7 ต.ค. 2020 เวลา 12:19 • ศิลปะ & ออกแบบ
[ เรื่องเล่าชมรมวิทย์ SPECIAL ]
Ep.2 : Impossible Reality - ความจริงที่เป็นไปไม่ได้
1
ความเดิมตอนที่แล้ว : หลังจากที่ฉันแก้ปัญหาเกี่ยวกับงานที่กำลังทำอยู่ไม่ได้ซักที ไม่แน่ใจว่าด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจ คุณปู่ยื่นสมุดบันทึกปริศนามาให้พร้อมกับบอกว่าคำตอบที่ฉันกำลังตามหา อาจอยู่ในสมุดเล่มนี้ก็เป็นได้ ฉันขอความช่วยเหลือจาก อาร์ต หัวหน้าชมรมศิลป์ที่ไม่ชอบหน้า แต่กลับมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น ประโยคในสมุด ปลุกนกซิเมิร์กจากภาพ ‘Another World ให้มีชีวิต รู้ตัวอีกทีเราทั้งคู่ก็เกาะนกยักษ์เข้ามาสู่ดินแดนในอีกโลกหนึ่งเสียแล้ว
“Welcome to another world พร้อมไปผจญภัยกันหรือยัง?”
“ไม่พร้อม ใครพร้อม ไหนใครพร้อม คนไหนพร้อม ไม่มีใครพร้อม ไม่พร้อม ใครพร้อม ไหนใครพร้อม คนไหนพร้อม ไม่มีใครพร้อม ไม่พร้อม”
1
หลังจากกรี๊ดเสียงดังด้วยความตกใจเพราะนกซีเมิร์กลดระดับการบินกะทันหัน ฉันจึงหลับตาปี๋ ไม่กล้ามองวิวทิวทัศน์ข้างล่างต่อ นิสัยชอบพูดคนเดียวทำให้เผลอบ่นอะไรสักอย่างยาวเหยียด ถึงแม้คราวนี้ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว และ อีตานั่นอาจกำลังมองมาด้วยสายตาหวาดระแวง แต่ใครจะไปสนล่ะ ก็มันน่ากลัวจริงๆนี่!
ระหว่างที่ความคิดกำลังตีกันไปมาอยู่ในสมอง อยู่ๆฉันก็รู้สึกถึงสัมผัสเบาๆแต่หนักแน่นให้ความอบอุ่นอย่างน่าประหลาดที่หลังมือขวา เมื่อลืมตาขึ้นมองจึงพบว่าเป็นมือของอาร์ตที่เอื้อมมาจับไว้
"ไม่ต้องกลัวนะ อาร์ตจะคอยจับซายน์เอาไว้เอง"
1
เป็นประโยคที่อาร์ตเอ่ยออกมาหลังจากที่เราสบตากัน ทำให้นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์สมัยเด็ก เมื่อก่อนเราสองคนเคยเป็นเพื่อนรู้ใจที่วิ่งเล่นด้วยกันมาตลอด จนฉันเกิดอุบัติเหตุพลัดตกต้นไม้ในขณะที่อยู่สูงจากพื้นราวสามเมตร ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่นานเพราะกระดูกแขนแตก
วันนั้นอาร์ตบอกว่าจะช่วยจับไว้ แต่หลังจากยื่นมือออกไป กิ่งไม้ก็หักเสียก่อน ความจริงแล้วฉันรู้ว่าเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้เป็นความผิดของอาร์ต แต่ลึกๆฉันกลับเสียใจที่เขาคว้ามือฉันไว้ไม่ทัน เรื่องนี้กลายเป็นรอยร้าวระหว่างเรา เพราะหลังจากนั้นเราสองคนก็ไม่เคยเล่นด้วยกันอีกเลย ทำให้คุยกันน้อยลงเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าเวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปีกลับทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเราค่อยๆเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นเส้นขนานที่ดูไม่น่าจะมาบรรจบกันได้อีก
1
ฉันไม่ได้พูดอะไร แต่ก็รู้สึกวางใจมากขึ้นจนทำให้กล้าที่จะมองลงไปข้างล่างอีกครั้งหลังจากนกซิเมิร์กบินต่ำลง ขณะที่ใกล้จะถึงพื้น ฉันรู้สึกว่าสถานที่ที่นกกำลังมุ่งไปนั้น ดูคุ้นตาชอบกล
‘หนังสือ ไพ่ ไปป์ กล่องไม้ขีด โถยาเส้น เอ๊ะ’
“เอ๊ะ…นี่มันโต๊ะของปู่นี่นา…”
ฉันอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจกับสิ่งที่มองเห็น ไม่ผิดแน่ เพราะของเหล่านี้อยู่บนโต๊ะปู่มาตั้งแต่ฉันยังเด็กและไม่เคยเปลี่ยนที่เลย ปู่วางทุกอย่างไว้แบบเดิมราวกับทากาวติดไว้
นกซิเมิร์กกระพือปีกสองสามครั้งเหมือนเป็นการตอบรับ ก่อนจะลงจอดอย่างนุ่มนวลที่ลานกว้างท่ามกลางสิ่งของเหล่านั้น วัตถุที่เราเห็นจากระยะไกลเมื่อสักครู่ แท้จริงแล้วมีขนาดใหญ่โตมาก จนพวกเราสองคนดูเหมือนเป็นคนแคระที่อยู่ในเมืองยักษ์
“เมื่อกี้ซายน์พูดว่าอะไรนะ เสียงลมดังมาก อาร์ตไม่ค่อยได้ยินเลย”
อาร์ตหันมาถามหลังจากที่เราสองคนปล่อยมือจากหางนกและยืนด้วยท่าทางมั่นคงเรียบร้อยแล้ว
“โต๊ะหนังสือของคุณปู่น่ะอาร์ต มีของแบบนี้ วางอยู่ลักษณะนี้ ราวกับถอดแบบกันออกมาเลย ว่าแต่อุตส่าห์บินมาตั้งไกล ทำไมเราสองคนถึงมาอยู่บนโต๊ะของปู่ได้ล่ะ?”
“ซายน์…อาร์ตว่าเราเข้ามาอยู่ในโลกที่เป็นไปไม่ได้ซะแล้วล่ะ”
1
ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ขาห้าส่วนของฉัน เมื่อล้วงมือเข้าไปก็พบว่าเป็นสมุดบันทึกของคุณปู่นั่นเอง ซึ่งคงจะเผลอยัดไว้ด้วยอารามตกใจขณะที่กำลังห้อยโหนอยู่กลางอากาศ
ฉันรีบเปิดออกดู ปรากฎว่าขนนก 3 ก้านที่ถูกเหน็บไว้ บัดนี้เหลือเพียง 2 ก้านเท่านั้น บนหน้ากระดาษปรากฎรอยไหม้รูปร่างคล้ายขนนก มีควันจางๆสีเทาลอยขึ้นมา ขณะที่เราทั้งคู่กำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่ๆนกซิเมิร์กตัวนั้นก็ขยับตัวหันมาจนทำให้ฉันสะดุ้งเผลอปิดสมุดไป ดวงตากลมโตสีเทาเข้มภายในมีประกายของเปลวไฟจ้องมองมา ก่อนจะพูดด้วยเสียงก้องกังวานว่า
“When one commitment has been cleared,
one feather would be gone.
คราใดหนึ่งบุญคุญได้ตอบแทน
ครานั้นหนึ่งเครื่องหมายจะหายไป”
ฉันจึงรีบพลิกสมุดบันทึกอีกครั้ง เปิดไปหน้าสุดท้ายแล้วยื่นให้อาร์ตดู พร้อมกับบอกว่า
“ขนนกของคุณปู่ หายไปแล้วอันนึง…”
อาร์ตขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่นกซิเมิร์กชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
“ขนนกที่เจ้ามี ครั้งหนึ่งเคยถูกมอบไว้ให้แก่มนุษย์เพื่อตอบแทนวีรกรรมของเขา เมื่อถึงคราวใดที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะปรากฎขึ้นตามสัญญา
เรื่องราวในอดีตของมนุษย์ผู้นั้น บัดนี้ไม่ใช่เวลาที่จะบอกเล่า ยังมีอีกหลายสิ่งที่พวกเจ้าทั้งสองจะต้องเรียนรู้เพื่อที่จะได้กลับไปยังที่ ๆ จากมา ต่อจากนี้เจ้าทั้งสองจะต้องช่วยกันแก้ปริศนา เพื่อไปให้ถึงประตูทางออกในสถานที่สุดท้าย ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะกลับไปยังโลกเดิม หากพวกเจ้าไปไม่ถึง…ก็จะติดอยู่ในนี้ตลอดกาล แต่หากภารกิจลุล่วง ความปรารถนาที่แท้จริงจะปรากฎ
เจ้า...ผู้เป็นทายาทของเขา”
นกซีเมิร์กหันมาจ้องตาฉัน ก่อนจะหันกลับไปทางอาร์ตอย่างช้าๆ
“และเจ้า... จงทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ให้ดี”
เสียงกังวานถูกเปล่งขึ้นด้วยท่วงทำนองของบทกวี
“หนทางต่อจากนี้
สมุดที่มีจะนำให้
แต่จงพึงจำไว้
สิ่งที่เห็น อาจไม่จริง
สิ่งที่จริง ก็ไม่เห็น
หรืออาจเป็นเท็จทั้งสิ้น
พินิจอย่างประวิง
เพราะความจริงมีหลายมุม”
1
ทันทีที่พูดจบปีกใหญ่ยักษ์คู่นั้นก็กระพือขึ้นก่อนจะโผบินขึ้นไปในท้องฟ้าด้วยความเร็วชั่วพริบตา ฉันรู้สึกว่าอาร์ตกำลังมองมา จึงหันไปสบตาเขาพอดี แหม! นี่เราจะสบตากันบ่อยไปแล้วนะ ฉันรีบเปลี่ยนแววตาเป็นมองค้อน บ่งบอกว่ากำลังกลับสู่สภาวะอารมณ์ปกติหลังจากเกิดเรื่องไม่น่าเชื่อขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเริ่มมีสติใคร่ครวญถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันมั่นใจ
“ที่แท้ปู่ก็เคยมาที่นี่สินะ… อาร์ต! นกตัวนั้นบอกว่าเราต้องหาทางออกใช่มั้ย ต้องแก้ปริศนาอะไรสักอย่าง อาร์ตพอจะนึกอะไรออกบ้างมะ แผนที่นี่ดูยังไงนะ”
ฉันพูดแกมบ่นแบบไม่ได้สนใจอาร์ตสักเท่าไหร่ พลางพลิกหน้าสมุดไปมาเพื่อหาคำตอบ รหัสพวกนี้ต้องมีความหมายบางอย่างแน่ๆ
“ซายน์”
“ว่าไง อาร์ต”
“ตอนที่เราอยู่บนฟ้าแล้วมองลงมา ซายน์บอกว่าวิวที่เห็นนี้เหมือนโต๊ะของคุณปู่เลยใช่มั้ย”
“อือ ใช่ หรือว่าจะมีคำใบ้อะไรบางอย่าง”
ประโยคที่อาร์ตถามนั้นน่าสนใจและทำให้ฉันตื่นเต้นจนเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ เขาเดินนำไปที่กองสำรับไพ่ยักษ์ที่อยู่ถัดจากโถยาเส้น
“ซายน์…คุณปู่ชอบเล่นไพ่มั้ย” คำถามแปลก ๆ ของเขาทำให้คิ้วของฉันขมวดด้วยความครุ่นคิด
“ไม่นะ ซายน์ก็เคยชวนเล่น เพราะเห็นมีไพ่ตั้งอยู่ แต่ท่านยิ้ม ๆ แล้วบอกแค่ว่าไพ่นี้ไม่ได้มีไว้เล่น แต่วางเอาไว้ให้นึกถึงอะไรบางอย่าง…รู้งี้ถามมากกว่านี้ดีสิ”
‘โอ๊ย ไม่ได้เรื่องเลยสิน้า!’ ฉันเบะปากท่าทางดูเหมือนไม่สบอารมณ์ แต่อาร์ตกลับกำลังกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบากเสียอย่างนั้น
1
“ไพ่นี้อาจจะช่วยให้นำทางให้เราก็ได้นะ ซายน์จำหน้าไพ่บนสุดได้มั้ย”
“ห้า….โพธิ์ดำ”
‘แน่นอนสิ นี่นายคิดว่ากำลังถามใครอยู่ ฉันซายน์นะยะ หึ!’
1
“ที่อาร์ตคิดไว้นะซายน์…หากเป็นไพ่ธรรมดาคงไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่ในไพ่ทาโรต์ มันคือไพ่ห้าดาบ ความหมายของมันคือความขัดแย้ง ไม่ลงรอยกัน แต่อาร์ตคิดว่าคุณปู่กำลังบอกให้เราร่วมมือกันเพื่อเอาชนะปริศนาทั้งหมดนี้ไปให้ได้มากกว่านะ”
‘ร่วมมือกันเหรอคะคุณปู่ แล้วซายน์จะช่วยอะไรอาร์ตได้บ้างล่ะ’ ฉันคิดในใจพลางขมวดคิ้วทำหน้ามุ่ย
ทันใดนั้น เขาปรบมือขึ้นมาอย่างแรงหนึ่งที เหมือนเพิ่งนึกอะไรออก
“อ้อ! อีกอย่าง…อาร์ตยังไม่ได้บอกใช่มั้ย สถานที่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งภาพวาดของเอชเชอร์เช่นเดียวกันนะ ชื่อว่า Still Life and Street น่ะ”
maththisisfun.com
ขณะที่ฟังอาร์ตอธิบาย ฉันก็กวาดตามองสิ่งของต่างๆรอบตัวไปด้วย นิสัยช่างสังเกตตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ ทำให้สะดุดตากับการวางตัวของกองไพ่และกองหนังสือด้านข้าง ว่าเรียงเหลื่อมซ้อนกันขึ้นไป คล้ายความโค้งของบันไดวน
‘เอ๊ะ หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเลขของฟิโบนักชี? เห็นอยู่แวบๆในสมุดบันทึกด้วยนี่นา’
ลำดับฟิโบนักชี เป็นอีกหนึ่งชุดตัวเลขที่แสดงถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติว่ารูปร่างเส้นขดโค้งต่างๆอย่างก้นหอย ความโค้งของงาช้าง ความโค้งของเกสรทานตะวันหรือแม้แต่การเรียงตัวของตาสับปะรด ก็มีแบบแผนทางคณิตศาสตร์เป็นระบบอยู่เบื้องหลัง ทั้งหมดถูกคิดคำนวณมาอย่างดี ไม่ได้เกิดขึ้นมั่วๆ
‘ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นคุณปู่บอกว่า วิทยาศาสตร์ก็มีความงามไม่ต่างจากงานศิลปะหรือเปล่านะ... ใช่แน่เลย!’
“อาร์ตอาจจะพูดถูกเรื่องสัญลักษณ์ของไพ่นะ แต่สำหรับปริศนาครั้งนี้ซายน์คิดว่าเจอทางไปแล้วล่ะ ดูนี่สิ” ฉันเปิดไปยังสมุดบันทึกหน้าที่มีชุดตัวเลขเขียนอยู่ แล้วชี้ให้อาร์ตดู
[ 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34 ]
“ตัวเลขพวกนี้นะอาร์ต จะเริ่มต้นด้วย 0 และ 1 หลังจากนั้นตัวต่อไปจะเป็นผลบวกของตัวเลขสองตัวก่อนหน้า เช่น ตัวที่ สาม คือผลบวกของ 0+1 ซึ่งก็คือ 1 นั่นเอง และตัวที่ สี่ ก็จะเป็นผลบวกของ 1+1 ซึ่งก็คือ 2
ดังนั้น ตัวเลขสี่ตัวแรกในลำดับฟิโบนักชีจึงเป็น [0, 1, 1, 2] ไงล่ะ แล้วอาร์ตพอเดาได้มั้ยว่าตัวที่ ห้า ควรเป็นเลขอะไร?”
'ไร้การตอบสนอง เขาเข้าใจหรือเปล่านะเนี่ย'
“ก็คือ 1+2 = 3 ยังไงล่ะ ตรงกับเลขชุดนี้เลยเห็นมั้ย”
ฉันใช้นิ้วชี้ลากยาววนเป็นวงกลมซ้ำๆไปที่ตัวเลขเหล่านั้นบนกระดาษ
“ถ้างั้น สัญลักษณ์ 5 บนไพ่ เทียบกับเลขฟีโบนักชีแล้ว อยู่เป็นลำดับที่ หก แน่นอนว่าจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก… หนังสือยังไงล่ะอาร์ต! หนังสือยักษ์พวกนี้ เล่มที่ หก ต้องมีอะไรแน่ๆ”
“แต่ว่าหนังสือมีสองฝั่งนี่ซายน์ เราจะรู้ได้ไงว่าเลือกฝั่งไหน”
“ต้องเป็นฝั่งขวาแน่นอนอยู่แล้วล่ะอาร์ต เพราะปู่บอกซายน์เสมอว่าอยากให้ซายน์ใช้สมองซีกขวาเยอะๆ บ้าง”
ฉันยิ้มด้วยความภาคภูมิใจที่แก้ปัญหานี้ได้ ส่วนอาร์ตก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่ากำลังสนุกอยู่ไม่น้อย
“หนังสือเล่มที่หก ฝั่งขวา ชื่อว่า House of Stairs หึหึ เตรียมขาให้พร้อมนะซายน์ อาร์ตว่าที่ๆ เรากำลังจะไปต่อคงไม่มีลิฟท์แน่ๆ”
[ To be continued ]
สวัสดีค่ะทุกคน ❤️
มาถึงตอนที่สองของซีรีส์ชมรมวิทย์นอกเวลา ตอนพิเศษ ที่เขียนร่วมกันกับเรื่องเล่าชมรมศิลป์นอกเวลากันแล้วนะคะ
 
สำหรับตอนนี้ขอเชิญให้อ่านเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของตัวละคร ‘อาร์ต’ ได้ที่เพจ ให้เพลงพาไป หรือคลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ ;) ⬇️
1
References >>
โฆษณา