มีบัญชีอยู่แล้ว?
“อัฟกานิสถาน” วันวานที่เคยสวยงาม
เทือกเขาสูงสวยงามที่ตั้งตระหง่านลับขอบฟ้า...
1
ผู้คนเดินขวักไขว่ใช้ชีวิตอย่างสงบริมแม่น้ำ...
กรุงคาบูลที่ห้อมล้อมไปด้วยแสงสีศิวิไล...
2
พระพุทธรูปยืนที่สูงที่สุดในโลกมองดูน่าศรัทธาและเกรงขามท่ามกลางหุบเขาบามิยัน...
3
แสงอาทิตย์สาดส่องอย่างอบอุ่นลงบนแผ่นดินแห่งสันติภาพ...
4
แต่แล้ว ทุกสิ่งก็พลันหายไป...
1
เทือกเขาสูงกลับเต็มไปด้วยเสียงปืนและระเบิด...
3
ผู้คนวิ่งหนีตายด้วยความโกลาหล...
2
กรุงคาบูลที่ห้อมล้อมไปด้วยฝุ่นควันและซากปรักหักพัง...
พระพุทธรูปยืนพังทลายลงมาสู่พื้นดิน...
2
และแสงอาทิตย์สาดส่องอย่างแรงกล้าบนแผ่นดินแห่งความวิปโยค...
1
แผ่นดินที่ฟุ้งกระจายไปด้วยความขัดแย้ง...
การเข้ามาของโซเวียต...
สงครามกลางเมือง...
สหรัฐอเมริกาและ CIA...
นักรบมุจาฮิดีน...
ความโหดร้ายของตาลีบัน...
และนี่ คือเรื่องราว “อัฟกานิสถาน” วันวานที่เคยสวยงาม
1
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ภาพจาก The New York Times
อัฟกานิสถาน เป็นดินแดนที่ประกอบไปด้วยภูเขาและทะเลทรายกระจัดกระจายไปทั่ว และที่สำคัญเป็นประเทศ Landlock คือไม่มีทางออกทะเล ซึ่งในสมัยโบราณดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่รุ่งเรืองและคึกคักมากครับ เพราะเป็นเส้นทางการค้าทางบกที่สำคัญมาก ที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม
2
ดังนั้น อัฟกานิสถานจึงเปรียบเสมือนดินแดนที่เชื่อมอารยธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันนั่นเอง...
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว อัฟกานิสถานจึงถูกหมายปองจากคนอื่นๆอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซีย กรีก จีน อินเดีย มองโกล และเติร์ก ทำให้อัฟกานิสถานกลายเป็นดินแดนที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมค่อนข้างสูง จึงทำให้เกิดการตีกันแย่งขึ้นเป็นใหญ่ในดินแดนแห่งนี้อยู่ตลอด
โดยชาติพันธุ์ในอัฟกานิสถานแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่...
พัชตุน เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานซึ่งมีจำนวนกว่า 40% และเป็นกลุ่มที่เป็นใหญ่ในอัฟกานิสถาน มีสถานภาพสูงสุด และนับถืออิสลาม นิกายซุนหนี่
1
ทาจิก มีจำนวนรองลงมาจากพัชตุน ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับพัชตุนเลยล่ะครับ และทาจิกนับถืออิสลาม นิกายซุนหนี่เช่นเดียวกัน
1
ฮาซารา เป็นกลุ่มคนที่โดนเหยียดและดูถูกที่สุด เพราะต่ำต้อยและยากจน อีกทั้งยังนับถืออิสลาม นิกายชีอะห์
2
อุซเบก เป็นกลุ่มที่สืบเชื้อสายมาจากเติร์ก
ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ก็ตีกันแย่งชิงดินแดนนอัฟกานิสถานตั้งแต่โบราณ
2
จนในที่สุด ค.ศ.1747 ก็มีผู้ที่สามารถรวบรวมอัฟกานิสถานให้เป็นหนึ่งเดียวได้ นั่นคือ อาห์หมัด ชาฮ์ ดูรานี (ซึ่งเป็นพัชตุน)
1
แต่เป็นปึกแผ่นได้ไม่ทันไร อัฟกานิสถานก็ตกเป็นรัฐอารักขาของอังกฤษ (ไม่ใช่อาณานิคมนะครับ) เพราะอังกฤษต้องการใช้อัฟกานิสถานเป็นรัฐกันชนระหว่างตัวเองกับรัสเซีย ซึ่งกว่าอังกฤษจะออกไปจากอัฟกานิสถานก็ใน ค.ศ.1919
1
หลังอังกฤษออกไป อัฟกานิสถานก็มีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีกษัตริย์คือ ซาฮีร์ ชาร์
2
ซึ่งซาฮีร์ ชาร์ เรียกได้ว่าเป็นผู้นำที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศให้มีความศิวิไลแบบตะวันตก ทำให้อัฟกานิสถานเมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1960 นั้นเจริญสุดๆเลยล่ะครับ
3
อุตสาหกรรมรุ่งเรือง...
บ้านเมืองทันสมัย...
ธุรกิจร้านค้าเฟื่องฟู...
ชายหญิงมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการศึกษาเท่าเทียมกัน...
2
แต่ทว่า การเดินตามแนวทางของตะวันตกแบบซาฮีร์ ชาร์ ได้ทำให้คนบางกลุ่มเริ่มไม่พอใจเพราะคิดว่า “แนวทางแบบตะวันตกมันไม่เหมาะกับประเทศอย่างอัฟกานิสถานหรอก!”
ภาพจาก Demilked (อัฟกานิสถานยุค 1960s)
ภาพจาก Daily Mail (อัฟกานิสถานยุค 1960s)
ภาพจาก NK Time (กรุงคาบูลยุค 1960s)
ดังนั้น จึงมีการโจมตีการปกครองของซาฮีร์ ชาร์ อยู่เรื่อยๆ จนในที่สุด ค.ศ.1973 ดาวูด ข่าน ก็ได้ทำการยึดอำนาจโค่นล้มบัลลังก์ซาฮีร์ ชาร์ แล้วเปลี่ยนอัฟกานิสถานเป็นสาธารณรัฐ ส่วนซาฮีร์ ชาร์ ก็ได้หนีหัวซุกหัวซุนลี้ภัยไปอิตาลี
1
ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้น สงครามเย็นกำลังดุเดือดเลยล่ะครับ โซเวียตก็พยายามแผ่อิทธิพลของตัวเองเข้ามาในอัฟกานิสถาน ซึ่งดาวูด ข่าน ก็กลัวคอมมิวนิสต์จะล้มล้างตัวเอง จึงพยายามหาพันธมิตรอย่างปากีสถานและอิหร่าน เพื่อมาคานอำนาจโซเวียต
1
ฝ่ายโซเวียตเมื่อเห็นท่าทีของดาวูด ข่าน ก็เลยสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ในอัฟกานิสถานที่นำโดย นูรโมฮัมหมัด ตารากี
จนใน ค.ศ.1978 พรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้โค่นล้มรัฐบาล แล้วดาวูด ข่าน พร้อมครอบครัวก็โดนเก็บเรียบ!
2
คราวนี้แหละครับ อัฟกานิสถานก็ได้เข้าสู่ยุคความวุ่นวายอย่างแท้จริง
พอตารากีเข้ามาเป็นรัฐบาล พื้นฐานคนอัฟกันที่เป็นมุสลิมต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “คอมมิวนิสต์กับอิสลามมันไปด้วยกันไม่ได้หรอกโว้ย!”
ชาวอัฟกันส่วนใหญ่จึงพากันต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ถึงขนาดมีการรบกันจนเลือดตกยางออก จนในที่สุดกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่นำโดยอามิน ก็โค่นล้มรัฐบาลของตารากี แล้วตารากีพร้อมครอบครัวก็โดนเก็บจนเรียบเช่นเดียวกัน! (โค่นกันไปโค่นกันมา...)
3
ทางโซเวียตเมื่อเห็นแบบนั้นก็หัวร้อนสิครับ “อัฟกานิสถานจะเป็นคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว แต่พวกเอ็งดันมาขัดแข้งขัดขากัน ช่วยไม่ได้ งั้นตูจะออกโรงเองแล้วกัน!”
ว่าแล้วก็ส่งทัพอากาศไปถล่มฐานของรัฐบาลอามินจนราบคาบ พร้อมกับให้กองทัพแดงกรีธาทัพเข้าสู่อัฟกานิสถานเพื่อถล่มพวกต่อต้านคอมมิวนิสต์ใน ค.ศ.1979 แล้วตั้งให้บับรัก คามัล เป็นรัฐบาลหุ่นเชิด
2
กลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็พากันโวยวายสิครับว่า “โซเวียต เอ็งมีสิทธิ์อะไรมาปกครองประเทศนี้!” แล้วพากันจัดตั้งกองกำลังเพื่อรบกับโซเวียต
และแล้วอัฟกานิสถานก็ได้ถลำลึกเข้าสู่วังวนแห่งสงครามที่ยากจะถอนตัวออกมาซะแล้ว...
ภาพจาก Wall Street Journal (กองทัพแดงบุกอัฟกานสถานใน ค.ศ.1979)
เมื่อโซเวียตเข้ามา เหล่าผู้คนที่แบ่งเป็นก๊กๆและเคยตีกันในอดีต ต่างพร้อมใจแล้วบอกว่า “พวกเราเลิกตีกันแล้วมาจับมือกันเพื่อไล่ไอ้พวกคอมมิวนิสต์โซเวียตออกไปจากดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กันเถอะ!”
ซึ่งความวุ่นวายยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะมหาอำนาจอีกขั้วอย่างสหรัฐอเมริกาที่แต่ก่อนไม่ได้สนใจใยดีอะไรอัฟกานิสถาน แต่พอเห็นโซเวียตเข้าไปมีอิทธิพล อเมริกาจึงทำการปลุกปั่นมุสลิมทั่วโลกให้เข้ามาทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อขับไล่คอมมิวนิสต์ออกไปจากแผ่นดินอัฟกานิสถาน
2
กองกำลังต่อต้านโซเวียตจึงมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มที่เรียกว่า “มุจาฮิดีน” ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมนักรบมุสลิมทั้งในอัฟกานิสถานและมุสลิมจากทั่วทุกมุมโลก (ที่ต่างทนไม่ได้เมื่อเห็นพี่น้องมุสลิมในอัฟกานิสถานต้องถูกคอมมิวนิสต์ยึดครอง)
1
ซึ่งมุจาฮิดีนนั้นได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาในเรื่องอาวุธ อีกทั้งอเมริกายังให้ CIA มาฝึกนักรบเหล่านี้เพื่อไปรบกับโซเวียต
3
และแล้วอัฟกานิสถานก็เข้าสู่สงครามกลางเมืองที่ทั้งวุ่นวายและโกลาหล เศรษฐกิจของประเทศเริ่มพังพินาศ กองทัพแดงก็เข้าถล่มพวกต่อต้านแบบไม่ปรานี (ซึ่งหลายครั้งก็ถล่มแบบไม่เลือกหน้าว่าเป็นพลเรือนหรือกลุ่มต่อต้าน)
4
เหล่ามุจาฮิดีนที่ฝึกกับ CIA มาแล้ว ก็ตอบโต้ ทั้งลอบสังหาร ก่อวินาศกรรม และทำสงครามกองโจร
1
ชาวอัฟกันส่วนมากก็อยู่ไม่ได้ จึงพากันอพยพออกนอกประเทศกันมหาศาลเลย โดยเฉพาะตรงพรมแดนปากีสถาน...
2
ส่วนในอัฟกานิสถาน รัฐบาลบับรัก คามัล ที่โซเวียตตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด ก็อ่อนแอเกินไป ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย เมื่อไร้ประโยชน์โซเวียตก็เลยปลดออก แล้วตั้งโมฮัมหมัด นาญีบุลเลาะห์ เป็นรัฐบาลแทน ซึ่งก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเดิม...
สงครามครั้งนี้ทำให้โซเวียตสูญเสียทั้งเงินและกำลังคนไปมหาศาลมาก จนใน ค.ศ.1985 มิคาอิล กอร์บาชอฟ ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำโซเวียต โดยมิคาอิลนั้นคิดว่า “สงครามในอัฟกานิสถานไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้โซเวียตเลย สู้เอาเงินที่เสียไปในสงครามมาพยุงเศรษฐกิจของโซเวียตจะดีกว่า!” ว่าแล้วก็มีการประกาศแผนปฏิรูปที่เรียกว่า กลาสนอสต์และเปเรสทรอยก้า
5
แต่ทว่า การปฏิรูปของมิคาอิลดูหมือนจะสายเกินไปซะแล้วล่ะครับ เมื่อเปเรสทรอยก้าไม่สามารถพยุงเศรษฐกิจของโซเวียตให้ฟื้นขึ้นมาได้ เหล่าประเทศที่อยู่ภายใต้โซเวียตก็พากันประท้วงแล้วแยกตัว
1
โซเวียตที่กำลังแย่จึงตัดสินใจถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานจนหมดใน ค.ศ.1989 (หลังจากนั้น 2 ปี โซเวียตก็ได้ล่มสลายลง)
1
พอโซเวียตออกไปใช่ว่าเรื่องจะจบครับ เพราะรัฐบาลของนาญีบุลเลาะห์ยังอยู่ เหล่ามุจาฮิดีนก็ผนวกกำลังกันโค่นล้ม จนใน ค.ศ.1992 มุจาฮิดีนที่นำโดยเบอร์นา ฮุดดิน ร็อบบานี ก็โค่นรัฐบาลลงได้ แล้วเข้ายึดกรุงคาบูล จากนั้นร็อบบานีก็ตั้งตัวเองขึ้นเป็นผู้นำประเทศ
3
เรื่องคงจบได้สวยครับ ถ้ากลุ่มของร็อบบานี เป็นชาวพัชตุน ซึ่งปัญหามันเกิดที่กลุ่มนี้ดันเป็นกลุ่มของชาวทาจิก...
3
มุจาฮิดีนพัชตุน ที่คิดว่าตัวเองมีสถานภาพสูงสุดก็ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของพวกทาจิกสิครับ ดังนั้นจึงผนวกกำลังกันโค่นล้มรัฐบาลของร็อบบานี! (โค่นกันไปมากี่รอบแล้วเนี่ย!)
6
สงครามกลางเมืองก็เริ่มขึ้นอีกครั้งแบบไม่จบไม่สิ้นซักที มุจาฮิดีนแต่ละกลุ่มที่ในอดีตสามัคคีกันเหมือนพี่น้องร่วมสู้กับกองทัพแดง แต่ในตอนนี้กลับแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า ฆ่ากันเองเป็นว่าเล่นเพื่อแย่งชิงอำนาจ
3
ท่ามกลางความวุ่นวายของสงครามกลางเมือง ก็ได้มีมุจาฮิดีนกลุ่มหนึ่งผงาดขึ้นมา
2
โดยพวกเขาจะเป็นผู้ที่สยบสงครามกลางเมือง...
1
พวกเขาจะสร้างยุคที่น่าสะพรึงที่สุดในอัฟกานิสถาน...
1
และพวกเขาจะเป็นผู้ที่เปลี่ยนอัฟกานิสถานไปตลอดกาล...
1
โดยชื่อของพวกเขา คือ ตาลีบัน
ภาพจาก Wikipedia (กรุงคาบูล ค.ศ.1992)
ตาลีบันมีผู้นำ คือ มุลลาห์ โมฮัมหมัด โอมา และสมาชิกของกลุ่ม คือ นักศึกษาจากโรงเรียนสอนศาสนา มีอายุเพียง 14-24 ปีเท่านั้น! โดยสมาชิกส่วนใหญ่ไม่เคยต่อสู้มาก่อน แต่รู้จักวิธีใช้ปืนเป็นอย่างดี
2
สมาชิกตาลีบันได้ดื่มด่ำคำสอนของอัลกุรอาน จนมีอุดมการณ์อันแรงกล้าที่จะสยบสงครามกลางเมือง แล้วปกครองประเทศอย่างสงบด้วยกฎหมายชารีอะห์ (กฎหมายอิสลาม)
2
ตาลีบันได้กลายเป็นฮีโร่ขึ้นมาจากการช่วยผู้หญิงที่ถูกลักพาตัวไปโดยมุจาฮิดีนกลุ่มหนึ่ง โดยตาลีบันได้ถล่มฐานของกลุ่มนั้นอย่างราบคาบพร้อมปลดปล่อยผู้หญิงเหล่านั้นให้เป็นอิสระ
2
หลังจากนั้นตาลีบันก็กลายเป็นขวัญใจมหาชนเลยล่ะครับ ตัวของโอมาเห็นโอกาสก็ทำการโฆษณาอุดมการณ์ของตัวเองว่าต้องการสร้างรัฐอิสลามที่มีแต่ความสงบสุขปราศจากสงครามขึ้นมา
1
เหล่าผู้ที่ศรัทธาในตาลีบันก็พากันเข้าร่วมและสนับสนุนสร้างความฝันในการสถาปนารัฐอิสลามอันสงบสุข จนทำให้กองกำลังของตาลีบันแข็งแกร่งขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆใน ค.ศ.1994 แล้วตาลีบันก็ทำการสยบมุจาฮิดีนกลุ่มอื่นๆให้อยู่แทบเท้า
3
และใน ค.ศ.1996 ตาลีบันก็เข้ายึดกรุงคาบูลได้ โค่นล้มรัฐบาลร็อบบานี พร้อมกับจับนาญิบุลเลาะห์ (คนที่เคยเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของโซเวียต) แขวนคอประจานกลางกรุงคาบูล
1
ในที่สุดตาลีบันก็สามารถหยุดสงครามกลางเมืองของอัฟกานิสถานได้...
แล้วตาลีบันก็จัดตั้งรัฐบาลของตัวเองขึ้น พร้อมนำกฎหมายชารีอะห์เข้ามาใช้ในการสร้างรัฐอิสลาม
แต่ทว่า มันกลับไม่ใช่รัฐอิสลามอันสงบสุขแบบที่ตาลีบันเคยขายฝันไว้ในตอนแรกเลยน่ะสิครับ...
ภาพจาก The Indian Express (มุลลาห์ โมฮัมหมัด โอมา ผู้นำตาลีบัน)
การตีความกฎหมายชารีอะห์ของตาลีบัน ดูเหมือนจะสุดโต่งและห่างไกลจากแนวทางที่แท้จริงของอิสลามไปมากเลยล่ะครับ
หลังจากที่จัดตั้งรัฐบาลแล้ว ตาลีบันก็ได้ทำการออกประกาศกฎของตัวเองตามท้องถนน
“ห้ามมีงานกีฬา มหกรรม หรืองานรื่นเริงใดๆทั้งสิ้น หากฝ่าฝืนพวกคุณจะโดนเฆี่ยนตี”
1
“ห้ามผู้หญิงทุกคนทำงานใดๆ หากฝ่าฝืนพวกคุณจะโดนเฆี่ยนตี”
“โรงเรียนที่สอนผู้หญิงต้องปิดทั้งหมด และนักเรียนนักศึกษาผู้หญิงที่กำลังเรียนอยู่ให้ลาออก หากฝ่าฝืนพวกคุณจะโดนเฆี่ยนตี”
“ห้ามแพทย์และพยาบาลที่เป็นผู้หญิงทำงานในโรงพยาบาล หากฝ่าฝืนพวกคุณจะโดนเฆี่ยนตี”
“ห้ามผู้หญิงได้รับการรักษาใดๆจากแพทย์ที่เป็นผู้ชาย หากฝ่าฝืนพวกคุณจะโดนเฆี่ยนตี”
“ผู้ชายทุกคนต้องไว้หนวดและเครา ห้ามโกนเด็ดขาด หากฝ่าฝืนพวกคุณจะโดนเฆี่ยนตี”
“ผู้หญิงต้องสวมเสื้อผ้าที่เรียกว่า เบอร์กา เพราะสามารถคลุมร่างได้ทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะถึงข้อเท้า เหลือไว้เฉพาะตาข่ายตรงตาให้มองเห็นเท่านั้น หากฝ่าฝืนพวกคุณจะโดนเฆี่ยนตี”
“ห้ามผู้หญิงออกจากบ้านตามลำพัง จะออกไปได้ต้องมีญาติผู้ชายไปด้วยเท่านั้น หากฝ่าฝืนพวกคุณจะโดนเฆี่ยนตี”
ฯลฯ
2
ซึ่งกฎหมายชารีอะห์ของตาลีบัน เรียกได้ว่ากดขี่สุดๆไปเลยล่ะครับ โดยเฉพาะผู้หญิงที่โดนกดซะจมดิน! ไม่ว่าจะเป็นการต้องสวมเบอร์กาที่มิดชิด หากเห็นข้อเท้าโผล่มาเพียงแวบเดียว จะถูกเฆี่ยนตีทันที!
2
หรือหากผู้หญิงป่วยก็ต้องนอนรอความตายเพียงอย่างเดียว เพราะห้ามแพทย์ที่เป็นผู้ชายรักษา ส่วนแพทย์ผู้หญิงก็ห้ามทำงาน (แล้วจะไปรักษาไหน?)
2
และโทษที่ถือว่าเลวร้ายที่สุดของพวกตาลีบัน คือ การปาหินจนตาย! (จะมีการเอานักโทษลงไปในหลุมกลางสนามโผล่มาแค่ช่วงอกหรือหัว แล้วให้คนรุมปาหิน) ซึ่งการตัดสินนี้จะเป็นข้อหาจำพวกคบชู้ ฆ่าคน (แต่หากตาลีบันไม่พอใจใครก็ยัดข้อหาได้เสมอ)
2
อีกทั้งผลงานที่โดดเด่นและโด่งดังไปทั่วโลกของตาลีบัน คือ การบอมบ์พระพุทธรูปสูงที่สุดในโลกที่อยู่ในหุบเขามาบิยัน ซึ่งพระพุทธรูปนี้ถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สูงมาก และได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก ซึ่งจากการบอมบ์พระพุทธรูปทิ้งของตาลีบัน ทำให้นานาชาติต่างประณามและสนใจอัฟกานิสถานมากยิ่งขึ้น
3
แต่รัฐบาลตาลีบันก็ถือว่ามีอำนาจที่มั่นคงมาก จนกระทั่งการมาของชายคนหนึ่ง
1
ชายที่ชื่อว่า โอซามา บิน ลาเดน
2
ภาพจาก Foreign Policy (ผู้หญิงอัฟกันในยุคตาลีบัน)
ภาพจาก Imgur (ภาพเปรียบเทียบอัฟกานิสถานยุค 1960s และ 2014)
โอซามา บิน ลาเดน นั้นเป็นหนึ่งในนักรบมุจาฮิดีนที่รบในช่วงโซเวียตปกครองอัฟกานิสถาน พอโซเวียตออกไปจึงเดินทางกลับประเทศตัวเองคือ ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งภายหลังก็ได้โดนอเมริกาตามล่าและหมายหัว เพราะไปก่อวินาศกรรมกับทหารอเมริกัน ตัวของโอซามาจึงหนีมาพึ่งเพื่อนเก่าที่เคยร่วมรบกันมาที่อัฟกานิสถาน นั่นคือ กลุ่มตาลีบัน
1
ตาลีบันก็ให้โอซามา มากบดานที่อัฟกานิสถาน พร้อมสนับสนุนกองกำลังที่โอซามาจัดตั้งขึ้น คือ อัลเคดา ซึ่งเป็นองค์กรก่อการร้ายที่สร้างเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก
และแล้วในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ที่สหรัฐอเมริกา ผู้ก่อการร้ายได้นำเครื่องบินพาณิชย์ 4 ลำพุ่งเข้าชนตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์จนถล่มลงมา และตึกเพนตากอนเสียหายส่วนหนึ่ง ส่วนอีกเครื่องบินอีกลำนั้นตกกลางทาง ซึ่งเป็นวินาสกรรมที่สร้างความตกใจและตะลึงให้กับทั่วทั้งโลกเลยล่ะครับ
จากความตกใจก็กลายเป็นความโกรธแค้น ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เล็งไปที่อัลเคดา ซึ่งในตอนแรกนั้นอัลเคดาออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นฝีมือตัวเอง แต่ภายหลังก็ออกมายอมรับว่าเป็นฝีมือของตัวเอง...
8
บุช จึงขู่ตาลีบันว่า “ส่งเพื่อนของพวกเอ็งมาซะ ไม่งั้นตูจะส่งกองทัพเข้าถล่มทั้งเอ็งทั้งเพื่อนให้ราบพนาสูญไปเลย!”
ซึ่งตาลีบันก็ไม่แคร์ต่อคำขู่ของอเมริกา ยังคงนิ่งเฉยต่อไป
2
อเมริกาจึงทำการประกาศ “สงครามต่อต้านก่อการร้าย” แล้ววันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.2001 ก็ทำการส่งกองทัพเข้าไปถล่มทั้งตาลีบันและอัลเคดาในอัฟกานิสถาน
1
จากแสนยานุภาพสุดโหดของอเมริกา ทำให้ในเวลาเพียง 2 เดือน ก็สามารถโค่นล้มรัฐบาลตาลีบันลงได้ ซึ่งถือเป็นจุดจบของยุคตาลีบันอันน่าสะพรึงไปในที่สุด
1
ทั้งตาลีบันและอัลเคดาก็พากันหนีกระจัดกระจายไปหลบซ่อนตามภูเขา ซึ่งอเมริกาก็ไม่จบเพียงแค่นั้นเพราะยังไม่ได้ตัวโอซามา บิน ลาเดน จึงทำการปูพรมค้นหาต่อไป
4
และนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกานั้นเข้ามามีอิทธิพลและจัดระเบียบในอัฟกานิสถาน พร้อมกับเจอความวุ่นวายที่ไม่จบไม่สิ้น...
ภาพจาก The Conversation (วินาศกรรม 911)
ถึงแม้รัฐบาลตาลีบันจะโดนโค่นล้มไปแล้ว แต่อัฟกานิสถานใช่ว่าจะสงบสุขครับ เพราะตาลีบันนั้นยังปราถนาที่จะกลับมาฟื้นอำนาจตัวเองและสร้างรัฐบาลขึ้นมาใหม่
จึงมีการก่อวินาศกรรมโดยตาลีบันที่อัฟกานิสถานอยู่เป็นประจำ อีกทั้งรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาใหม่ก็อ่อนแอ เจอภัยก่อการร้าย บวกกับไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังไปแล้วของประเทศขึ้นมาได้ใหม่ จึงทำให้อัฟกานิสถานเป็นแหล่งกบดานขององค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ และเป็นหนึ่งในประเทศที่อันตรายที่สุดในโลก
1
ถึงแม้สหรัฐอเมริกาและ UN จะพยายามเข้ามาฟื้นฟู แต่ก็โดนภัยการก่อการร้ายขัดขวางต่างๆนานา (อีกทั้งก็ไม่ได้มีการฟื้นฟูที่จริงจัง เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการตามล่าอัลเคดา)
อเมริกาก็ไม่ยอมให้ผู้ก่อการร้ายฟื้นอำนาจ...
1
รัฐบาลอัฟกานิสถานก็อ่อนแอเกินไปที่จะปกครองและฟื้นฟูเศรษฐกิจ...
ตาลีบันก็ยังคงพยายามก่อวินาศกรรมและเตรียมกำลังเข้าโค่นล้มรัฐบาลอยู่ตลอด...
กลุ่มก่อการร้ายต่างเติบโตอยู่ในอัฟกานิสถาน...
2
สงครามยังคงดำเนินต่อไป...
อัฟกานิสถานจนปัจจุบันก็ยังไม่พบความสงบที่แท้จริง...
ดินแดนที่ในอดีตเคยสงบและสวยงาม...
1
กลับโดนความแตกต่างและความไม่เข้าใจทำลายความสงบและความสวยงามนั้น...
อีกทั้งการเข้ามาของมหาอำนาจยิ่งทำให้ดินแดนนี้หลุดเข้าไปในวังวนแห่งความขัดแย้ง...
สร้างสงครามในการแย่งชิงอำนาจกันไม่รู้จักหมดสิ้น...
แต่พอสงครามจบก็ดันเข้าสู่ห้วงแห่งความกดขี่และน่าสะพรึงกลัว...
และถึงแม้ห้วงแห่งความกดขี่จะผ่านไป กลับต้องวนลูปมาที่สงครามแย่งชิงอำนาจเช่นเดิม...
สุดท้ายแล้วเราคงต้องเฝ้ารอดูเพียงว่า...
ภาพความสงบและความสวยงามของอัฟกานิสถานจะกลับคืนมาอีกครั้ง...
หรือภาพเหล่านั้นจะกลายเป็นเพียงแค่อดีตที่ไม่มีทางหวนกลับมาอีกเลย...
1
และนี่ คือเรื่องราว “อัฟกานิสถาน” วันวานที่เคยสวยงาม
1
ภาพจาก Gov.uk
อ้างอิง
Gohari, M.J. The Taliban : Ascent to Power. New York : Oxford University Press, 2001.
Peabody, Nancy and Newell, Richard S. The Struggle for Afghanistan. United Kingdom : Cornell University Press, 1981.
Rashid, Ahmed. Taliban : The Story of the Afghan Warlords. London : Pan books. 2001.
Watkins, Mary Bradley. Afghanistan : Land in Transition, 1963.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
    Vichuda Wangmanasatien
    สนับสนุน50 เพชร
    Ped957498
    คนตั้งกฎนี่มันเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่หรือวะเนี๊ย...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ เตรียมเปิดให้คนฉีด "แอสตราเซเนกา" ครบ 2 เข็ม จองรับเข็ม 3 "ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ" เตรียมเปิดจองวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 สำหรับคนที่ฉีดสูตร "แอสตราเซเนกา" ครบ 2 เข็มก่อนวันที่ 31 ก.ค. 2564 จากทุกศูนย์ฉีดวัคซีน
      ทำไมเราควรสนใจเรื่องการเงินของแบรนด์บ้านที่เราจะซื้อ ? สมัยก่อน หากเราจะเลือกซื้อหรือลงทุนกับ “บ้าน” หนึ่งหลัง บางคนก็อาจจะดูที่ทำเล บางคนก็อาจจะเลือกที่การออกแบบภายในหรือพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก แต่สมัยนี้ การมองลึกลงไปยังบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างบ้าน ผู้สร้างคอนโด ก็เรียกได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันจะช่วยให้เรารู้จักว่าใครกันที่เป็นคนสร้างบ้านให้เรา และเขาคนนั้น มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งขนาดไหน
      “พิมรี่พาย” ศรัทธา-ท้าทาย กลยุทธ์ “กล่องสุ่ม” พิชิต 100 ล้าน เริ่มเปิด "กล่องสุ่ม" พิมรี่พาย หรือ “พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์” แล้ว หลังจากมี “บิวตี้บล็อกเกอร์” รายหนึ่ง เข้าไปคอมเมนต์ "ถ้าสั่งกล่องสุ่มเครื่องสำอางแสนนึง แม่ขายมั้ย" ซึ่งมีหรือ “พิมรี่พาย” จะยอม ก่อนจะเปิดรหัสขายของกล่องสุ่ม ราคา 100,000 และใครจะคิด แค่เพียง 10 นาที ก็มีคนซื้อมูลค่า 100 ล้านบาท
      คนประเภท Introvert เมื่อหมดแรงหมดพลัง มักจะชอบพักผ่อนด้วยการอยู่คนเดียวเงียบๆ ส่วนชาว Extrovert จะชาร์จแบตฯ ด้วยการพูดคุยหรืออยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ให้คนรอบข้างช่วยเติมพลังให้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ดูเหมือนว่าการอยู่คนเดียว จะเป็นยาขมสำหรับชาว Extrovert แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆ แล้วการอยู่คนเดียวในบางเวลา (Alone Time) กลับส่งผลดีต่อสุขภาพของชาว Extrovert เช่นกัน! มาฟังกันว่าชาว Extrovert ชาร์จแบตฯ ด้วยการใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นนั้นดีอย่างไร ใน Mission To The Moon EP.นี้ #missiontothemoon #missiontothemoonpodcast #inspiration
      ดูทั้งหมด