19 ม.ค. 2021 เวลา 02:33 • นิยาย เรื่องสั้น
1.3. สามพี่น้องร่วมสาบาน
สมุหกลาโหมโฮจิ๋น - โฮฮองเฮา - ขันทีใหญ่เตียวเหยียง
การต่อสู้ชิงอำนาจในราชสำนักพัฒนาขึ้นเรื่อยๆไปจนถึงจุดแตกหัก สองขุมกำลังสำคัญ อันได้แก่ กลุ่มทหารสายสมุหกลาโหมโฮจิ๋นกับกลุ่มสิบขันทีของเตียวเหยียง ร่วมกันวางแผนกำจัดสามขุนพลห่วงสัมพันธ์ โลติด จูฮี ฮองฮูสง แกนหลักสายบู๊ของฝ่ายตงฉินซึ่งกำลังมาแรง ก่อนที่ตัวเองจะสูญเสียอิทธิพลทางการเมือง
เหตุที่โฮจิ๋นต้องรีบเร่งลงมือต่อสามขุนพล ทั้งๆที่ภารกิจทำลายพรรคฟ้าเหลืองยังไม่เสร็จสิ้น ก็เพราะสายข่าวรายงานว่า เลนเต้เริ่มป่วยไข้เรื้อรัง ทำให้ตั๋งโต๊ะคนสนิท ซึ่งเป็นหลานห่างๆของตั๋งไทเฮา แสดงตัวผลักดันให้เล่าเหียบเป็นฮ่องเต้ด้วยความที่ดูแลมาโดยตลอด ซึ่งขัดแย้งกับตนเองที่สนับสนุนเล่าเปียน ผู้มีศักดิ์เป็นหลานของตนเอง และเนื่องจากต่างก็มีคนหนุนหลังในระดับไทเฮาฮองเฮาไม่น้อยหน้ากัน โฮจิ๋นจึงจำยอมแจ้งให้โฮฮองเฮาประสานกับเตียวเหยียงขันที
สามขุนพลใหญ่ถูกเรียกตัวกลับมารายงานตัวเป็นการลับ และถูกจัดฉากให้ดูเหมือนพยายามนำกำลังทหารบุกรุกเข้าวังหลวงในยามวิกาล หมายสังหารบุคคลสำคัญ ทำให้คนทั้งสามกลับกลายเป็นขบถเสียเอง ชะตากรรมของสามขุนพลดูสับสนไม่ชัดเจน หากแต่สุดท้าย คนทั้งหลายคล้ายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย คงจะมีขุมกำลังลับกลุ่มใดยื่นมือช่วยเหลือให้หลบหนีไปได้
อย่างไรก็ตาม อำนาจทางทหารกลับคืนสู่เงื้อมมือของสมุหกลาโหมโฮจิ๋นแล้ว กองทัพพยัคฆราชถูกสับเปลี่ยนโยกย้ายให้ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง และตั๋งโต๊ะมีช่องทางก้าวหน้า ได้โอกาสแทนตำแหน่งที่ว่างลง และใช้เมืองเสเหลียงเป็นฐานทัพหลักในการต่อต้านกับพรรคฟ้าเหลืองต่อไป
ท่ามกลางความชุลมุนทางการเมืองในเมืองหลวง ภายนอกก็ยังมีผู้คนก่อเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นตามใจชอบ อย่างเช่น เผิงเสียน ชายหนุ่มพเนจรร่อนเร่ในวัยประมาณยี่สิบต้นๆ ผิวขาวหน้าตาเกลี้ยงเกลา ที่บุกไปสังหารปลัดอำเภอแซ่ลิ ผู้เป็นที่รักใคร่ของราษฎร สันนิษฐานว่าเพียงเพราะมีความแค้นเรื่องชู้สาวเป็นการส่วนตัว แต่แล้ว มันกลับฉวยโอกาสเก็บริบทรัพย์สินเงินทองออกมาเต็มย่ามสะพายหลัง และกำลังจุดไฟเผาคฤหาสน์ เพื่อเป็นการทำลายหลักฐาน
หากแต่ช่างโชคร้ายที่มันกลับพบกับมือปราบชื่อดังวัยสี่สิบปี ฉายา จ้าวแห่งเกาทัณฑ์ ที่เพิ่งจะเดินทางมารับตำแหน่งในอำเภอนี้เข้าพอดี ทั้งสองจึงต้องต่อสู้กันอย่างคนรู้เท่าทัน คนหนึ่งสู้เพื่อเอาชีวิตรอด และทรัพย์สินที่ได้มา อีกคนหนึ่งสู้เพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย และชื่อเสียงที่สั่งสมมายาวนาน ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกลามไปทั่วทั้งคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มมีพละกำลังมหาศาล แต่ชั้นเชิงวิทยายุทธ์ และประสบการณ์ยังด้อยกว่า พลาดท่าโดนเกาทัณฑ์ลับปักเข้าที่ไหล่ซ้าย จึงตัดสินใจย้อนกลับเข้าไปในตัวคฤหาสน์ที่กำลังลุกไหม้นั้นอีกครั้ง มือปราบไม่กล้าฝ่าเปลวไฟติดตามมา ชายหนุ่มจึงหลบรอดไปทางด้านหลังบ้านได้สำเร็จ แต่ก็โดนเปลวไฟเผาผิวกายและใบหน้า จนไหม้เกรียมแดงคล้ำไปทั่วทั้งร่าง
เมื่อหลบรอดมาจากเมืองมาได้แล้ว ชายหนุ่มค่อยมีจังหวะดึงเกาทัณฑ์ลับออกจากไหล่ และสังเกตเห็นชื่อของฝ่ายตรงข้ามที่จารึกไว้บนเกาทัณฑ์ "เผิงเสียนเอ๋ย จงจำรอยไหม้ และบาดแผลลึกที่ไหล่ซ้ายนี้ไว้ ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้ามือปราบฮองตงใช้อาวุธลับอันนี้ทำร้ายเจ้า”
มันจึงรีบออกเดินทาง เพื่อหลบหนีการไล่ล่าของมือปราบฮองตง แต่ฮองตงสามารถค้นพบจนได้ และลงมือต่อสู้กันอีกหลายครั้ง ยังดีที่เผิงเสียนมีโชคช่วย จึงยังหนีรอดมาได้ จนล่าสุด ณ เมืองอ้วนเซีย เผิงเสียนเปลี่ยนรูปโฉมเป็นการไว้หนวดเคราดกครึ้มปกปิดรอยเผาไหม้บนใบหน้า ใส่ชุดยาวและโพกผ้าคลุมผมสีเขียว จอดรถเข็นสัมภาระไว้ด้านนอก แล้วก้าวเท้าเข้าไปนั่งดื่มกินในโรงเตี๊ยมอย่างใจเย็น
เพียงแค่อึดใจเดียว มือปราบฮองตงในชุดรัดกุม ลอยตัวไต่หลังคาบ้านเรือนมาจนถึงด้านบนโรงเตี๊ยม กวาดสายตามองหาเผิงเสียนด้วยเบาะแสจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า คนร้ายต้องมาถึงที่นี่แล้วเช่นกัน
ที่ซอยเล็กฝั่งตรงข้าม หนุ่มใหญ่ในชุดพ่อค้าเร่ร่อนแอบมองเผิงเสียน และฮองตงที่ยังมองไม่เห็นกัน นึกเย้ยหยันต่อสองว่าที่วีรบุรุษผู้กล้า หากเปรียบเทียบกับตัวมันแล้ว ความลำบากยากเข็ญ และความบอบช้ำทางจิตใจอาจจะลึกล้ำกว่าเสียด้วยซ้ำ มันนึกอยู่ภายในใจ หากมิใช่มันแอบช่วยเหลือจากเงามืดมาหลายครั้ง เห็นที เผิงเสียนคงได้นอนอยู่ในคุกไปอีกหลายปี ไม่ได้พบกับพี่น้องในตำนานไปแล้ว
“เรียนท่านผู้อาวุโส คนที่ท่านต้องการมาแล้วครับ” ชายหนุ่มในชุดรัดกุมแนะนำนักเลงท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งให้กับพ่อค้าเร่ร่อน เห็นพ่อค้าพยักหน้า และกระซิบสั่งความกับลูกน้องคนสนิท พร้อมยื่นห่อผ้าใหญ่ในมือส่งให้
เผิงเสียนซ่อนตัวในมุมสงบ กินอาหารอยู่ในโรงเตี๊ยม จนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่ทางการเดินส่งเสียงเอะอะ ตามหาร่องรอยคนชื่อเผิงเสียนอยู่กับเสี่ยวเอ้อที่หน้าร้าน มันจึงรีบวางเศษเงินบนโต๊ะ แล้วอ้อมเดินออกไปทางหลังร้าน และเข็นรถสัมภาระออกเดินทางออกจากเมืองไปในทันที
ฝ่ายมือปราบฮองตงมองเห็นคนชุดเขียวโพกผ้า รูปร่างสูงใหญ่ เค้ารางคล้ายกับเผิงเสียน แลดูท่าทางมีพิรุธ จึงขยับจะติดตาม ทันใดนั้น หนุ่มใหญ่ในชุดพ่อค้าเร่ร่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ขยับข้อมือส่งแสงสว่างวาบเข้าใส่ที่ใบหน้า เป็นแสงสะท้อนแสงแดดจากกระจกทองเหลืองที่หาได้ตามตลาดทั่วไป
ฮองตงเป็นจอมยุทธ์สายเกาทัณฑ์ ได้รับการฝึกฝนให้สายตาแข็งแรงชัดเจน ถึงกับยิงเป้าในที่มืดได้อย่างแม่นยำ แต่กลับทำให้เป็นจุดอ่อนกับความสว่างจ้าเช่นนี้ คนอื่นอาจเพียงตาพร่ามัวชั่วขณะ แต่กับมันแล้ว แสงสว่างกลับทำร้ายมันสาหัสยิ่งกว่าหลายเท่านัก จนต้องแนบกายลงกับหลังคา หลับตาพักไปชั่วครู่หนึ่ง
จังหวะนั้นเอง บนท้องถนนพลันปรากฏคนร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคล้ายกับเผิงเสียนห้าหกคน ในรูปโฉมที่แตกต่างกัน บ้างใส่หมวกปีกกว้าง บ้างใส่ผ้าโพกหัว บ้างถึงกับโกนหัวล้านเกลี้ยงเกลา เดินทางด้วยม้าบ้าง รถม้าบ้าง เดินเท้าบ้าง แยกย้ายกันออกจากตัวเมืองอย่างโจ่งแจ้ง กลายเป็นเป้าหมายที่กระจายตัวกันไปห้าหกทิศทาง
ฮองตงจ้องมองจากหลังคาโรงเตี๊ยมลงมา ไม่อาจแยกแยะตัวจริงตัวปลอมได้ จึงได้แต่สุ่มเสี่ยงติดตามไปทีละคนอย่างรวดเร็ว จนเสียเวลากับการไล่ล่าเป้าหมายหกทิศทางนั้นเสียเนิ่นนาน ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวปลอมทั้งสิ้น จึงได้แต่คับแค้นใจยิ่งขึ้น
สุดท้ายแล้ว มือปราบฮองตงยืนอยู่ตรงทางแยกนอกเมืองทางใต้ ฝั่งตะวันตกไปดินแดนเสฉวนอันรกร้าง ฝั่งตะวันออกไปเขตแดนเมืองใหญ่เกงจิ๋วที่พลุกพล่าน หากมันเป็นคนร้าย สมควรเดินทางเข้าป่าเขา เพื่อการหลบซ่อนอำพรางตัว มันจึงออกเดินทางไปตามสัญชาตญาณนักล่าของมันเอง
พ่อค้าเร่ร่อนยังคงเฝ้ามองดูความเคลื่อนไหวดังกล่าว เห็นว่า เผิงเสียนไปคนละทิศทางกับฮองตงแล้ว คงจะปลอดภัยสักระยะหนึ่ง มันจึงค่อยกระตุกบังเหียน บังคับรถม้าที่จอดรอด้านหลังตรอก ออกเดินทางต่อไปตามภารกิจตนเองเช่นกัน
...
เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่เจ้าสัวหนุ่มน้อยนามเตียวหุย เจ้าของตลาดค้าเนื้อสัตว์ในวัยเกือบจะยี่สิบปี รูปร่างที่สูงใหญ่สวมทับด้วยเสื้อผ้าพองหนา แต่ถูกหนวดเคราที่รุงรังเต็มหน้า และกลิ่นสุราที่คละคลุ้ง ดึงดูดความสนใจไปหมด มักจะมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆที่ติดป้ายประกาศของทางการกลางเมืองซินเอี๋ย เพียงเพื่อรอคอยใครคนหนึ่ง และคงเป็นอีกวันหนึ่งที่ความพยายามของมันคงจะสูญเปล่าเช่นเคย
ทันใดนั้น เสียงถอนหายใจก็ดังขึ้นทางด้านหลังเบาๆ แต่นั่นคือสัญญาณอันสำคัญที่มันเฝ้ารออยู่นานมากแล้ว เตียวหุยหันกลับไปพบกับชายวัยประมาณยี่สิบห้าปี แต่งกายซอมซ่อ แต่ดูสง่ามีราศี สิ่งของที่วางอยู่เบื้องหน้าคือหาบไม้ที่บรรจุเสื่อฟางและรองเท้าสาน มันมองไปที่ใบหูของชายคนนั้น ก็เพียงแต่เป็นใบหูธรรมดาๆที่พอจะเรียกว่า “ค่อนข้างยาว” กว่าคนทั่วไปเท่านั้น มันจึงแกล้งตวาดว่า “เป็นคนปกติมือเท้าครบถ้วน ไยต้องถอนใจให้กับเหตุการณ์บ้านเมืองเล่า”
ชายคนนั้นงงงันวูบหนึ่ง ก่อนประสานมือตอบพร้อมด้วยใบหน้าถอดสี “ขออภัยท่านเจ้าสัว ข้าน้อยเสียดายที่มีเพียงกำลังสองมือ ไม่อาจเข้าร่วมทัพปราบโจรแผ่นดินแทนคุณให้ราชวงศ์ฮั่นได้เท่านั้นเอง”
อันที่จริงแล้ว มันเพียงกำลังกลัดกลุ้มใจที่เพิ่งโดนท่านอาหญิงตำหนิมาเมื่อเช้า ด้วยไร้ความสามารถในการสร้างฐานะความมั่นคงให้กับครอบครัว หากแต่เรื่องเช่นนี้ คงไม่สะดวกจะเอ่ยถึงต่อคนไม่คุ้นเคย จึงเฉไฉไปเรื่องของสถานการณ์บ้านเมืองที่ฟังดูเข้าท่ากว่าแทน
เตียวหุยนึกดีใจที่ได้พบคนที่รอคอย จึงกล่าวต่อ “ข้าคือเตียวหุย เป็นเจ้าของตลาดค้าเนื้อสัตว์แห่งนี้ ส่วนท่านคือ..”
“ข้าน้อยเล่าปี่ อพยพมาจากเมืองตุ้นกวน มณฑลอิวจิ๋วตั้งแต่เด็ก ทำอาชีพทอเสื่อขาย ปกติค้าขายอยู่นอกเมือง แต่ด้วยความขัดสน จึงลองเข้ามาในตัวเมืองดูบ้าง จริงๆแล้วข้าน้อยเป็นเชื้อสายราชวงศ์ฮั่นด้วย แต่ดวงชะตาข้าน้อยอาภัพนัก จึงต้องพเนจรทนตกยากอยู่เช่นนี้” ชายหนุ่มรีบตอบอย่างคล่องปาก ราวกับท่องบ่นเช่นนี้มาหลายสิบครั้งแล้ว
เตียวหุยตาลุกวาว แม้ไม่ค่อยเชื่อถือในท่าทีและคำกล่าว หากแต่นี่คือคนที่มันเฝ้ารอคอยมานาน จึงรีบคว้ามือเล่าปี่ออกมายืนกลางถนนทันที “ข้าดีใจนักที่ได้พบท่าน ชะตาเราต้องกันแล้ว มาร่วมกันทำงานใหญ่กันเถิด” กล่าวพลาง มองไปรอบๆเหมือนจะหาใครอีกคนหนึ่ง
เล่าปี่แปลกใจในท่าทีอันประหลาด แต่นึกในใจว่าคนรวยย่อมทำอะไรไม่ผิด อาจจะเพียงหาเพื่อนฝูงคนรู้จักละกระมัง จึงยืนกังวลอยู่ด้านข้าง จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังมาแต่ไกล “หลีกทางหน่อย รถเข็นกำลังมา”
เตียวหุยมองไปตามเสียง เห็นเป็นชายหนุ่มชุดเขียวมอซอ โพกผ้าคลุมผม ใบหน้าแดงคล้ำ มีหนวดเครารกยาว กำลังเข็นรถขนสัมภาระผ่านทางมาอย่างรวดเร็ว คล้ายหลบหนีใครมา จึงดีใจยิ่งนัก แต่กลับยืนขวางถนนไว้อย่างจงใจ ทำให้ผู้ที่เข็นรถต้องดึงรถเข็นให้หยุดลงอย่างไม่ยินยอมนัก
เตียวหุยจึงเปิดบทสนทนา “ท่านจะรีบร้อนไปที่ไหนกัน พวกเราสองคนกำลังจะไปปราบโจรแผ่นดิน ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”
ผู้มาใหม่คล้ายแปลกใจในคำทักทาย แต่ยังคงตอบว่า “ข้าก็คิดเห็นเช่นเดียวกันกับท่านทั้งสองนั้นแหละ แต่จะทำกระไรได้เล่า”
“ดีแล้ว พวกเราไปนั่งคุยกันที่บ้านของข้าก่อนเถอะ” เตียวหุยชวนพลางผลักรถเข็นไปในทิศทางของตนเอง เล่าปี่รีบจับมือผู้มาใหม่พร้อมแนะนำตัวอีกรอบหนึ่ง
ชายหน้าแดงคล้ำผู้มาใหม่ ซึ่งก็คือเผิงเสียน นึกดีใจที่จะได้ที่หลบซ่อนตัวจากมือปราบฮองตงได้สักช่วงเวลาหนึ่ง จึงไม่ปฏิเสธคำเชิญชวนแต่อย่างใด ในขณะที่เล่าปี่สอบถามชื่อแซ่ มันไม่กล้าเอ่ยชื่อแซ่จริงกับคนแปลกหน้า พลันนึกถึงชื่อด่านปราการที่เพิ่งผ่านมา จึงกล่าวตอบว่า "ตัวเราแซ่กวน นามว่าอู"
เตียวหุยตั้งวงสุราในสวนท้อหลังบ้านให้กับเล่าปี่ กวนอู ตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำคืน พูดคุยกันจนถูกคอแล้ว จึงชักชวนให้สาบานเป็นพี่น้องกันในวันแรกที่พบนั้นเลยทีเดียว ซึ่งเล่าปี่ กวนอู ได้เห็นถึงฐานะอันมั่นคงของเจ้าสัวน้อยคนนี้แล้ว ยอมรับในใจว่า ด้วยความสามารถของตนเองคงมิอาจไต่เต้าขึ้นมาได้ถึงปานนี้ ทั้งสองจึงเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะคิดว่าสำหรับตนเองแล้ว มีแต่ได้ ไม่มีเสีย
สอบถามวันเดือนปีเกิดแล้ว เล่าปี่เป็นพี่ใหญ่ กวนอูเป็นคนรอง เตียวหุยเป็นน้องสาม ทั้งสามจึงดื่มเหล้าร่วมสาบานตามพิธี และพูดคุยดื่มกินกันต่อไปอีก จนมึนเมาหลับฟุบไปคาวงเหล้านั้นเอง
แต่ภายในสวนท้อนั้น ยังมีเหล่าคนรับใช้ที่คอยดูแลอาหารการกินราวสิบคน ทั้งหมดยืนนิ่งคอยรับใช้อยู่ห่างๆตามปกติวิสัย และแล้ว หนึ่งในคนรับใช้ เร่ิมส่งสัญญาณมือ ทำนิ้วชี้และนิ้วกลางมาไขว้กัน ชี้ตรงไปข้างหน้า
... 
ที่มุมสงบห่างไกลออกไปในสถานที่เดียวกันนั้น บุรุษในชุดดำแอบมองความเป็นไปในบ้านของเตียวหุยอย่างเงียบงันมาเนิ่นนานแล้ว หลายครั้งที่สายตามาหยุดอยู่ที่วงสนทนาของเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ด้วยความพึงพอใจ มันก็รำพึงอยู่ในใจว่า "ในที่สุดเวลาที่รอคอยนี้ก็มาถึง การพบกันครั้งแรกของสามพี่น้องวีรบุรุษ เพียงแต่ให้เหตุการณ์ราบรื่นไร้ปัญหา ตำนาน"สามพี่น้องสาบานในสวนท้อ" จุดกำเนิดของเรื่องราวก็จะเกิดขึ้นตามโครงเรื่องเดิมของเราได้แล้ว"
ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีนึกย้อนถึงชีวิตในยุคสมัยตนเองร่วมสิบปีที่ถูกเคี่ยวกรำมาในแนวทางของมือสังหาร อาวุธทั้งในและนอกสารบบ ไปจนถึงสิ่งของใกล้ตัว เช่น จาน ชาม กิ่งไม้ ใบหญ้า ล้วนแต่เป็นอาวุธ หรือความได้เปรียบของมันได้ทั้งสิ้น
ทั้งหมดนี้ ต้องขอบคุณเทคโนโลยีในอนาคตที่ย่อเวลาฝึกปรือของคนสมัยโบราณแทบทั้งชีวิตให้มันฝึกได้สำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่ปี แม้ว่าการฝึกฝนวิชาจะหนักหนาสาหัสยิ่งนัก จนหมดสิ้นวัยเยาว์อันน่าสนุกสนานไป แต่ก็นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า เพราะมันกำลังจะเป็นจอมยุทธ์มือสังหารในยุคสมัยโบราณนี้แล้ว ยามนี้ วิทยายุทธ์อาจจะยังไม่แกร่งกร้าวสูงสุด แต่มันจะไม่มีวันพ่ายแพ้ต่อผู้ใดได้โดยง่ายอย่างแน่นอน
นี่คือหนทางที่มันถูกกำหนดขึ้นมาตั้งแต่แรกเริ่ม นักเดินทางย้อนอดีตคนอื่นเติบโตมาอย่างคนปกติ และเรียนสายทหารตามหลักสูตรทั่วไป จนได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการ ค่อยมาศึกษาเรียนรู้วิชาเพิ่มเติมอีกหลายปี แต่สำหรับมันซึ่งถูกสร้างให้เป็นจอมยุทธ์มือสังหาร กลับถูกดึงตัวเข้ามาร่วมโครงการอย่างพิสดารตั้งแต่เล็กๆ พร้อมกับตัวเลือกคนอื่น เพื่อรับการฝึกฝนอยู่หลายปีร่วมกัน แต่สุดท้าย เหลือเพียงมันคนเดียวที่หลงรอดอยู่ได้ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายทหารพิเศษในภายหลัง
บุรุษหนุ่มผู้นี้ คือ เหยี่ยวดำ ลำดับสิบสาม เป็นสมาชิกคนสุดท้ายในหน่วยปักษาสวรรค์แห่งโครงการสามก๊ก ที่องค์กรย้อนเวลาทะลุมิติ จัดตั้งขึ้นมา ความพยายามขององค์กรคือ การศึกษาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ตามที่ได้รับการบันทึกมา และดูแลให้เหตุการณ์ต่างๆเป็นไปตามนั้น
ฝ่ายตรงข้ามกับพวกมัน ก็คือ องค์กรป่วนอดีตเพี้ยนตำนาน ที่ได้แทรกซึมเข้าไปในช่วงเวลาสำคัญต่างๆ เช่น ความพยายามที่จัดส่งมือสังหารกลุ่มใหญ่เข้าไปลอบฆ่าจิ๋นซีฮ่องเต้พร้อมกันกับนักฆ่าในตำนาน เก๋งคอ หรือ การขัดขวางไม่ให้เล่าปังเอาชนะฌ้อปาอ๋องในศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายด้วยการชักจูงหานซิ่นให้ทรยศก่อการขบถต่อเล่าปังที่จะขึ้นเป็นพระเจ้าฮั่นโกโจไปแล้ว เป็นต้น
โชคดีที่องค์กรย้อนเวลาของมันก็ยังล้ำหน้าแก้ไขได้ทันเหตุการณ์ทุกครั้งด้วยการส่งมือดีเข้าไปแทรกซึมเป็นตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์ไว้ล่วงหน้าก่อนอย่างแนบเนียน เท่าที่สืบทราบมา ยังไม่มีคราใดที่ฝ่ายตรงข้ามทำสำเร็จได้เลยสักครั้ง จึงนับว่า หัวหน้าองค์กรหญิงยังเหนือชั้นกว่าศัตรู หรือว่า นางอาจจะมีข้อได้เปรียบอื่นใดแอบซ่อนอยู่
นั่นคือเรื่องราวที่เล่าขานกันอย่างสนุกสนานระหว่างนักเดินทางข้ามกาลเวลาด้วยกันเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา เพราะเรื่องราวเหล่านี้มักจะสูญหายไปในหน้าประวัติศาสตร์ ราวกับไม่เคยเกิดเรื่องราวที่เล่าขานกัน
แต่สำหรับโครงการสามก๊กนี้ ดูเหมือนจะมีความยุ่งเหยิงอย่างมาก เพราะเป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และตัวละครสำคัญมากมาย ทำให้เหตุการณ์ผันแปรได้ง่ายที่สุด หัวหน้าองค์กรจึงได้ส่งหน่วยปักษาสวรรค์มาในโครงการนี้ทั้งสิบสามคน เป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อแทรกซึมไปยังก๊กเล็กก๊กน้อยต่างๆ โดยที่มันเองก็ไม่แน่ใจว่า การแทรกซึมของรุ่นพี่แต่ละคนนั้น สำเร็จได้ดีหรือไม่ อย่างไร เพราะรายงานก่อนเดินทาง ระบุไว้ว่า สมาชิกหน่วยปักษาสวรรค์แต่ละคนจะมาถึงยุคสมัยนี้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
มีแต่มันคนเดียวเท่านั้นที่จะไม่ปรากฏชื่อเสียงและร่องรอยในประวัติศาสตร์ ในขณะที่รุ่นพี่อีกสิบสองคนจะปลอมตัวเข้าไปเป็นตัวละครต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสามก๊ก โดยการแทรกซึมเข้าไปในวงจรชีวิตของตัวจริงในประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการใดๆก็ได้ แม้แต่การฆ่าตัวตนที่แท้จริงในอดีตทิ้งก็ตาม แต่ความยุ่งยากก็คือ มันไม่รู้ว่า ตัวละครนั้น คือ รุ่นพี่ปักษาสวรรค์ หรือตัวละครจริงๆที่ยังคงอยู่
ตามหลักการขององค์กรแล้ว พวกมันพิสูจน์สมมุติฐานมาแล้วว่า การสังหารผู้คนไร้ชื่อเสียงนั้น เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ กาลเวลากับสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมเนื้อหาใหม่ให้กับตัวละครหลักในประวัติศาสตร์โดยไม่กระทบต่อเหตุการณ์สำคัญใดๆ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นแค่ชะตากรรมอันเลวร้ายของตัวละคร เช่น พ่อแม่ถูกสังหารตั้งแต่เล็ก ตัวละครกลายเป็นเด็กกำพร้า ถูกคนอื่นชุบเลี้ยง เป็นต้น
กฏสำคัญที่พวกมันต้องจดจำก็คือ ตัวละครหลักในประวัติศาสตร์ไม่อาจขาดหายเท่านั้น ดังนั้น พวกมันพร้อมที่จะแทรกแซงตัวละครหลักได้ทุกตัว ตราบใดที่มันสามารถเข้าไปทดแทนบทบาทสำคัญของคนที่ตายได้นั่นเอง
เพียงแต่ภารกิจครั้งนี้ เกิดความผิดปกติทันทีในวินาทีแรกที่มาถึง สมาชิกกลุ่มที่สองเพิ่งผ่านประตูเชื่อมผ่านมิติเวลาออกมา ก็เกือบถูกรบกวนโดยกลุ่มพ่อค้าสมุนไพรกลุ่มหนึ่ง พวกมันจึงได้แต่ลงมือสังหารปิดปากคนทั้งหมด และโรยพิษสร้างพื้นที่หวงห้ามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นหุบเขาต้องห้ามของเซียนผู้วิเศษในตำนานท้องถิ่นนั่นเอง
ที่จริงแล้ว คนกลุ่มแรกตามโครงการสามก๊กที่เดินทางมาถึงเมื่อสามสิบปีก่อนนั้นมีเพียงคนเดียว เป็นสมาชิกคนที่สองของหน่วยที่ชื่อ ผู้วิเศษกระเรียน ซึ่งมีหน้าที่สร้างเขตคุ้มกันประตูผ่านมิติ และรวบรวมสิ่งของสำคัญต่างๆ เช่น คัมภีร์วิทยายุทธ์ ตำรายารักษาโรค และทรัพย์สินเงินทองทั้งหลาย ไว้ให้คนที่มาภายหลังทำงานได้สะดวกขึ้น ส่วนภารกิจอื่นๆกลับเป็นความลับเฉพาะตนที่คนอื่นไม่อาจล่วงรู้ได้
เหตุที่ภารกิจบางอย่างสมควรเป็นความลับ ก็เพราะบางเรื่องอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งกันทางจิตใจต่อสมาชิกคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น หากภารกิจคนแรกนั้น เป็นการสั่งสอนลูกศิษย์ให้ปกครองแผ่นดินในช่วงเวลาแรก แล้วภารกิจคนที่สองคือการสังหารลูกศิษย์คนเดียวกันนั้น เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งเดิมไป การล่วงรู้ความสัมพันธ์ก่อน อาจจะทำให้การลงมือทำได้ไม่เต็มประสิทธภาพ เป็นต้น บางที การไม่รู้อะไรบ้าง ก็เป็นสิ่งที่ดีต่อจิตใจคนกระทำ และนี่คือตัวอย่างบทเรียนบททดสอบที่ถูกสั่งสอนในองค์กรย้อนเวลา
สิ่งของต่างๆภายในถ้ำลับล้วนอยู่ครบถ้วนตามที่ควรเป็น จนเรียกได้ว่า มากเกินกว่าที่จำเป็นด้วยซ้ำ แต่เขตหวงห้ามที่สมควรโรยด้วยพิษยาสลบ และเต็มไปด้วยกลไกกับดัก กลับขาดการดูแลรักษา ทำให้มีคนล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่สำคัญได้ และที่สำคัญคือ ตัวผู้วิเศษกระเรียนเองนั้น หายไปที่ใด หรือว่า ช่วงเวลาสามสิบปีนั้น ได้ทำร้ายชีวิตสังหารผู้คนไปแล้ว
หัวหน้าทีมในกลุ่มที่สอง จึงสั่งการให้ทั้งหมดแยกย้ายกันไปทำภารกิจ ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม พร้อมกับสืบหาข้อมูลของสมาชิกที่หายสาบสูญไป และที่สำคัญคือ ห้ามติดต่อกันเองโดยไม่จำเป็น
ภารกิจแรกของคนส่วนใหญ่ คือ การแทรกซึมเข้าไปเรียนรู้ชีวิตประจำวันของตัวละครที่ต้องการเข้าไปสวมบทบาทแทน เพื่อจดจำใบหน้า บุคลิกนิสัย และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จากนั้น จึงค่อย “แทนที่”
"เวลาเท่านั้นคือบทพิสูจน์" ประโยคธรรมดาๆนี้ คือรหัสลับที่พวกมันเท่านั้นจะรู้กันเองว่า ฝ่ายตรงข้ามคือพวกเดียวกัน
อาจจะมีเพียงคนเดียวที่แตกต่างไปจากคนอื่น นั่นคือ เหยี่ยวดำ ที่ไม่ต้อง “แทนที่” ใคร ดังนั้น มันจึงใช้เวลาไปในการปรับแต่งขัดเกลาวิทยายุทธ์ของตนเองให้ถึงขั้นไร้เทียมทาน ทดสอบกับชาวยุทธนักสู้ทั่วแผ่นดิน ช่วงเวลาสามปีที่ผ่านไป จึงเคี่ยวกรำให้เหยี่ยวดำที่เงียบขรึมอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มรังสีอำมหิตออกมาด้วย
บัดนี้ ชายเจ้าของรหัสเหยี่ยวดำจึงกลายเป็นจอมยุทธ์มือสังหารโดยสมบูรณ์แล้ว
...

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา