18 มี.ค. 2020 เวลา 12:58 • ข่าว
Update : เดือด ! สงครามวิวาทะระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงทวีความรุนแรง
ล่าสุดทรัมป์ทวีตเหยียดจีน และจีนตอบโต้ด้วยการประกาศขับไล่สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ของอเมริกาหลายแห่ง !
Source : Global Times
1. ทรัมป์ทำให้ชาวจีนโกรธหลังจากมีการทวีตเรียก Coronavirus ว่า "Chinese Virus"
แปลและเรียบเรียงจาก BBC และ Shanghaiist
โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศออกมาเตือนให้อเมริกาจัดการเรื่องของตัวเองเสียก่อนที่จะตราหน้าจีน
กรณีแรกของผู้ป่วย Coronavirus ถูกบันทึกที่ประเทศจีน ในเมือง Whan เมื่อปลายปี 2562
อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนออกมาเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิด ซึ่งกล่าวว่ากองทัพสหรัฐฯ เป็นผู้นำไวรัสไปสู่จีน
ข่าวโคมลอยที่กล่าวหาสหรัฐฯ ส่งผลให้ Mike Pompeo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ออกมาเรียกร้องให้จีนหยุดเผยแพร่ข้อมูลที่ "บิดเบือน" และพยายามปัดความรับผิดชอบสำหรับการแพร่ระบาดครั้งนี้
ทรัมป์พูดว่าอะไร ?
"The United States will be powerfully supporting those industries, like Airlines and others, that are particularly affected by the Chinese Virus. We will be stronger than ever before!"
แปลเป็นไทยได้ว่า "สหรัฐฯ อเมริกาจะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ ธุรกิจสายการบิน และธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสคนจีน เราจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"
หลังจากนั้นองค์กรอนามัยโลก (WHO) ออกมาต่อต้านที่ทรัมป์ เชื่อมโยงไวรัสเข้ากับพื้นที่หรือกลุ่มบุคคลใดเป็นพิเศษ
กลุ่มองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ โพสท์ข้อความต่อต้านทรัมป์ในทันที
UNESCO รีทวีตของทรัมป์พร้อมกับข้อความว่า "Kind quick reminder: viruses have no nationality."
แปลเป็นไทยได้ว่า "ด่วน ! โปรดทราบ : ไวรัสไม่มีสัญชาติ"
นอกจากนี้ Amnesty International องค์สิทธิมนษุยชนระหว่างประเทศ ก็ออกมาต่อต้านโดยการรีทวีตของทรัมป์ พร้อมข้อความว่า "This is not a Chinese virus or an American virus. It's a global pandemic. Leaders have to lead & protect all people.
แปลเป็นไทยได้ว่า "นี่มันไม่ใช่ไวรัสคนจีน หรือไวรัสคนอเมริกัน มันเป็นการระบาดทั่วโลก ผู้นำควรจะนำพาและปกป้องผู้คนทุก ๆ คน"
แต่ดูเหมือนทรัมป์จะไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้ เขายังเดินหน้าเหยียดเชื้อชาติต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นยังโพสท์ข้อความใหม่โดยเรียก Coronavirus ว่า Chinese virus อีกครั้ง มีเนื้อหาดังนี้
"Cuomo wants "all states to be treated the same." But all states aren't the same. Some are being hit hard by the Chinese virus, some are being hit practically not at all. New York is a very big "hotspot", West Virginia has, thus far, zero cases. Andrew, keep politics out of it....
แปลเป็นไทยได้ว่า "Cuomo ต้องการให้ทุกรัฐได้รับการรักษาเช่นเดียวกัน แต่สถานการณ์ในแต่ละรัฐไม่เหมือนกัน บางรัฐถูกโจมตีอย่างหนักจากไวรัสคนจีน แต่บางรัฐแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย New York เป็นจุดที่มีการแพร่ระบาดสูงมาก ในขณะที่ West Virginia แทบจะเป็นศูนย์ Andrew ได้มีนโยบายควบคุมเรียบร้อยแล้ว"
นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่มีการเหยียดเชื้อชาติเช่นเดียวกับทรัมป์ ตัวอย่างเช่น Pompeo ที่ได้เรียก Coronavrius ว่า "Wuhan virus" อยู่ซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง
จีนมีการตอบโต้อย่างไร ?
Geng Shuang โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าข้อความในทวีตของทรัมป์เป็นการตราหน้าจีน "เราอยากให้สหรัฐฯ แก้ไขข้อผิดพลาด และหยุดกล่าวหาจีนอย่างไม่มีมูล
เจ้าหน้าที่ของสำนักข่าว Xinhua กล่าวว่าภาษาของทรัมป์นั้นแสดงถึงการเหยียดเชื้อชาติ และความรังเกลียดชาวต่างชาติ ซึ่งเปิดเผยให้เห็นว่านักการเมืองคนนี้ไร้ความรับผิดชอบและความสามารถ อีกทั้งยังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับ Coronavirus
เอกอัครราชทูตจีนประจำแอฟริกาใต้ ออกมากล่าวว่า More evidence suggests that the virus was not originated at the seafood market in Wuhan at all, not to mention the so called "made in China".
แปลเป็นไทยได้ว่า "มีหลักฐานมากขึ้นทุกวันว่าไวรัสไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากตลาด Seafood ใน Wuhan แม้แต่น้อย ไม่ใช่เรื่องที่จะกล่าวอ้างว่ามันถูกสร้างขึ้นในประเทศจีน"
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เป็นอย่างไร ?
สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดอย่างมาก
ทรัมป์กล่าวว่าจีนใช้วิธีการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมและขโมยทรัพสินย์ทางปัญญาของสหรัฐฯ แต่ฝั่งจีนนั้นล้วนมีความเข้าใจว่าสหรัฐฯ มีความพยายามที่จะยับยั้งการเพิ่มขึ้นของอำนาจทางเศรษฐกิจโลกของจีน
ทั้งสองประเทศได้ออกอาวุธใส่กันในสงครามการค้า ซึ่งเราเห็นว่าสหรัฐฯ และจีนกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการท่องเที่ยวหลายพันล้านดอลลาร์
แม้จะมีการเซ็นดีลสัญญาเฟสแรก ที่ดูเหมือนจะผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปบ้างเมื่อต้นปีนี้แล้วก็ตาม แต่การระบาดของ Coronavirus ในครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอีกครั้ง
2. จีนขับไล่สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายแห่ง
แปลและเรียบเรียงจาก Global Times, RT, CNBC และ Reuters
จีนประกาศอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ผ่านมาถึงมาตรการตอบโต้ที่สหรัฐฯ กีดกันนักข่าวของจีน โดยกล่าวว่าจะรวมถึงการเพิกถอนสิทธิสำหรับนักข่าวของ The New York Times, Voice of America, Wall Street Journal และ Washington Post ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1.ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศจีน รวมถึงฮ่องกงและมาเก๊าอีกต่อไป
2. ใบอนุญาตทำข่าวที่จะหมดอายุในสิ้นปีนี้ จะต้องส่งคืนกับการทางจีนภายใน 10 วันหลังจากประกาศ
3. ในอนาคตผู้สื่อข่าวของสหรัฐคนอื่น ๆ จะต้องเผชิญกับข้อจำกัด ด้านวีซ่าใหม่เช่นเดียวกับที่วอชิงตันเพิ่งทำกับนักข่าวจีน
ขั้นแรกของการขับไล่นี้ ทางการจีนได้สั่งให้นักข่าวของ Wall Street Journal ออกจากประเทศภายใน 5 วัน หลังจากจีนออกมาต่อต้านการเขียนข่าวของ Wall Street Journal ที่พาดหัวข่าวว่าจีนเป็น "Real sick man of Asia"
ลิ้งข่าวที่ Wall Street Journal เขียน : https://www.wsj.com/articles/china-is-the-real-sick-man-of-asia-11580773677
หลังจากนั้นไม่นานสหรัฐก็ลดจำนวนนักข่าวจีนที่อนุญาตให้ทำงานกับบริษัทสื่อที่จีนเป็นเจ้าของเองสี่แห่งภายในสหรัฐฯ และลดจำนวนนักข่าวที่อนุญาตจาก 160 เป็น 100 คน นอกจากนี้ยังลดระยะเวลาที่อนุญาตให้เข้าทำงานได้ในสหรัฐอเมริกา.
สำนักข่าวหลายแห่งกล่าวว่านี่คือ "สงครามเย็น"
"นี่เป็นผลจากการสะสมในระยะยาวของความขัดแย้งทั้งหมดในด้านอุดมการณ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และในขณะที่การแพร่ระบาดเกิดขึ้น บทบาทของจีนในโลกจะมีความสำคัญมากขึ้น (เพราะเป็น Supply รายใหญ่ของโลก) ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันในเรื่องของอุดมการณ์ และอำนาจทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น
Diao Daming ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่มหาวิทยาลัย Renmin แห่งประเทศจีนในกรุงปักกิ่งบอกกับ Global Times ว่าเหตุผลที่ทำให้นักข่าวพวกนี้โดนขับไล่นั้นเรียบง่าย : "อคติทางอุดมการณ์ที่มีต่อจีน การปรุงแต่ง/ปลอมแปลงข่าวภายใต้สื่อเสรี และการฝ่าฝืนจรรยาบรรณของนักข่าว" สื่อพวกนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มทั้งหมดเหล่านี้ในการเขียนข่าวถึงเรื่องราวของจีน
Diao Daming
เมื่อถามว่ารัฐบาลสหรัฐจะเพิ่มมาตรการสำหรับเผชิญหน้ากับจีนหรือไม่ ? Diao ตั้งข้อสังเกตว่า "จากการกระทำของสหรัฐในปัจจุบันต่อนักข่าวจีน รวมถึงการหมิ่นประมาทและการตีตราอย่างรุนแรงจากนักการเมืองอาวุโสของสหรัฐต่อจีนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสูญเสียตรรกะพื้นฐาน และเราไม่สามารถใช้เหตุผลธรรมดาทั่วไปในการทำนายสหรัฐได้อีกต่อไป"
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา New York Times และสื่ออื่น ๆ ของสหรัฐฯ มักใช้ข่าว Xinjiang เพื่อโจมตีจีน โดยอ้างว่าได้รับ "เอกสารภายใน" จาก "ค่ายกักขัง" ในเขตปกครองตนเอง Xinjiang ซึ่งอ้างว่าจีนได้ทำการประหัตประหารชาติพันธุ์ รวมถึงมีการกดขี่ทางศาสนาและการบังคับใช้แรงงาน อย่างไรก็ตามสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็น "เอกสารภายใน" ล้วนมาจากกลุ่ม "Eastern Turkistan" ในต่างประเทศ
นโยบายทางศาสนาของจีนมักถูกโจมตีจากประเทศตะวันตก การบิดเบือนข้อมูลและอคติในรายงาน ทำให้การรายงานของพวกเขาไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น New York Times ที่เรียกศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมสายอาชีพในเขตปกครองตนเองซินเจียงว่าเป็น "เรือนจำและคุก" เมื่อเดือนธันวาคม 2562
ลิ้งที่ New York Times ลงข่าว (จริง ๆ มีหลายข่าวมาก) : https://www.nytimes.com/2018/12/16/world/asia/xinjiang-china-forced-labor-camps-uighurs.html
นักวิเคราะห์กล่าวว่าการตอบโต้ของจีนในวันพุธนั้นเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เนื่องจาก Washington มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อจีน และจีนเองก็ไม่เคยจะตอบโต้อย่างรุนแรง เช่นครั้งนี้เลย (สงสัยพี่จีนจะทนไม่ไหวแล้ว)
"การแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั้นไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยความคิดสงครามเย็นและอคติเชิงอุดมการณ์มิฉะนั้นการรายงานของสหรัฐเกี่ยวกับจีนจะต้องลำเอียงและเต็มไปด้วยอคติ"
Li Haidong ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย China Foreign Affairs ในกรุงปักกิ่งกล่าวว่า "จีนไม่พยายามที่จะสร้างปัญหาใหม่ แต่เพื่อเตือนให้สหรัฐฯ ทราบถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสม และกระตุ้นให้ทำการแก้ไข โดยวิธีนี้การสื่อสารผ่านสื่อปกติในประเทศจีนและอเมริกาจะราบรื่น"
หากสหรัฐฯ ไม่แก้ไขข้อผิดพลาด เรื่องดังกล่าวจะนำไปสู่ผลกระทบแบบโดมิโนที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ หากสหรัฐฯ ปราบปรามจีนอยู่เพียงฝ่ายเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างทวิภาคีก็จะหายไป เหลือแต่ความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (ว่ากันไปครับ ฝ่ายสหรัฐฯ เค้าก็ยืนยันแบบนั้น เอาไงยังไงต่อดี ?)
โปรดติดตามตอนต่อไป
การกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และการติชมในเชิงสร้างสรรค์ของคุณ เป็นกำลังใจให้เราและเหล่าอาชีพนักเขียนทุกคนในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ขอเชิญทุกท่านร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้ที่ดีด้วยกันกับเรา
World Maker
สามารถติดตาม World Maker ผ่านทาง Facebook ได้แล้ววันนี้ที่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา