27 เม.ย. 2020 เวลา 01:58 • ความคิดเห็น
จาก SAPIENS สู่ BRAVE NEW WORLD
อยู่ๆ ก็พบว่า BRAVE NEW WORLD กลายมาเป็นตอนจบของ SAPIENS ซะงั้น
คอหนังสือ หรือนักอ่านทั้งหลายส่วนใหญ่ น่าจะได้อ่านหนังสือเรื่อง Sapiens : A Breif History of Mankind ของ Yuval Noah Harari กันแล้วอหรือแม้ไม่ได้อ่านทั้งเล่มก็คงจะเคยอ่านรีวิว หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยเห็นหนังสือเล่มนี้กันบ้างแล้ว ผู้เขียนคนเดียวกันนี้ได้เขียนเรื่องต่อมาคือ Homo Deus : A Brief History of Tomorrow ที่เคยเขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้ (เลื่อนดูโพสต์ที่ผ่านๆมา) และ ยังมีอิกเล่มคือ 21 Lessons for the 21st Century ส่วนตัวอ่านเพียงเล่มแรกและเล่มที่ 2 แต่หลังจากอ่านเรื่อง Sapiens จบก็พลันไปคิดถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งเขียนมาก่อนหน้าเล่มนี้มาก แต่เป็นนิยายที่ประหนึ่งว่าจะเป็นตอนต่อให้กับเรื่อง Sapiens แต่ก่อนที่จะพูดถึงหนังสือเล่มนั้น ขอเก็บใจความสำคัญบางประเด็นจากหนังสือเล่มนี้เล็กน้อย ดังนี้
1) Change
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆของมนุษย์ เริ่มตั้งแต่วิวัฒนาการจาก 4 ขาเป็น 2 ขา - แต่การที่กลายเป็น 2 ขาทำให้สะโพกเล็กลงส่งผลกระทบคือทำให้ผู้หญิงคลอดยากขึ้น มนุษย์จึงเกิดมาแบบ คลอดก่อนกำหนด (premature) ซึ่งทำให้มนุษย์เกิดมาต้องพึ่งพิงคนอื่นอยู่เป็นเวลาหลายปี ต่างจาก 4 ขาอื่นๆที่เกิดมาไม่นานก็ช่วยเหลือตัวเองได้เลย แต่เนื่องจากมนุษย์เกิดมาแบบยังไม่พัฒนาเต็มที่ มนุษย์จึงสามารถได้รับการศึกษา พัฒนาและเข้าสังคมได้ดีกว่าสัตว์อื่น รวมทั้ง เนื่องจากการมีสมองที่ใหญ่กว่าสัตว์ชนิดอื่นเลยคิดหาอาวุธมาต่อสู้กับสัตว์ ที่ตัวใหญ่กว่าได้ (หากต่อสู้ด้วยกำลังตัวต่อตัวมนุษย์ย่อมสู้ไม่ได้แต่คิดอาวุธได้)
🔥🔥ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่เกิดขึ้นที่สำคัญมากๆ คือ การใช้ไฟสำหรับปรุงอาหาร - ก่อนหน้านั้นมนุษย์อยู่ลำดับท้ายๆของห่วงโซ่อาหาร ที่ต้องรอกินต่อจากสิงโต ไฮยีนา จนเหลือแค่ไขกระดูก มนุษย์ถึงจะได้กิน แต่เมื่อรู้จักใช้ไฟในการปรุงอาหารก็ได้ทำให้มนุษย์ได้มากขึ้น ชิมแปนซี ใช้เวลา 5 ชั่วโมงในการเคี้ยวเนื้อดิบ มนุษย์กินสุกใช้เวลาไม่นาน ผลพวงจากการมีไฟ ไม่ต้องเคี้ยวมากฟันกรามก็เล็กลง
แล้วหลังจากนั้นก็มีความเปลี่ยนแปลงตามมาอีกมากมาย จนมาถึงปัจจุบัน
2) Imagined Reality
📍📍สิ่งที่ทำให้ Sapiens มีอำนาจมากขึ้นคือทำให้คนสามารถเชื่อร่วมกันในสิ่งที่มองไม่เห็น หรือเรียกกว่าความจริงสมมติ (Imagined Reality )
สิ่งที่ทำให้มนุษย์เหนือ spicies อื่นคือการมี unique language ที่สามารถสื่อสารให้คนได้เชื่อในสิ่งที่ไม่มีตัวตนได้ สิ่งที่ทำให้ Sapiens มีอำนาจมากและสร้างจุดเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่และโลกได้คือ imagined reality
ความจริงสัตว์อื่นๆก็มีการสื่อสารกันอยู่แล้ว แต่เป็นการสื่อสารในสิ่งที่เห็นจริงและจับต้องได้ เช่น สิงโตอยู่ตรงนั้น ฝนตกแล้ว หนัเร็วไฟป่ามา เหล่านี้คือความจริงที่เรียกว่า objective reality (ความจริงเชิงภาวะวิสัย) คือความจริงที่มองเห็นและจับต้องได้ในเชิงรูปธรรรม แต่ที่มนุษย์ทำได้มากกว่านั้น และส่งผลให้เป็นจุดพลิกผันทีทำให้มนุษย์ครองโลกได้คือ imagined reality หรือความจริงสมมติ บางคนอาจใช้คำว่าความจริงเชิงจินตภาพ ที่สามารถสิ่อสารในสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ให้คนมาเชื่อร่วมกันได้สร้างพวกพ้องกลุ่มเดียวกันได้
imagined reality is not a lie ความจริงเชิงจินตนาภาพไม่ใช่การโกหก การโกหกคือการบอกว่ามีสิ่งนั้นแต่ไม่มีอยู่จริง ณ .เวลานั้น จริงๆแล้วไม่ใช่แค่มนุษย์ที่โกหกเป็น แม้แต่ชิมแปนซีก็โกหกได้ เช่น บอกว่ามีสิงโตอยู่ที่แม่น้ำ แต่ไม่มีสิงโตอยู่ ต่างจาก Imagined reality คือการทำให้คนเชื่อในสิ่งเดียวกันแม้มองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้แต่มีอยู่จริง ตัวอย่าง เช่น ความเมตตา สิทธิมนุษยชน ล้วนเป็นเรื่องของ imagined reality ตรงนี้เป็นเรื่องที่สัตว์ทำไม่ได้
มนุษย์ได้ใช้ imagined reality 3 หลักสำคัญเป็นเสมือนกลไกขับเคลื่อนสังคมมนุษย์ ได้แก่
1) การเมือง ระบบประเทศ ระบบการปกครอง ประชาธิปไตย สังคมนิยม ชาติ ล้วนเป็น imagined reality
2) ศาสนา ในหนังสือเล่มนี้แสดงตัวอย่างให้เห็นชัดๆ หรือตรงจุดเกี่ยวกับเรื่องศาสนาซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งใน imagined reality ว่า you could never convince a monkey to give you a banana by promising him limitless bananas after death in monkey heaven.” (เราไม่สามารถทำให้ลิงเชื่อมั่นพอที่จะยื่นกล้วยมาให้เราลูกหนึ่งเพื่อว่ามันจะได้กล้วยตอบแทนอีกเป็นจำนวนมากมายในชาติหน้าของลิง ) ศาสนามีผลมากมายต่อมนุษย์ ศาสนาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยึดเหนี่ยวเข้าไว้ด้วยกัน ในยุคที่การเมืองและเศรษฐกิจไม่ได้เช้มแข็ง
3)เศรษฐกิจ : เช่น กรณีที่มีระบบบริษัทจำกัด แต่ทีสำคัญที่สุดคือการมีระบบระบบเงินตรา ระบบเครดิต ระบบบริษัทจำกัด ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจของมวลมนุษยชาติ
ทั้ง 3 ส่วนนี้มีรายละเอียดที่จะต้องเพิ่มเติมให้ฟังกันอีกมากมายแต่แนะนำว่าถ้าใครได้อ่านเองจะดียิ่งเพราะอธิบายที่นี่เกรงจะยาวไป แต่กล่าวโดยสรุปได้ว่า ทุกวันนี้การขับเคลื่อนของมนุษย์นั้นมาจาก imagined reality เป็นสำคัญ ...
จากความสามารถอันไม่มีขีดจำกัดมนุษย์ก็จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ในเรื่อง Homo Deus จะบอกว่าต่อจากนั้นมนุษย์จะพัฒนาตัวเองไปอย่างไร พอมาอ่าน timeline ของหนังสือ เรื่อง Sapien แล้ว ก็เหลือเชื่อจริงๆ เรื่องราวในหนังสือ Brave New World อันเป็นนิยายวิทยาศาตร์สะท้อนสังคม dystopia เป็นเรื่องราวจากจินตนาการของนักเขียนชาวอังกฤษ Aldous Huxley เขียนเมื่อปี คศ 1931 และตีพิมพ์เมื่อปี 1932 (พศ 2475) จะมาสอดรับที่เหมือนกับต่อตอนจบให้เห็นภาพมนุษย์ในอนาคตให้กับ หนังสือเรื่อง Sapiens ประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เป็นผลงานทางวิชาการ โดย Yuri Noah Harari ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกไปเมื่อปี 2011 นี่เอง
จากลำดับเวลา ใน Sapiens มนุษย์ปัจจุบันถูกคุกคามการอยู่รอดรอดจากอาวุธนิวเคลียร์ มนุษย์ (สิ่งมีชีวิต)จะมาจากIntelligent Design( ID) มากขึ้นมากกว่าการคัดสรรจากธรรมชาติ และ ทิ้งท้ายเอาไว้สำหรับอนาคตว่า ID จะเป็นหลักพื้นฐานของชีวิต (หรือเปล่านะ) และสรุปลงไปว่า Homo sapiens จะถูกแทนที่ด้วย Superhuman
ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นการคัดเลือกไข่ เก็บสเปิร์มไว้เพื่อให้พันธุ์ที่ต้องการ และเห็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำงานแทนคนมากขึ้นเรื่อยๆ และ..นี่ไง Sapiens ฉลาดนัก คิดโน่นคิดนี่ในที่สุดก็จะถูกสิ่งที่ตนเองคิดนั่นแหละเข้ามาทำลายเผ่าพันธุ์ตนเองลงไป
คราวนี้มาถึงเรื่องที่ว่า Brave New World เหมือนตอนที่ต่อจากเรื่องนี้ก็คือว่า หนังสือเล่มนี้ได้เขียนโดยใช้ฟอร์ดศักราช (AF)ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเทียบกับคศ. คือ 1908 ซึ่งเป็นปีที่ บริษัท Ford ได้ออกรถ Model T และใช้ระบบการผลิตแบบ assembly line ) ส่วนเหตุการณ์ในเรื่องนี้เกิดในปี ฟอร์ดศักราช 632 หรือ ค.ศ. 2540 นั่นเองโดยแก่นของเรื่องคือมนุษย์จะไม่ได้เกิดหรือมีวิวัฒนาการตามธรรมชาติอีกต่อไป แต่จะถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้การคัดสรรของผู้ควบคุมโลก และมีฟาร์มเพาะพันธุ์มนุษย์โดยคัดแยกชนชั้นให้เสร็จสรรพตั้งแต่ก่อนเกิด โดยเอาไข่มาฟัก โดยแบ่งเป็น Alpha Beta Gamma Delta และ Epsilon โดยซึ่งจัดสรรหาหน้าที่ชัดเจน Alpha เป็นชั้นหัวกะทิสูงสุด ก็เป็นพวกหมอ หรือนักวิทยาศาสตร์ epsilon ชนชั้นต่ำสุด เป็นพวกใช้แรงงานไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวกับชนชั้นอื่น และไม่มีสิทธิ์เรียนหนังสือ
แต่ทุกคนถูกฝังหัวว่ามีความสุขโดยให้ใช้ยาเสพติดชื่อSoma มากล่อมเพื่อสร้างสุข สังคมเลยไม่มีความวุ่นวายใดๆ แต่เป็นสังคมที่ไร้หัวใจ ไม่มีระบบครอบครัว หรือเครือญาติ ใครตายไปก็ไม่มีใครเสียใจร้องไห้ใดๆ แต่ในเรื่องนี้นี้ มนุษย์อย่างพวกเราที่ยังหลงเหลืออยู่จะถูกออกไปอยู่ในเขตที่ เรียกว่า เขตอนุรักษ์พันธุ์ชนชั้นป่าเถื่อน (savage reservation) ....
เรื่องนี้สนุกสนาน และ มีพระเอกนางเอกนะ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นนิยาย มีคนเปรียบเทียบว่าโทนคล้าย 1984 แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้สนุกกว่า อ่านตั้งแต่เมื่อครั้งวัยเยาว์เรียนมหาลัยปี 1 ถึงวันนี้ก็ยังไม่เชย และน่าแปลกใจที่มาสอดคล้องเหมือนภาคต่อของ Sapiens พอดี เรียกได้ว่าอีกหลายปีต่อมา "ความรู้ก็ได้มาเจอกับจินตนาการ" ซึ่งตามช่วงเวลาของ Brave New World เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในอีก 520 ปีข้างหน้านี่เอง // SMK The Free Spirit

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา