18 ม.ค. 2021 เวลา 04:33 • นิยาย เรื่องสั้น
1.2. ตำนานเซียนผู้วิเศษ
กษัตริย์ฮวนเต้ - ผู้วิเศษกระเรียน - กษัตริย์เลนเต้
ช่วงรัชสมัยกษัตริย์ฮวนเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น รากฐานการปกครองอันยาวนานนับร้อยปีนั้น เริ่มถูกท้าทายด้วยอุบัติภัยทางธรรมชาติต่างๆบ่อยครั้ง เช่น พายุฝนกระหน่ำ แม่น้ำเอ่อท่วม แผ่นดินไหวถล่ม แมลงร้ายกัดกิน หรือโรคภัยระบาดที่เกิดขึ้นแทบทุกปี จนราษฎรป่วยไข้ บ้านเรือนพังทลาย พืชพันธุ์เสียหาย เศรษฐกิจฝืดเคือง ประชาชนตกอยู่ในสภาวะเบื่อหน่ายท้อแท้ต่อระบบราชการที่ล้มเหลวล่าช้า และตำหนิด่าทอถึงเทวดาฟ้าดินที่ลิขิตชะตากรรมเช่นนี้
หากแต่ความเสื่อมถอยนั้น ยังมิอาจสั่นคลอนแผ่นดินฮั่นได้ในระยะเวลาอันสั้น ชนชาวฮั่นอยู่ภายใต้การปกครองของคนแซ่เล่ามาตั้งแต่ยุคพระเจ้าฮั่นโกโจว เล่าปัง จนถึงบัดนี้ เท่ากับสามร้อยห้าสิบกว่าปี หรือหกเจ็ดชั่วอายุคนแล้ว ความนึกคิดถูกปลูกฝังให้รักและเคารพต่อราชวงศ์แซ่เล่า จนยากจะเปลี่ยนแปลง แตกต่างจากยุคราชวงศ์จิ๋นที่มีเพียงสามพระองค์ครองสมบัติเพียงสิบกว่าปีอย่างสิ้นเชิง
ปัญหาอุบัติภัยไม่เพียงส่งผลเสียต่อสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังชนเผ่าต่างถิ่นในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นเผ่าซงหนู เซียนเปย อูหวน เกี๋ยง ตี ด้านเหนือ และเผ่าม่าน เย่ ด้านใต้ ทำให้เกิดการปล้นฆ่าแย่งชิงตามเขตชายแดนขึ้นเนืองๆ ประกอบกับเส้นทางการค้าทะเลทรายใหญ่ (เส้นทางสายไหมยุคโบราณ) เริ่มเสื่อมถอยลง เพราะดินแดนบางแห่งก็เกิดโรคระบาดรุนแรงจนต้องปิดเมืองเป็นการชั่วคราว ยังดีที่โครงสร้างกองทัพฮั่นยังมีความเข้มแข็งพอที่จะป้องกันการรุกรานจากต่างแดนได้อยู่
ที่จริงแล้ว ด้วยความที่แผ่นดินจีนคงสถานะเป็นหนึ่งในสี่อาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งยุค อันได้แก่ ไต้ฮั่น อิวจื่อ อันซิ และหลัวหม่า ขุนพลขุนนางที่มีความรู้ความสามารถย่อมมีเป็นจำนวนมาก สามารถผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาค้ำจุนบัลลังก์ได้ไม่ขาดสาย ขอเพียงองค์ราชันย์ปรีชาเข้มแข็ง ใช้สอยคนดีมีฝีมือ ย่อมสามารถผลักดันให้ชาติจีนคงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรต่อไปได้ไม่สิ้นสุด
น่าเสียดายที่แผ่นดินฮั่นกลับส่อเค้าลางที่ถดถอยอย่างเห็นได้ชัดเจน คนชั่วช้าแฝงตัวขึ้นเป็นใหญ่ จับกลุ่มเป็นขุมกำลังการเมือง ช่วงชิงอำนาจบารมีกันเอง กัดกินราชบัลลังก์จนสั่นคลอนจากภายในราชสำนัก หน่วยงานรัฐบาลกลาง และลุกลามไปทั่วทั้งประเทศ กลายเป็นปัญหาร้อนแรงที่บ่อนทำลายชาติบ้านเมืองโดยแท้จริง
สุดท้าย เมืองต่างๆเริ่มผิดหวังท้อแท้ ประชาชนสูญสิ้นความหวัง จึงหันไปพึ่งพาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กราบไหว้บูชาฟ้าดิน รอคอยให้มีผู้นำคนใหม่กอบกู้แผ่นดิน และปกครองราษฎรโดยธรรม ฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้กับผู้คนได้อีกครั้ง
ณ หุบเขาแห่งหนึ่งแถบลุ่มน้ำฮวงโห เกิดคำร่ำลือกันในหมู่ชาวบ้านพรานป่าว่า ภายในป่ากว้างเป็นที่พำนักของเซียนผู้วิเศษที่เหาะเหินเดินอากาศ และล่องหนหายตัวได้องค์หนึ่ง เก็บตัวฝึกฝนวิชาอมตะตามรอยเซียนสายเต๋าทั่วไปมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังพอมีคนเห็นท่านเซียนเดินทางเข้าออกหุบเขาบ้างประปราย
ช่วงแรก ย่อมมีผู้คนพยายามเดินทางเข้าไปกราบไหว้บูชาตามกระแสสังคมที่แปรเปลี่ยน แต่ท่านเซียนคล้ายไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับทางโลก จึงทำการขับไล่ พร้อมกับได้ร่ายคาถาให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุคคลทั่วไป ไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่รุกล้ำเข้าไป ล้วนแต่สลบไสลไปในทันที กว่าจะฟื้นคืนสติได้ ก็ผ่านไปร่วมสิบวันครึ่งเดือนเลยทีเดียว ดังนั้น หากไม่มีใครช่วยนำตัวออกมาดูแล บ้างจึงตกตายไปเองในป่าเขานั้น คำร่ำลือถึงเซียนผู้วิเศษจึงเริ่มเป็นไปในทำนองเสียหาย กลายเป็นเซียนภูตผีปีศาจไปเสียแล้ว
ผู้นำท้องถิ่นมิอาจไม่ตอแยกับเรื่องราวเช่นนี้อีกต่อไป ได้แต่รวบรวมชายฉกรรจ์แข็งแรงจำนวนหนึ่ง บุกเข้าถางพงเปิดเส้นทางเข้าไปในหุบเขาอาถรรพ์ จนเห็นแนวผาในระยะไกล แต่แล้ว หมอกควันสีขาวปรากฏพวยพุ่งมาจากเบื้องหน้า กลุ่มคนดังกล่าวกลับล้มตายลงอย่างปริศนา จนตัวผู้นำต้องรีบสั่งการล่าถอย แต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว คนกลุ่มสุดท้ายคล้ายปะทะเข้ากับกำแพงไร้สภาพ ล้มกลิ้งลงตายต่อหน้าต่อตา จนหลงเหลือเพียงมันเป็นคนสุดท้าย
เงาร่างผอมซูบของจอมเซียนวัยเกือบสี่สิบปีค่อยๆชัดเจนขึ้น ใบหน้าเย็นชา ดวงตาดุร้ายจ้องมองมายังตัวผู้นำท้องถิ่น มันได้แต่คุกเข่าโขกศีรษะขอให้ไว้ชีวิต ลั่นวาจาจะไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวนท่านเซียนได้อีก จนเนิ่นนานที่ฟังดูไร้สรรพเสียง มันค่อยๆเงยหน้ากวาดตามองไปโดยรอบ นอกจากมันแล้ว ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใด จึงนับว่า มันรอดชีวิตมาจากประตูนรกได้อย่างหวุดหวิดยิ่งนัก มันจึงได้แต่ทำตามสัญญา ออกประกาศชัดเจนถึงเขตหุบเขามรณะ เป็นดินแดนต้องห้ามของจอมเซียนผู้วิเศษเท่านั้น
นั่นเป็นเพียงตำนานท้องถิ่นที่รู้กันเฉพาะพื้นที่แถบลุ่มน้ำฮวงโหนั้น หากกล่าวถึงเรื่องราวของเซียนผู้วิเศษแล้ว ยังคงไม่มีเรื่องเล่าขานใดที่ประหลาดพิสดาร และส่งผลกระทบต่อชะตาชีวิตผู้คนเหนือไปกว่าคำทำนายสะท้านฟ้าบทที่ว่า
"จ้าวลัทธิอวิชชา พลิกแผ่นฟ้าล้างแผ่นดิน จากต่ำต้อยค่อยโบยบิน กลืนกินสิ้นสุดราชวงศ์”
ประโยคดังกล่าวเป็นเซียนผู้วิเศษองค์หนึ่งที่เคยถ่ายทอดคำทำนายสะท้านฟ้านี้ต่อจอมกษัตริย์จิ๋นซีในวันที่ขึ้นครองราชย์สมบัติอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า นี่คือดวงชะตาประจำดินแดนแห่งนี้ ซึ่งมีความหมายว่า ต่อไปภายหน้าจะเกิดผู้นำทางความคิดตั้งตนขึ้นมาก่อความวุ่นวายต่อแผ่นดินอยู่เนืองๆ และบางครั้ง อาจจะลุกลามไปถึงขั้นล้มล้างราชบัลลังก์ได้ด้วย
หากคนกล่าวเป็นเพียงโหราจารย์หรือซินแสหมอดูธรรมดา คงไม่อาจสร้างความน่าเชื่อถือได้ แต่เซียนผู้วิเศษแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ในช่วงสั้นๆ หายตัวทั้งตอนมาถึงและตอนจากไปพร้อมกับหมอกควัน ต่อหน้ากษัตริย์จิ๋นซีและขุนนางนายทหารนับพันคนในพระราชพิธี จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ปฐมกษัตริย์จิ๋นซีซึ่งเชื่อถือเรื่องเคล็ดลางอาถรรพ์เป็นทุนเดิม จึงก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญด้วยการเผาตำราฝังปัญญาชน เพื่อล้มล้างกลุ่มคนที่ต่อต้านการปกครองรูปแบบใหม่ของตนเอง แต่ภายหลัง ก็ส่งผลกระทบทำให้เกิดกลุ่มปัญญาชนที่นำโดยเตียวเหลียง ร่วมมือกันกับผู้นำกลุ่มชาวนานามเล่าปัง ก่อเหตุล้มล้างราชวงศ์จิ๋นในภายหลัง สมดั่งคำทำนายที่ว่ากล่าวไว้จริงๆ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กษัตริย์จีนทุกยุคสมัยล้วนต้องกริ่งเกรงต่อสามัญชนที่เป็นผู้นำนิกาย หรือลัทธิความเชื่อที่สามารถระดมผู้คนได้มากมาย จนอาจจะก่อเหตุร้ายได้เป็นวงกว้าง ราวกับเป็นเนื้อร้ายภายในร่างกายของตนเอง
หมายเหตุ ลัทธิหนทางแห่งสันติของเตียวก๊กสมัยฮั่น นิกายวัชรญาณของบูเซ็กเทียนสมัยถัง ลัทธิฟ้าลิขิตของโจรเหลียงซานสมัยซ่ง ลัทธิบูชาไฟของจูง่วนเจียงสมัยหยวน นิกายบัวขาวของกบฏนักมวยสมัยชิง ไปจนถึง ลัทธิคอมมิวนิสต์ช่วงเปลี่ยนยุคสมัย หรือ นิกายธรรมจักรในยุคโลกใหม่ จึงมักจะเป็นที่หวาดระแวงต่อผู้นำประเทศ จนต้องถูกปราบปรามอย่างหนักหน่วงในแต่ละยุคสมัย
หลังจากที่หุบเขาเซียนปีศาจเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น หลายปีต่อมา ยังมีคนร่ำลือเพิ่มเติมอีกว่า ครั้งหนึ่ง ท่านเซียนไปปรากฏตัวต่อหน้าฮ่องเต้ฮวนเต้ในวังหลวงยามค่ำคืน สร้างความหวาดกลัวให้กับองค์ฮ่องเต้ จนต้องรื้อค้นข้อมูล พบว่า รูปโฉมและท่วงท่าการกระทำของเซียนองค์นี้มีความคล้ายคลึงกันกับอดีตเซียนเจ้าของคำทำนายในยุคสมัยจิ๋นซี ราวกับเป็นเทพเซียนองค์เดียวกัน ทำให้กลับความคิดของฮ่องเต้ กลายเป็นว่า เซียนผู้วิเศษมาชี้แนะแนวทางให้แทน
ดังนั้น กษัตริย์ฮวนเต้ผู้โง่เขลาจึงหลงเชื่อข้อความของท่านเซียนที่ทิ้งปริศนาไว้ให้ “ระวังญาติใกล้ชิด ส่งเสริมญาติแดนไกล” ถึงกับสั่งทำร้ายเชื้อพระวงศ์คนสนิทที่เป็นขุนนางสำคัญไปหลายคน และยังไปรับเอาเล่าหงเข้ามาตั้งเป็นรัชทายาท
เปลือกนอก เล่าหงเป็นทายาทของเชื้อพระวงศ์ฮั่นชั้นปลายแถวแถบชายแดนเสเหลียงก็จริง แต่บางกระแสกล่าวว่า เล่าหงเป็นลูกลับของฮวนเต้นั่นเอง ด้วยเดิมที กษัตริย์ฮวนเต้แอบไปมีความสัมพันธ์ซ่อนเร้นกับภรรยาผู้อื่น จนกำเนิดบุตรชาย แล้วไม่อาจนำพาเข้าวังได้ให้เป็นที่ครหา จึงฝากวานให้เชื้อพระวงศ์นั้นรับเลี้ยงดูแลทั้งแม่ลูกไปพลางก่อน จนกระทั่งมีโอกาสจากคำชี้แนะในครั้งนี้
บุญใหญ่เลยหล่นทับใส่เล่าหง จากฐานะเชื้อพระวงศ์บ้านนอก กลับกลายเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่ง มีโอกาสเป็นฮ่องเต้ของราชวงศ์ฮั่นคนต่อไปเสียแล้ว
แต่หลังจากนั้น เซียนผู้วิเศษคล้ายเก็บตัวเงียบสงบ ไม่มีเรื่องราวเพิ่มเติมมาอีก ทำให้เรื่องเล่าดังกล่าวคล้ายตำนานเร้นลับที่น้อยคนจะเอ่ยถึง เพราะพัวพันไปถึงเบื้องสูง จนวันเวลาผ่านไป แผ่นดินฮั่นเปลี่ยนแปลงกษัตริย์จากฮวนเต้เป็นเล่าหง-เลนเต้ขึ้นมาจริงๆ และทำให้มารดาได้เข้ามาสู่วังหลวงในสถานะตั๋งไทเฮา
หลายปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนไม่เคยพบเห็นเซียนผู้วิเศษมาเนิ่นนาน แต่สถานที่ยังคงอยู่เช่นเดิม ทำให้คนใจกล้าหลายกลุ่มลองเสี่ยงบุกเข้าไปในหุบเขาต้องห้าม จนค้นพบว่า หมอกควันอาถรรพ์เจือจางลงไปมากแล้ว ทำให้อาการหมดสติกระทันหันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันเหมือนแต่ก่อน บางคนสามารถหลุดรอดเข้าไปได้ลึกขึ้น จนพบเห็นร่องรอยถ้ำวิเศษอยู่ใจกลางหน้าผา แต่สุดท้าย ก็ยังมีอาการมึนงงอาเจียน ได้แต่รีบล่าถอยออกมาก่อนจะหมดสติไปตามตำนานร่ำลือ
จนกระทั่งมีพ่อค้าสมุนไพรกลุ่มหนึ่งผ่านทางมา และได้รับฟังเรื่องราว กลับคิดเห็นแตกต่าง เชื่อว่า ภายในตำนานความลึกลับ สมควรเป็นขุมทรัพย์ของใครสักคนที่แกล้งกุเรื่องราวขึ้นมา ความร้ายกาจที่ว่านั้น อาจจะเป็นเพียงกับดักพิษร้ายด้วยฝีมือของคนธรรมดาสามัญที่อาจจะสิ้นอายุขัยไปแล้วด้วยซ้ำ จึงตกลงใจชักชวนกันมาสำรวจหาร่องรอยขุมทรัพย์ดูสักครา
กลุ่มพ่อค้าเตรียมการณ์เป็นอย่างดี จึงเดินทางสำรวจเข้าไปอย่างระมัดระวัง ใช้ทั้งหน้ากากทั้งเสื้อผ้าคลุมตัวหนาทึบปกป้องร่างกาย ป้องกันพิษร้ายไม่ให้กล้ำกราย ถึงกับทะลุผ่านป่าหวงห้ามรอบนอกเข้าไปได้ ภายในเป็นทุ่งหญ้าสูงพ้นเข่่า พอพบเห็นร่องรอยกับดักที่ลงมือทำร้ายชีวิตผู้บุกรุกไปแล้วอยู่ประปราย ยิ่งทำให้เชื่อมั่นว่า จอมเซียนน่าจะเป็นเพียงคนที่มีความรู้ด้านพิษร้ายและกลไกเท่านั้น พวกมันจึงค่อยๆปีนป่ายภูเขาตรงไปยังจุดใจกลางหน้าผาที่สมควรเป็นที่ตั้งของถ้ำลึกลับนั้นได้ทันเวลาพอดีกับความมืดในยามราตรีที่ครอบคลุมลงมาทั่วทั้งบริเวณ
ปากถ้ำดังกล่าวในยามนี้ ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ใบไม้จนดูกลมกลืนไปกับต้นไม้ป่าไม้ที่รกทึบ ทั้งหมดเพิ่งจุดคบไฟประจำตัว เดินสำรวจต่อจนถึงปลายถ้ำ ไม่พบเซียนผู้วิเศษตามที่คาดคิด เครื่องมือเครื่องใช้วางอยู่พร้อมฝุ่นจับหนา แสดงว่า ไม่มีคนเข้ามาใช้งานเนิ่นนาน เป็นไปได้ว่า จอมเซียนอาจจะฝึกสำเร็จถึงขั้นละสังขาร สูญสิ้นอายุขัย หรืออย่างน้อยก็ย้ายถิ่นฐานอาศัยไปที่อื่นแล้ว
แต่มุมหนึ่งของถ้ำ กลับมีหีบไม้ขนาดแตกต่างกันวางซ้อนกันอยู่ภายในอย่างเป็นระเบียบ สมควรเป็นสิ่งของมีค่า พวกนักล่าสมบัติจึงลิงโลดยินดี ชักชวนกันเปิดหีบออกดู เห็นเป็นคัมภีร์วิทยายุทธ์บ้าง ตำรายารักษาโรคบ้าง และเงินทองอัญมณีในรูปทรงแปลกตาบ้าง นี่มันคงจะเป็นถ้ำขุมทรัพย์โบราณจริงๆแล้ว
ในขณะที่ทั้งหมดเพลิดเพลินชื่นชมกับสมบัติมหาศาลนั้นเอง กลับปรากฏแสงประหลาดสีขาววาบสว่างขึ้นจากมุมมืดลึกภายในถ้ำ พร้อมกลุ่มหมอกควันพวยพุ่งไปทั่วบริเวณ และแล้ว เงาร่างห้าหกสายก้าวออกมาจากก้นถ้ำที่เห็นทั่วกันว่าตันทึบ ราวกับวิญญาณภูตพรายโผล่พ้นประตูนรกโลกันต์
กลุ่มพ่อค้าสมุนไพรสิบกว่าคนไม่เกรงกลัวผู้คน แต่หวาดกลัวภูตผี จึงรีบวิ่งหนีล่วงหน้าออกมาภายนอกถ้ำ แต่วิญญาณปีศาจกลับร้ายกาจยิ่งกว่า ชิงลงมือทำร้ายอย่างรวดเร็ว เพียงกวาดมือวาดเท้าผ่านร่างเท่านั้น ชายฉกรรจ์ที่มีร่างกายแข็งแรงก็กลับกลายเป็นคนตายโดยปราศจากร่องรอยอาวุธไปหมดสิ้น แล้วบรรดาวิญญาณค่อยล่องลอยคืนกลับเข้าไปในถ้ำลึกอีกครั้ง
หัวหน้าพ่อค้าที่ซ่อนกายอยู่ตรงช่องหลืบภายนอกถ้ำ นึกดีใจที่ตนเองรอดจากความตายอย่างโชคช่วย พอได้โอกาสที่เหล่าวิญญาณคืนสู่ถ้ำแล้ว รีบไต่เขาลงมาจนถึงเชิงผาแล้ว ค่อยถอนหายใจโล่งอก
ทันใดนั้น มันกลับได้ยินเสียงกู่ร้องดังสนั่นจากด้านบน จนสะท้านไปทั่วหุบเขา พอมองกลับขึ้นไปอีกครั้ง กลับพบเห็นเหล่าภูตพรายกลับมายืนเรียงรายอยู่ด้านบน มีตนหนึ่งจ้องมองลงมาด้วยสายตาที่เรืองรองน่ากลัว ชี้มือมาทางมัน แต่ระยะที่ห่างไกลเช่นนั้น ไม่น่าจะทำร้ายมันได้แล้ว มันจึงหันหลังรีบวิ่งหนีความตาย และแล้ว เสียงสายฟ้าฟาดดังขึ้นข้างหู ร่างไร้ชีวิตของหัวหน้าพ่อค้าล้มครืนลงกับพื้นดิน
ชั่วพริบตาก่อนขาดใจตาย หัวหน้าพ่อค้าเพียงสำนึกเสียใจ “หากแม้นพวกวิญญาณเหล่านี้ไม่ปรากฏกายออกมา มันคงได้หยิบฉวยตำรายารักษาโรคในหีบสมบัติ สร้างชื่อเสียงในแดนกังตั๋งที่มันจากมา เฉกเช่นเดียวกันกับผู้วิเศษเตียวก๊กเคยทำทางดินแดนเสเหลียงในหลายปีที่ผ่านมาได้แล้ว เจ้าโง่อิเกียดเอ๋ย”
ชาวบ้านพรานป่าที่อาศัยอยู่แถบนั้นล้วนได้ยินเสียงดังประหลาดจากแนวผาเมื่อค่ำคืน เช้าวันต่อมา จึงออกมาสำรวจโดยรอบ และได้พบซากศพพ่อค้าสมุนไพรทั้งหลายวางเรียงเป็นแนวยาวอยู่ที่ปากหุบเขาอย่างจงใจ โดยมีร่างที่ไหม้เกรียมของตัวหัวหน้าจัดไว้ตรงกลาง ดูคล้ายปีศาจกำลังสยายปีก คำร่ำลือเรื่องหุบเขาต้องห้ามจึงถูกโจษจันขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และไม่มีใครกล้าล่วงล้ำเข้าไปอีกเลย
...
หลังจากครองราชย์มาได้สิบกว่าปี เติบโตจากเด็กน้อยเล่าหงเป็นกษัตริย์หนุ่มเลนเต้ขึ้นมาแล้ว เหล่าราษฎรพบว่า กษัตริย์เลนเต้อ่อนแอไม่ต่างจากกษัตริย์ฮวนเต้ในอดีต ช่วงเวลาไม่นาน ถึงกับเปิดทางให้พวกขันทีคนสนิทกุมอำนาจบัญชาการกององครักษ์วังหลวง กลายเป็นขุมกำลังกลุ่มใหม่ที่เข้มแข็งและน่าชิงชังยิ่งไปกว่าเดิม ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อราชวงศ์ฮั่นลดทอนลงอย่างมาก
บทเรียนทางการเมืองในยุคสมัยนั้นยังจำกัดนัก ผู้คนต้องการเพียงจริยธรรมการปกครองที่ดี และผู้นำที่เข้มแข็ง ในขณะที่ความรู้สึกผูกพันต่อราชวงศ์กษัตริย์ฮั่นกลับถดถอยลงเรื่อยๆ คนมีความรู้หลายกลุ่มหวนคิดถึงความรุ่งเรืองเฉพาะแว่นแคว้นต่างๆในสมัยเลียดก๊กที่เคยอ่านผ่านตาจากตำรา หรือรับฟังคำเล่าขานสืบต่อมา ภาพรวมแม้ว่าจะรุ่งเรืองบ้าง ทรุดโทรมบ้าง แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ บางทีอาจเพียงต้องการอาหาร และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเท่านั้น
จนเกิดขุมกำลังที่ต้องการก่อตั้งแผ่นดินใหม่เฉกเช่นเดียวกันกับที่ครั้งหนึ่ง ปฐมกษัตริย์เล่าปังที่เคยปลุกระดมโค่นล้มราชวงศ์จิ๋น เป็นกองทัพธรรม(โจร)ที่มักเรียกตัวเองเป็นพรรคฟ้าเหลือง โดยมีประมุขใหญ่คือ ผู้วิเศษเตียวก๊กแห่งเสเหลียง
เป็นที่ร่ำลือกันว่า เตียวก๊กได้รับถ่ายทอดวิชาอาคมมาจากเซียนผู้วิเศษ ณ หุบเขาต้องห้ามที่เลื่องชื่อนั่นเอง จึงสามารถรักษาอาการป่วยไข้ และนำพาผู้คนให้พ้นความทุกข์ยาก สร้างหลักการขึ้นมาเองจากสายลัทธิเต๋าผนวกเข้ากับวิชาไสยศาสตร์ สอดคล้องความต้องการของสังคมที่หดหู่สิ้นหวัง ทำให้มีชื่อเสียงเลื่องลือจนเป็นที่ยอมรับไปทั่วทั้งแผ่นดิน
ช่วงต้น เตียวก๊กมักกล่าวอ้างว่า ปัญหาของผู้คนนั้นล้วนเกิดจากการปกครองที่ล้มเหลว ราชสำนักอ่อนแอ นำพาประเทศชาติล่มจม จึงพัฒนากลุ่มสานุศิษย์แรกเริ่มให้ขึ้นมาเป็นตัวแทนกองทัพธรรม ได้ เตียวโป้ เตียวเหลียง น้องชาย และชนชั้นหัวหน้าอีกหลายคนเข้ามาเสริมเติม แล้วค่อยกระจายกำลังออกไปสร้างเป็นสำนักรักษาโรคภัยในหัวเมืองใกล้เคียงหลายแห่ง
ต่อมา เมื่อจำนวนคนมากพอ เตียวก๊กจึงเปิดตัวเป็นพรรคฟ้าเหลือง ใช้ผ้าโพกหัวสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ รับสมัครคนร่วมอุดมการณ์ขึ้นพร้อมกันหลายหัวเมืองใหญ่ เพื่อหวังล้มล้างแผ่นดินฮั่น คืนความสุขให้กับราษฎร โดยใช้คำขวัญว่า “สิ้นสุดฟ้าน้ำเงิน ฟ้าเหลืองจะปรากฏ แผ่นดินใหม่จักรุ่งเรือง” แสดงออกถึงปณิธานที่ต้องการล้มล้างแผ่นดินฮั่นอย่างชัดเจนแล้ว แต่ยังไม่ถึงกับประกาศตนเป็นขบถแผ่นดิน
จนในที่สุด ก้าวจังหวะสำคัญที่ทำให้พรรคฟ้าเหลืองเข้มแข็งเป็นทวีคูณ ก็คือ การเข้าร่วมกลุ่มของลัทธิข้าวเปลือกห้าทะนานภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่ เตียวล่อ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเครือญาติจากบรรพชนเตียวเหลียง เช่นเดียวกันกับประมุขเตียวก๊ก
เดิมที ลัทธิข้าวเปลือกห้าทะนาน ณ ดินแดนเสฉวน มีชื่อเสียงจากปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง นาม เตียวเทียนซือ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเซียนสายเต๋าในยุคราชวงศ์ฮั่น ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาให้ความเคารพนับถือมากมาย และมีชีวิตยืนยาวมากว่าหนึ่งร้อยปี ผ่านฮ่องเต้มาแล้วหลายแผ่นดิน จนเพิ่งสำเร็จเป็นเซียนไปเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน โดยตำแหน่งผู้นำยังสืบทอดมาด้วยผู้คนในตระกูล จนมาถึงจ้าวลัทธิคนล่าสุดรุ่นที่สามคือ เตียวล่อ ซึ่งก็เป็นรุ่นหลานแล้ว
ก่อนนั้น มีคำเล่าลือว่า เกิดศึกชิงตำแหน่งประมุขลัทธิกันภายในตระกูล ระหว่างเตียวสิวและเตียวล่อ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องในรุ่นเดียวกัน เพราะเตียวสิวมีอาวุโสมากกว่า และมีบารมีชื่อเสียงในสำนักอยู่ก่อน เพียงแต่เตียวสิวกลับถูกลอบสังหารด้วยพิษร้ายอย่างกระทันหัน และไม่อาจสืบสาวพบตัวคนร้ายได้เลย ทำให้ตำแหน่งสำคัญหลุดลอยมาถึงเตียวล่อ ตัวเลือกที่โดดเด่นในลำดับต่อมา
ในยุคสมัยของเตียวล่อ ลัทธิข้าวเปลือกเริ่มเสื่อมถอยลง เพราะแรงศรัทธาที่เจือจางไปตามกาลเวลา และคำครหาที่อื้อฉาว หากแต่สมาชิกยังคงมีอยู่มากมาย ทำให้พอเกิดการควบรวมกันระหว่างสองกลุ่มอิทธิพลเช่นนี้แล้ว ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ กลุ่มลัทธิข้าวเปลือกได้ความเชื่อมั่น และความหวังใหม่สืบต่อ ส่วนพรรคฟ้าเหลืองได้กำลังคนเพิ่มเติมมหาศาล และที่สำคัญกว่า การที่ได้คนรุ่นใหม่ที่มากความสามารถ นามว่า เตียวล่อ อดีตจ้าวลัทธินั่นเอง
ยามนั้น เตียวล่อกลายเป็นหนึ่งในสามผู้อาวุโสคนสำคัญของพรรคฟ้าเหลือง ชื่อเสียงทางด้านการทำนายชะตาอนาคต และการสร้างสิ่งประดิษฐ์พิสดารเป็นที่เล่าขานกันแพร่หลาย ช่วยเหลือให้พรรคฟ้าเหลืองก้าวย่างได้อย่างมั่นคงก้าวหน้าโดยเร็ว ไม่น้อยหน้ากันกับผู้อาวุโสคนอื่นๆที่ร่วมก่อตั้งพรรค
ดังนั้น อิทธิพลของพรรคฟ้าเหลืองจึงค่อยๆคืบคลานสู่โครงสร้างของฐานอำนาจอันแท้จริง เตียวล่อจึงผลักดันให้ส่งแกนนำของพรรคแทรกซึมเข้าสู่ตำแหน่งเจ้าเมือง เพื่อรอการแบ่งแยกดินแดนออกมาปกครองกันเอง ไม่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์ฮั่นอีกต่อไป โดยตนเองเป็นต้นแบบไปครองเมืองฮันต๋ง และยังมีอีกหลายเมืองที่ถูกแทรกแซงไปแล้ว แต่ยังไม่แสดงตนให้ปรากฏ ทำให้พรรคฟ้าเหลืองมีอิทธิพลสูงส่ง และเริ่่มถูกพูดถึงในทำนองที่เชื่อมโยงกับคำทำนายสะท้านฟ้านั้นอีกครั้ง
ฝ่ายรัฐบาลกลางย่อมมิได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อีกต่อไป กษัตริย์เลนเต้รับฟังคำแนะนำของสมุหกลาโหมโฮจิ๋น ส่งสามขุนพลใหญ่ โลติด จูฮี ฮองฮูสง ผู้นำกองทัพพยัคฆราชอันโด่งดังแห่งราชวงศ์ฮั่น เป็นตัวหลักในการต่อสู้กับขบถโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้ที่กำลังฝังรากลึกไปทั่วแผ่นดินแล้ว
โลติด จูฮีเป็นขุนพลที่สร้างชื่อเสียงมาจากสมรภูมิชายแดน ชำนาญพิชัยสงคราม ปราบปรามชนเผ่านอกชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความสงบสุขให้กับบ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง ทำให้เป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาล ส่วนฮองฮูสงสร้างชื่อตามมาในภายหลัง แต่โดดเด่นขึ้นมาในช่วงสั้นๆ เพราะแฝงตัวทำงานใหญ่จนสำเร็จ ช่วยให้รัฐบาลกลับมาได้เปรียบเหนือพวกขบถผู้ก่อการร้ายได้
ในยามนั้น รัฐบาลเองก็มิอาจพึ่งพาบรรดาเจ้าเมืองต่างๆได้มากนัก ด้วยเกรงข่าวคราวความลับอาจรั่วไหล ทำให้ต้องดำเนินแผนงานมาจากส่วนกลางโดยตรงเป็นหลัก สามขุนพลใหญ่จึงออกมาระดมพลให้เข้ามาเป็นกองกำลังอาสาปราบโจรโพกผ้าเหลือง ทางหนึ่งเป็นการเพิ่มกำลังพลเข้ามาเสริมเติมในกองทัพที่เริ่มอ่อนล้า อีกทางหนึ่งก็เป็นการลดจำนวนคนที่อาจจะให้การสนับสนุนกับฝ่ายตรงข้าม
สมุหกลาโหมโฮจิ๋นกลัวว่า ตนเองจะไร้ผลงาน จึงรับฟังข้อเสนอของตั๋งโต๊ะคนสนิท ผลักดันนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จัดสรรระบบปกครองแบบมณฑลคุมหัวเมือง อีกทั้งยอมผ่อนปรนให้คนตระกูลใหญ่ หรือคนดังในแต่ละท้องที่ สามารถสร้างอิทธิพลท้องถิ่น เพื่อให้ความร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาลได้อย่างอิสระ
ช่วงเวลาดังกล่าว จึงเกิดเป็นแรงกระเพื่อมใต้ดินครั้งใหญ่ภายในกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสในการเพาะบ่มขุมกำลังลับ ทั้งกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงและที่ไม่ปรากฏชื่ออีกจำนวนหนึ่ง แม้แต่พวกต่างแดนก็ยังร่วมวงเล่นสนุกด้วย แต่ด้วยความที่แต่ละคนมีต้นทุนเริ่มต้นไม่เท่าเทียมกัน วิธีการดำเนินแผนการจึงแตกต่างไปตามกำลัง เวลา และความเหมาะสมของตน
ที่จริงแล้ว โครงสร้างภายนอกยังมีเมืองสำคัญทางทหารบางแห่ง เช่น เมืองเกงจิ๋ว เมืองกิจิ๋ว เมืองเสฉวน ที่อยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่พอไว้วางใจได้ หากแต่พอเกิดเหตุขุ่นเคืองกันมาตั้งแต่ปลายยุคสมัยกษัตริย์ฮวนเต้ เจ้าเมืองบางแห่งก็คล้ายจะหมางเมินต่อการให้ความร่วมมือกับส่วนกลาง เหมือนกับจะรอวันเวลากอบกู้ชื่อเสียงบารมีกลับคืนให้กับตนเองมากกว่า นั่นจึงเป็นชะตากรรมอันเลวร้ายของบ้านเมืองอีกประการหนึ่ง
สุดท้าย ขุมกำลังทั้งหลาย ทั้งอยู่ในที่แจ้งและที่ลับ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว เพื่อนำตนเองฝ่าฟันอุปสรรคให้พ้นจากบ่อหลุมขวากหนาม เฉกเช่น ฝูงปลาน้อยใหญ่ในบ่อน้ำที่เบียดเสียดแย่งชิงกันเอง เพื่อกลืนกินเหยื่ออันโอชะ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา