28 ก.ย. 2020 เวลา 01:00 • ความคิดเห็น
ประสบการณ์สอบสัมภาษณ์งานภาคภาษาอังกฤษ
หลายท่านคงทราบแล้วว่า เดือนหน้า คือ เดือนตุลาคม ผมจะเริ่มงานที่บริษัทใหม่แล้วจากที่ได้เล่าไว้คราวก่อน
ขอนอกเรื่องนิด คือ หลังจากโพสต์นี้แล้ว ปรากฏว่า มีคนรู้จักในชีวิตจริง มาสอบถามว่าผมเป็นคนเขียนเพจ นายช่างสำรวจหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ความตั้งใจเริ่มต้นตั้งแต่เริ่มเขียนเพจว่าจะเขียนเงียบๆ เก็บไว้อ่านเอง พอได้ลูกชายก็คิดว่าจะให้ลูกอ่านตอนโต และกลัวว่าเรื่องที่เขียนอาจไปพาดพิงถึงคนอื่น จึงไม่ค่อยได้บอกใคร บางตอนที่เขียน เมื่อต้องเอ่ยชื่อคนอื่น ผมก็บิดไปใช้ชื่อที่ใกล้เคียงกับชื่อจริง ตอนแรกเข้าใจว่าเราดังเหมือนกันนี่หว่า แต่คำตอบที่ได้จากเพื่อนที่ถามมา บอกว่า เดาไม่ยาก อ่านปุ๊บรู้เลย อุตส่าห์หลงคิดว่า ตัวเองดัง ที่ไหนได้ .....
กลับมาเรื่องสอบสัมภาษณ์ดีกว่า เริ่มจากตอนที่มี head hunter ติดต่อมาโดยผ่าน linkedin.com โดยเข้ามาทักทาย และสอบถามว่าผมสนใจที่จะเปิดรับโอกาสในชีวิตใหม่หรือเปล่า แหม เหมือนจะมาขายประกันเลย เกือบจะทำเมินเสียแล้ว เพราะ ที่แรกที่ติดต่อมาช่วงต้นปี เรียกว่า บริษัท A แล้วกัน ถือว่าเป็นบริษัทใหญ่พอสมควร แต่ผมตัดสินใจไม่เลือกที่จะไปต่อ เพราะต้องเปลี่ยนชีวิตหลายอย่าง เช่น ที่ทำงานอยู่ไกลบ้านมาก คงต้องย้ายที่อยู่ ประกอบกับช่วงนั้นแฟนผมกำลังท้อง การย้ายที่อยู่คงไม่สะดวกนัก แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน
หลังจากนั้นก็มี head hunter อีกสองราย ติดต่อมา (จากบริษัท A ทั้งสองราย) และผมก็ได้ปฏิเสธไป จนกระทั่ง Mr. M เข้ามาทักเรื่องเสนอโอกาสให้ผมนี่แหละ แว่บแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นงานเดิม จึงคิดว่าทางที่ดีจะได้ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย เลยถามตรงๆ เลยว่า ใช่ บริษัท A หรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ การสนทนาก็เริ่มต่อ จนกระทั่งมีรายละเอียดคร่าวๆ เกี่ยวกับงานใหม่ ขอเรียกว่า บริษัท B นะครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจมาก
Mr. M จึงขอเบอร์โทรศัพท์และขอติดต่อผ่านโทรศัพท์เกือบตลอด ซึ่งผมเข้าใจเองว่า คงทดสอบว่าผมสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้หรือไม่ หลังจากนั้นคงคิดว่า ผมคงพอพูดจารู้เรื่องบ้าง จึงให้ผมส่ง CV ให้เขาก่อน หลังจากนั้น Mr. M ก็แก้ไขให้ดูเป็นมืออาชีพขึ้น และส่งมาให้ผมตรวจสอบอีกครั้ง
หลังจากที่ตรวจสอบฉบับแก้ไขผมจึงบอก Mr. M ว่า โอเคตามนั้น Mr. A จึงได้ส่ง CV ฉบับแก้ไขไปให้บริษัท B อีกสองสามวันก็แจ้งมาว่า บริษัท B สนใจจะขอนัดสัมภาษณ์ผม ซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างช่วงโควิดระบาดหนัก หลายบริษัทต้อง work from home
ผมจึงสอบถามกลับไปว่าจะสัมภาษณ์อย่างไร เพราะคงไม่สะดวกเท่าใดนัก คำตอบคือนัดที่จะให้บริษัท B สัมภาษณ์ออนไลน์ผ่านโปรแกรม MS Teams และส่ง link ที่มีรายละเอียดนัดหมาย พร้อมวิธีการใช้งาน MS Teams ให้ทางเมล์ ซึ่งผมมีเวลาเตรียมตัวก่อนวันนัดสัมภาษณ์ 7 วัน พอถึงวันสัมภาษณ์ ว่าที่เจ้านายผมซึ่งเป็นฝรั่งเศส ติดธุระ จึงต้องนัดใหม่อีกครั้ง
หลังจากสัมภาษณ์ออนไลน์ 2 ครั้ง ผ่านไปสักพักใหญ่ จนแอบคิดว่าคงไม่ผ่านแล้ว Mr. M ก็โทรมา บอกว่า ทางบริษัท B อยากให้ผมเข้าไปสัมภาษณ์แบบ Face to Face เพราะผมเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่มีผลสัมภาษณ์ออนไลน์ดี ผมจึงต้องไปสัมภาษณ์อีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ที่สำนักงานใหญ่ใจกลางเมือง
ทอดเวลาอีกพักใหญ่ ถึงจะมี HR ของบริษัท B แจ้งว่า ทางบริษัทได้เลือกผมเข้าทำงานในตำแหน่งที่เสนอมาแล้ว ก็จะมีช่วงต่อรองเงินเดือนอีกนิด จึงจบกระบวนการ โดยทางบริษัท B ส่ง Job Offering ให้ผมทางเมล์ โดยแจกแจงค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ เพื่อให้ผมพิจารณาอีกครั้ง ถ้าเห็นตรงกันก็เซ็นแล้วสแกนส่งทางเมล์
ผมสรุปจากประสบการณ์ครั้งนี้ว่า สิ่งที่น่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผมผ่านการสัมภาษณ์มาได้นาจะเกิดจาก
1. การเตรียมตัวที่ดี
ก่อนการสัมภาษณ์ ผมได้หาข้อมูลของบริษัท B จนมั่นใจว่ารู้จักดีพอสมควร อีกทั้งโปรแกรม MS Teams ที่ใช้ ผมได้ให้เพื่อนฝูง ช่วยทดสอบการใช้งานจริง จนมั่นใจว่าไม่มีปัญหาในการใช้งานแน่นอน (ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยใช้มาก่อน) นอกจากนี้ใน CV ที่ได้ตกแต่งจาก Mr. M ผมมาไล่ดูหลายรอบ จนเรียกได้ว่า แทบจะจำทุกรายละเอียดได้ อีกทั้งผมเริ่มเปิดเครื่องและเข้า MS Teams ก่อน เพื่อดูมุมกล้องที่เหมาะสม เพราะคิดว่า First Impression ต้องดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
2. ทบทวนรายละเอียดและหาทางแก้ไขในข้อผิดพลาดจากครั้งก่อน
หลังจากการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง ก่อนที่จะนัดสัมภาษณ์ครั้งต่อไป ผมได้ลิสต์รายละเอียดที่คิดว่าเป็นข้อผิดพลาดจากการสัมภาษณ์ครั้งก่อน เพื่อจะได้ไม่พลาดในส่วนนี้อีก คำไหนที่พูดไม่ชัดเจนหรือลำบากในการออกเสียงต้องฝึกเพื่อพูดให้คล่อง พร้อมทั้งทำชอร์ตโน๊ต เพื่อเตือนความจำไว้ และพอได้ซ้อมบ่อยๆ จะพูดเป็นประโยคที่ต่อเนื่อง
3. คาดการณ์ว่าผู้สัมภาษณ์จะถามอะไร
ผมใช้เวลานั่งทบทวนว่า ถ้าเป็นเราเองที่จะต้องสัมภาษณ์ในตำแหน่งงานนี้ เราจะถามอะไร และเตรียมคำตอบไว้ ส่วนนี้ต้องใช้เวลาให้มาก เพราะครั้งแรกที่ทำอาจไม่ครอบคลุม คำถามที่เป็นไปได้ทั้งหมด พอมาทบทวนก็จะเห็นสิ่งที่เป็นช่องโหว่ จะได้เตรียมการให้ดีที่สุด นอกจากนี้การที่เราคาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดความมั่นใจเพิ่มขึ้น
4. การจัดการกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน อย่ารีบที่แก้ไขโดยไม่ไตร่ตรอง
การสัมภาษณ์รอบสุดท้าย ผมคาดการณ์ว่าจะถามเกี่ยวกับการจัดการทีมงาน เพราะครั้งแรกมีถามถึงว่า ด้วยรายละเอียดงานประมาณนี้ จะต้องใช้คนเท่าไหร่ เครื่องมืออะไรบ้าง และรายละเอียดของงานที่ผ่านมา ซึ่งครั้งแรกถามไว้บ้าง คิดว่าจะถามละเอียดกว่านี้ แต่ผิดคาด มีถามเรื่องบริษัทที่ปรึกษาบริษัทเรียกว่า บริษัท C ที่บริษัท B มีแผนจะให้มาทำงานร่วมกัน ผมอึ้งพักใหญ่ เพราะนึกคำไม่ออกจริงๆ โดยจะตอบว่า บริษัท C นี่เคยร่วมงานกันเมื่อหลายปีก่อน โดยมีรุ่นพี่คนหนึ่งทำงานอยู่
คำที่ผมนึกไม่ออกว่า "รุ่นพี่" นี่เราจะบอกว่าอะไรดี หลังจากตั้งสติได้สักพัก หายใจลึกๆ 1 รอบ แล้วกวาดสายตาไปหา ทีมผู้สัมภาษณ์ ก็เจอนายช่างใหญ่คนหนึ่ง ผมสบตาแล้ว สิ่งที่ฝึกมาก็พรั่งพรูมาอย่างไม่ติดขัด
I don't know how to say in English !!
ประเหมาะเคราะห์ดีที่นายช่างใหญ่ท่านนั้น ตอบมาว่า พูดเป็นภาษาไทยก็ได้ แล้วช่วยแปลให้เจ้านายฝรั่งอีกที คำว่า รุ่นพี่นายช่างใหญ่แกใช้คำว่า Senior แต่ตอนนั้นทำไงก็คิดไม่ออก T_T
จนสุดท้ายก็จบการสัมภาษณ์ไปได้ สำหรับผมคิดว่าทำดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว
จบการสัมภาษณ์ก็มีการต่อรองเงินเดือนอีกนิดหน่อย เมื่อบริษัท B ส่ง Job Offering มาพร้อมระบุรายละเอียดค่าจ้างและสวัสดิการต่างๆ ผมก็ประสานกับคุณเลขาขอพบเจ้านายเพื่อบอกกล่าวว่าผมจะลาออก จากนั้นก็ขอใบลาออกที่ HR กรอกเสร็จก็ส่งพร้อมกับเคลียร์งานที่มี และทยอยบอกกล่าวเพื่อนร่วมงาน พร้อมทั้งเตรียมตัวเริ่มงานใหม่
ยินดีด้วยคุณได้ไปต่อ
ทั้งหมดที่สรุปผมคิดเองฝ่ายเดียวนะครับ บริษัท B อาจหาคนที่คุณสมบัติดีกว่าผม แต่เรียกเงินเดือนเยอะกว่า จึงต้องหันมารับผมไว้ก็เป็นได้ แต่คิดว่าอย่างน้อยคงมีส่วนถูกอยู่บ้าง หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ
ไม่รบกวนเกินไปก็กดอะไรสักนิดตามที่ชอบใจ ไม่ว่าไลค์ว่าเลิฟ เป็นกำลังใจคนวัยรุ่น(ดึก)ครับ ^_^
    ตะลุย Check In
    ขอเเวะเข้ามาติดตามดเวยคนค่ะ