“ราชวงศ์ทิวดอร์” Ep.3 The Golden Age
“เรารู้ดีว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเราเป็นเพียงผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง แต่เรามีจิตใจเข้มแข็งที่พร้อมจะต่อสู้เยี่ยงกษัตริย์.... กษัตริย์แห่งแผ่นดินอังกฤษ”
ทุกท่านครับ นี่คือเรื่องราวใน Ep.สุดท้ายของราชวงศ์ทิวดอร์
เรื่องราวที่ถือว่าเป็นจุดพีคที่สุดของราชวงศ์...
ทั้งยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการก่อร่างสร้างจักรวรรดิพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน...
เรื่องราวของควีนที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ...
การต่อสู้ทางศาสนา...
การแผ่อิทธิพลสู่สกอตแลนด์
ยุทธนาวีอาร์มาดา...
Virgin Queen...
ขุนนางข้างบัลลังก์...
1
การก้าวสู่มหาอำนาจ...
และนี่ คือ Ep.3 The Golden Age
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ภาพจาก ภาพยนตร์ Elizabeth
ในตอนที่แล้วนั้นหลังจากที่ควีนแมรี่สวรรคตกะทันหัน เจ้าหญิงอลิซาเบธก็ได้ถูกเลือกขึ้นเป็นควีนอลิซาเบธที่ 1 ตามสายการสืบราชบัลลังก์ แต่ในตอนแรกนั้นก็มีอีกหลายๆคนที่ไม่ได้ยอมรับในตัวของเจ้าหญิงอลิซาเบธว่าสมควรที่จะเป็นผู้สืบบัลลังก์ เพราะว่า...
ควีนอลิซาเบธเป็นธิดาของเฮนรี่ที่ 8 กับแอน โบลีน ซึ่งตัวของแอนถูกตัดหัวไป ทำให้เจ้าหญิงอลิซาเบธกลายเป็นลูกนอกสมรส จนมีผู้ที่อ้างว่าตัวเองมีสิทธิ์ในบัลลังก์อังกฤษมากกว่าเจ้าหญิง ไม่ว่าจะเป็น...
แมรี่แห่งสกอตแลนด์ที่มีสายเลือดของทิวดอร์เช่นเดียวกัน (มีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าหญิงอลิซาเบธ)
หรือกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ของสเปน ซึ่งเป็นผู้ที่แต่งกับควีนแมรี่ไปก่อนที่ควีนจะสวรรคต ซึ่งพอควีนแมรี่สวรรคต ฟิลิปที่ 2 ก็อ้างสิทธิ์ในบัลลังก์อังกฤษเช่นเดียวกัน
1
โดยทั้งคู่ต่างคิดว่า “เจ้าหญิงอลิซาเบธเป็นลูกนอกสมรสของนางบำเรอแอน โบลีน ไม่สมควรที่จะได้บัลลังก์อังกฤษด้วยซ้ำ!”
แต่ทว่า ควีนแมรี่ได้ตั้งใจที่จะยกบัลลังก์ให้เจ้าหญิงอลิซาเบธในตอนสุดท้ายอยู่แล้ว (ถึงแม้จะจำใจก็ตาม) ทำให้เจ้าหญิงได้ขึ้นบัลลังก์โดยไม่มีปัญหาอะไร
แต่จากการขึ้นบัลลังก์เป็นควีนอลิซาเบธที่ 1 นี่แหละครับ ทำให้อังกฤษขัดแย้งกับสกอตแลนด์และสเปน จนเกิดเป็นสงครามครั้งใหญ่ในภายหลัง...
ภาพจาก History Hit (เจ้าหญิงอลิซาเบธ)
ก่อนที่ควีนแมรี่จะสวรรคตนั้น ได้กำชับเจ้าหญิงอลิซาเบธอย่างหนักแน่นว่า “ให้อังกฤษเป็นคาทอลิกต่อไป ห้ามนำ Church of England กลับมาเด็ดขาด!”
แต่ปัญหาคือ เจ้าหญิงอลิซาเบธดันเป็น Church of England น่ะสิครับ...
ทำให้หลังจากขึ้นเป็นควีนแล้ว จึงใช้แนวทางแบบประนีประนอมเพื่อเปลี่ยนอังกฤษกลับมาเป็น Church of England อีกครั้ง
โดยการเปิดเสรีในการนับถือศาสนา ให้ประชาชนเลือกนับถืออะไรก็ได้ แต่ตัวของควีนนั้นบอกไว้เลยว่า “เป็น Church of England” (แน่นอนครับว่าเมื่อตัวของควีนประกาศว่าตัวเองนับถืออะไร ประชาชนส่วนใหญ่ก็ต้องแห่แหนมานับถือตามอยู่แล้ว เป็นการใช้จิตวิทยาแบบหนึ่ง)
ทำให้แนวทางปฏิรูปศาสนาของควีนอลิซาเบธที่ 1 จะเป็นการประนีประนอม ลดความแตกแยก ซึ่งแตกต่างกับเฮนรี่ที่ 8 ที่มีการบังคับให้คนเลิกนับถือคาทอลิก มานับถือ Church of England หรือควีนแมรี่ที่บังคับคนให้มานับถือคาทอลิก ใครนับถืออย่างอื่นตายลูกเดียว!
เมื่อแนวทางของควีนนั้นละจากแนวทางของคาทอลิก แน่นอนว่าสันตะปาปาก็ไม่พอใจ ที่อังกฤษจากแต่ก่อนอยู่ใต้อำนาจของวาติกัน แต่ตอนนี้กลับอยู่นอกอำนาจของวาติกัน
ดังนั้น สันตะปาปาจึงมีการยุแหย่แทรกแซงให้ชาติอื่นๆโค่นล้มบัลลังก์ของควีนอลิซาเบธที่ 1 อยู่ตลอดเวลา
โดยหมากตัวสำคัญของวาติกัน คือ แมรี่แห่งสกอตแลนด์และฟิลิปที่ 2 ของสเปน
ภาพจาก Sydney Theatre Company (ควีนอลิซาเบธที่ 1 และแมรี่แห่งสกอตแลนด์)
แมรี่แห่งสกอตแลนด์ถือเป็นภัยร้ายแรงมากสำหรับควีนอลิซาเบธที่ 1 เพราะสกอตแลนด์อยู่ติดกับอังกฤษ อีกทั้งแมรี่ยังอ้างตัวว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์อังกฤษที่แท้จริง ซึ่งมีการปะทะฝีปากกันอยู่หลายครั้งระหว่างควีนทั้งสอง
ทำให้ควีนอลิซาเบธจำเป็นต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้จบเร็วที่สุด โดยการรบกับสกอตแลนด์ซะเลย ซึ่งจากการรบ อังกฤษก็สามารถจับแมรี่ได้แล้วนำตัวไปขังไว้ในหอคอยแห่งลอนดอน
1
เหล่าขุนนางมีการสอบสวนแมรี่อยู่หลายครั้งจนพบว่ามีกลุ่มคนที่จะโค่นล้มบัลลังก์อังกฤษจริงๆ แล้วนำแมรี่ขึ้นเป็นควีน ทำให้เหล่าขุนนางอังกฤษจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการสั่งตัดหัวแมรี่แห่งสกอตแลนด์ให้มันจบๆไป!
1
ซึ่งการตัดหัวแมรี่นี้ มีการบันทึกไว้ครับว่า ควีนอลิซาเบธที่ 1 ไม่ได้รู้เรื่องด้วย หลังจากแมรี่ถูกตัดหัวไป ควีนก็ร้องห่มร้องไห้อยู่หลายวัน แต่ก็ไม่ได้ลงโทษขุนนางที่สั่งตัดหัว เพราะก็เข้าใจครับว่า
“ในสถานการณ์แบบนี้ การกำจัดแมรี่อย่างเด็ดขาดถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะในช่วงเวลานั้น หมากตัวที่สองของวาติกันเริ่มเคลื่อนไหวและพร้อมที่จะหวดกับอังกฤษในไม่ช้าแล้ว”
หมากตัวที่ว่า คือ สเปน ซึ่งจะก่อให้เกิดการรบกครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ที่เรียกว่า
ยุทธนาวีอาร์มาดาหรือ Spanish Armada...
ภาพจาก Historic Environment Scotland Blog (การประหารควีนแมรี่แห่งสกอตแลนด์)
แต่ก่อนที่จะไปเล่าเรื่องราวของอาร์มาดา ผมขอเล่าเรื่องราวอังกฤษในยุคควีนอลิซาเบธที่ 1 ก่อนนะครับ
ก่อนยุคของควีนอลิซาเบธที่ 1 นั้น เรียกได้ว่ายุโรปเริ่มเปลี่ยนแปลงไปหลายๆด้านแล้วจากการฟื้นฟูศิลปวิทยาการและการสำรวจทางทะเล ที่ทำให้โปรตุเกสและสเปนกลายเป็นชาติที่มั่งคั่งและก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจ
ซึ่งก่อนหน้านั้นอังกฤษอยู่ในยุคของความวุ่นวาย และยังเป็นชาติที่ล้าหลังในยุโรปอยู่ ไม่ได้มีความสนใจฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือสำรวจทางทะเล วิทยาการทางทะเลก็ล้าหลัง ทั้งที่มีดินแดนเป็นเกาะซึ่งมีทะเลล้อมรอบทุกด้าน
แต่พอควีนอลิซาเบธที่ 1 ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ก็ได้มีการเริ่มนำพาอังกฤษเข้าสู่การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ พร้อมมีการนำความรู้และวิทยาการจากยุโรปเข้ามาสู่อังกฤษ
ซึ่งในยุคของควีนนั้นได้เกิดขุนนางและบุคคลที่มีความสามารถมากมาย ซึ่งเผอิญว่าจุดเด่นที่หลายคนยกย่องในตัวควีนอลิซาเบธที่ 1 คือ ความสามารถในการบริหารคน...
โดยควีนจะขวนขวายหาบุคคลที่เก่งกาจในแต่ละด้านมาช่วยบริหารบ้านเมือง ซึ่งจะให้บุคคลเหล่านั้นได้ทำงานตรงกับความถนัดของตัวเองอย่างเต็มที่ ทำให้ถึงแม้ว่าอังกฤษจะเป็นชาติที่ฟื้นฟูศิลปวิทยาการช้ากว่าชาติอื่นๆในยุโรป แต่เมื่อได้ฟื้นฟูศิลปวิทยาการแล้ว อังกฤษดันกลายเป็นชาติที่ก้าวหน้าที่สุดในยุโรปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงต้องให้เครดิตเหล่ามันสมองและขุนนางอังกฤษ รวมถึงควีนที่รู้จักใช้และรีดประสิทธิภาพคนเหล่านั้นออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยบุคคลเด่นๆที่ผมจะกล่าวถึง ได้แก่
วิลเลียม เซซิล...
ฟรานซิส วอลซิงแกม...
และเซอร์ฟรานซิส เดรค...
ภาพจาก History (วิลเลียม เซซิล และฟรานซิส วอลซิงแกม ขุนนางข้างบัลลังก์)
วิลเลียม เซซิลและฟรานซิส วอลซิงแกม ถือได้ว่าเป็นขุนนางข้างบัลลังก์ที่ร่วมเป็นร่วมตายกับควีนมาโดยตลอดเลยล่ะครับ เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิดควีนมากที่สุด
วิลเลียม เซซิล นั้นเรียกง่ายๆคือเป็นมันสมองหรือกุนซือในการให้คำแนะนำและออกนโยบายต่างๆทั้งการสั่งประหารแมรี่แห่งสกอตแลนด์ การปฏิรูปศาสนาในอังกฤษ และการตัดสินใจในยุทธนาวีอาร์มาดา รวมๆคือเป็น “ฝ่ายบุ๋น” นั่นเอง
ส่วนฟรานซิส วอลซิงแกม จะเก่งเรื่องงานต่างประเทศและการทำงานใต้ดิน รวมถึงการเป็นสายลับที่เก่งกาจ โดยการหาข่าวของวอลซิงแกมนั้นได้ช่วยให้อังกฤษได้เปรียบทางด้านสงครามและการเมืองหลายครั้ง โดยเฉพาะในยุทธนาวีอาร์มาดาที่จะเล่าถึงต่อไป รวมๆคือวอลซิงแกมนั้นเป็น “ฝ่ายบู๊” นั่นเองครับ
1
และคนสุดท้ายคือเซอร์ฟรานซิส เดรค โดยคนนี้จะแตกต่างกับอีก 2 คนครับ เพราะไม่ได้เป็นขุนนาง แต่มีฐานะเป็นนักสำรวจและนักบุกเบิกซะมากกว่า เพราะมีความสามารถในการเดินเรือที่โดดเด่นมาก
โดยเดรคมีนิสัยที่เรียกได้ว่า “โหดเอาเรื่อง” ผลงานเด่นๆคือการบุกปล้นสะดมเรือของศัตรูพร้อมฆ่าคนในเรือจนเกลี้ยง ถึงกับมีการขนานนามว่า “เดรคเป็นโจรสลัดที่น่ากลัวที่สุดในยุคนั้น”
หากเดรคเกิดในยุคก่อนหน้านั้นคงเป็นได้เพียงโจรกระจอกๆ แต่เดรคเกิดมาในยุคที่ควีนอลิซาเบธที่ 1 มีการสั่งให้ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ รวมถึงให้ความสนใจในการสำรวจทางทะเล ซึ่งความสามารถของเดรคดันไปถูกใจควีนพอดิบพอดี...
โดยควีนได้ใช้ความสามารถและความโหดของเดรคให้เป็นประโยชน์ต่ออังกฤษ ทั้งการสนับสนุนให้เดรคปล้นกองเรือของศัตรูได้อย่างเสรีแลกกับการที่เดรคนำนำสมบัติที่ปล้นได้มาให้ควีนแล้วมีการให้ส่วนแบ่งกันและกัน
หรืองานที่ใหญ่กว่านั้น อย่างการปราบกบฏในไอร์แลนด์ และการเดินทางสำรวจโลกใหม่
เดรคเป็นผู้บุกเบิกดินแดนโลกใหม่บริเวณอเมริกาเหนือให้เป็นของอังกฤษ (ภายหลังพัฒนาไปเป็น 13 อาณานิคม ที่จะวิวัฒนาการกลายเป็นสหรัฐอเมริกา)
เดรคเป็นผู้บุกเบิกการนำทาสแอฟริกันไปขายในโลกใหม่ ซึ่งควีนอลิซาเบธที่ 1 ก็มีการสนับสนุนอย่างเป็นทางการเพราะเป็นธุรกิจที่ทำให้อังกฤษรวยเละ
เรียกได้ว่า เซซิลและวอลซิงแกมเป็นผู้ที่สร้างความมั่นคงภายในให้กับอังกฤษ ส่วนเดรคเป็นผู้ที่สร้างความมั่งคั่งและปูทางสู่ความเป็นเจ้าโลกของอังกฤษในอนาคต
ซึ่งบุคคลเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นพนักงานและบุคลากรที่ทำงานภายใต้บริษัทที่ชื่อว่าอังกฤษ โดยการนำของ CEO ที่ชื่อว่าควีนอลิซาเบธที่ 1
1
และพวกเขาเหล่านี้ได้นำพาอังกฤษไปสู่จุดสูงสุดของยุคสมัยจากสงครามที่เรียกว่า “ยุทธนาวีอาร์มาดา”
ภาพจาก Liberation Next (ควีนอลิซาเบธแต่งตั้งเซอร์ฟรานซิส เดรค)
สเปน ถือได้ว่าเป็นมหาอำนาจในยุคสมัยนั้น เพราะเป็นผู้ที่ค้นพบดินแดนที่เรียกว่าโลกใหม่ ซึ่งจากการกอบโกยในโลกใหม่ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับสเปนแบบที่ประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะครับ...
โดยความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับสเปนมาจากการที่ควีนแมรี่สวรรคต กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ที่เพิ่งแต่งกับควีนแมรี่ไป ก็อ้างสิทธิ์ในบัลลังก์อังกฤษ (แต่ก็แห้วไป)
แต่ฟิลิปที่ 2 ก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น มีการโจมตีควีนอลิซาเบธอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสันตะปาปา เพราะทั้งคู่ต่างมองว่าควีนอลิซาเบธที่ 1 เป็นพวกนอกรีต เพราะนำพาอังกฤษออกจากการเป็นคาทอลิก
ทั้งสันตะปาปาและฟิลิปที่ 2 ก็ได้ใช้หมากคือแมรี่แห่งสกอตแลนด์ในการล้มบัลลังก์ของควีนอลิซาเบธ แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะแมรี่แห่งสกอตแลนด์โดนตัดหัวไปก่อน
เมื่อเป็นแบบนั้น ฟิลิปที่ 2 จึงจำเป็นต้องจัดการกับอังกฤษด้วยตัวเอง โดยอ้างว่า “ต้องนำอังกฤษกลับคืนสู่หนทางที่ถูกต้องของพระเจ้า (คาทอลิก) ให้จงได้!” และวิธีการที่ฟิลิปที่ 2 จะจัดการกับอังกฤษนั้น ก็คือ การใช้กองทัพบดขยี้...
ดังนั้น ฟิลิปที่ 2 จึงนำทรัพยากรและเงินทองที่ได้จากโลกใหม่มาทุ่มให้กับการสร้างกองเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก โดยใช้เวลาสร้างถึง 11 ปี! ซึ่งระหว่างนั้นก็มีเวลาให้อังกฤษได้เตรียมการนานพอดูเหมือนกัน...
พอกองเรือของสเปนที่เรียกว่า “อาร์มาดา” พร้อมแล้ว ก็มีการเคลื่อนเข้าสู่ช่องแคบอังกฤษ โดยฟิลิปที่ 2 ได้เข้าไปเป็นผู้วางแผนทั้งหมด แต่ฟิลิปที่ 2 กลับไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ซักเท่าไหร่ ทำให้แม้สงครามยังไม่เริ่มก็เกิดมีความขัดแย้งภายในใจของแม่ทัพสเปนหลายๆคนไปซะแล้วล่ะครับ
ส่วนอังกฤษก็ได้มีการเตรียมการเช่นเดียวกัน โดยควีนได้มีการสั่งให้สร้างกองเรือรุ่นใหม่ โดยให้จอห์น ฮอว์กินส์เป็นวิศวกรควบคุมการสร้าง ผลคือ อังกฤษได้กองเรือที่มีขนาดเล็กกว่าสเปน แต่เคลื่อนที่ได้คล่องและเร็วกว่า แต่เทคโนโลยีที่สำคัญของเรืออังกฤษคือมีการติดปืนยาวรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีพิสัยการยิงที่ไกลมาก...
1
และระหว่างเตรียมการ ควีนก็ได้สั่งให้ฟรานซิส วอลซิงแกม ไปเป็นสายสืบหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับจุดอ่อนของกองเรือสเปน ทำให้อังกฤษมีข้อมูลสำคัญมากมายอยู่ในมือก่อนที่จะเริ่มสงคราม
อีกทั้งควีนอลิซาเบธแตกต่างกับฟิลิปที่ 2 คือควีนรู้ตัวว่าตัวเองไม่เชี่ยวชาญในเรื่องการรบ จึงให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้บังคับบัญชาแทน โดยที่ตัวเองไม่เข้าไปแทรกแซง โดยมอบหมายงานให้ลอร์ดโฮเวิร์ดเป็นแม่ทัพใหญ่
1
ซึ่งตัวของลอร์ดโฮเวิร์ดก็คิดว่า “มีชายที่เก่งกว่าเราอยู่คนหนึ่ง” จึงมอบหมายให้ชายคนนั้นเป็นผู้บัญชาการการรบที่แท้จริง โดยชายคนนั้นคือ “เซอร์ฟรานซิส เดรค” นั่นเองครับ
เรียกได้ว่า ฝ่ายอังกฤษมีการวางแผนและเตรียมการรัดกุมในหลายๆด้านมากกว่าฝ่ายสเปน
และแล้วกองเรือทั้งสองก็ปะทะกัน โดยเริ่มแรก อังกฤษทำการจุดไฟเผาเรือที่บรรทุกดินปืนของตัวเองแล้วถีบออกไปใส่ฝั่งสเปน...
ปรากฏว่าไม่มีเรือลำไหนของสเปนที่เสียหายครับ แต่เหล่าทหารสเปนต่างตกใจกับกลยุทธ์แบบนี้ เลยพากันหนีจนขบวนเรือแตกออกจากกัน...
อังกฤษเห็นแบบนี้จึงทำการไล่ตาม และเนื่องจากเรือของอังกฤษถึงแม้จะลำเล็กกว่าแต่กลับคล่องกว่า แถมยิงได้ไกลกว่า ทำให้เรือของอังกฤษมีความได้เปรียบสูงมาก
เรือสเปนถูกเรืออังกฤษจมไปหลายลำ...
เรือสเปนที่แตกขบวนก็พากันตั้งทัพขึ้นมาใหม่แต่อ่อนเชิงทางยุทธวิธี ก็โดนอังกฤษถล่มกลับไปเหมือนเดิม...
อีกทั้งเรือสเปนดันเจอพายุถล่มจนจมไปหลายลำ...
สเปนเสียทหารไปกว่า 20,000 คน...
1
เสียเรือไปกว่า 70 ลำ...
ส่วนอังกฤษเสียทหารไปราว 100 คน...
และไม่เสียเรือซักลำเดียว!
ยุทธวิธี...
การใช้คน...
ข่าวกรอง...
และดวง...
ทำให้อังกฤษสามารถโค่นล้มกองเรืออาร์มาดาของสเปนอย่างย่อยยับ และก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทางทะเลแทนที่สเปนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา...
ภาพจาก History (ยุทธนาวีอาร์มาดา)
การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ...
การสำรวจทางทะเล...
และการถล่มกองเรืออาร์มาดาของสเปน...
ทำให้อังกฤษจากยุคแห่งความล้าหลังและแตกแยก พอมาถึงยุคของควีนอลิซาเบธที่ 1 อังกฤษได้กลายเป็นชาติที่ก้าวหน้าที่สุดในยุโรป และเริ่มกลายเป็นมหาอำนาจที่มาแทนที่สเปน
เรียกได้ว่าปัญหาภายนอกแทบไม่ต้องกังวลเลยล่ะครับ จะกังวลเพียงแค่ปัญหาภายในเกี่ยวกับตัวของควีนที่ไม่สนใจชายคนไหนเลย ทำให้ไม่มีโอรสไว้สืบบัลลังก์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น Virgin Queen
จริงๆแล้วตัวของควีนนั้นหวาดกลัวการคลอดลูกจนถึงขั้นแทบบ้าเลยทีเดียว หากมีใครมาเสนอตัวเป็นสามี หรือขุนนางแนะนำเรื่องนี้เมื่อไหร่ ควีนจะตัวสั่นและหน้าซีดขึ้นมาทันที ยิ่งเมื่อควีนเริ่มอายุมากขึ้นๆ ทำให้เหล่าขุนนางเริ่มถอดใจว่าควีนคงไม่มีทายาทแน่นอน...
แต่ควีนนั้นกลัวเพียงเรื่อง “คลอดลูก” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าควีนไม่สนใจผู้ชายคนไหนเลย ตรงกันข้าม กลับมีชายหลายคนทีเดียวครับที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับควีน...
โดยคำว่า Virgin นั้น หมายถึงแค่ “ความเป็นโสดของควีนเท่านั้น” ซึ่งในความเป็นจริงมีความเชื่อกันว่าควีนได้เสีย Virgin ให้โทมัส ซีย์มัวร์ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15 ด้วยซ้ำ! (โปรดดูใน Ep.2)
อีกอย่างควีนก็ไม่ได้ปิดบังนิสัยที่พอใจให้ชายหลายๆคนมาใกล้ชิดเคียงกายอย่างไม่ขาดสาย แต่ควีนพยายามคงสถานะของชายเหล่านั้นให้เป็นเพียงแค่ “ตัวช่วยในการผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในงานบ้านงานเมืองเท่านั้น”
ไม่ว่าจะเป็น โรเบิร์ต ดัดลีย์...
โรเบิร์ต เดเวเรอช์...
คริสโตเฟอร์ แฮตตัน...
เอ็ดเวิร์ด เดอเวียร์...
วอลเตอร์ ราห์ลี...
ชายเหล่านี้ ควีนมีการเรียกหาให้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดอยู่บ่อยๆ ทั้งยังได้รับการเปย์ทั้งเงินทองและตำแหน่งแบบไม่อั้น โดยเฉพาะโรเบิร์ต ดัดลีย์ และโรเบิร์ต เดเวเรอช์ที่แน่ชัดว่ามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งถึงขั้นร่วมเตียงกับควีน (ส่วนคนอื่นไม่รู้นะครับ)...
ภาพจาก ภาพยนตร์ Elizabeth (โรเบิร์ต ดัดลีย์กับควีนอลิซาเบธที่ 1)
นอกจากกลัว “การคลอดลูก” แล้วนั้น สิ่งที่ควีนเกลียดและกลัวอีกอย่างหนึ่งคือ “ความแก่ชรา”
ยิ่งเมื่อควีนอายุมากขึ้น แน่นอนว่ารูปร่างและหน้าตาก็ต้องเป็นไปตามวัย แต่ควีนนั้นไม่ยอมรับในความชราของตัวเอง ขุนนางคนไหนที่พูดถึงเรื่อง “ความแก่” หรือ “ผิวที่เหี่ยวย่น” ล่ะก็ โดนปลดกลางอากาศทุกราย
ควีนต้องมีการทาแป้งที่หนาเตอะเพื่อปกปิดรอยเหี่ยวย่น พร้อมกับสวมวิกเพื่อปกปิดผมสีขาวของตัวเองอยู่ตลอดเวลาเมื่อออกงาน
แต่ความเก่งและความเฉียบคมในการใช้คนบริหารบ้านเมืองของควีนนั้นกลับมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะประสบการณ์ที่โชกโชน แต่ควีนก็มีนิสัยแปลกประหลาดบางอย่างที่แสดงออกมาอย่างไร้เหตุผลเหมือนกัน เช่น...
ควีนมักมีอารมณ์ร้ายมากขึ้น หากไม่พอใจใครจะกรี๊ดใส่ ด่าสาดเสียเทเสีย หรือถึงขั้นตบหน้าอย่างรุนแรง...
หรือมีการห้ามให้คนใกล้ชิดและข้ารับใช้แต่งงานเด็ดขาด ควีนจะกีดกันและต่อต้านการแต่งงานของคนเหล่านั้นแบบหัวชนฝา...
เมื่อเวลาผ่านไป ความแก่ชราก็ทำให้ควีนร่างกายอ่อนแอลงและเริ่มป่วยถึงขนาดทรุดนอนลงบนพื้นในห้องนอน ไม่ขยับเยื้อนไปไหนและตาจับจ้องอยู่ที่เพดานอยู่หลายวัน
ซึ่งในที่สุด ควีนอลิซาเบธที่ 1 ก็สวรรคตอย่างสงบ รวมเวลาที่ปกครองอังกฤษทั้งหมด 45 ปี
ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของควีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ
และจากการที่ควีนไม่มีสายเลือดไว้สืบบัลลังก์ ทำให้ถือเป็นการปิดฉากราชวงศ์ทิวดอร์ไปด้วยเช่นเดียวกัน...
ภาพจาก Tudor Stuff (อาการป่วยของควีนอลิซาเบธที่ 1)
ในช่วงปลายยุคกลาง อังกฤษเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงจากการแย่งชิงบัลลังก์ในสงครามดอกกุหลาบ...
เฮนรี่ ทิวดอร์ หรือเฮนรี่ที่ 7 ได้เป็นผู้ชนะในตอนสุดท้าย แล้วทำการสร้างราชวงศ์ทิวดอร์ขึ้นมา...
เฮนรี่ที่ 7 ได้เป็นผู้วางรากฐานทางอำนาจของกษัตริย์และการคลังให้กับอังกฤษ...
เมื่อมาถึงเฮนรี่ที่ 8 ก็ได้มีการรวบอำนาจเข้าสู่กษัตริย์ก่อเกิดเป็น “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ขึ้นมา...
เฮนรี่ที่ 8 ยังมีการแยกอังกฤษออกจากอำนาจของสันตะปาปาและวาติกัน โดยการตั้งนิกาย Church of England...
แต่หลังจากยุคของเฮนรี่ที่ 8 อังกฤษก็ได้เข้าสู่ความวุ่นวายและแตกแยกขึ้นมาอีกครั้ง...
ทั้งการแย่งอำนาจของเหล่าขุนนาง...
การนองเลือดครั้งใหญ่ในเรื่องความแตกต่างทางด้านศาสนาในยุคของควีนแมรี่...
แต่แล้วเมื่อมาถึงยุคของควีนอลิซาเบธที่ 1 อังกฤษก็ได้ก้าวเข้าสู่การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเหมือนกับชาติอื่นๆในยุโรปหลังจากที่ล้าหลังกว่าเขามานาน...
เริ่มมีการสำรวจทางทะเล บุกเบิกดินแดนในโลกใหม่ และค้าทาส ซึ่งสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลให้กับอังกฤษอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...
ทั้งการถล่มกองเรืออาร์มาดาของสเปนซึ่งทำให้อังกฤษก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอย่างเต็มตัว...
ถึงแม้จะจบยุคของควีนอลิซาเบธที่ 1 อังกฤษก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น...
อังกฤษได้ทำการต่อยอดจากรากฐานที่ยุคของควีนอลิซาเบธที่ 1 ได้สร้างเอาไว้...
ไต่เต้าขึ้นมาจนสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรม...
ล่าอาณานิคม...
และสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ จนได้รับการขนานนามว่า “จักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน”
ซึ่งกลายเป็นจักรวรรดิที่จะสร้าง Impact ให้กับโลกไปอีกหลายศตวรรษจวบจนปัจจุบัน...
ภาพจาก Flag Mapping
อ้างอิง
Meyer, G.J. The Tudors: The Complete Story of England's Most Notorious Dynasty. Delacorte Press, 2010.
Tudor History: A Captivating Guide to the Tudors, the Wars of the Roses, the Six Wives of Henry VIII and the Life of Elizabeth I. London : Independently, 2019.
Weir, Alison. The Life of Elizabeth I. London : Ballantine Books Reissue Edition, 1999.
    Tana ntp
    สนับสนุน30 เพชร
    418746
    สนุกมากๆครับ.. ขอขอบพระคุณครับ..