มีบัญชีอยู่แล้ว?
EQUITY INSIGHT EP2 : สรุปข้อมูล [แบบเจาะลึก] ของ 10 กองทุนแห่งโลกอนาคตในประเทศไทยที่น่าลงทุนทั้งในระยะสั้น กลาง และยาวตามมุมมองของ World Maker สำหรับปี 2020 เป็นต้นไป
มาถึง EP2 กันแล้วนะครับสำหรับ 10 กองทุนที่ World Maker คัดมาแล้วว่ามีโอกาสที่จะเติบโตสูงทั้งในระยะสั้น กลาง และยาวครับ
สำหรับ EP นี้ก็จะเป็นเนื้อหาต่อจาก EP1 ซึ่งใครเป็นนักลงทุนมือใหม่และยังไม่ได้อ่าน EP1 แนะนำให้กลับไปอ่านก่อนครับ เพราะจะมีรายละเอียดสำคัญมากมายที่ท่านควรรู้อย่างเช่น ระดับความเสี่ยง 6/8 หรือ 7/8 ถือว่าเสี่ยงมากไปไหม ? High Issuer Concentration Risk คืออะไร ? ปัจจัยพื้นฐานที่ดีคืออะไร ? NAV คืออะไร ?
1
เอาล่ะครับ สำหรับใครที่อ่าน EP1 มาแล้วเราก็จะไปต่อกันที่กองทุนตัวที่ 6-10 กันเลยนะครับ เริ่ม !!
(6.) TISCO Global Digital Health Equity Fund (TGHDIGI)
1
กองทุน Global Health Care ที่มาแรงมากที่สุดตัวหนึ่งในปีนี้เลยทีเดียว และแน่นอนว่าสามารถทำผลตอบแทนได้ดีตลอดปี 2020
ข้อมูลเบื้องต้น
ระดับความเสี่ยง : 7/8
ความผันผวน (SD) : มากกว่า 25%
การป้องกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) : อยู่ในดุจพินิจ *
ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก : 1,000 บาท
ลงทุนขั้นต่ำครั้งต่อ ๆ ไป : 1,000 บาท
* ของคณะกรรมการบริหารกองทุน
สรุปรายละเอียดสำคัญ
กองทุนจะเน้นลงทุนในของกองทุนต่างประเทศชื่อ CS (Lux) Global Digital Health Equity ชนิดหน่วยลงทุน IB USD (กองทุนหลัก) ซึ่งกองทุนดังกล่าวบริหารจัดการโดยบริษัทระดับโลกอย่าง Credit Suisse Fund Management S.A. และจะมีการลงทุนในกองทุนนี้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ที่สำคัญคือคำว่า Digital Health นั้นหมายถึงจะเน้นลงทุนในบริษัททางการแพทย์ที่ใช้กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจแบบสมัยใหม่ผ่านระบบ Digital ที่มีประสิทธิภาพสูงนั่นเอง
สัดส่วนของสินทรัพย์ที่ถือครองในปัจจุบัน (ข้อมูลวันที่ 30 พฤศจิกายน 2020)
1. Credit Suisse(Lux) Global Digital Health Equity Fund Ib Usd Acc 99.09%
แล้ว Credit Suisse(Lux) Global Digital Health Equity Fund นำเงินไปลงทุนในอะไรต่อ ?
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับบริษัทเด่น ๆ ที่อยู่ในรายชื่อ TOP Holdings
- DexCom Inc ผู้ผลิตเครื่องวัดระดับกลูโคสสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) โดยเครื่องมือของบริษัทสามารถทำให้ผู้ป่วยวัดระดับกลูโคสและแชร์ข้อมูลให้แพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวัง "อันตรายได้อย่างต่อเนื่อง" เทคโนโลยีรุ่นล่าสุดคือ Dexcom G6 Continuous Glucose Monitoring (CGM) System
1
https://www.dexcom.com/g6-cgm-system
- Novocure Ltd บริษัททางด้านมะเร็งวิทยาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นการรักษามะเร็งในสมองหรือเนื้องอกโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และยังช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดช่วยสูงขึ้นอีกด้วย ถือเป็นอีก 1 นวัตกรรมที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้เลยทีเดียว
https://www.novocure.com/
- Guardant Health อีก 1 บริษัทชั้นนำทางด้านมะเร็งวิทยาที่มีความแม่นยำ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเอาชนะเซลล์มะเร็งในผู้ป่วยทั่วโลกโดยใช้เทคโนโลยีการตรวจเลือดที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของบริษัท ที่จะอิงกับชุดข้อมูลมากมาย (Big Data) และการวิเคราะห์ขั้นสูง (Advanced Analytics)
- Exact Sciences Corp บริษัทด้านการวินิจฉัยระดับโมเลกุล ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การตรวจหามะเร็งในรูปแบบที่อันตรายที่สุดในระยะเริ่มต้น บริษัทมีทรัพย์สินทางปัญญาที่ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวเพื่อปกป้องเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองระดับโมเลกุลแบบไม่รุกล้ำเซลล์สำหรับการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- Teladoc Health Inc บริษัททางด้านเทคโนโลยีการแพทย์ในระยะไกล ที่พัฒนานวัตกรรมการแพทย์ Digital ในยุคใหม่อย่างเช่นการใช้ AI และ Big Data เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล
- M3 Inc ผู้พัฒนา Platform ทางด้านวัตกรรมและการปฏิรูปด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก (ซึ่งรวมถึงการแพทย์ Digital) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพื่อลดต้นทุนทางการแพทย์ให้ได้มากที่สุด
- Veeva System บริษัททางด้าน Cloud-Computing สำหรับอุตสาหกรรมยาและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) ทั่วโลก
(7.) Asset Plus Robotics Fund (ASP-ROBOT)
แน่นอนว่าตามชื่อกองทุนที่จะเน้นลงทุนในเทคโนโลยีจำพวก "หุ่นยนต์" ซึ่งรวมถึง A.I. หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้หุ่นยนต์ในการประกอบกิจการเช่นระบบ Deep learning, Machine Learning
ข้อมูลเบื้องต้น
ระดับความเสี่ยง : 6/8
ความผันผวน (SD) : 15-25%
การป้องกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) : ทั้งหมด/เกือบทั้งหมด
ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก : 5,000 บาท
ลงทุนขั้นต่ำครั้งต่อ ๆ ไป : 5,000 บาท
สรุปรายละเอียดสำคัญ
กองทุนจะมีนโยบายลงทุนในหน่วย CIS ต่างประเทศที่มีชื่อว่า AXA WF Framlington Robotech I USD รวมถึงการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ A.I. รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบหุ่นยนต์ทั้งหมดปีละไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV
สัดส่วนการถือครองสูงสุด 5 อันดับแรกในปัจจุบัน
(1.) AXA WF Framlington Robotech I USD : 53.83%
(2.) ALTERYX INC : 3.97%
(3.) NXP SEMICONDUCTORS 3.32%
(4.) MEITUAN DIANPING-CLASS B : 2.98%
(5.) WEIMOB INC : 2.81%
รายละเอียดเพิ่มเติ่มสำหรับบริษัทที่อาจไม่คุ้นหูคนไทย
- ALTERYX INC บริษัททางด้าน Data Analytics สำหรับข้อมูลทางอุตสาหกรรม, Healthcare, การเงิน, ค้าปลีก, ภาครัฐ และการศึกษา
- NXP SEMICONDUCTORS ผู้ผลิตเซมิคอนดักเดอร์ ไมโครคอนโทรลเลอร์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ (รวมถึงระบบอัตโนมัติ), อุตสาหกรรมทั่วไป, โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม, มือถือ, ระบบ Smart City และ Smart Home
แล้ว AXA WF Framlington Robotech I USD ลงทุนอะไรอยู่บ้าง ?
ตามภาพด้านล่างนี้จะเห็นได้ว่าภาคส่วนที่มีการลงทุนมากที่สุดคือเทคโนโลยีด้านการข้อมูล/ข่าวสารมี่ 52.02% รองลงมาคืออุตสาหกรรมทั่วไปและ Healthcare ที่ 18.01% และ 16.44% ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมนี
- Keyence Corp บริษัททางด้านระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติ ระบบการมองเห็น ซึ่งรวมถึงการอ่านบาร์โค้ด ข้อมูล กล้องวงจรปิด กล้องจุลทรรศน์ดิจิทัล และอื่น ๆ
- Teradyne Inc ผู้พัฒนาและจัดหาอุปกรณ์สำหรับระบบอัตโนมัติ โดยลูกค้ารายใหญ่ของ Teradyne ได้แก่ Samsung, Qualcomm, Intel, Analog Devices, Texas Instruments
- Intuitive Surgical Inc ผู้พัฒนาระบบหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดทางการแพทย์ ซึ่งรวมถึงการทำศัลยกรรม และการผ่าตัดอื่น ๆ โดยจะเน้นระบบที่มีการรุกล้ำผู้ป่วยน้อยที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงมาก ๆ คือ da Vinci Surgical System ที่เป็น 1 ในระบบผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน
- PTC Inc ผู้พัฒนาโซลูชันทาง Digital ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1985 เพื่อรองรับความท้าทายทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งจะรวมถึงการพัฒนาระบบ, Platform, Software ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ การเติบโตของรายได้ การลดต้นทุน และการจัดการบริหารโดยใช้คอมพิวเตอร์
(8.) UOB Smart China India Fund (UOBSCI-D)
กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นเอกชนของประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงท่ามกลางเศรษฐกิจโลกในยุค 10-20 ปีข้างหน้านี้ ที่สำคัญคือเป็นกองทุนเดียวใน 10 กองทุนที่ World Maker นำเสนอที่มีการจ่ายเงินปันผล
ข้อมูลเบื้องต้น
ระดับความเสี่ยง : 6/8
ความผันผวน (SD) : 15-25%
การป้องกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) : อยู่ในดุลยพินิจ*
ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก : ไม่กำหนด
ลงทุนขั้นต่ำครั้งต่อ ๆ ไป : ไม่กำหนด
* ของคณะกรรมการบริหารกองทุน
สรุปรายละเอียดสำคัญ
กองทุนนี้จะนำเงินไปลงทุนต่อในหน่วยลงทุนหลักชื่อว่า United China-India Dynamic Growth ซึ่งบริหารจัดการโดย UOB Asset Management (Singgapore) และจะลงทุนไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
สัดส่วนการถือครองในปัจจุบัน (ข้อมูลวันที่ 31 กันยายน 2020)
(1.) United China-India Dynamic Growth 98.39%
(2.) เงินฝาก : 2.57%
(3.) อื่น ๆ : -0.96%
แล้ว United China-India Dynamic Growth นำเงินไปลงทุนในอะไรต่อ ?
สำหรับกองทุนหลักนั้น จะเน้นการลงทุนในสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) ของประเทศจีนและอินเดียที่ 20.77% รองลงมาคือภาคการเงิน 18.16% และ Information Technology 11.92% ตามด้วยอุตสาหกรรมทั่วไปที่ 10.97% และสินค้าจำเป็น (Consumer Staples) 10.95% กับ Health Care อีก 10.3% นอกจากนี้ยังมีบริการทางด้านสารสนเทศ/การสื่อสารอีก 9.65% ส่วนที่เหลือคือภาควัตถุดิบ 4.41% ภาคเงินสด 2.27% และ อสังหาริมทรัพย์ 0.6% โดยทั้งหมดจะกระจายไปยังประเทศประเทศจีนเป็นสัดส่วน 50.17% และอินเดีย 46.29%
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับบริษัทเด่น ๆ ในรายชื่อ Top Holdings ที่คนไทยอาจไม่คุ้นหู
- Bajaj finance ltd เป็นบริษัททางด้านการเงินที่ไม่ใช่ "ธนาคาร" ของประเทศอินเดีย แต่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับการเงินของผู้บริโภค SME และการให้กู้ยืมเพื่อการพาณิชย์ รวมถึงการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถทำกำไรได้อันดับต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว
- HDFC Bank Ltd ธนาคารภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย (ในด้านสินทรัพย์ ณ เดือนมีนาคม 2020)
- WULIANGYE YIBIN CO LTD และ KWEICHOW MOUTAI CO LTD บริษัทผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชื่อดังของประเทศจีน
- Kotak Mahindra Bank LTD อีก 1 ธนาคารภาคเอกชนชั้นนำของอินเดีย
- Eve Energy co. ltd บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมชั้นนำของโลก ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมมากมายในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งโลกอนาคตที่โดดเด่นอย่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนานวัตกรรมทางด้านพลังงานสะอาด
- Luxshare Precision Industry Co ผู้พัฒนาโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ IoT และระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
- Larsen & Toubro Infotech Ltd บริษัทผู้พัฒนาโซลูชั่นและบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับโลกของอินเดีย
World Maker's ViewPoint : ทำไมต้องจีนและอินเดีย ?
คำตอบก็คือ อย่างที่เราได้พยายามนำเสนออยู่บ่อยครั้งว่าขั้วอำนาจของโลกกำลังถ่ายโอนมายังฝั่งเอเชียมากขึ้น ซึ่งจีนและอินเดียถือเป็นประเทศที่มีกำลังประชากรสูงที่สุดในโลกอีกด้วย และนั่นหมายความว่าหากมีการจัดการบริหารที่ดีพอในด้านต่าง ๆ แล้ว เมื่อเงื่อนไขของเวลาและความพร้อมสมดุลกัน 2 ประเทศนี้จะเกิดการพัมนาได้อย่างรวดเร็วมาก ๆ เนื่องจากมีกำลัง Supply ในการจ้างงานสูง และจะทำให้มีต้นทุนในการจ้างที่ต่ำ
(9.) MFC Asia Technology Fund (M-ATECH)
กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด ซึ่งเป็นอีกตัวที่ World Maker คิดว่าจำเป็นต้องมีติดพอร์ตไว้ในระยะกลางถึงยาวเลยล่ะครับ
ข้อมูลเบื้องต้น
ระดับความเสี่ยง : 7/8
ความผันผวน (SD) : 15-25%
การป้องกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) : อยู่ในดุลยพินิจ *
ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก : 10,000 บาท
ลงทุนขั้นต่ำครั้งต่อ ๆ ไป : 1,000 บาท
1
* ของคณะกรรมการบริหารของกองทุน
สรุปข้อมูลสำคัญ
กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ ซึ่งอาจจะรวมถึงกองทุนรวม ETF ต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือการพัฒนาทางเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียไม่น้อยกว่า 80 % ของ NAV
สัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2020)
(1.) WELLINGTON ASIA TECH-S USD A - WEATSUA : 74.52 %
(2.) INVESCO CHINA TECHNOLOGY ETF - CQQQUS : 19.87 %
(3.) KASIKORNBANK PLC. : 8.42 %
(4.) KASIKORNBANK PUBLIC COMPANY LTD. : 0.08 %
(5.) SIAM COMMERCIAL BANK PUBLIC COMPANY LTD. : 0.04 %
แบ่งเป็นสัดส่วนตามประเภทอุตสาหกรรมได้ดังนี้
เทคโนโลยี : 72.13 %
สินค้าฟุ่มเฟือย/ตามวัฏจักร : 6.13 %
อุตสาหกรรมทั่วไป : 3.50 %
การแพทย์ : 2.57 %
บริการด้านการสื่อสาร : 15.21 %
สาธารณูปโภคพื้นฐาน : 0.29 %
อสังหาริมทรัพย์ : 0.15 %
วัสดุทั่วไป : 0.02 %
มาดูกันว่า 2 กองทุนหลัก ๆ คือ WELLINGTON ASIA TECH-S USD A - WEATSUA และ NVESCO CHINA TECHNOLOGY ETF - CQQQUS นั้นนำเงินไปลงทุนในอะไรต่อบ้าง
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับบริษัทเด่น ๆ ในรายชื่อ Top Holdings ที่คนไทยอาจไม่คุ้นหู
- ASML Holding NV จริง ๆ แล้วเป็นอีก 1 บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่เป็นผู้นำทางด้านการผลิต Chip ของโลกเลยทีเดียว แต่ชื่อนี้ไม่ค่อยออกสื่อเท่าไหร่นัก
- Media Tek Inc ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันที่ให้บริการชิปสำหรับการสื่อสารแบบไร้สาย รวมถึงโทรทัศน์ความละเอียดสูง และอุปกรณ์พกพาแบบพกพาเช่นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
- Asahi Intecc Co Ltd ผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์และลวดสลิงสแตนเลสทางการแพทย์และอุตสาหกรรม
- Sunny Optical Technology Co. Ltd ผู้ผลิตออปติคอล (เลนส์คุณภาพสูง) ชั้นนำในประเทศจีน ซึ่งรวมถึงเลนส์แบบ Auto Focus Zoom และเลนส์เคลือบหลายชั้น นอกจากนี้ยังผลิตเลนส์ของกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้ทางวิทยาศาสตร์
1
- Kingdee International Softwar เป็นบริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุนในฮ่องกงที่ดำเนินธุรกิจหลักในการให้บริการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) และ Cloud Services โดยการขายและให้บริการซอฟต์แวร์การจัดการองค์กร รวมถึงบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการขายฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการองค์กร และการ E-Commerce รวมทั้งบริการออนไลน์อื่น ๆ และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
- GDS Holdings Ltd. บริษัททางด้านการพัฒนาและการดำเนินการของศูนย์ข้อมูลประสิทธิภาพสูง (high-performance data centers)
- Autohome Inc โซลูชั่นออนไลน์สำหรับผู้บริโภครถยนต์ในประเทศจีน ซึ่งจะดำเนินธุรกิจในแง่ของการเป็น Data Centers และ Software การจัดหาสินค้าและบริการเกี่ยวกับรถยนต์ผ่านระบบ Digital ให้กับผู้บริโภคภายในประเทศ
1
- Joyy Inc ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับการใช้วิดีโอชั้นนำระดับโลกอย่างเช่นแอพฯ Bigo ที่คนไทยหลายคนคุ้นเคยกันดี
(10.) Asset Plus Gold Fund (ASP-GOLD)
สำหรับกองทุนนี้ขอสรุปสั้น ๆ เลยว่ามันคือกองทุนทองคำที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของ SPDR GOLD TRUST ซึ่งเป็นกองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นเองครับ โดยจะมีการลงทุนไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV กล่าวได้ว่าการซื้อกองทุนตัวนี้ก็เหมือนซื้อกองทุนของ SPDR GOLD TRUST เลยทีเดียว
(อยู่กับเจ้ามือรายใหญ่ที่สุดในโลก ยังไงก็ปลอดภัยกว่าครับ สำหรับทองคำไม่ต้องคิดอะไรมาก โฟกัสในระยะกลางและยาวไว้ครับ ถ้าให้ดีแนะนำว่าถือคู่กับ Bitcoin ไว้ยาว ๆ เลยแต่ Bitcoin อาจจะรอโอกาสที่ราคาลงกว่านี้สักนิดก่อนครับ)
สรุปข้อมูลกองทุน
ระดับความเสี่ยง : 8/8
ความผันผวน (SD) : 10-15%
การป้องกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) : อยู่ในดุลยพินิจ *
ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก : 5,000 บาท
ลงทุนขั้นต่ำครั้งต่อ ๆ ไป : 5,000 บาท
* ของคณะกรรมการบริหารกองทุน
สัดส่วนสินทรัพย์ที่ถือครองในปัจจุบัน (ข้อมูลวันที่ 30 กันยายน 2020)
(1.) SPDR GOLD TRUST : 99.52%
(2.) เงินฝาก : 1.93%
(3.) หนี้ : 1.29%
(4.) อื่น ๆ : 0.16%