกำลังที่เข้มแข็ง, ดังนั้นรัชกาลที่ 4 จึงทรงสถาปนาให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีกำลังพลอยู่ในพระหัตถ์เช่นกัน ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 โดยใช้เหตุผลด้านกำลังดวงชะตา จึงมิมีผู้ใดสามารถทักท้วงคัดค้านได้, -จากนั้นรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) คนทั่วไปนิยมเรียกว่า “สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่” เป็นสมเด็จเจ้าพระยาองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ มีหน้าที่สำเร็จราชการแผ่นดิน ดูแลต่างพระเนตรพระกรรณทั่วทั้งพระราชอาณาจักรและสมเด็จเจ้าพระยาพระองค์น้อย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค)ให้สำเร็จราชการทุกสิ่งในพระนคร รวมทั้งว่าที่พระคลังสินค้า, -ตำแหน่งสำคัญ เสนาบดีกรมพระคลังนั้นเป็นของตระกูลบุนนาคนับตั้งแต่ พ.ศ.2365 ( ดิศ บุนนาค ), ข้อมูล David Wyat-“Families Politic in Nineteenth Century,Thailand. Sep 1968,P.220 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงค้าขายและสร้างผลประโยชน์ให้กับสยาม ร่วมกันกับ ดิศ บุนนาคตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์, -หลักฐานเพิ่มเติมในเรื่องนี้คือ หนังสือพิมพ์ The Illustrated London News ของอังกฤษ พิมพ์ใน ค.ศ. 1858 (พ.ศ. 2401) สร้างความไขว้เขวไปทั่วกับข่าวการถึงแก่พิราลัยของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค) เพราะความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ “ครอบครัว” ของรัชกาลที่ 4 ดังกล่าวแล้ว จึงพิมพ์ว่าเป็นการเสด็จสวรรคตของกษัตริย์องค์ที่ 1ในสยาม, -หนังสือพิมพ์ L”Illustration ของฝรั่งเศส พิมพ์ปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ. 2404) ยืนยันว่า “ราชทูตไทยเล่าเรื่องความเป็นไปในราชสำนักที่ว่า หลังจากรัชกาลของคิงมงกุฎ (รัชกาลที่ 4) สิ้นสุดลงแล้ว ประมุขคนใหม่ไม่มีผู้ใดเหมาะสมเท่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ที่เป็นรองจากกษัตริย์ทางด้านปกครองอยู่ ณ กรุงสยามในเวลานี้“, -นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2399 เมื่อข่าวลอบปลงพระชนม์ในกรุงเทพฯ แพร่สะพัดไปถึงอังกฤษนั้น ทางเมืองไทยมีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้น คือ…เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าพระยากลาโหม อัครมหาเสนาบดีแทนบิดา (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์) ที่เพิ่งถึงแก่พิราลัย, ก็ได้มีข่าวลือการลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 4 จากอังกฤษ จากข่าวเล็กๆในหนังสือพิมพ์ Illustrated Times. London, 6 December 1856. (6 ธันวาคม พ.ศ.2399) -แต่ถึงแม้ความวิตกกังวลในเรื่องคิดการกบฏ เพื่อแย่งชิงราชสมบัติจะดำเนินต่อไปจนตลอดรัชกาลที่ 4 แต่ก็ไม่ปรากฏว่ารัชกาลที่ 4 ทรงปักพระทัยเชื่อว่า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะเป็นผู้ต้องสงสัย จึงทรงปฏิบัติพระองค์เป็นปกติต่อท่านเรื่อยมา และไม่เคยลิดรอนอำนาจของท่านลงแม้แต่น้อย เพื่อมิให้กระทบกระเทือนจิตใจฝ่ายขุนนาง ด้วยทรงเล็งเห็นว่าท่านเหล่านั้นกุมอำนาจในตำแหน่งสำคัญๆ อยู่ ถึงกระนั้นก็ทรงไม่สามารถลบล้างความกินแหนงแคลงใจให้สูญสิ้นไปได้, -บันทึกของ เซอร์จอห์น เบาวริ่ง ทูตอังกฤษที่เข้ามาติดต่อกับไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งกล่าวถึงความสามารถของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ด้วยว่า “เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คนนี้ ถ้าไม่เป็นคนเจ้ามารยา หรือคนรักบ้านเมืองของตนก็ตาม ต้องยอมรับว่าฉลาดล่วงรู้การล้ำคนทั้งหลายที่เราได้พบในที่นี้ ทั้งมีกริยาอัชฌาสัยอย่างผู้ดี และรู้จักพูดจาเหมาะแก่การ”, 2) #เหตุที่ตระกูลบุนนาคขึ้นมามีอำนาจเหนือตระกูลอื่นในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น, -ตำแหน่งสำคัญ เสนาบดีกรมพระคลังนั้นเป็นของตระกูลบุนนาคนับตั้งแต่ พ.ศ.2365 ( ดิศ บุนนาค ), ข้อมูล David Wyat-“Families Politic in Nineteenth Century,Thailand. Sep 1968,P.220 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงค้าขายและสร้างผลประโยชน์ให้กับสยาม ร่วมกันกับ ดิศ บุนนาคตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์, -ตระกูลนี้ได้ชื่อว่า ได้รับการศึกษา มีความรู้สมัยใหม่ของชาวตะวันตก, รับราชการสนองพระเดชพระคุณหลายชั่วอายุคน และมีเกียรติประวัติดีงาม, มีการรวมกลุ่มเครือญาติพี่น้องอย่างเข้มแข็ง และเกี่ยวดองเป็นพระญาติกับพระมหากษัตริย์หลายรัชกาล, สวัสดี และขอจบเพียงเท่านี้, ขอบคุณครับ, ร้อยเรียงข้อมูลเก่าเล่าใหม่ (T.Mon) 1/4/2020 ข้อมูลและรูปภาพสนับสนุนส่วนหนึ่ง:ลายพระหัตถ์สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ฯ. พิมพ์ในงานพระเมรุ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓.ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔.หอจดหมายเหตุแห่งชาติ,

#เหตุวิวาทฝรั่งยิงนกในวัดสมัยรัชกาลที่3และรัชกาลที่4,#เมื่อต่างชาติใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงการตัดสินคดี
Spirits of Siam
4 ตอน
ภาพเก่าเล่าสนุก, #ภาพถ่ายโบราณของสยามที่ยากหาคำอธิบาย, ในระหว่างที่ผมกำลังอ่านและค้นคว้า เรื่องคดีพิพาทของชาวอังกฤษที่ยิงนกในวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4,
ประวัติศาสตร์รำลึก, #เหตุวิวาทฝรั่งยิงนกในวัดสมัยรัชกาลที่3และรัชกาลที่4,#เมื่อต่างชาติใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงการตัดสินคดี (ตอนที่ 1) เหตุการณ์เรื่องชาวอังกฤษยิงนกในเขตวัดนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 3 จนยุติในสมัยรัชกาลที่ 4,ที่เกือบจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่จะทำให้สยามเพลี่ยงพล้ำต่ออังกฤษเลยทีเดียว, จึงขอนำมาเล่าแบ่งปันให้เพื่อนๆ นะครับ,

ประวัติศาสตร์รำลึก, #เปลี่ยนมุมมองมหาอำนาจสู่มิตรอย่างสยาม, #ต้องใหญ่โตแค่ไหนถึงจะใหญ่โตราวกับรับซาร์เรวิช,
Spirits of Siam
4 ตอน
ประวัติศาสตร์รำลึก, #ต้องใหญ่โตแค่ไหนถึงจะใหญ่โตราวกับรับซาร์เรวิช,#โพสต์ตามคำขอ, (ตอนที่ 1), 1)#ใหญ่โตราวกับรับซาร์เรวิช, -“ใหญ่โตราวกับรับซาร์เรวิช”, เป็นวลีที่คนไทยในสมัยรัชกาลที่5 ใช้พูดเมื่อสัพยอกใคร ที่ทำอะไรใหญ่โตหรูหรา เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการ โดยเปรียบเปรยกับการจัดการต้อนรับซาร์เรวิชของสยาม ในครั้งนั้น ท่ีเรียกว่าใหญ่โต หรูหรา ยิ่งใหญ่ อลังการ ซึ่งงานท่ีต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมาก เพื่อตระเตรียมให้ออกมาอย่างสมบูรณ์,
ประวัติศาสตร์รำลึก, #เปลี่ยนมุมมองมหาอำนาจสู่มิตรอย่างสยาม, #ต้องใหญ่โตแค่ไหนถึงจะใหญ่โตราวกับรับซาร์เรวิช, (ตอนที่ 2) 1) #เปลี่ยนมหาอำนาจสู่มิตรสนิทอย่างสยาม, -เป็นที่ปรากฏแล้ว ในกำหนดตารางเดินทางของมกุฎราชกุมารซาร์เรวิช แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลัส ที่ได้เสด็จ และประทับในประเทศต่างๆ ล้วนเป็นเวลายาวนานกว่าสยาม ทั้งสิ้น เช่น * ใช้เวลาเสด็จประทับประมาณ 18 วันในอียิปต์, * ใช้เวลาประมาณ 21 วันในอินเดีย * ใช้เวลาประมาณ 21 วันในญี่ปุ่น, ในขณะที่มาเยือนสยาม ตามคำทูลเชิญ ในระหว่างวันที่ 20 - 24 มีนาคม พุทธศักราช 2434 เป็นเสด็จเยือน ที่ใช้เวลาสั้นที่สุด เพียง 5 วัน,

1 แชร์