5 พ.ย. 2019 เวลา 04:22 • ความคิดเห็น
วันนี้นึกมุกเก่าได้ล่ะ... มันเป็น ฟิลลิ่ง.....
เมื่ออยากรู้จักใครสักคน ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม…
ควรจดจำไว้อยู่เสมอว่า "คน” เป็นสิ่งมีชีวิตมี 2 ด้าน ทั้งด้านบวกและด้านลบอยู่ในนั้น
อย่าตั้งใจกับ คนๆนั้นมากเกินไป เพราะไม่มีใครอยาก เป็นต้นเหตุของความล้มเหลวในความสัมพันธ์
อย่าคาดหวังกับ คนๆนั้นคนมากเกินไป เพราะไม่มีใครสามารถ เป็นทุกอย่างที่ทุกคนอยากให้เป็น
อย่าให้เวลากับคนๆนั้นมากเกินไป เพราะไม่ว่าใครๆก็อยากมี ช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว(คนมันอินดี๊)
อย่าพยายามเปลี่ยนแปลง คนๆนั้นมากเกินไป เพราะนั่นจะทำให้ไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง
อย่าควบคุมชีวิตคนๆนั้นมากเกินไป เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการ แทรกตัวเพื่อออกมาจากกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนด
อย่าบีบบังคับคนๆนั้นมากเกินไป เพราะถ้าคนๆ นั้น หลุดจากภาวะถูกบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที
... ลองมองดูฉันสิ มองดีๆ ฉันเป็บปุถุชน มีลมหายใจ ไม่ใช่โปรแกรม ไม่ใช่ภาพวาด บราๆๆ ที่จะให้ stable คงทนอยู่ตลอดเวลา
ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน เช่นกัน หากรู้จักใครสักคนคุณต้องหัดเรียนรู้....ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง….
ใช่ครับ”การเปลี่ยนแปลง” คำนี้เอง... ทำให้ผมระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของพระอานนท์ ดังจะกล่าวต่อไป.....
พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "ดูก่อน อานนท์ ภิกษุสงฆ์จะต้องการหวังสิ่งใดอีกจากเรา เราได้บัญญัติไว้ในพระธรรมพระวินัยหมดสิ้นแล้ว ข้อประพฤติปฏิบัติ สิ่งใดที่พระสงฆ์ควรจะรู้เพื่อการปฏิบัติ ให้บรรลุและรู้ถึงพระนิพพานนั้น เราก็ไม่ได้ปกปิดหรือซุกช่อนไว้ เอาไว้ในข้อใดข้อหนึ่งเลย เรามีความหวังดีกับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอย่างแท้จริง เราได้เทศน์มาสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ภิกษุสงฆ์ควรจะรู้ให้ถึงที่สุดแล้ว" "ดูก่อน อานนท์ บัดนี้เราเป็นคนชรา และถอยหลังแล้ว กาลเวลาของเราจวนจะถึงเวลาอันสมควรแล้ว เรามีอายุสังขาร 80 พรรษาแล้ว"
"เพราะฉะนั้น พวกท่านจงได้เป็นที่พึ่งของตนเอง มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จงเอาธรรมเป็นที่พึ่งและเป็นหลักไว้ในใจ อย่าได้มีสิ่งอื่นเจือปนเลย" ในที่สุดพระพุทธองค์ได้ตรัสเพิ่มอีกว่า "ดูก่อน อานนท์ ภิกษุใดเป็นผู้ตั้งใจศึกษา ภิกษุนั้นจักเป็นผู้เจริญไปกว่าหมู่คณะและมีสติปัญญา"
พระอานนท์ได้กราบทูลวิงวอนว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อย่าปรินิพพานก่อนเลย ขอพระพุทธองค์ ทรงอยู่โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์อีกต่อไป พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อพระอานนท์ว่า ดูก่อน อานนท์ สิ่งใดที่ ตถาคตพ้นแล้ว คายออกแล้ว ตรัสแล้ว สิ่งนั้นคือ อายุสังขาร ตถาคตปลงแล้ว กล่าวตรัสแล้ว ตถาคตจะปรินิพพานเมื่อครบ3เดือนต่อจากนี้ ตรัสไปแล้วจะไม่คืนคำ เป็นสิ่งที่เป็นไปแล้ว อานนท์ สิ่งที่ล่วงไปแล้ว อย่าคิดถึงอีกเลย เราจะไปยังป่าสาละวัน และท่านจงไปป่าวประกาศบอกพระภิกษุสงฆ์ ทั้งหลายที่อยู่ในเมืองเวสาลีให้ไปประชุมกันในที่นั้น พระอานนท์ก็ได้ทำตามคำสั่งของพระพุทธองค์เพื่อ ไปป่าวประกาศแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เมื่อพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้ทราบแล้วก็มาประชุมพร้อมกันที่ป่าสาละวัน ตามความประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อานนท์จึงได้เข้ากราบทูลต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงทราบพระสงฆ์ได้มาพร้อมแล้ว
พระพุทธองค์ได้เสด็จไปยังที่ประชุม เพื่อประทานพระโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย พระพุทธองค์ได้ตรัสให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นการเตือนครั้งสุดท้ายว่า สิ่งสำคัญยิ่งและเป็นการแสดงถึงความหวังครั้ง สุดท้ายของบุคคลที่จะจากไปอย่างแท้จริง เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นให้พากันประพฤติปฏิบัติตาม แนวทางที่ถูกต้อง ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อเห็นแก่ชาวโลกให้เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประโยชน์ ความดี และเกื้อกูลสัตว์โลก ผู้หวังอันที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ตัวอย่างในการประพฤติพรหมจรรย์อันสมบูรณ์ และบริสุทธิ์ ในที่สุด พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเตือนอีกว่า ทุกอย่างที่อยู่ในวิสัยโลก ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ตั้งอยู่ทนนาน ( อนิจจัง วัตสังขารา ) ความบากบั่น พากเพียร เพื่อก้าวไปข้างหน้าและการทำจิตของตนให้อยู่ในทางที่ถูกต้องนั้น จะเป็นทางหลุดพ้น ผลสำเร็จจากการเวียนว่ายตายเกิด และการเป็นทุกข์ทั้งปวงของโลกมนุษย์นี้ จะไม่สิ้นสุดถ้าไม่รู้ทุกข์ เราก็จะออกจากทุกข์ไม่ได้!
ในวันต่อมาพระพุทธองค์พร้อมกับพระอานนท์ก็ได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย และพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า ดูก่อน อานนท์ นี้เป็นการทอดพระเนตรเมืองเวสาลีเป็น ครั้งสุดท้ายของเราตถาคต เราจะเสด็จไปยังบ้านภัณฑุคาม
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระพุทธองค์ก็ได้ เสด็จออกาจากเมืองเวสาลีไปแสดงพระธรรมตามที่ต่าง ๆ เช่น หมู่บ้านภัณฑุคาม ทรงพักผ่อนบำเพ็ญ ประโยชน์แก่ประชาชนพอสมควรแล้วเดินทางต่อไปยังบ้าน หัตถิคาม อัมพคาม ชัมพุคาม เป็นลำดับจน ถึงนครโภคะ ประทับพักที่อานันทเจดีย์ แล้วทรงแสดงมหาปเทสสี่ ให้เป็นหลักสำหรับพิจารณาตัดสิน พระธรรมวินัยแก่ภิกษุสงฆ์ ในวันขึ้น 14 ค่ำเดือน6 เหลืออีกเพียง 1 วันจะครบรอบ 3 เดือน พระพุทธ องค์เสด็จถึงเมืองปาวา ประทับอยู่สวนมะม่วงของนายจุนทะ บุตรชายของนายช่างตีทอง ทรงแสดงพระธรรมโปรดนายจุนทะ จนได้บรรลุโสดาปัตติผล และนายจุนทะได้อาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วย พระสาวกไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้น และพระพุทธองค์ก็ได้รับคำอาราธนานั้น...
รุ่งอรุณของวันใหม่ ตรงกับวันเพ็ญเดือน6 ปีจอ เสด็จไปฉันภัตตาหารที่บ้านของนายจุนทะซึ่งเป็น การรับบิณฑบาตเป็นครั้งสุดท้าย...
พระพุทธองค์ทรงฉัน สุกรมัทวะ (อาหารชนิดหนึ่งทำจากเนื้อหมู) ที่นายจุนทะทำถวาย พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งห้ามไม่ให้สาวกทุกๆ รูปฉันสุกรมัทวะนั้น หลังจากอนุโมทนาแล้ว เสด็จออก จากบ้านนายจุนทะ ในระหว่างทางทรงประชวรหนักขึ้น ถึงกับอุจจาระเป็นโลหิต แต่ทรงบรรเทา ทุกขเวทนานั้นด้วยกำลัง อทิวาสนักขันติ และญาณสมาบัติ
เสด็จเดินทางต่อไป ทรงพักเหนื่อยเป็นระยะ ๆ จนใกล้เมืองกุสินารา พระพุทธองค์ได้แวะพักเอาแรง ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ในที่นั้น พระพุทธองค์ได้พบกับราชโอรสของมัลละกษัตริย์ผู้หนึ่ง ซื่อ ปุกกุสะ ซึ่งเคย เป็นลูกศิษย์ของอาฬารดาบส อาจารย์เก่าในสมัยที่พระพุทธองค์ไม่ทันได้ตรัสรู้ ซึ่งได้ออกเดินทางจาก เมืองกุสินาราจะไปเมืองปาวาผ่านมาพบเข้า จึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงธรรมสันติวิหาร ธรรม โปรดปุกกุสะจนบรรลุเป็นโสดาปัตติผล แสดงตนเป็นพุทธมามกะ นับถือพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปตลอดชีวิต และได้น้อมถวายผ้าเนื้อดี มีสีทองทั้งสองผืน พระพุทธองค์ รับไว้ผืนหนึ่งและอีกผืนหนึ่งให้ถวายแก่พระอานนท์ต่อจากนั้นก็ได้เสด็จข้ามแม่น้ำกกุธานทีทรงพักผ่อนชั่วคราวหนึ่งแล้วเสด็จต่อไปถึงแม่น้ำหิรัญญวดี เขตเมืองกุสินารา
1
ในตอนบ่ายของวันเพ็ญเดือน6 ปีจอ พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ ก็ได้เข้าถึงเขตเมืองกุสินาราแล้ว เสด็จเข้าไปในดงไม้สาละ ที่ชานเมืองกุสินารา พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทม ในระหว่างต้นไม้ 2 ต้นเพื่อพระพุทธองค์จะบรรทมไสยยาสน์ เรียกว่า อนุฏฐานไสยาสน์ แปลว่าไม่คิดจะลุกขึ้นอีก ในเวลานั้น ต้นสาละทั้งคู่ได้ออกดอกสะพรั่งเต็มต้น โปรยดอกตกถูก พระพุทธศิระ ดังประหนึ่งจะถวายบูชาพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นการผิดปรกติ เพราะเวลานั้นไม่ใช่เวลาที่ต้นสาละจะออกดอก พระพุธเจ้าได้ทรงตรัสต่อพระอานนท์ว่า "ดูก่อน อานนท์ เราสรรเสริญการบูชาเช่นนี้ แต่ไม่ถือว่าเป็นการบูชาอันประเสริฐ เป็นการดีถ้าหากพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมวินัยให้สมควรแก่ธรรมที่เราได้ตรัสไว้แล้วนั้น เราสรรเสริญว่าเป็นการบูชาที่ประเสริฐสุด" ขณะประทับอยู่ในอิริยาบทเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมตลอดเวลา และทรงแนะนำพระอานนท์ให้ปฏิบัติต่อพุทธสรีระเช่นเดียวกับการปฏิบัติพระบรมศพของเจ้าจักรพรรดิ์ทั้งหลาย
1
บัดนี้ พระอานนท์รู้สึกว่าพระพุทธองค์กำลังจะลาจากท่านไปโดยแท้จริงแล้ว ก็มีความโศกเศร้าเป็น อย่างยิ่งจนไม่สามารถจะอดกลั้นได้...
จึงได้หลบตัวไปแอบอยู่ เพื่อร้องไห้ในที่แห่งหนึ่ง รำพันว่า เรายังไม่เป็นเช่นภิกษุทั้งหลาย เรายังต้องศึกษาต่อไปอีก เรายังไม่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ บัดนี้ พระ ศาสดาของเรากำลังจะล่วงลับไปโดยทิ้งเราไว้อยู่เบื้องหลัง เราจักอยู่แต่ผู้เดียวโดยปราศจากพระศาสดา ผู้ซึ่งมีเมตตาต่อเราตลอดมา น้ำตาอุ่น ๆ ได้ไหลนองเต็มหน้าของพระอานนท์ในขณะนั้น..
เมื่อพระพุทธองค์ทรงลืมตาขึ้นไม่เห็นพระอานนท์อยู่ในที่นั้น ก็ได้ตรัสถามพระภิกษุอื่นๆ พระพุทธองค์ ถามว่า อานนท์ไปไหน? ภิกษุทูลตอบว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อานนท์ได้หลบไปร้องไห้อยู่ในที่แห่ง หนึ่งตามลำพัง ว่าท่านยังเป็นผู้ต้องศึกษา ยังไม่บรรลุธรรม ธรรมอันสูงสุด และพระศาสดาทรงมีพระเมตตาอยู่ตลอดเวลานั้นกำลังจะล่วงลับไป พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "ดูก่อน ภิกษุท่านจงไปตามพระ อานนท์มาเถิด และบอกว่าพระศาสดารับสั่งให้มาเฝ้า" ภิกษุนั้นได้ไปบอกให้เข้ามาเฝ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปลอบแก่พระอานนท์ด้วยพระทัยที่กรุณาเป็นอย่างยิ่ง
พระองค์ได้ทรงสรรเสริญพระอานนท์โดยตรัสว่า พระภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในกาลก่อน ล้วนแต่มีผู้อุปัฏฐากที่ประเสริฐ แต่ก็ไม่ยิ่งไปกว่าพระอานนท์ที่ได้กระทำแก่เรา ในกาลบัดนี้ พระพุทธ เจ้าทั้งหลายอันจะมีในอนาคตล้วนแต่จะมีอุปัฏฐากอันประเสริฐ แต่จะไม่ยิ่งไปกว่าพระอานนท์ที่ได้ทำ แก่เราแล้ว ในขณะนี้พระอานนท์เป็นผู้อุปัฏฐากที่ดีที่สุด และเฉลียวฉลาดของเรา พระอานนท์ย่อมรู้จัก กาลเวลาอันเหมาะสมที่จะให้แขกผู้มาเยี่ยมเยียนเข้ามาเฝ้า พระอานนท์ปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นด้วย ถ้อยคำที่น่าปลาบปลื้มปิติยิ่งหนักหนา แขกทุกคนได้รับความพอใจอย่างสูงสุดจากการต้อนรับของพระ อานนท์เสมอ เมื่อพระอานนท์กล่าวถึงเรื่องราวใดๆ คนเหล่านั้นพากันสนใจฟัง ที่พระอานนท์ตั้งใจ กล่าว พระอานนท์ได้เป็นผู้อุปัฏฐากที่ดีเลิศของเราพระองค์เช่นนี้ตลอดมา
ต่อจากนั้นพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าขอพระผู้มีพระภาค เจ้า พระองค์อย่าได้ด่วนเสด็จปรินิพพานในเขตเมืองป่าเมืองดอยที่ไม่สมควรเช่นนี้เลย นครใหญ่ ๆ เช่น กรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี เมืองเวสาลีและเมืองอื่นๆ ก็มีอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงพอพระทัย ที่จะเสด็จปรินิพพานในเมืองใดเมืองหนึ่งในบรรดาเมืองเหล่านั้น ผู้มีอำนาจวาสนาซึ่งเป็นสาวกของ พระองค์มีอยู่มากมาย เขาเหล่านั้นจะเอาภาระในการจัดพระศพของ พระผู้มีพระภาคเจ้าให้สมบูรณ์ ทุกประการ...
ในขึ้น 15 ค่ำ วันเพ็ญเดือนหก ปีจอ ตอนหัวค่ำพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้แก่พระสงฆ์ ถึงเวลาใกล้พระองค์จะเสด็จพระปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสสั่งให้พระอานนท์ไปแจ้งข่าวปรินิพพานให้ บรรดากษัตริย์ทราบ พุทธบริษัท เหล่าประชาชนชาวเมืองให้ได้ทราบโดยทั่วถึงกัน ให้จัดเตรียม ดอกไม้ ธูป เทียน ไปยังป่าสาละวัน พระอานนท์ก็ได้จัดให้มัลละกษัตริย์เหล่านั้น พร้อมด้วยบริวารเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า
เมื่อบรรดามัลละกษัตริย์ และประชาชนเมืองกุสินาราได้ฟังข่าวพระปรินิพพานจากพระอานนท์ ดังนั้นก็ พากันเศร้าโศก และคร่ำครวญว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จปรินิพพานไวเกินไปเสียแล้ว ดวงประทีปของโลกดับไวเกินไปเสียแล้ว ชาวเมืองกุสินาราทั้งหญิงและชาย พร้อมเด็กน้อยต่างก็พากันโศกเศร้า คร่ำครวญออกมาสู่ดงไม้สาละ อันเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ได้ประทับอยู่ในขณะนั้น เพื่อจะได้เข้าเฝ้า และแสดงความอาลัยอาวรณ์ ได้กล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้ายกับพระพุทธองค์ ชาวเมืองกุสินาราคณะ หนึ่งๆ โดยมีผู้นำคนหนึ่งๆ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตามลำดับ และได้กล่าวถวายอาลัยใน พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกันทุกๆคน
1
หนึ่ในนั้นคือ สุภัททะปริพาชกได้คิดในใจว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว ในคืนวันนี้ และเกิด ความสังหรณ์ใจขึ้นมาว่า...
คำที่ว่า สัมมาสัมพุทธเจ้า นี้เราไม่เคยได้ยินมาก่อนในโลกนี้ พระสมณโคดม องค์นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นผู้ได้ตรัสรู้แจ้งธรรม โดยไม่มีครูบาอาจารย์ได้สอนจริงหรือ และพระสมณโคดมองค์นี้จะได้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานในคืนวันนี้ด้วย เราสมควรที่จะไปทูลถามข้อข้องใจ ทั้งหลายที่ค้างคาอยู่ในใจของเรากับพระองค์ ถ้าหากว่าเราปล่อยให้ชักช้าให้เวลาผ่านไปเราก็จะเสียใจ ไปตลอดชีวิตเป็นแน่ คิดได้ดังนั้นแล้ว จึงรีบมุ่งหน้าออกไปยังป่าสาละวันที่ชานเมืองกุสินารา พอไปถึงก็ เห็นพุทธบริษัททั้ง 4 เหล่าเต็มไปในบริเวณแห่งนั้น สุภัททะปริพาชกพยายามหาทางเข้าไปเฝ้าให้ใกล้ แต่ถูกพระอานนท์ห้ามเอาไว้ เพราะเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จพระปรินิพพานแล้ว
ถึงแม้นว่าสุภัททะปริพาชกจะถูกห้ามจากพระอานนท์ปานใดก็ตาม แต่เขาก็พยายาม ร้องขอ อ้อนวอน ต่อพระอานนท์เพื่อจะขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าให้ได้ แต่พระอานนท์ก็ไม่อนุญาต พระพุทธองค์รู้ว่า สุภัททะปริพาชกผู้ได้อุตสาหะเดินทางมาไกลและเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากนั้น เวลานี้ได้เข้ามาอยู่ใน สถานที่นี้แล้วและกำลังถูกพระอานนท์ห้ามไว้อยู่ พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งให้พระอานนท์ไปนำเอาตัว ของสุภัททะปริพาชกมาเข้าเฝ้าทันที!
เพื่อให้เขาได้ทูลถามข้อสงสัย พอสุภัททะทะปริพาชกเข้ามาถึงและ แสดงความคารวะตามสมควรแล้วสุภัททะปริพาชกได้ทูลถามขึ้นว่า ครูทั้ง 6 คือ 1. ปูรณะกัสสปะ 2. มักขลิโคศาล 3. อชิตเกสกัมพล 4. ปกุทธะกัจจายนะ 5. สัญชัย เวลัฏฐบุตร 6. นิครนธ์นาฏบุตร พวกท่านทั้งหลายเหล่านั้น ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้วหรือยัง คำถามเหล่านี้ถูกพระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ (เพราะเป็นความไม่มีประโยชน์)...
พระพุทธองค์จึงได้แสดงพระธรรมว่า มรรคมีองค์ 8 ไม่มีอยู่ในธรรม สมณะ 4 เหล่านี้ คือ พระโสดา พระสกิทา พระอนาคา และพระอรหันต์ย่อมมีอยู่ด้วย
สุภัททะปริพาชกได้ฟังเพียงเท่านั้นก็หายความสงสัยในใจและได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาบันแล้ว ขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ท่านเป็นคนนอกพระพุทธศาสนาต้องได้ไปอยู่ปริวาสธรรม 4 ปีก่อน จึงสามารถเข้ามาบวชได้ สุภัททะปริพาชกทูลตอบพระพุทธองค์ว่า ให้อยู่ 4 ปีก็ได้! บัดนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งให้พระอานนท์รีบนำเอาสุภัททะปริพาชกไปบรรพชาเป็นสามเณรก่อน แล้วจึงนำเอา สามเณรสุภัททะ เข้าเฝ้าเพื่อพระองค์จะได้อุปสมบทให้เป็นพระภิกษุ และพระพุทธองค์ได้อุปสมบท สามเณรสุภัททะให้เป็นโดยพิธีเอหิภิกขุ ท่านจงเป็นภิกษุเถิด..
พระพุทธเจ้าได้บอกคำถามให้พระภิกษุสุภัททะ ดังนี้
เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ
ตะโจ ทันตา นขา โลมา เกสา
เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ
เอาไปปฏิบัติ พิจารณา เมื่อพระภิกษุสุภัททะพิจารณาแล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทันที พระสุภัททะ ได้เป็น พระสาวกและพระอรหันต์รูปสุดท้ายของพระศาสดา อันนี้ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าพระพุทธองค์ ทรงบำเพ็ญพุทธกิจจนถึงนาทีสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระพุทธองค์
1
พระพุทธเจ้าประทานโอวาทเป็นครั้งสุดท้ายแก่พระสาวกของพระพุทธองค์ว่า พระอรหันต์ก็ดี พระวินัย ก็ดี ที่เราตถาคตได้บัญญัติไว้แล้ว พระธรรมวินัยนั้นจะเป็นครูอาจารย์ของท่าน ในเวลาที่เรา ตถาคต ปรินิพพานไปแล้ว พระพุทธเจ้าได้ทรงเปล่งวาจาอันเป็นพระปัจฉิมโอวาทว่า เราขอเตือนท่านทั้ง หลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นของธรรมดา พวกท่านจงประกอบกิจทั้งปวงให้เป็น ประโยชน์แก่ตนและคนอื่นด้วย ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด สิ้นพระสุรเสียงนี้ พระพุทธองค์ ก็สงบไปและไม่ได้ตรัสอะไรอีก พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์สู่พระปรินิพพานในเวลาสุดท้ายแห่งคืน พระจันทร์เต็มดวงของคืนวันเพ็ญเดือน6 (วิสาขะ)
นี่เป็นการแสดงว่าพระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติพุทธกิจ อันหนักหน่วงเป็นเวลา 45 พรรษา โดยไม่ได้พักผ่อนจนถึงวินาทีสุดท้าย เสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้วางสมบัติอันล้ำค่า คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ไว้ในมนุษย์โลก ขอให้ท่านทั้งหลายจงหมั่นเพียรปฏิบัติต่อไปเถิด สาธุ อนุโมทนามิ..
การเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปตามลำดับ คือเข้าฌานที่ 1 ออกจากฌานที่ 1 แล้วเข้าสู่ฌานที่ 2 โดยลำดับ ตอนนี้พระอานนท์ได้ถามพระอนุรุธว่า พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานหรือยัง วาทะ ยิตะ นิโรธะ นี้แล้วก็กลับมาเข้าฌานที่ 1 เข้าฌานที่ 2 เป็นลำดับจนเข้าฌานที่ 3 ที่ 4 แล้วจึง เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน...
 
ย้อนกลับไปถึงการกล่าวถึงที่พระอานนท์ถามเช่นนั้น ก็เพราะพระอานนท์ยังไม่ทันได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระอานนท์พุทธอนุชาเองจึงไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ เป็นเวลา25ปีจำเดิมแต่รับหน้าที่พุทธอุปัฏฐากมา เคยรับใช้ใกล้ชิดพระพุทธองค์เสมือนเงาตามองค์ บัดนี้พระพุทธองค์เสด็จจากไปเสียแล้ว ท่านรู้สึกว้าเหว่และเงียบเหงาไม่ได้เห็นพระองค์อีกต่อไป เวลา25ปีนานพอที่จะก่อความรู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรงเมื่อมีการพลัดพราก แต่แล้วเรื่องทั้งหลายก็มาจบลงด้วยสัจธรรมที่พระองค์ทรงพร่ำ สอนอยู่เสมอว่า...
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ สิ่งนั้นย่อมดับได้
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง และดับไปในที่สุด....
ปล. หากมีเวลาผมจะมาเสนอ อัตชีวิต ของพระอานนท์หลังจากการเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ให้อ่านกันคราต่อๆไปนะครับ ขอตัวไปหากาบหมากมาทำกระทงแป๊บ...

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา