1 มี.ค. 2020 เวลา 06:33 • ประวัติศาสตร์
“เฉินหลง (Jackie Chan) นักแสดงชาวฮ่องกงผู้ก้าวไปผงาดในฮอลลีวู้ด” ตอนที่ 2
หนทางสู่ดวงดาว
ภายหลังจากที่กั่งเซิงเรียนจบจาก China Drama Academy พ่อและแม่ของเขาก็ต้องการให้กั่งเซิงย้ายไปอยู่ด้วยกันที่ออสเตรเลีย โดยพ่อของเขาตั้งใจจะฝากงานให้กั่งเซิง
แต่กั่งเซิงบอกกับพ่อแม่ว่าเขาได้งานเป็นสตั้นท์แมนที่ฮ่องกง และได้เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว
แต่ความจริงแล้วกั่งเซิงนั้นยังไม่มีงานทำ แต่เขาก็อายเกินกว่าที่จะบอกพ่อกับแม่ว่าเขาตกงาน
เมื่อได้ยินว่ากั่งเซิงได้งานแล้ว พ่อกับแม่ก็ซื้ออพาร์ทเม้นท์ในฮ่องกงให้เขา แต่กั่งเซิงก็ยากจนมาก เขาถึงขนาดต้องไปเก็บเศษไม้ตามข้างถนนมาทำโต๊ะและเก้าอี้
ทุกๆ วัน กั่งเซิงจะไปยังสตูดิโอของชอว์ บราเดอร์เพื่อหางานทำ โดยเขาต้องไปต่อแถวยาวเหยียดรวมกับคนอื่นๆ ที่มาหางานทำเช่นกัน
กั่งเซิงได้งานเป็น Stunt Double และเขาก็ตั้งใจทำงานอย่างมาก ทำงานตั้งแต่เช้าตรู่จนดึกดื่น และในช่วงเวลานี้เอง ฝีมือของเขาก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
กั่งเซิงได้ก้าวมาเป็นหนึ่งในทีมสตั้นท์ และในไม่ช้า เขาก็ขึ้นมาเป็นสตั้นท์แมนแถวหน้า
แต่ถึงจะขึ้นมาเป็นแถวหน้า แต่เขาก็ยังไม่ใช่ดาราอยู่ดี ซึ่งกั่งเซิงเองก็ต้องการจะขึ้นมาเป็นนักแสดงนำให้ได้
ค.ศ.1971 (พ.ศ.2514) “บรู๊ซ ลี (Bruce Lee)” ดารานักบู๊ชื่อดังได้เริ่มสร้างภาพยนตร์ในฮ่องกง
บรู๊ซ ลี (Bruce Lee)
ลีได้เข้ามาเปลี่ยนวงการภาพยนตร์ฮ่องกงไปตลอดกาล
แทนที่จะแสดงท่าทางการต่อสู้แบบเดิมๆ ลีมักจะแสดงเป็นนักสู้ผู้เข้มแข็งและมีลีลาการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ และผู้ชมก็ชื่นชอบมาก ทำให้สตูดิโอหลายๆ แห่งมองหานักแสดงที่มีลักษณะท่าทางเหมือนลี
กั่งเซิงอยากจะโด่งดังอย่างลีให้ได้ และเมื่อเขาได้งานเป็นสตั้นท์แมนในภาพยนตร์ของลีเรื่อง “Fist of Fury” หรือ “ไอ้หนุ่มซินตึ๊งล้างแค้น” เขาก็ตอบตกลงทันที
1
กั่งเซิงได้รับหน้าที่ให้แสดงในฉากเสี่ยงตายต่างๆ โดยในฉากหนึ่ง กั่งเซิงต้องหงายหลัง จากนั้นก็ถูกลากออกประตู และตกลงมาที่ความสูง 20 ฟุต (หกเมตร) ทั้งหมดในฉากเดียว
กั่งเซิงแสดงออกมาได้ยอดเยี่ยม แต่เขาก็น็อค หมดสติไป
เมื่อลืมตาขึ้นมา ลีก็ยืนอยู่ต่อหน้าเขาพร้อมกล่าวว่า
“ยอดเยี่ยม ฉากนี้ได้ใช้ในหนังแน่”
ลีและกั่งเซิง
ภายหลังจากร่วมทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ กั่งเซิงก็ตระหนักว่าเขาไม่อยากจะเป็นแค่สตั้นท์แมน เขาอยากจะเป็น Stunt Coordinator ทำหน้าที่กำกับและออกแบบท่าทางให้แก่สตั้นท์แมน โดยเขาตั้งใจจะเป็น Stunt Coordinator ที่อายุน้อยที่สุดในฮ่องกง
ดูเหมือนสิ่งที่กั่งเซิงต้องการจะมีแนวโน้มเป็นจริง เนื่องจากเขามีงานเข้ามามากมาย และได้เริ่มออกแบบท่าทางการต่อสู้ให้สตั้นท์คนอื่นๆ
แต่เรื่องที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น กรกฎาคม ค.ศ.1973 (พ.ศ.2516) ลีเสียชีวิตกระทันหัน ทำให้สตูดิโอภาพยนตร์ต่างๆ ต้องหาคนมาแทนลี แต่ก็ไม่มีใครมาเทียบรัศมีของลีได้ ความนิยมในหนังต่อสู้เริ่มลดน้อยลง รวมทั้งงานของกั่งเซิงด้วย
ในฐานะของสตั้นท์แมน กั่งเซิงไม่นับว่าเป็นนักแสดงด้วยซ้ำ เขาไม่มีบทพูด และจะแสดงเฉพาะในฉากบู๊
แต่กั่งเซิงก็ไม่ได้ต้องการแค่นี้ เขาอยากเป็นดารานำ แต่ด้วยการเสียชีวิตของลี ทำให้หนังบู๊เริ่มจะเสื่อมความนิยม และดูเหมือนความฝันของกั่งเซิงก็เริ่มจะริบหรี่
แต่แล้วกั่งเซิงก็ได้รับการติดต่อได้ไปแสดงภาพยนตร์เรื่อง “Hand of Death” ซึ่งออกฉายในปีค.ศ.1976 (พ.ศ.2519)
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กั่งเซิงเพียงได้รับบทสมทบเท่านั้น แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการแสดงของกั่งเซิง
กั่งเซิงได้เรียนรู้เรื่องการแสดงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมทั้งการกำกับอีกด้วย
แต่การเสียชีวิตของลีนั้นก็ทำให้วงการภาพยนตร์นั้นเสียหายหนัก ภายหลังจาก Hand of Death ออกฉาย ก็ไม่ได้มีงานติดต่อมาหากั่งเซิงมากนัก
กั่งเซิงนั้นผิดหวังอย่างมาก และเขาก็ตัดสินใจยอมแพ้ กั่งเซิงตัดสินใจจะย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ที่ออสเตรเลีย
กั่งเซิงมาถึงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลียในปีค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) และได้เริ่มเข้าเรียนภาษาอังกฤษ
กั่งเซิงไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน ซึ่งเขาก็พยายามอย่างหนัก แต่เขาก็ทำได้แค่ท่อง A B C
กั่งเซิงจึงลาออก และไปทำงานเป็นคนงานก่อสร้าง
ในระหว่างทำงานก่อสร้าง เจ้านายของเขาชื่อว่า “แจ๊ค (Jack)” ซึ่งเจ้านายก็ได้แนะนำกั่งเซิงให้คนอื่นๆ รู้จัก โดยบอกว่ากั่งเซิงก็ชื่อ “แจ๊ค (Jack)” เหมือนกัน
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เรียกกั่งเซิงว่า “แจ๊คเล็ก (Little Jack)” ซึ่งต่อมา กั่งเซิงก็ได้เติม IE ต่อท้ายชื่อ
ตั้งแต่นั้นมา “แจ๊คกี้ ชาน (Jackie Chan)” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
ในเวลากลางคืน กั่งเซิง หรือในเวลานี้คือแจ๊คกี้ จะไปทำงานเสริมที่ร้านอาหารจีน ทำหน้าที่หั่นผัก
แม่ของแจ๊คกี้เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีความสุข และบอกให้แจ๊คกี้กลับไปฮ่องกง ไปตามความฝันในการเป็นนักแสดง
“ลูกเกิดมาเพื่อเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ และลูกจะต้องทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ต่อไป แต่ลูกทำเรื่องอย่างนั้นที่นี่ไม่ได้แน่ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของลูก”
เมื่อได้รับกำลังใจจากแม่ แจ๊คกี้ก็เก็บของและเดินทางกลับฮ่องกงทันที
ภายหลังกลับมาได้ไม่นาน แจ๊คกี้ก็ได้รับโทรเลขจาก “วิลลี่ ชาน (Willie Chan)” ผู้จัดการทั่วไปของ Lo Wei Motion Picture Company
บริษัทกำลังจะรีเมคภาพยนตร์เรื่อง “Fist of Fury” โดยตั้งชื่อว่า “New Fist of Fury” หรือ “มังกรหนุ่มคะนองเลือด”
แจ๊คกี้ได้รับค่าตัวเดือนละ 350 ดอลลาร์ (ประมาณ 10,500 บาท) ซึ่งมากกว่าที่เขาเคยได้รับมา
แจ๊คกี้ตกลงเซ็นสัญญาทันที
แจ๊คกี้เซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์ให้แก่ Lo Wei Motion Picture Company เป็นเวลาแปดปี
ประตูสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ได้เริ่มเปิดแล้ว
ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรต่อ ติดตามได้ในตอนต่อไปนะครับ
โฆษณา