21 เม.ย. 2020 เวลา 02:48 • ความคิดเห็น
อ่านมาแล้วเอามาเล่า : Homo Deus
หนังสือเล่มนี้เขียนอะไรได้ใช่มากๆ นี่ไม่ใช่การรีวิวหนังสือแค่หยิบอะไรที่โดนใจมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น
มีปัญหาบางอย่างที่ไม่ว่าจะกี่พันปีมาแล้วก็ยังไปเปลี่ยน ปัญหา 3 อย่างที่มนุษย์ยังคงต้องหมกมุ่นอยู่กับมันไม่ว่าจะเป็นที่จีนในศตวรรษที่ 20 อินเดียในยุคกลางหรืออียิปต์โบราณ ก็คือ ทุพภิกขภัย โรคระบาด และสงคราม ทั้ง 3อย่างนี้คือปัญหาที่อยู่ใน top list ของทุกยุค เพื่ยงแต่ว่า ในหลายๆ generation ที่ผ่านมา มนุษย์ได้ภาวนาต่อพระเจ้า เทพเจ้าหรือนักบุญทั้งหลาย รวมทั้งได้ประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ ตั้งสถาบัน และจัดระบบสังคม กระนั้น มวลมนุษยชาติก็ยังคงตายจากความอดอยาก โรคระบาด และความรุนแรง
ในอดีตเหล่านักคิด หรือศาสดาพยากรณ์สรุปว่านี่คือบัญชาจากพระเจ้าหรือจากความไม่สมบูรณ์ของธรรมชาติและเหมือนกับว่าจนกว่าเวลาจะสิ้นสุดลงนั่นแหละถึงจะสามารถทำให้เราเป็นอิสระจากเรื่องนี้ได้
แต่ในสหัสวรรษที่สามนี้ มนุษยชาติไม่ได้คิดว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องเข้าใจไม่ได้หรือควบคุมไม่ได้แต่เปลี่ยนมาคิดว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องท้าทายในการจัดการ และไม่ต้องสวด ภาวนา ต่อพระเจ้าหรือนักบุญให้มาช่วยเหลือ เพราะมนุษย์รู้วิธีการในการับมือและป้องกัน ทุพภิกขภัย โรคระบาดและสงคราม และทำสำเร็จมาแล้ว
กระนั้นก็เป็นความจริงที่ว่า เราก็ยังมีความล้มเหลวให้เห็น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาบอกว่า "พระเจ้าจะจัดการให้เอง" อีกต่อไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ ทุพภิกขภัย โรครับาด หรือสงครามที่เกิดขึ้นเหนือการควบคุม เรารู้สึกว่าต้องมีใครสักคนที่ต้องเข้าไปวุ่นวายกับมัน เราตั้งคณะทำงานไต่สวนและสัญญากับตัวเองว่าครั้งต่อไปมันจะดีขึ้น #Homodeus
นั่นคือบางส่วนจากในหนังสือ ส่วนตัวแล้วอยากคิดหรือมโนไปให้สุดแบบหนัง sci-fi ว่า บางทีโลกนี้จะเป็นเพียงห้องทดลองของดาวดวงอื่นที่กำลังทดลองขีดความสามารถของมนุษย์อยู่ว่าจะพัฒนาไปไกลได้แค่ไหนโดยส่งโรคท้าทายมาเรื่อยๆ ในอดีตแค่อหิวาต์คนก็ตายกันเป็นเบือแล้ว และพอมนุษย์เริ่มรับมือโรคระบาดนั้นได้ก็ส่งโรคใหม่เข้ามาเรื่อยโรคใช้ไวรัส และแบคทีเรียเป็นเครื่องมือ ไวรัสดูเหมือนจะถูกนำมาใช้บ่อยๆ และพัฒนาสายพันธุ์ไปเรื่อย ตั้งแต่ HIV H1N1 H5N1 SARs และมาตอนนี้ Corona ฯลฯ
🐧Obesity
หนังสือเล่มนี้อีก นั่นแหละ แม้เคยบอกว่าทุกยุคมนุษย์ ต่อสู้อยู่กับ ทุพภิกขภัย โรคระบาดและสงคราม แต่ก็พบว่ามาถึงปัจจุบันนี้ ทุพภิขภัยไม่ได้มาจากธรรมชาติอีกต่อไปแต่มาจากการเมือง คนที่อยู่ในภาวะหิวโหยและขาดแคลนอาหารเป็นผลมาจากนักการเมือง และที่แน่ๆ ปัญหาทุกวันนี้คิอการกินที่เกินพอดี (overeatibg) ซึ่งสร้างปัญหามากกว่าทุพภิกขภัย เสียอีก พูดอย่างขำๆว่า ในศตวรรษที่ 18 มารี อังตัวเน็ตต์ บอกผู้คนที่อดอยากหิวโหยว่า ขนทปังไม่มีก็ไปกินเค้กแทนสิ วันนี้คนจนก็ทำตามนั้นอยู่ เพราะคนจน กินทวิงกี่ เค้ก ชีโต้ส แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ในขณะที่คนรวยย่าน Beverly Hills กินสลัดผักกาดข้าว เต้าหู้นึ่งกับคีนัว
ในปี 2014 มีประชากรที่น้ำหนักเกิน (overweight) อยู่ถึง 2.1พันล้านคน เปรียบเทียบกัยคนที่มีภาวะ ทุพโภชนาการ 850 ล้านคน (ทุพโภชนาการไม่ใช่ทุพภิกขภัย) และคาดว่าใน 2030 ครึ่งหนึ่งของมวลมนุษยชาติจะมีภาวะน้ำหนักเกิน (overweight) ในปี 2010 มีคนตายจากทุพภิขภัยและทุพโภชนาการประมาณ 1ล้านคน ในขณะที่ตายเพราะภาวะโรคอ้วน( Obesity) 3 ล้านคน ...สะท้อนว่าคนตายเพราะกินอาหารเกินมากกว่าการตายเพราะอดอยากไม่มีกิน
Yaval Noah Harari ยกตัวอย่างการตายของคนเมื่อปี 2012 เอาไว้ว่า มีคนตาย 56 ล้านคน ในนี้ 620,000 คนตายจากความรุนแรง แบ่งเป็น 120,000 คนตายจากสงครามและ 500,000 คนจากอาชญากรรม ค่าตัวตาย 800,000 คน และมีคน 1.5 ล้านคนตายจากเบาหวาน "Sugar is now more dangerous than gun power" ( วันนี้น้ำตาลอันตรายยิ่งกว่าอาวุธปืนเสียอีกนะ – Harari กล่าวไว้) ซึ่งสะท้อนว่า ภัยที่คุกคามมนุษย์ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องของสงครามแต่เป็นเรื่องของสุขภาพ
🤴Homo Sapiens ในเวลาต่อมา
จากข้างต้นที่ ว่าจะกี่ยุคกิ่สมัย มนุษย์ก็สู้อยู่กับ3 สิ่ง คือทุพภิกขภัย สงคราม และโรคระบาด ซึ่งต่อมาเรื่องทุพภิกขภัย ไม่ใช่ปัญหาขาดอาหารที่แท้จริง แต่เป็นเรื่องของการเมืองการจัดสรรทรัพยากร แล: สงครามนั้นเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ ในขณะที่โรคระบาดนั้นก็เข้ามาโรคแล้วโรคเล่า
“มนุษย์จะต้องเตรียมใจไว้ว่าเราต้องอยู่กับนรกแห่งการระบาดของโรคระบาดโรคแล้วโรคเล่า” หนังสือ Homo Deus ของ Yuval Noah Harari ว่าไว้อย่างนั้น พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นถึงโรคระบาดต่างๆที่มนุษยชาติต้องเผชิญในยุคต่างๆ และมนุษย์ก็สามารถเอาชนะไปได้ในที่สุด แต่แล้วก็มักจะมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยยกตัวอย่างชัยชนะของกรณี ฝีดาษ ว่าเมื่อ ปี 1976 มีคนติดเชื้อฝีดาษไป 15 ล้านคนและเสียชีวิตไป 2 ล้านคน ต่อมามีวัคซีนที่สามารถป้องกันฝีดาษได้จนกระทั่ง ปี 1979 WHO ประกาศว่าเอาชนะฝีดาษได้แล้ว และจนถึงปี 2014 ไม่มีใครติดเชื้อฝีดาษเลยแม้แต่รายเดียว ทุกวันนี้ WHO ยุติข้อกำหนดที่ต้องให้วัคซีนป้องกันฝีดาษให้คน กระนั้น เรื่องราวก็ยังไม่จบ เพราะว่า ทุกๆ 2-3 ปี เราก็จะเจอโรคระบาดใหม่อยู่ตลอดเวลา เช่น
2002/3 –ซาร์ส
2005 – ไข้หวัดนก
2009/10 – ไข้หวัดหมู
2014 – อีโบลา
นี่ยังไม่ได้รวมถึง HIV/AIDS ที่เริ่มระบาดตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 จนถึงปัจจุบันที่มีทั้งสามารถป้องกันและการรักษา (แต่ไวรัสก็ยังคงอยู่) ซึ่ง ในช่วงเริ่มต้นของเอดส์นั้น มีประชากรกว่า 30 ล้านชีวิตที่ต้องสูญเสียไปกับเอดส์ และนับสิบล้านที่ต้องอยู่กับร่างกายและจิตใจพังๆ และมาถึงวันนี้ทั่วโลกต้องเผชิญกับโรคอุบัติใหม่อย่าง โคโรน่า ไวรัส หรือโควิด -19
แต่ Yuval Noel Harari เขียนถึงอนาคตเอาไว้ว่า "ในที่สุดมนุษย์จะแก้ปัญหาเหล่านั้นทั้งหมด" ซึ่งหมายถึงว่า แก้ปัญหาทั้ง 3 อย่างที่ว่าได้ทั้งหมด แล้วทีนี้มนุษย์จะเอาไงต่อ Harari ก็เพิ่มเติมว่า กระนั้นมนุษย์จะไม่ได้พอใจเพียงแค่นี้ เพราะว่า มนุษย์นั้นไม่ค่อยจะพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี
"Human are rarely satisfied with what they have. The most reaction of the human mind to acheivement is not satisfaction but craving for more. Human are always lookout for something better, bigger, tastier"
แล้วก็ชวนคิดต่อว่า ถ้ามนุษย์ข้ามพ้นหรือแก้ปัญหาทุพภิกขภัย สงครามและโรคระบาดหมดแล้วเราจะทำอะไรกับตัวเองดี นักวิทยาศาสตร์ นายธนาคาร นักประดิษฐ์ และประธานาธิบดีทั้งหลาย วันๆจะทำอะไร เขียนบทกวีเหรอ
คำตอบสำหรับอนาคตก็คือ เป้าหมายต่อไปของมนุษย์ก็น่าจะเป็น ความเป็นนิรันดร์ หรือเป็นอมตะ (immortal) ความสุข(happiness) และเป็นเทพ (divinity) แต่ไม่ได้เป็นพระเจ้า(God)หรอกแต่มนุษย์จะ Upgrade จาก Homo Sapiens ไปเป็น Homo Deus หรือเป็น Super Human นั่นเอง
เรื่องราวต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อไรที่ in the mood ที่จะเขียนต่อ ค่อยมาว่ากันอีกที #HomoDeus

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา